Tuesday, December 29, 2020

อย่าให้การเลื่อนของสนามอีเวนต์ เพราะโควิดมีผลต่อเป้าหมายวิ่ง

 อย่าให้การเลื่อนของสนามอีเวนต์

เพราะโควิดมีผลต่อเป้าหมายวิ่ง

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ถ้าเราควรตั้งมั่นในอดิเรกที่เรารัก  เราต้องพร้อมเสมอต่ออุปสรรคที่เขามา

เอาละ...ตอนนี้เราวิ่ง  วิ่งคือกิจกรรมที่เราเลือก ในขณะที่โควิดยังไม่จางคลาย

ลำพังแล้ว โควิดไม่น่าจะมีผลกับวิ่ง  อย่าลืมนะว่า  กิจกรรมที่เรากำลังเล่นอยู่  เป็นปัจเจกกีฬา  มิใช่กีฬารวมหมู่  ที่ต้องใกล้ชิดกัน

แต่ถ้าโควิดมันจะทำให้รูปรอยการวิ่งของเราผิดเพี้ยนไป  ก็สมควรที่จะกลับมาทบทวนถึงการจัดการของเราต่อการวิ่งใหม่อีกครั้ง

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด  ทำให้พวกเรามีข้อจำกัดในการซ้อมที่จะไม่สามารถทำแบบเดิมๆได้  สนามถูกจำกัดการใช้ทั้งสนามซ้อมและสนามแข่ง  พฤติกรรมวิ่งต้องถูกทำให้ห่างกัน

บางสนามถูกยกเลิก  หลายคนสูญเสียเป้าหมาย  เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า  การคงอยู่ของสนามจัดอีเวนต์แข่งขันกลายเป็นเป้าหมายวิ่งเสียเองไปได้อย่างไร

ทั้งๆที่สนามดั้งเดิมแท้ๆ เป็นเพียงแค่เครื่องมือนัดพบเจอกันและทดสอบฝีเท้าจากการที่ได้กลับไปฝึกบ้านใครบ้านมันมาพักหนึ่ง แล้วผลมันมันเป็นอย่างไร

 และไม่ว่าผลมันจะออกมาแบบไหน เข้าข้างเราหรือไม่  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะเอามาแหน่งหน่ายต่อพวกเรากันเองหรือแหนงหน่ายต่อตัวการวิ่ง  เราเล่นกับมันอย่างไม่ติดยึด  ผลออกมาชนะก็ได้ แพ้ก็ย่อมได้  มันเป็นมายา  ที่เราอยู่กับมายานั้นอย่างเปี่ยมความเข้าใจ

ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า ความสามารถวิ่งได้ไม่เร็วของใคร ควรจะเป็นต้นเหตุให้เราเลือกคบกับใครหรือไม่  หรือเป้าหมายเพื่อพลานามัย ต้องวิ่งให้เร็ว ก็ไม่เคยได้ยิน  แต่กลับมีสำเนียงพร่ำเตือนเสียด้วยว่าต้องวิ่งช้าๆด้วยซ้ำ

ดังนั้น ตัวสนามอีเวนต์ จึงย่อมไม่มีทางที่จะใช่ตัวเป้าหมายที่เหมาะควรใดของการวิ่งเลย  โดยความหมายทางปรัชญาตัวของมันเอง

แต่ในโมงยามนี้ เราถูกผลักไสเข้ามาถึงยุคที่สนามอีเวนต์ต่างๆถูกจำกัดลง  กลับมีผลต่อการวิ่งเชียวหรือ  นี่จะเป็นแสดงประจักษ์หรือไม่ว่า

ที่ผ่านมา  เราวิ่งอยู่  เพราะการคงมีสนามอยู่เท่านั้นเอง  การวิ่งที่เคยเป็นตัวตั้ง และสนามอีเวนต์เป็นตัวตาม  กลับสลับกันเสียอย่างนั้น กลายเป็น สนามอีเวนต์เป็นตัวตั้ง และการคงอยู่ของการวิ่งพวกเรากลับเป็นตัวแปรตาม  ไปรับใช้มัน !!!

บัดซบ !!!

เมื่อมีสถานการณ์โควิดให้มาต้องระวัง  สนามจึงถูกคุมกำเนิด ถูกเว้นวรรค  ถูกเลื่อนเวลานัดหมาย  เราเลยไม่รู้จะวิ่งไปทำไม !!!

พวกเราเลื่อนเปื้อนกันไปถึงขนาดนี้แล้วหรือ เราเอาสุขภาวะที่สมบูรณ์ขึ้นจากการวิ่งไปไว้เสียที่ไหน  ชีวิตที่ไพบูลย์ตรงๆจากการวิ่งโดยไม่ต้องมีสนาม  ไม่มีอยู่แล้วหรอกหรือ ?

การวิ่งที่เคยช่วยให้เราหยั่งถึงศักยภาพแห่งการพัฒนาที่สูงสุดของตัวเราเองว่าสูงที่สุดมันอยู่ตรงไหน  ไร้ความหมายเสียแล้วกระมัง

เราได้เอาสองสามสิ่งข้างบนไปไว้เสียที่ไหน หรือว่าที่ผ่านมา  มันไม่เคยมีอยู่ ?!!!

นี่ขนาดเพียงสนามอีเวนต์เลื่อนกำหนดนัดหมายเท่านั้นเอง ก็มีผลต่อการฝึกซ้อมของเราให้จางคลายลงขนาดนี้แล้ว  ทั้งๆที่สถานการณ์นี้กลับขยายเวลาให้เรามีการแช่เย็น (Repeat) ซ้ำอันน่าจะยิ่งสร้างความั่นใจในผลการฝึกซ้อมยิ่งขึ้นเสียอีก  เรากลับไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์  คุณกำลังใส่แว่นตาอะไรอยู่ !!!

นี่เท่ากับเป็นการบอกไบ้พวกเราโดยนัยแล้วว่า  พวกเราได้ผูกชีวิตวิ่งผนึกแน่นกับการคงอยู่ของสนามอีเวนต์ จนแกะไม่ออก

ถ้่าจะว่าถึงความผิด  มันไม่มีผิดหรอก  ไม่ผิดกฎหมาย  ไม่ผิดกฎศีลธรรมใดๆ  และไม่ได้มีกติกาใดห้ามไว้

แต่เรากำลังแสดงตัวอย่างเงียบๆถึงระดับที่เรามั่นคงต่อการวิ่งว่า  จริงๆแล้ว  เราผิวเผินต่อการวิ่งขนาดไหน  ยังไม่ต้องก้าวล่วงไปจนถึง  "การวิ่งตลอดอายุขัย" ที่สูงส่งใดๆเลย

ที่นานขนาดตลอดชีวิตนั้น ยังจะมีอะไรที่หนักหนา มาเป็นอุปสรรคยิ่งกว่านี้อีกมากนัก  ถึงตอนนั้น  เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร  ท่ามกลางต้นทุนสติปัญญาที่หยั่งสัจจะได้เพียงเท่านี้เอง

เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เราจะยังคงต่อเนื่องพฤติกรรมวิ่งตอนนั้นได้หรือเปล่า  ถ้าเราหมดเงื่อนไขการสมัครวิ่งแล้ว

เราได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า  เราพร้อมต่อการ "เลิกวิ่ง"ได้เสมอ  ถ้ามีอะไรๆคลี่คลายออกที่ไม่เหมือนเดิม !!!!!

.

.

กฤตย์  ทองคง

30  ธันวาคม  2563

.

มีความแตกต่างกันมากพอสมควรระหว่างการซ้อมกับอีเวนต์ที่สมัครแข่งขัน

สนามอีเวนต์จะกระตุ้นให้เราเตลิดไปด้วยแรงกว่าที่เราคาดคิด ในขณะที่การซ้อม จะมีเพียงบางวัน บาง Session เท่านั้นที่แรงขนาดนั้น

ความแรงที่เราเลือกลงใน Sessionใด ย่อมมีผลต่อเป้าหมายว่าเพื่อจะเอาไปพัฒนาอะไร

อย่าเข้าใจว่าทุกการฝึกมันพัฒนาขึ้นให้เร็วเหมือนกัน

บางวันการฝึกไม่ได้เอื้อให้เร็ว แต่อึดขึ้น

บางฝึกพัฒนาประสาท Neuromuscular Coordinator บางการฝึกช่วยสร้างความเหนียว Core body

การฝึกเร็วเป็นเพียงกุญแจดอกเดียวในพวงกุญแจแห่งความสำเร็จ ที่เราจะใกล้เข้าไปในห้องสุกดิบก่อนจะถึงห้องขุมทรัพย์อีกทอดหนึ่ง

การไปสนามอีเวนต์จึงไม่ทีทางที่จะทดแทนการซ้อมได้เลย

.

แต่ถ้าโลกมันหมุนไปในทิศทางที่เราไม่ได้อยากให้ออกมาในรูปนั้น เราก็ต้องปรับตัว

อยู่กับมันให้ได้ โดยเดือดร้อนสิ้นเปลืองให้น้อยที่สุด

บริษัทการค้าเริ่มตาเป็นประกายจากตัวเลขผู้มีอำนาจซื้อมากมากระจุกตัวกันอยู่ที่การวิ่งตามการบูมในปีหลังๆมานี้อย่างต่อเนื่องมากกว่าชนิดกีฬาอื่น

พวกเขาต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดึงโน้มน้าวตลาดให้้เห็นความจำเป็นมาซื้อสินค้าของเขา ไม่ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

เงินซื้อได้ทั้งนั้น นักวิชาการที่พร้อมจะยกเอาวิจัยที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนว่า "ของมันต้องซื้อ"

อะไรต่างหาก ถ้ามันขายได้ จงตามมันไป ไม่ว่ามันจะเป็นปีศาจ ซาตาน หรือคัมภีร์ที่งดงามใดๆ

นักวิ่งต้องตื่น , รู้ทัน และมี awareness ไม่ใช่เขาเปิดเพลงอะไร ก็ลุกขึ้นเต้นให้เข้ากับจังหวะที่เขากำหนด


[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Friday, December 25, 2020

ลายมือครูกฤตย์

 “ความสามารถวิ่งในความเห็นของผม ไม่เพียงแต่เป็นการขยับขาวิ่งเท่านั้น 

แต่รวมถึงความสามารถหยั่งถึงต้นทุนความเหนียวแน่น เรือนร่างตนเอง 

รวมทั้งความสามารถกำหนดพฤติกรรมวิ่งตัวเองด้วยใจคอเข้มแข็ง

ให้ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเอง ไม่ชอบ ไม่พึงใจได้ด้วย “ 

ลุงกฤตย์ ทองคง 

26  ธันวาคม  2563



Thursday, December 24, 2020

พลูโต เป็นแค่ทางผ่าน มิใช่จุดหมาย

 พลูโต เป็นแค่ทางผ่าน มิใช่จุดหมาย

.

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การที่จะรู้ว่า เราต้องฝึกหนักขนาดไหน จะเป็นปริมาณที่พอดี กับความเป็นตัวของเรา ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และไม่บาดเจ็บ  ดูเหมือนจะเป็นคำถามยอดนิยมของพวกเราสายแข่ง สายทำความเร็ว

อย่างแรก  ต้องไปรู้เสียก่อนว่า ต้องฝึกอะไร? ต่อมาก็ต้องรู้ว่า สิ่งนั้นฝึกขนาดไหนด้วย ในปริมาณเท่าไรนั่นเอง

ไม่ใช่เพียงเห็นว่าเป็นสายแข่งด้วยกัน  เป็นชายเหมือนกัน  อายุราว 40 เท่ากัน  วิ่งมา 3 ปีแล้วพอๆกัน  จะมาฝึกโปรแกรมที่เหมือนกันทุกคนได้

ความแตกต่างจะหว่างบุคคล  (Individual differences) ID  เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงมากกว่าที่เคยคิดไว้

มันจึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้เขียน จะเขียนให้ผู้มุ่งหวังได้อ่านกันทั่วราชอาณาจักร  ที่ผมยังไม่รู้แบคกราวนด์ใดๆของพวกคุณเลย  แล้วผมจะไปรู้แผนฝึกที่พวกคุณสามารถได้ไง  แล้วผมก็ไม่เชื่อด้วยว่า  สูตรสำเร็จรูปที่เผยแพร่ตามหน้าเพจต่างๆเหล่านั้น จะควรฝึกด้วย

อย่างดีที่สุด  ก็แค่ไม่ละเมิดหลักการพื้นฐานเบื้องต้น ที่คุณต้องเดินตามรอยทุกคน  เพียงแต่สูตรเหล่านั้น ได้ตัดตัวแปร ID  ออกไปหมด  โดยคิดเสียว่า  ความ Impossible ที่ไม่มีอยู่จริงนั้น กลับมีจริง คือ  "ทุกคนเหมือนกันหมด"

เราจึงไม่สามารถเอาความสำเร็จที่บางคนไปลองทำแล้วมันเวอร์คว่าควรนำไปใช้ได้ทุกคน  เพียงเพราะมันบังเอิญเวอร์คกับคุณเท่านั้นเอง

ดูเหมือนว่าหลักการ ID นี้  พวกเราจะเข้าใจยากจัง

พูดไปแรกๆก็อาจเข้าใจอยู่ พยักหน้าหงึกหงัก  เพียงถัดไปสองสามวัน  ต่อหน้าสูตรสำเร็จที่ไปก็อปใหม่มา  กับความร่ำลือถึงประสิทธิภาพออกผลที่บังเอิญแสดงผลลัพธ์ดีถึงสองราย

ยิ่งสร้างความกระเหี้ยนกระหือรือ  ที่จะก็อปสูตรตามด้วยอีกคน  หลักการ ID เมื่อครู่ที่เอ่ยไปแหม่บๆ  ไปไหนหมด ?

.

ภารกิจข้างหน้ายังมีอีกเยอะที่ต้องทำ ที่เราต้องฝึก ชนิดที่ต้องดำเนินไปคู่ควบกับการต้องรักษายานไว้ตลอด ให้เป็นนิสัย ชีวิตเรามิใช่มีแค่กาแลคซี่นี้เท่านั้น

เราจะเอากันแค่ดวงจันทร์แค่นั้นรึ ?

ย้อนกลับมาที่กระเป๋า บ่อยครั้ง ตัว Key ที่สำคัญ เราก็แทบจะไม่มีหรือมีน้อยมาก จนถ้าดันทุรังไป ก็แทบจะไม่เกิดเนื้องาน

ก็จำเป็นต้องไม่มี ไปทั้งอย่างนั้น แต่เราต้องมีแผนงานสะสมเพิ่มพูนต้นทุนอยู่ตลอดเวลา

ถ้ายังอ่อนอยู่ เข้า ป.1 ยังไม่ได้ ก็ต้องเข้าอนุบาลไปก่อน ตัวแรกที่นึกออกตอนนี้ คือ WM (Weekly Mileage)

กีฬาที่พวกเรากำลังอดิเรกกันอยู่นี้ คือกีฬาวิ่งระยะไกล ที่คุณสมบัติต้องมีอย่างยิ่งก่อนที่จะวิ่งเร็วใดๆ คือ Endurance ถ้า E ตรงนี้ยังไม่มีหรือมีน้อยก็ต้องสร้างก่อน ถ้าดื้อ แถไปทั้งที่ไม่มี E นี่จบนะ

เริ่มต้นตัวแรกที่จับ คือต้องไป E ก่อนเลย

เนื่องจากทุกคนวิ่งได้ทั้งนั้นแหละ แต่มันจะวิ่งได้สั้นไม่กี่โล ก็ให้เริ่มจากตรงนั้น วิ่งเท่าที่ตัวเองไหว ทำซ้ำหลายๆวัน มันจะเริ่มนัวเอง ผู้วิ่งจะรู้สึกสามารถเพิ่มได้ ไม่ให้เพิ่มมากกว่า 10%/สัปดาห์

ในทางปฏิบัติ ให้น้อยกว่านี้ เพื่อความปลอดภัย อย่าลัดขั้นตอน ถ้ายังไปดาวดวงใกล้ๆไม่ได้เลย อย่าเพิ่งนึกว่าตัวเองจะไปดาวพฤหัสได้ แค่ดวงจันทร์ยังต้องเขย่งเลย

ริจะลงขอดตามพวกพี่ๆ ทั้งๆที่ WM นิดเดียว

ข้าเป็นห่วงเอ็ง

แต่ก็ทำอย่างนี้ทุกรุ่น เก่าเจ็บไป ใหม่ริลง มีมาเรื่อยๆ

ถ้่าจะเอาให้ครบชิ้นเครื่องในกระเป๋า เราอาจจะยกกระเป๋าไม่ขึ้น ฝืนยกไปหลังจะหัก เอาไปไม่ตลอดเส้นทาง

ระหว่างทางอาจต้องเหวี่ยงอะไรบางอย่างออก ไม่ก็บาดเจ็บจากความละโมบมาก จนเลิกวิ่งไปเอง

ก็ต้องเข้าหาแบบค่อยๆเผชิญหน้ากับมัน Gradually increase by gentry.

ผ่านการลดทอนสลับเพิ่มขึ้น ทันทีที่รู้ตัวมีสัญญาณเตือน

ขณะเดียวกันในอีกด้านก็ปอดแหกความบาดเจ็บมากจนไม่เพิ่มอะไรเลย ฝึกเดิมเป็นปีครึ่งปี อย่างนี้ก็ไม่ใช่

เราต้องรักษาภาวะ Challenge ให้สมดุลกับความใฝ่ฝันและต้นทุนที่เรามี

.

การวิ่งต้องรับใช้ชีวิต

ไม่ใช่ชีวิตรับใช้การวิ่ง

เมื่อใครก็ตามมาวิ่ง ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กโรงเรียนกีฬา มุ่งสู่ความเป็นเลิศสายแชมป์ หรือเป็นคนค่อนชีวิต มาวิ่งเอาเมื่อ วัยเข้าสี่สิบกว่า ไม่สามารถถึงตำแหน่งแชมป์ใดๆ แม้จะเป็นเพียงแชมป์ประจำรุ่นอายุก็ตาม

เขาย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ การวิ่งต้องช่วยเขา ให้ดีกว่าเดิม ไพบูลย์มากกว่าที่ไม่ได้วิ่ง ไม่ว่าจะมิติใด(เมื่อเทียบกับตัวเองเดิม) เราต้องพอใจกับมัน

และเพื่อการดำเนินไปสู่เป้าหมายนั้น ต้องไม่ควรเสียดทานกับชีวิตที่มากนัก

รู้จักเลือกซื้อหาอุปกรณ์ที่เราพอจะใช้มันได้จริง ไม่ทำให้เราเดือดร้อนกับราคาที่แพงมหาศาลที่ของนี้มีขายอยู่จริง

รู้จักเลือกเป้าหมายวิ่ง และแผนการฝึกวิ่งที่มีความสัมพันธ์กับต้นทุนของตัวเอง

เช่นการจะเอาเหรียญ Pondering from 6 major of the world ให้ได้ชีวิตนี้ ทั้งๆที่แต่ละเดือนผ่านไปยังชักหน้าไม่ถึงหลังเลย

ความสามารถไตร่ตรองชักน้ำหนักและเลือกเส้นทางตรงนี้ มันนอกเหนือไปจากศาสตร์แห่งการวิ่งที่จะเอื้อให้เราแล้ว

แต่เป็นทักษะรู้จักจัดการกับชีวิต ที่โค้ชใหญ่ปลูกฝังมาในอดีต คือ พ่อแม่และครอบครัวเดิม

อย่าเข้าใจว่าสูตรสำเร็จเหล่านั้นลุงกฤตย์คัดค้าน ไม่เห็นด้วย  และวิจารณ์ว่ามันจะไม่ได้ผล  กำลังจะบอกว่า มันได้ผลที่จำกัดมาก และสุ่มเสี่ยง  ตราบเท่าที่เราไปบังเอิญเหมือนในปัจจัยที่ผู้ร่างตารางวิ่งเขียนไว้พอดี

ถ้าเป็นเช่นนี้ เราทั้งผู้อ่านและผู้เขียนควรให้ความจดจ่อเรียนรู้หลักการที่พวกโค้ชคำนึงในปริมาณฝึกว่าจะให้ไปลงหนักขนาดไหนกันดีกว่าไหม

แน่นอน...ที่ต้องอ่านกันได้ทั่วประเทศแล้วพวกเราสามารถนำเอาไปใช้ได้จริง  ทั้งหญิงทั้งชาย  ทั้งหนุ่มทั้งแก่

คือหลักการของแบก "กระเป๋าไปทั้งใบ"  ที่ของในกระเป๋าต้องมีอะไรบ้าง

1)  ฝึกพื้นฐานความเหนียวแน่น WM (Weekly Mileage)

2)  ฝึกยาว(ต้องช้า)

3)  ฝึกเร็วสั้น

4)  ฝึกเร็วยาว (หรี่ลงมาหน่อย)

5)  ฝึกทางชัน(วิ่งขึ้นเขา)

6)  ฝึกความสด(การฟื้นตัว)

ฯลฯ

ทั้งหมดที่เอ่ยมานี้ ตัวสำคัญทั้งนั้นเลย (Key Workouts)

แล้วเราต้องเอากระเป๋าใบนี้ขึ้นเขาไปด้วยมุ่งสู่ดวงดาว(เป้าหมายวิ่งของเรา) แต่ถ้าจะให้ครบครันฝึก กระเป๋ามันจะยิ่งหนักขึ้นทุกที(แรง stress ที่หนักหน่วงในขณะที่ต้นทุนเรือนร่างเรามีจำกัด)

แต่ในการฝึก เราไม่มีทางเลือกที่มากนัก  เราต้องเอากระเป๋ามันไปทั้งใบ  ไม่ใช่เอาแต่ขอด interval ไม่เอา WM หรือเลือกเอาแต่ tempo ไม่เอาเขา

แต่เนื่องจากต้นทุนอย่างที่กล่าวมีไม่ถึง มันจึงต้องสร้างต้นทุนขึ้นมา  ด้วยการลง Key Workouts แต่น้อยก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวกำไร(ก็ยังน้อยอีกเช่นกัน)  สะสมเพิ่มพูนให้เป็นทุนรอนพื้นฐาน เอาไปลงทุนอีกครั้ง  แล้วจะได้เก็บเกี่ยวอีกครั้ง เอากำไรไปลงทุนอีก แบบนี้ไปเรื่อยๆ

ใดที่อ่อน  ใดที่มีน้อย  ก็ต้องมีแผนอัพเกรด  ต้องไปทำที่อ่อนให้แข็งขึ้น  ทำที่นิ่งแล้วให้แกร่งขึ้นอีก  รองรับ stress ที่หนักหน่วงฝึกจากภายหน้าได้โดยไม่เจ็บ

ไม่ใช่ด้วยการหลบหลีกภาวะ stress ตลอดไป จะทำให้เราไม่มีทางพัฒนาตัวเองได้เลย

ด้วยการเริ่มเผชิญหน้ากับ stress ที่แผ่วลงกว่าที่เราคาดว่าจะทำได้ในชั้นต้น  ต่อเมื่อสะสมต้นทุนฝึกซ้ำๆ Repeat ได้บ่อยครั้งขึ้น  เราย่อมจะเพิ่ม stress ได้อีกนิดนึง(10%) 

ไม่มีเสียหรอกที่จะให้เร็วให้สำเร็จเป้าหมายโดย Without stress  ลืมไปเลยนะ  มันไม่มีในโลก  มันทำไม่ได้

แต่เราควบคุมมันได้  เสมือนเลี้ยงลูกบอลไม่ให้ตกเท้า

ถ้าเดาะบอลลวดลายจัด เดาะขึ้นโชว์เพื่อน มันจึงรับเดาะที่ตัวเองเตะขึ้นไปลงมายากแระ  เราจัด out put ให้ง่ายต่อการรับมือได้ด้วยการควบคุมมันตั้งแต่ in put ที่เข้าไปตั้งแต่ต้น  เข้าใจปะ?  แบบเดียวกับที่เราเดาะบอล เลี้ยงไม่ให้ตกเท้า

แต่ในขณะเดียวกัน  อย่าให้ตัวเราตก stress หรืออ่อนไป  จัดให้เจอ stress เสมอ เข้มข้นกำลังดี ไม่น้อยไม่อ่อนจนชิว  ไม่หนักไม่บ่อยจนเจ็บ

เผลอหนักไป อาการฟ้องให้รับตบลงตั้งแต่ก่อนเจ็บ(ถ้าให้เจ็บก่อน  สายเกินไป) หากเบาเกินไป ลงมือแล้วจะรู้เอง ปรับเพิ่มได้(ไม่เสี่ยงด้วย)  แต่มักไม่มีใครเลือกที่ทางปลอดภัยกว่า

ถ้ามากไป เราก็รู้เองอีก ด้วยการลด perform  แม้ว่าจะได้เท่าไร ก็ต้องเท่านั้น  เหนียวแล้ว ค่อยว่ากันใหม่

มีแต่วธีนี้เท่านั้นที่จะไปถึงดาวพลูโตได้

เรามักนึกกันแต่ว่าชีวิตนี้จะไปแค่ดวงจันทร์  อย่างเก่งก็แค่ดาวอังคาร

ภารกิจวิ่ง หรือแม้แต่เรื่องใดๆ  แท้จริงมันมิใช่ภารกิจต่างดาว  แต่มันคือต่างกาแลกซี่  มันต้องเลยพลูโตไปอีก

ตรงนั้นอย่าเพิ่งถามมีอะไรบ้าง  เพียงใส่ใจแผนฝึกใดบ้างในนาทีนี้  ที่เราจะไปดวงจันทร์กันได้จริง  พร้อมๆกันในขณะที่เรายังรักษายาน ที่จะเอื้อให้เราไปยังดาวอังคารได้ถ้าผ่านการซ่อมแซมและเติมเชื้อเพลิง(อนาคต)

ที่มิใช่ คือ  เข้า Approach ด้วยบุคลิกฟาดฟัน อุทิศ  เสียสละ  ทุ่มเท  วินัยอุตลุด  เพื่อดวงจันทร์อย่างหลับหูหลับตา จนยานพังสนิท(ช่างมัน)(นักรบว้อย  ต้องมีบาดแผล)  มันไม่ใช่อย่างนั้น

เพราะตราบใดที่เรายังไม่หลุดจากพลูโต  เรายังไม่ได้ออกจากกาแลคซี่นี้  กะลาที่ครอบเราอยู่  อย่าอหังการเผยออัตตา  กะอีแค่ ผ่านดาวอังคารได้

.

.

ชั่วโมงนี้ ผมไม่ใช่หนุ่มๆแระ จะมาลงขอดเย้อวๆอยู่ ก็ไม่ใช่แล้ว

ผมมาจากสายแข่งก็จริง แต่ out of programe ไปพักหนึ่ง วาระผมกำลังจากไป แต่ของพวกคุณกำลังรุ่งโรจน์ ควรมีหลักไตร่ตรองที่สามารถจัดการกับมันได้

อย่างทันใด สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า สิ่งใหม่จะชัดเจนขึ้นเองอัตโนมัติ จะวิ่งอย่างไรให้ตลอดอายุขัย เพื่อความไพบูลย์ของเวลาที่เหลืออยู่ ย่อมไม่มีใครสามารถบอกจุดหมายนี้กับเราได้ มันจะมาเองอัตโนมัติ

เมื่ออ่านเล่มใดจบ

เล่มต่อไปต้องอ่านอะไร

มันจะมาเอง

ถึงดาวพลูโตแล้ว จะรู้ว่าไปไหนต่อ จะไปอย่างไรสารพัดคำถามไม่ง่ายทั้งนั้น แต่ก็ไม่ยากเกินจัดการ

ชีวิตนี้แม้จะเพิ่งออกมาจากดาวอังคารได้ แป็บเดียวก็ตาม

เจนจบเรื่องวิ่งแล้วจะชัดเจนเองว่า ถึงที่สุดแล้ว เรื่องวิ่งคือเรื่องชีวิตดีๆนี่เอง

.

.

กฤตย์ ทองคง

คริสตมาสต์

25 ธันวาคม 2563 

.

พอตระหนักแล้วว่ามนุษย์มีจุดอ่อน ตัวเราเองก็หนีภาวะนี้ไม่พ้น ถ้าเราระวังการประเมินตัวเองดีเกินจริง เราก็จะพ้นไปเองอัตโนมัติ

อัตตาต้องหมั่นกำหราบ ปล่อยไว้เฉยๆ มันจะกำเริบ และใช้กฎทางวิทยาศาสตร์ 10% เข้าช่วยเสริม ที่ผิดพลาดหลงมา ก็จะจางลง

.




[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, December 23, 2020

วิ่งแล้วคัน

 วิ่งแล้วคัน

.

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ถาม..............

สวัสดีครับอาจารย์

มีเรื่องขอสอบถามครับ

คือ แฟนผมมักจะอาการคัน และมีผื่นขึ้นตามตัว 

อาการนี้จะเป็นเฉพาะเวลาวิ่งเท่านั้น 

กระโดดเชือกหรือคาร์ดิโอ ไม่มีอาการ

ลองสังเกตุในกรณีที่มีอาการคัน หลังจากหยุดวิ่งประมาณ 5-10 นาที ก็เป็นปกติ

*ลักษณะการกิน หรือสถานที่วิ่ง เป็นปกติ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

ไม่ได้เป็นทุกครั้งที่วิ่งครับ แต่เป็นบ่อยมาก ถ้าวิ่ง10 ครั้ง ก็จะเป็นประมาณ สัก 6-8 ครั้งครับ

ไม่ทราบว่าอาจารย์พอมีประสบการณ์เรื่องนี้บ้างไหมครับ

อยากได้แนวทางการรักษาครับ

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

Natthachai P Pho 

24  ธันวาคม  2563

.............................

ตอบ..................

แฟนคุณมือใหม่หัดวิ่งใช่มะ ?

การคันเป็นผลมาจากการขยายตัวของปลายหลอดเลือดฝอยทั่วร่าง  ที่ปกติ หรือก่อนมาวิ่ง  เลือดสูบฉีดน้อยปลายหลอดเลือดฝอย มีเลือดหมุนเวียนไปถึงน้อย

วิ่งต่อไปสักระยะ  อาการจะหายไปเอง

นี่ไม่ใช่ภาวะที่ผิดปกติหรือเจ็บป่วย  เป็นภาวะธรรมดา

เกิดในบางคนของมือใหม่  มือใหม่บางคนก็ไม่เป็น

แต่ในรายเก่า วิ่งมานานแล้วจะไม่มีเลยสักคนเดียว

ปรากฏการณ์นี้ เมื่อแฟนวิ่งพัฒนาขึ้นบ้างอาการจะหายไปเอง   และถ้าตกฟิต  วิ่งน้อยลง  พอกลับไปจดจ่อฝึกต่อ  ฟิตขึ้นกลับมา  ภาวะคันนี้จะกลับมาอีก  แต่จะหายไปเมื่อฟิตขึ้น  เป็นอย่างนี้ตลอดไป

เป็นภาวะปลายหลอดเลือดฝอยตอบสนองต่อ Performance เพราะเลือดสูบฉีดมากขึ้นไปที่ปลายหลอดเลือดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แล้วจะหายเองเมื่อวิ่งอยู่ตัว

นี่เป็นอาการธรรมดา ไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วย

ไม่ต้องไปพบแพทย์  ผมเกรงว่าถ้าไปหาแพทย์บางท่านอาจวินิจฉัยผิด เลี้ยวไปให้ยา แฟนคุณจะได้สารเคมีที่ไม่จำเป็น และสิ้นเปลือง  

ไม่ต้องกินยาอะไร

เพียงวิ่งต่อไป จะหายเองครับ

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  ธันวาคม  2563

.

Saturday, December 19, 2020

เจนภพจบกระบวนวิ่งคืออย่างไร

 เจนภพจบกระบวนวิ่งคืออย่างไร

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

เป็นนักวิ่งแล้วต้องทำอะไรได้บ้าง  ก็ต้องวิ่งอะดิ...ถามได้  แต่ถ้าจะว่าวิ่งนั้น  วิ่งอย่างไร  วิ่งแล้วปลายทางทำให้ตัวเองพบพานอะไรบ้าง  ถึงตรงนี้ชักมองภาพชัดเจนขึ้น

ถ้าการวิ่งมันดีจริงแล้วละก็  ทำไมหลายคนจึงทำกันไม่ได้นานๆ  วิ่งกันไม่ได้ตลอดไป

พูดให้กระชับ  "อย่าให้เจ็บ"  จริงอยู่ แม้อาจจะต้องเจ็บบ้าง  แต่ก็ต้องทำให้หายเจ็บ และกลับมาวิ่งได้จริง  ไม่เรื้อรัง

จำไว้เลย  หลักๆคือ  "หนักอย่าต่อหนัก"  ต้องพักฟื้นให้พอ  ในระดับความเป็นตัวของเราเอง  ไม่ใช่เอาคนอื่นมาเป็นแม่แบบ  คนเรามีอัตราการฟื้นตัวไม่เท่ากัน

รวมไปถึงวิธีการแรกเข้าเราหาการวิ่งด้วยท่วงท่าอย่างไรอีกด้วย

อย่าวิ่งอย่างลุ่มหลง อย่าบ้าวิ่ง  ลงถ้าวิ่งอย่างหัวปักหัวปำ  เตลิดหยุดไม่เป็น  ควบคุมตนเองไม่ได้  อะไรถึงแม้จะดีก็ดีไม่ได้ทั้งนั้น

เป้าหมายวิ่ง  ก็แล้วแต่แต่ละคนจะเอาการวิ่งไปทำอะไร  ถ้าเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายนั้นๆ ผู้วิ่งต้องชัดเจนเสียก่อนว่าท้ายที่สุดจะเอาไปแข่งหรือเพื่อพลานามัย มีภูมิต้านทานป่วยไข้  รักษาภาวะน้ำหนักที่เหมาะสม

ไม่ใช่หลงแข่ง ฝึกจนเจ็บ  ที่เป้าหมายใหญ่คือ ต้องวิ่งให้ตลอดอายุขัย  ระหว่างเส้นทางมุ่งสู่จุดหมาย  ถ้่าจะเป็นแชมป์ได้  ช่องทางมันมี ก็ว่าไป

แต่เตือนว่า  การเป็นแชมป์เป็นได้แค่สถานีรายทาง transit แต่ไม่ใช่ destination  อย่าหลงประเด็น

ต้องเตือนตัวเองกันทุกระยะๆ  อันตรายของ  "เสน่ห์ระหว่างเส้นทาง"  มันหอมหวลเย้ายวนจนเป็นต้นเหตุให้เราพลัดหลงจาก destination ปลายทางที่สำคัญจนไปไม่ถึงจุดหมายหรือเปล่า

พฤติกรรมวิ่งใดอาจมีความฝืนใจในระยะแรก  แต่มีผลอุดมในเบื้องปลาย  หรือกิจกรรมวิ่งใดมีเสน่ห์ระยะสั้น  แต่อาจนำความเดือดร้อนมาในระยะยาว  ต้องมองให้ออก  ต้องคิดเองได้

การใดก็ตาม หากดำริที่จะทำให้ตลอดไป  เกือบทั้งหมดจะต้องไม่ลนลานทำ ด้วยบุคลิกตะกละหิวโหย  วิ่งอย่างกอบโกยเหรียญเสื้อถ้วย  แต่เมื่อแน่วแน่แล้ว ให้สานก่อต่อไปเรื่อยๆอย่างมีความเข้าใจในเงื่อนไขพัฒนาการ

ใครจะทำมากหรือทำน้อยก็แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละช่วง  แล้วแต่ฐานะของตัวเอง  ไม่มากอย่างล้นเกิน

ดูไปเลย  ทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น  ไม่เพียงแต่  "การวิ่ง" เท่านั้น

ความผิดพลาดระหว่างทาง  มีกันทุกราย  แต่ความสามารถที่จะตบกลับ  ปรับแต่งรูปทรงประคับประคองการวิ่งของตัวเองต้องทำให้เป็นด้วย

หลายคน  ผิดไปจากรูปรอยนี้  เจ็บแล้วแต่ทำให้หายไม่เป็น  ด้วยท่วงท่าการวิ่งของตัวเอง  ง่ายที่จะกลายเป็นเรื้อรัง หลายเดือนหลายปีเกินไปไม่ยอมหาย

เกือบทั้งหมดเป็นพวกที่ไม่เคยทิ้งช่วง"หยุดวิ่ง"จริงๆเลยตั้งแต่ต้นนั่นเอง พอแค่ให้ได้ชื่อว่าฉันหยุดแล้วนะ  แต่การหยุดให้หายจริงไม่เคยถึงเลย

จำไว้เลย  "เจ็บสลับหาย"  มีความสัมพันธ์กับ  "วิ่งสลับหยุด"  ด้วยว่าไม่ได้หยุดจริงๆจังๆเสียที  วิ่งอย่างละโมบ  ที่เจ็บอีกไม่ใช่เป็นใหม่  แต่คือเจ็บเดิมนั่นแหละ  มันยังไม่หาย  แค่ทุเลา  

แต่การไปกระหน่ำมันผิดเวลา  ไปซ้ำเติมในขณะที่ตัวเองควรหยุดต่อ  กะประมาณการเวลาหายดีผิด  ที่สำคัญไม่จดจำเป็นบทเรียน เมื่อกลับมาฝึกก็ too early อีก 

ระดับความทนทานของเรื่องร่างแตกต่างกัน บางคนเจ็บหลายครั้งไม่เรื้อรัง  บางคนครั้งเดียวก็เรื้อรัง

ใครเป็น อย่าดันทุรัง ต้องกลับไปวิ่งให้ได้  แต่ควรเปลี่ยนชนิดกีฬา  ทั้งในเซ้นส์ชั่วคราวรักษาความฟิตไม่ให้ตกมากคอยการกลับมา  หรือในเซ้นส์ของการเปลี่ยนถาวรก็ได้

ถ้าโลกมีการวิ่งสำหรับเรา  ก็วิ่งไป  แต่ถ้าการวิ่งมันไม่ได้เอื้อให้เราอีกแล้ว  ก็ใช่ว่าจะต้องเลิกออกกำลัง  ก็ไปกีฬาอื่นที่รองลงไปในใจชอบ  เปิดโอกาสให้ชีวิตได้คลี่คลาย อย่าฝังหัว เป็นอะไรได้ไม่ดีิก็ไม่เอาแม่งเลย all or none

ที่ผ่านไป เราทำอะไรที่ทำการวิ่งจนพังลงไป  ก็เอามาเป็นบทเรียน  อย่าไปทำแบบนั้นอีกกับกีฬาอื่นที่จัดทดแทน ด้วยการ Approach แบบเดิมๆที่เคยทำกับวิ่ง

ทุกชนิดกีฬามีข้อห้ามข้อแนะนำทั้งสิ้น  ควรตั้งใจสดับ  ลองทำตามเขาแนะไปก่อน  อย่าคิดเอง  ที่เขาแนะนำไว้เป็นเพราะอะไร  เราอาจมาแจ่มแจ้งเอาภายหลังก็ได้

การจะลงมือทำก็ต่อเมื่อ เราต้องเข้าใจเสียก่อน อาจสายเกินไป  มาปรุโปร่งเอาเมื่อเจ็บไปแล้วหลายราย  นี่คือจุดอ่อนของคนร่วมสมัย  อ่อนน้อมไม่เป็น  มีบางอย่างเท่านั้นที่ผิดพลาดได้ไม่เป็นไร เอื้อเรียนรู้  แต่มีความผิดพลาดบางอย่างที่ร้ายแรงผิดไม่ได้เลยก็มี เหยียบกับระเบิดขาจนเละแล้ว  จะมีขามาวิ่งได้อย่างไร  กับระเบิด ห้ามเหยียบเด็ดขาดมีอยู่จริง  อย่าสรรหาบาดแผลมาเพื่อประดับนักรบ

การวิ่งไป  มีข้อจำกัด  รวมทั้งข้อยกเว้นมากมายหลายประการ  แต่ก็ไ่ม่ยากนัก ไม่ซับซ้อนจนเกินความพยายามที่จะเข้าใจ

จะนอกครูบ้างก็ได้  แต่ตัวเองต้องเก๋าเสียก่อน  ถ้ายังละอ่อนอยู่ เก๋าไม่ทัน  ตอนนี้ ต้องเอาเชื่อไว้ก่อนนำร่องเข้าไป

การถกเถียงว่า  "กีฬาใดดีกว่ากีฬาใด"  เป็นการทุ่มเถียงที่ไม่มีประโยชน์  มันขึ้นกับเงื่อนไขสถานการณ์อะไรกับใครและเป้าหมายใดอีกด้วย

อย่าเอ่ยอย่างที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆว่า  "การวิ่งนี่ดีที่สุดกว่าทุกชนิดกีฬา"  ค่าที่ว่ามันเป็นท่วงท่าที่บั่นทอนทุกไมตรีจากเพื่อนในวงการสุขภาพด้วยกัน

กีฬาที่ใครเลือก ก็ดีที่สุดของคนนั้น  เพียงใครเห็นชอบเห็นดีงามตรงไหนก็ลงมือตรงนั้นไปเท่านั้นเอง  

และถ้าจะให้ดี  พอรู้บ้างก็มีสปริตที่จะสแตนบาย เป็นที่ปรึกษาให้ใครก็ได้ในแง่มุมที่ตัวเองถนัด  หรือรีเฟอร์ส่งต่อให้ใครที่เราอาจรู้ว่า เขาเคลียร์ตรงนั้นมากกว่าเรา ได้แค่นี้ก็ประเสริฐแล้ว

เราเป็นนักวิ่ง  แค่ทำตัวเองให้วิ่งได้  จนกระทั่งผลดีปรากฏตามเป้าหมายของตัวเอง  อย่างไม่บาดเจ็บ  และประคับประคองตัวเองให้วิ่งได้เรื่อยๆก็พอแล้ว

ไม่ต้องถึงกับปรุโปร่งกันทุกแง่มุม  แค่รู้ให้ปกครองตัวเองได้  รู้หยุดพักวิ่งเมื่อไรเป็น  รักษาตัวรอดไม่ให้เจ็บเรื้อรัง  วิ่งไปได้ตลอดอายุขัย  แค่นี้ก็เทียบเท่า Ph.d ของคนวิ่งแล้ว

ใดที่อาจจะละเอียดกว่านี้  เป็นเรื่องของนักวิชาการ  เป็นเรื่องของโค้ช

เรื่องของเรา คือประคองตัวเองให้วิ่งปลอดภัย ส่งผลดีต่อตัวเอง  บอกต่อให้คนวิ่งมาทีหลังในหลักการใหญ่ๆได้ถูกต้อง  จนไพบูลย์ทั้งตัวเองและสังคม  แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว  ไม่ใช่รู้ไปหมด  แต่วิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัย

สิ่งที่ควรรีวิว ไม่ใช่รองเท้าหรือนาการุ่นใหม่ๆ มากกว่าการรู้จักรีวิวตัวเอง จนถึงแนะหลักใหญ่ๆคนอื่นได้  ที่เขาฟัง  ถ้าเขาไม่ฟัง ก็อย่าไปเคืองให้ขุ่นใจตัวเอง  ปล่อยเขาไป

เขียนแนะนี้  เพราะมีคนไม่น้อยรักษาภาวะการวิ่งของตัวเองไว้ตลอดไม่ได้หลายราย  จนห่างออก  จนเลิกวิ่งไปเลยก็มาก

อดไม่ได้ที่ต้องออกมาแจงว่า 

อยู่ที่  "การทำตัว"  อย่างไรของผู้นั้นตอนวิ่งนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวใดๆเลย

ที่คนรุ่นใหม่  นาทีนี้ยังไม่เลิกวิ่ง มีหลายคนกำลังดำเนินวิถีวิ่งแบบเดียวกับรุ่นพี่ๆที่เลิกวิ่งไปอย่างขะมักเขม้น

จึงเขียนวางไว้  ด้วยความเป็นห่วง

.

.

กฤตย์  ทองคง

20  ธันวาคม  2563

.

Friday, December 18, 2020

จอมบึงใกล้เข้ามาอีกปีแล้ว

 จอมบึงใกล้เข้ามาอีกปีแล้ว

.

.

ถาม..........

เรียนครูกฤตย์ที่เคารพ

ผมมีแข่ง จอมบึง 2021 วันที่ 17 ม.ค.2564 ผมตั้งใจว่าจะวิ่งยาววันสุดท้าย 32 กม. ในวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.2564 เป็นการสมควรหรือไม่ รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

                             ลูกเป็ด

19  ธันวาคม  2563

...........................

ตอบ...........

ได้ครับ  กำลังดี

สัปดาห์หลังวิ่งยาวสุดท้าย  พักฟื้นแล้ว ให้เบาระยะฝึกลงทุกการฝึก ครึ่งหนึ่ง50%  ไม่มีการฝึกหนักใดๆอีกแล้ว  ไม่ว่าที่ผ่านมาจะซ้อมถึงหรือไม่ก็ตาม  ไม่มีแถมอีกแล้ว  ความเร็วคงเดิม  

ช่วงนี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะได้ดีขึ้นคงไม่มี  ได้เท่าที่ฝึกมานั่นแหละ  เราต้องเข้าโหมดทำความสดให้กลับคืนมา  เชื้อมูลกำลังของการวิ่งที่ดี

ต่อให้ฝึกมาดี  ถ้าช่วงระยะ taper ทำได้ไม่พอเพียง ผลงานของผู้วิ่งจะทำได้ต่ำกว่าศักยภาพ

อย่าลังเลว่า การเบาลงก่อนแข่งเช่นนี้ จะทำให้วันจริงวิ่งไม่ออก

สัปดาห์ที่สองก่อนแข่ง7วัน  ที่ลดไปแล้วครึ่งหนึ่งนั้น  ลดลงไปอีกครึ่ง  คงเหลือระยะ 25% ของที่เคยฝึก  นี้เฉพาะต้นสัปดาห์ที่สอง

ส่วนปลายสัปดาห์ที่สอง  หรือ ราว 3-4 วันก่อนแข่ง ให้หยุดสนิท  เหลือเพียงยืดเส้น วันละ 3 เวลา เวลาละราว 15 นาที  ไม่วิ่งใดๆเลย

ระยะนี้เตรียมข้าวของ จัดกระเป๋าซักรองเท้าถ้ายังไม่พร้อม

และสามวันสุดท้ายนี้นอนให้ดีทั้งสามวัน  ค่อยโหลด  เน้นกินแป้งมาก

ก็กินปกตินี่แหละ  ระยะนี้อย่าเพิ่งกินสลัดจนอิ่ม

เน้นแป้ง  ข้าว  ก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี้  มักกะโรนี  เผือก  มัน  โรตี  ไม่จำเป็นต้องโหลดนานกว่าสามวันนี้

เพราะร่างกาย เก็บคาร์โบไฮเดรตได้จำกัด

โหลดมากเกินไป   ล้นเกิน  ร่างกายขี้หมด

วันจริงแบ่งระยะทางออกเป็น 3ส่วนเท่ากัน ราวส่วนละ 14k

จัดสรรกำลังวิ่ง2ส่วนแรก(28k)หมดแรงไปครึ่งหนึ่ง

เหลือแรงอีกครึ่งไปจัดการกับ14k สุดท้าย

ห้ามเด็ดขาด ระยะครึ่งทาง

หมดแรงไปครึ่งหนึ่ง

จัดสรรแรงแบบนี้จบเห่แน่นอน.....

มาราธอนไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์

ขอให้โชคดี  ควบคุมตัวแปรให้ได้

.

.

กฤตย์ ทองคง 

19  ธันวาคม  2563

.

สิ่งที่นักวิ่งมักคลางแคลงใจคำแนะนำที่สุดคือ Taper นานจังเลย กลัววันจริงวิ่งไม่ออก

ขอให้เชื่อตามนี้ ส่วนใหญ่ที่ taper เอง น้อยเกินไป ฝึกไม่ทันแผน ช่วงโหมฝึกแล่บเข้ามาในช่วง taper ทำให้วิ่งได้ต่ำกว่าศักยภาพเรา

.

Thursday, December 17, 2020

การวิ่ง : เครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้เรามองตัวเองและโลกตามความเป็นจริง

 

การวิ่ง : เครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้เรามองตัวเองและโลกตามความเป็นจริง

.

(อยู่ในชุด Symphony  ที่หากไม่ใช่คนชอบคิดไตร่ตรองหรือเป็นคนที่ทนอ่านอะไรยาวๆไม่ได้  อย่าอ่านต่อ เพราะจะไม่รู้เรื่อง และเสียเวลา)

.

.

โดย   กฤตย์  ทองคง

.

.

คนเรามักประเมินตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะความที่มีอัตตาหนาแน่นนั่นเอง

และเราก็มักจะมองผู้อื่นทั้งต่ำและสูงกว่าความเป็นจริงเช่นกัน  บ้างมีดีกว่าที่เราคิดหรือเราหลงว่าเขาดีทั้งๆที่ไม่ใช่  อันเนื่องมาจากอคติคิดไปเอง  ไม่ได้ไตร่ตรองดูให้ถ้วนทั่ว

เมื่อคนเรามาปฏิสัมพันธ์กัน จากฐานที่ประเมินกันไม่แม่นยำ ภาพที่สรุปจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงด้วยนั่นเอง

นำไปสู่การที่แต่ละคนมีโลกทัศน์ และชีวทัศน์แตกต่างออกไปหลายแบบ แม้กระทั่งสุดขั้วกันก็เพราะอย่างนี้เอง

ถ้าคนเราบูชาความจริง  อย่างที่พวกเรามักได้ยินกันบ่อยๆ  ใช่หรือไม่ว่า  เราต้องปรับสายตาให้มองอะไรๆให้ใกล้ความเป็นจริงมากกว่าทุกวันนี้

พูดง่ายๆก็คือ  เราอาจต้องมองตัวเองให้ต่ำกว่าที่เราคิดเล็กน้อย  และเราก็ควรหัดประเมินคนอื่นให้สูงกว่าที่เราคาดคะเน  เขาควรได้คะแนนจากเรามากไว้ก่อนในชั้นต้นเสมอ

ทำได้เช่นนี้  ภาพที่เราสรุปน่าจะมีความใกล้เคียงความจริงเข้ามามากขึ้น  โลกจะเย็นลง

แต่ในทางปฏิบัติ  เราทำได้ยาก  เพราะความที่คนเราติด  "อัตตา"  ตัวเอง  เรามองผู้อื่นน้อยลงเพราะเราหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป  จึงไม่มีเวลา และไม่เห็นค่าที่จะพินิจผู้อื่นให้ละเอียดขึ้น

การที่สนใจผู้อื่นน้อยเกินไป ย่อมมีความสัมพันธ์กับความเป็นอคติที่มองตัวเองสูงเกินไปด้วย อย่างนี้เอง

ด้วยโลกทัศน์ที่สนใจแต่ตัวเองแบบนี้  เมื่อเราก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการวิ่ง  เราได้โชว์ความเป็นตัวของเราเองออกมาประจักษ์  เนื้อกี่ัมัด  ไส้กี่ขด  ชัดเจน  เราไม่ได้วิ่งดี  เราไม่ได้วิ่งเก่งอย่างที่คิดว่าน่าจะทำได้  ผลงานได้ออกมาต่ำกว่าที่คาดว่าน่าจะทำได้

การวิ่งจึงเป็นเพียงเวทีทดสอบชีวิตจริง  ฝึกหัดให้เราประเมินความเป็นจริงได้แม่นยำขึ้น  อย่างที่ไม่ขึ้นกับสายตาผู้ใดประเมิน

เช่นเดียวกับคนอื่นที่มีท่าทางไม่น่าจะวิ่งได้ดี  หน้าตาแบบนี้  ผลงานออกมาชั้นวิ่งดีกว่าแน่ๆ  แต่เมื่อทดสอบในสนามจริงแล้วพบว่า  ไฉนนำเราลิ่วไปข้างหน้า  เมื่อเราเข้าเส้นตามมาเห็นเขาหายเหนื่อยไปแล้วชาตินึง  แต่เรายังแฮ่กๆอยู่เลย !!!

การวิ่งจึงเป็นช่องทางการประเมินทั้งตัวเองและมองผู้อื่นได้ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่ไม่ว่าเราจะชอบเสวนากัน (คบหา)หรือไม่ก็ตาม   แต่เราก็ต้องเสวนากันตามความจำเป็นต่างๆอยู่ดี

สังคมจะเดือดร้อน  ถ้าเรามองตัวเองเว่อร์ไป  ขณะเดียวกันก็ต้องไป interaction กับผู้อื่น ด้วยสายตาที่มองว่าห่วยกว่าเราทั้งนั้น

เมื่อทุกคนคิดกันเช่นนี้  โลกจึงเป็นอย่างที่เห็น  ปัญหาวุ่นวายจึงเต็มไปหมด

ยิ่งล่วงมาถึงยุคสมัยที่เอาคุณธรรมอ่อนน้อมถ่อมตนไปคุยกับคนร่วมสมัยไม่รู้เรื่องยิ่งแล้วกันไปใหญ่  พวกเขามีแนวโน้มที่จะเอาความอ่อนน้อมนี้ ไปปะปนกับ "การถล่มตัวเองประเมินตัวเองต่ำเกินไป"ว่าเป็นคุณธรรมที่ไร้ค่า  สับสนจนคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันที่พันธนาการให้ช้าลง ไปไม่ถึงสุดทางศักยภาพ  สังคมจึงถูกถ่วงให้ช้าลงจากการอ่อนน้อมถ่อมตัว  จนมองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง

เรามองสิ่งเดียวกัน  แต่ให้ผลการมองออกมาคนละทาง

โลกได้สูญเสียช่องทางการสืบทอดคุณธรรมระหว่างผู้คนรุ่นต่างๆไปอย่างถาวรแล้ว  พวกเขานอกจากจะไม่ยอมรับแล้ว  ยังวิพากย์กันอย่างไม่เกรงใจ  ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยใดที่ผ่านมา  และคนรุ่นเดิม ก็ไม่พร้อมที่จะอดทนนี้อย่างพอเพียง

บางที  อาจต้องให้โลกของการวิ่งสั่งสอนแก่พวกเขาเองผ่านสัจจะชีวิต

ด้วยการปล่อยให้วิ่งไปทั้งๆอัตตาที่เต็มเปี่ยม  กระหายความสำเร็จที่ล้นเหลือ  อุดมไปด้วยการ Challenge ที่ไร้สาระ  จนกว่าจะไปประจักษ์เอาเองว่า  ไม่มีความสำเร็จใดที่จะสนองความโหยหาที่มากมายไม่รู้จบนี้ได้

ถ้าโชคดี  อาจทำให้พวกเขาประจักษ์กับตัวตนและโลกที่แท้จริงเข้าสักวันหนึ่งข้างหน้า  โลกจะสอนพวกเขาเอง

และแม้จะไม่มีวันนั้นมาถึง  ก็อาจไม่ใช่เรื่องของพวกเราอีกแล้ว  แต่เป็นเรื่องของพวกเขาที่ต้องไปเข้าแถวรายงานตัวต่อชะตากรรม  ถึงสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ไม่ได้รับและส่งต่อสิ่งประเสริฐสู่อนุชนได้

.

.

กฤตย์ ทองคง

18  ธันวาคม  2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, December 16, 2020

ความต่อเนื่องการฝึก มีความหมายมาก

 ความต่อเนื่องการฝึก มีความหมายมาก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การต่อเนื่องการฝึกไม่ได้หมายความเพียงว่า  เป็นการวิ่ง 4-6 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

แต่หมายความรวมไปทั้ง  ความต่อเนื่องจัดวางความเข้มข้นฝึกกับการพักฟื้นที่เลือกแล้วที่เป็นตัวของเรา  ให้เป็น Pattern ที่สม่ำเสมอในคาบระยะเวลาหนึ่ง

ที่ลองทำแล้ว สังเกตว่า เราประกอบมันเข้าอย่างไรแล้วมันจะออกผลลัพธ์มากที่สุด

บางคนฝึกหนัก Hard session  วันเว้นวัน โดยสลับเบาหรือสลับกับการหยุด 1/1  แต่บางรายสลับ 2/1  หรือ 1/2 (หนัก 2 วันสลับหยุด 1 วัน หรือ หนัก 1 วันสลับหยุด 2 วัน)

ต้องแล้วแต่ธรรมชาติต้นทุนในเรือนร่างของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน  เท่าไรต้องเท่านั้น

การไปเห็นคนอื่นเขาฝึกมากกว่าเธอเอง  แล้วเกรงจะฝึกตามเขาไม่ทัน  มีความพยายามขยายเพดานการฝึกของเราให้มากเท่าเขา  นั่นคืออันตราย  คนเราระดับไม่เท่ากัน  เจ็บเพราะตรงนี้เยอะ

มีความเป็นไปได้ที่เราจะถ่างขยายเพดานฝึกของเราให้มากขึ้นที่เป็นไปได้อยู่  แต่ผู้เขียนขอจารคำเตือนเอาไว้ในที่นี้ว่า  ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ ฝึกมากให้เท่าคนอื่นเขา  แต่มันกลับอยู่ที่  ความสามารถเรือนร่างของเราที่จะซึมซับมากนั้นตรงนั้นได้มากกว่าหรือเปล่าต่างหาก

พบบ่อยมากราย  ที่ฝึกมากขึ้นจริง  ฝึกเข้มข้นจริง  แต่มีการซึมซับการฝึกกลับได้ต่ำลง  อันนี้นับวัดจากผลงานทดสอบจากไปสนามแข่งมา  มีหน่วยนับเป็นเวลา PB  (Personal best)

แต่น่าเสียดายที่สเกลนับวัดนี้  กลับมีความน่าเชื่อถือได้ต่ำ  เพราะวัดระยะสนามไม่เท่ากัน แม้จะมินิเหมือนกัน  ต่างความชัน  ต่างฤดูกาลมากมาย  ไม่เหมือนวัดจากสนามเดียวกัน ที่เราควบคุมตัวแปรได้ดีกว่าจากการทดสอบอยู่ที่บ้าน

"ความต่อเนื่อง"  หมายความรวมถึงความสามารถ รับงานประกอบรวม ที่มากขึ้นด้วย เช่น  เดิมเคยสามารถฝึก

-  ขอด

-  เขา

-  เทมโป

-  ยาว

-  WM

ในปริมาณหนึ่งๆที่สูงที่สุดของเราใน 1 เดือนถึงเดือนครึ่ง  เราจะถึงช่วงจัดการพักใหญ่ off sesson  คืนความสด  ก่อนที่เราจะกลับมารับการฝึกใหม่อีกครั้ง  แต่ปัจจุบันกลับพบว่า เราทำได้ถึง 2-3 เดือน กว่าจะ off sesson อีกครั้ง

หรือปัจจุบัน  เด็กกลับฝึกใน 1 เดือน ถึงเดือนครึ่งเท่าเดิมจริง  แต่ได้เนื้องานประกอบที่เยอะขึ้น (ขอด  tempo  เขา  ยาว  tempo  WM)  มากกว่าเดิม

ก็ถือว่าเด็กเข้าถึงการพัฒนาที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน  ที่เราสามารถวางสถานะความคาดหวังผลลัพธ์สดสอบที่มากกว่าเดิม)

.

.

ป่วยการ ถ้าจะฝึกเสียอลังการ

-มีขอดที่เกรียงไกร

-มี WM มโหฬาร

-จัด Tempo ได้เป็นชั่วโมงๆ

แต่กลับมีอุปสรรคมาตัดหน้า รักษาความต่อเนื่องไว้ไม่ได้ ขาดหายไป 1-2 เดือน กลับมาจ๋อยกว่าเดิม มันจึงไม่มีประโยชน์ใดๆที่ฝึกมา

ทุกๆการตัดสินใจใหม่ๆใดริเริ่มการฝึก นอกจากจะต้องพินิจฝึกอะไรที่พอดีกับเราแล้ว

ยังต้องมีความระวังว่า เราจะสามารถรักษา Pattern ฝึกนี้ไปได้สักกี่น้ำ ต่อเนื่องไปได้กี่เดือน

ถูกถามบ่อย,...........

ผมจะฝึกขอดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ได้หรือไม่?

เพราะสิ่งที่เธอควรพินิจไตร่ตรองกลับยังไม่ได้ทำ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก คือ

"นายจะทำมันได้ต่อเนื่องหรือไม่ ?

ทั้งมิติเวลาพร้อมอุทิศกับการฝึก กับ

ความเครียดล้าสะสม จาก sessionsแล้วsessionเล่า เป็นเดือนและเป็นหลายๆเดือนได้หรือไม่

มีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควรระหว่างความคาดคะเนว่าเราน่าจะทำได้ กับการทำได้จริงๆ

อย่าลืมนะ ขอด 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อกลายเป็น 2 ครั้ง ในทางคณิตศาสตร์ มันคือเพิ่มขึ้นถึง 100% ทั้งๆที่ข้อกำหนดทางวิทยาศาสตร์การกีฬาให้แค่ขั้นละ 10% เท่านั้น

ลองเอาไปไตร่ตรองดู

ผู้เขียนขอกล่าวว่า มีนักวิ่งไทยจำนสนเพียงหยิบมือเดียวที่สามารถรักษา Pattern IV 2/7 ได้

(ฝึกขอด interval 2 ครั้งในรอบสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง)

.

แต่ถ้าเธอลองทำมัน แล้วพบว่าทำไม่ได้ ไม่ว่าจะหลุดเพราะเหตุใดก็ตาม ต้องถือว่าโชคดี เพราะการดันฝืนถือครองให้ได้ แบกความหนักหน่วงในนามของวินัย แต่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ

ทีนี้แหละ จะเป็นเรื่อง

อย่างแรกดีกว่าเยอะ

เกือบร้อยละร้อย ผู้ถาม "ผมจะขอด 2/7 ได้ไหม" คนถามไม่มีโค้ชคุมเลย

เราเป็นห่วงนายจริงๆ

พวกเรามัก Pay attention ที่จำนวนครั้งการฝึก และระดับ pace รวมทั้งรักษาเวลาแต่ละเที่ยวให้ได้น่าประทับใจ

แต่พวกเรากลับละเลยความสามารถที่จะต่อเนื่อง ทำให้ได้ตลอดต่อเนื่องได้หรือไม่

ความประการนี้ถูกละเลยไม่เว้นแม้จะเป็นแนวหลังแท้ๆ หรือ Beginners

ส่วนใหญ่ทำการบ้านค้นคว้ามาดี แบบอย่างที่จะก็อปปี้ในเน็ต หรือสหายเพื่อนที่ร่วมฝึกซ้อมวิ่งอะไรบ้าง บ่อยขนาดไหน

แต่ความมีต้นทุนภายใน หรือความแข็งแกร่งของขา และ Core body แทบจะยังไม่ต่างจากคนทั่วไปเลย (Runners ไม่ใช่ คนทั่วไป แต่มีความเหนียวแน่นทางสรีระสูงกว่าคนทั่วไปอย่างท่วมท้น)

ที่ปรากฏจึงเห็นบ่อยว่า แบกการฝึกไปด้วยสักระยะหนึ่งแล้วก็หลุดแผน

แท้จริงแล้ว แผนฝึกวิ่งที่เหมาะสมในระดับนี้มากที่สุด กลับไม่ใช่ความเข้มข้นฝึกอะไรมากไปกว่า ความพยายามที่จะรักษา pattern ของการมา

สนามออกกำลัง อุทิศเวลาเพื่อการออกกำลังให้เป็นกิจวัตร สร้างนิสัยวิ่ง จัดตั้งกลุ่มเพื่อนสนิทใหม่ที่รักสุขภาพ มีเป้าหมายใกล้เคียงกันในขวบปีแรก ไม่ใช่ Speedwork ใดๆ

ในระดับเข้มข้นที่ค่อนข้างน้อยเอาไว้ในชั้นแรก แม้อาจจะน้อยมากจนอาจไม่เกิดเนื้องานหรือได้ต่ำมากก็ตาม

วาระนี้ intensity ยังไม่ใช่วาระจำเป็นมากกว่าการจัดตั้งนิสัยออกกำลังใหม่ๆ establish และรักษาความเป็น establish นั้นไว้ให้ได้ จนเป็น routine

ส่วน intensity นั้น ยังไม่ใช่วาระตอนนี้

.

.

กฤตย์ ทองคง

17 ธันวาคม 2563

.

เมื่อ "ความต่อเนื่องสำคัญมาก" เช่นนี้เอง

ไม่ว่าเป้าหมายสายแข่งหรือเป้าหมายสายลดอ้วน จะล้มเหลวเหมือนกันถ้าเซ็ทการฝึกไว้ที่บัญชีที่สองลงไป

(บัญชีที่ 1 คือ สิ่งจำเป็นต้องทำทุกวัน

ใดมาแทรก มันต้องหลบไป เช่น

แม้กระทั่งวันนั้นแม่ตาย ไฟไหม้ สอบตก อกหัก

หย่าเมีย โจรปล้น แต่ก็ต้องแปรงฟันทุกวัน)

(บัญชีที่ 2 คือสิ่งที่สำคัญรองลงมา ทำบัญชีหนึ่งก่อน ถ้่ามีเวลาค่อยทำ ไม่มีเวลา ไม่ทำ เช่นที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า "ไม่มีเวลาวิ่ง")

(บัญชีที่ 3 ไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ น่าจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ก็พบว่ายังทำกันอยู่เสมอๆ เช่นตั้งวงดื่มกินเป็นกิจวัตร ไม่ว่ากิจวัตรประจำวัน หนือกิจวัตรประจำเทศกาล)

ถ้าเพื่อต้องทำให้บรรลุเป้าหมายวิ่ง เช่นคุมน้ำหนัก หรือเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อสอยดวงดาว จะไปไม่ถึง ถ้าคุณเอามันไว้ในบัญชีที่ 2 และ 3 "ไม่มีเวลาวิ่งเลย" ตามที่ได้ยินบ่อยๆ

แม้จะเพื่อสุขภาพ คุณต้องเอาไว้ในบัญชีที่ 1

เป็นทางเดียวด้วย

ถามว่า ก็บัญชีที่ 1 มันเต็มแล้ว! จะทำอย่างไร

ตอบว่า ให้เอาบัญชีที่ 1 ออกมากางดู และเอาอะไรบางอย่างออก โดยคิดทบทวนที่มีความหมายน้อยที่สุดแต่ดันหลงเข้าไปในบัญชีที่ 1 เอาออก แล้วเอาวิ่งใส่มันลงไปแทน

อีกคำตอบหนึ่งที่ต่อเนื่องคือ

เพราะที่กล่าวว่าไม่มีเวลาวิ่งนั้นเท่ากับคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิ่งนั่นเอง คุณก็ย่อมไม่ได้อะไรจากมันตามความสำคัญที่คุณจัดมันไว้นั่นเอง

ยุติธรรมดีแล้วนะ !!!

.

ลองไปดูแชมป์ๆ เขาฝึกอะไรกัน

วันวิ่งขึ้นทางชัน เขาวิ่งขึ้นลงอัฒจันทร์สนามกีฬาตั้งแต่เราไปตลาดเย็นซื้อกับข้าวเที่ยวแรกผ่านไปเห็น จนกลับจากตลาด

ไปอาบน้ำที่บ้าน แต่งตัวไปสวดศพหัวค่ำ ผ่านอีกครั้ง ยังเห็น

แชมป์วิ่งยังไม่เสร็จ คิดดู

เขาอุทิศทุ่มเทขนาดไหน

แค่เห็น เราก็ซูฮกแล้ว

.

Monday, December 14, 2020

สิ่งที่เราคิดกับมาราธอนครั้งแรก

 สิ่งที่เราคิดกับมาราธอนครั้งแรก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ถาม..........

เพิ่งผ่านฮาร์ฟแรกมาค่ะ เริ่มห้าวหาญคิด Full ละ อยากทราบว่า Full แรกของทุกคนได้เวลากันเท่าไหร่บ้างคะ 😁

Dapooh  Chaisuk

ถามในห้อง 42.195 K Club...

เราจะไปมาราธอนด้วยกัน

............................

ตอบ.........

คุณกำลังอยู่ในตำแหน่งความคิดที่เป็นอันตรายกับตัวเอง

การที่คุณคิดเช่นนี้ ยังผลให้ความพยายามวิ่งมาราธอนครั้งแรกของคุณเป็นไปอย่างทรมาน ไร้ความสุข  มีแต่ความกดดัน  และเสี่ยงได้รับบาดเจ็บ

แม้จะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้  การดีใจที่สามารถทำได้ ย่อมมีจำกัดลง จากจำนวนครั้งที่เรา ทำได้

ใช่หรือไม่  เราย่อมดีใจทุกครั้งที่สถิติการวิ่งของคุณดีขึ้นทุกครั้งที่ลง

แต่จำนวนความดีใจที่คุณบรรลุ Bingo  ย่อมมีน้อยลง หากคุณใช้ความพยายามสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

  นึกภาพออกมะ  ปล่อยกั๊กแรงไว้บ้างเผื่อให้มีสนามที่ดีใจหลายๆสนาม ดีกว่าการดีใจไม่กี่สนาม

สิ่งที่เราต้องควรทำ  คือวิ่งอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองได้รับปิติสูงสุด  ไม่ใช่เวลาที่เร็วที่สุด

ต่อให้ได้เวลาที่เร็วกว่าที่คุณคาดหวัง  ก็จะต้องมีหลักธงใหม่มาปักเพื่อให้ท้าทายต่อไปไม่รู้จบอยู่ดี

เคล็ดลับการวิ่งมาราธอนคือ วิ่งเพื่อยืนยันว่าตัวเองสามารถทำได้  ไม่สุ่มเสี่ยงเพิ่มอัตราบาดเจ็บ  และมีความสุขกับอดิเรกที่คุณเลือกนี้

ผมพยายามเขียนให้อ่านง่ายมากที่สุดแล้ว

.

.

กฤตย์  ทองคง

15  ธันวาคม  2563

.

คำเตือนคือประโยชน์กับนักวิ่งมากกว่าคำเชียร์ป้ายยา

ไอ้ที่สะบักสะบอมกันก็เพราะอย่างนี้

มันยังไม่พร้อมจะลงก็ไปฝืน

อายุราชการยังไม่ได้ก็ดันทุรัง

พรรษาวิ่งมาไม่เท่าไรเองหา extreme ทำ

จริงๆแล้ว พวกนี้ ตัวเองล้วนๆ ไม่ทำหรอก

ไอ้ขาเก่าตัวดี มีความสุขเมื่อคนอื่นไปชนกำแพง

ลำดับขั้นมันมี วิ่งสิบให้คล่องเสียก่อนค่อยฮาล์ฟ

วิ่งฮาล์ฟให้ลื่นก่อนค่อยลงมาราธอน สามัญสำนึกมันถูกแล้ว อย่าทำให้มันบิดเบี้ยวจาก Challenge ที่เกินตัว

.

ถ้า Challenge มันดีจริงทุกสถานการณ์

โค้ชจะใช้มันบ่อยๆ

แต่ชีวิตจริง โค้ชจะใช้มันเป็นคราวๆ บางทีก็ถึงกับห้ามเลยทีเดียว คิดดู ทำไม.....

พวกเราใช้ Challenge จนพร่ำเพรื่อเกินไปในสายตาผู้เขียน

การผิดจังหวะจะโคน จะให้โทษมากกว่าให้คุณ

.

มาราธอนไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ 

ครึ่งหลัง ถ้าเพื่อวิ่งให้เท่าครึ่งแรก จะใช้แรงหนักมหาศาลกว่าครึ่งแรกมากมาย

.

คนใหม่ให้เครดิตสู้ๆ ไม่ DNF จะเอาให้ได้ กัดไม่ปล่อย บูชาจิตวิญญาณบูชิโด

คนเก่าเห็นโลกมานาน เห็นไปจนกระทั่งผลลัพธ์ที่ต้องแลกออกไป กับสิ่งที่ได้มา เทียบกันแล้ว มันไม่คุ้ม

คนใหม่ มีกรอบสายตาจำเพาะสนามต่อหน้า

ไม่มองไกล คนมีประสบการณ์ยอมถอยอย่างเปี่ยมเข้าใจเพื่ออนาคตวันหนึ่งข้างหน้า

.

เมื่อคนเราดีใจที่เวลา PB มันดีขึ้น

บุคคลจะดีใจเท่ากัน ไม่ว่าเวลาจะดีขึ้นครึ่งนาที หรือดีขึ้น สิบนาทีครึ่ง ก็ดีใจเท่ากัน

จำนวนครั้งของการดีใจต่างหากที่เราน่าจะทำกำไรได้จากการค่อยๆทะลวงทีละนิดทีละน้อยอย่างตั้งใจ ไม่ใช่พรวดเดียวเยอะๆ

ด้วยว่าเยอะแล้ว ทะลวงต่อไม่ค่อยออก

นึกภาพออกมะ ?

.

กรณีอะไรยากๆ ยากจนเราป็อด มีความลังเลยืดเวลาออก ท่าจะยาวไม่รู้เริ่มต้นยังไงดี

ให้คุยกับตัวเอง จงไปเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ไปเพื่อเอาสำเร็จ แต่ไปเอาบทเรียน เพื่อสรุปนำไปแก้ไข

จากเดิมเพราะเราผูกพันธ์กับความต้องสำเร็จในเวลาที่กำหนด หรือต้องไปชนกำแพง หรือ(ภาพน่ากลัวต่างๆ) จนไม่ออก ถ้ายังไม่พร้อม

ให้เปลี่ยนเป้าหมายจากสำเร็จลุล่วง

มาสู่ มาเพื่อเอาบทเรียน คนอย่างเรา กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว ยกที่สองน่าจะมีคุณภาพมากกว่ายกแรกแน่นอน และถ้ายังล้ม ยกที่สามจะดีกว่ายกที่สองอย่างแน่นอน

ใครกันที่บอกให้ไปสนามนี้ เพื่อสำเร็จ !!!

จงกลับไปใช้แผนที่เสนอนี้

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Sunday, December 13, 2020

เมื่อต่อมสามัญสำนึกฝ่อ

เมื่อต่อมสามัญสำนึกฝ่อ

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

อวัยวะต่างๆของร่างกาย มีใช้ มีเสื่อม  ต่างกับวัตถุ  ที่ยิ่งใช้มีแต่ยิ่งสึกหรออย่างเดียว  แต่ร่างกายกลับไม่ใช่  ยิ่งใช้งาน ยิ่งราบรื่นไหลดี  แต่มีข้อแม้  ต้องใช้งานที่พอดี

-  ถ้ามากนักก็บาดเจ็บแตกดับ

-  ถ้าน้อยเกินไปก็ฝ่อ

ปัญหาการออกกำลังปัจจุบันประมวลมาจากการหลงทางสองประการหลักนี่เอง

หน้าที่ของเจ้าของเรือนร่าง คือ  "จัดให้พอดี"

ความพอดี  ก็ไม่ยากนัก  "ความพอดี"  ไม่ใช่ต้องเปี๊ยบเป็นไม่บรรทัด  ขาดเกินได้  ถ้าไม่มากไม่เป็นไร  ความสามารถปรับตัวได้ของร่างกายมนุษย์มหัศจรรย์มาก

เป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนักตรงที่ธรรมชาติมันให้  Monitor ติดตัวมาให้ด้วย

ใดที่มากเกินไป  มันให้ความรู้สึก ไม่พึงพอใจ  และแม้แต่น้อยเกินไป  ก็รู้สึก  บางคราวที่อ่อนเปลี้ยห่างเหินใช้แรงไปนาน  การออกขยับบ้าง  มันจะให้ผลที่กระชุ่มกระชวยขึ้น

เราเพียงเชื่อฟัง และใช้สัญญาณจากธรรมชาตินี้เอื้อประโยชน์กับตัวเอง  ที่ไม่จำเป็นนักที่ต้องไปรู้ละเอียดว่า  กลไกนี้มันขับเคลื่อนไปได้อย่างไร

ผู้เขียนเรียกมันว่า  "สามัญสำนึก"

และสามัญสำนึกนี้ไม่ใช่ได้มาจากสำนึกตักสิลาใดๆ  แต่ติดตัวมาจากกำเนิดเลย

ระหว่างออกกำลังหรือฝึกซ้อม  มันมีอาการอะไรบ้าง  เราต้องใช้ความสังเกตความเป็นตัวของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น

แม้จะมีอาการลวงจะบ้างเป็นบางวัน  ที่อาจค่อนข้างขี้เกียจ  ที่ต้องการวินัย  แต่ไม่บ่อยนัก

มีหลักสังเกตไม่ยาก  มันจะไม่เคยขี้เกียจ 3-4 วันติดกัน  แค่ 1-2 วันก็หายดี  กลับมีความกระตือรือร้นเสียด้วยซ้ำ จาก "ความสด"

เมื่อความฝึกที่ยากเกิดขึ้นบ่อย  หรือเกิดต่อเนื่องกันนานและเป็นเสมอๆ   ย่อมต้องการข้อสังเกตบ่งชี้ที่มากกว่านั้น  และควรให้ผู้เชี่ยวชาญเช่น Running Instuctors หรือแพทย์  วินิจฉัย

ที่เล่ามา ฟังง่าย  แต่คนร่วมสมัย กลับไม่ใช้วิธีนี้เสียแล้ว

ศตวรรษที่ 21 เข้ามาพร้อมกับชะตากรรมแหยของปัจเจกที่คิดเองไม่เป็น

ความเปี่ยมเต็ม  ที่ไพบูลย์ของจิตใจ  มาจากการต้องเข้าสังกัดกลุ่มพวก  และการอยู่ลำพังโดดเดี่ยวกลายเป็นความทุกข์ทรมาน

กระบวนการทางสังคมเข้าสังกัดหมู่พวก  ดำเนินไปอย่างเข้มข้น  ตั้งแต่อนุบาลจนปัจจุบัน

"ลัทธิเอาอย่าง"คุกคามมนุษย์จนกลบสามัญสำนึกสิ้น

Influencers มีบทบาทเกินจริง  พอเป็นนักวิ่งเข้า ต้อง"ทำตัว"ให้เหมือนกับ"ภาพนักวิ่ง" ที่ต้องเป็นกัน  โดยเฉพาะรูปแบบภายนอกนี้สำคัญมาก

แต่วิธีคิดกลับไม่ใช่  เพราะคนทั่วไปมองไม่เห็น  ผู้เขียนมองเข้าไป  เห็นความกลวงเปล่ามากมาย

อาการนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก  จากลักษณะอีกประการของร่วมสมัยคือ  "เตือนไม่ได้"  ที่แม้ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแต่ก็มาจากตรรกะเพี้ยน

นำไปสู่การทำตัวผิดพลาดหลายอย่าง  มักมาลงสุดท้ายที่ความบาดเจ็บทางร่างกาย และความบาดเจ็บกระเป๋าเงิน  โดยไม่มีความจำเป็น  บ้างถึงกับแส่หาเรื่องเข้ามาด้วยซ้ำ

คำแนะนำที่เหมาะสมที่อาจวางไว้ในสื่อมัยใหม่ที่น่าจะไปอย่างกว้างขวาง กลับด้านชา  ปราศจากผลเท่าที่ควร

ผู้เขียนมีความจำกัด  ที่ไม่สามารถยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมได้มากนัก  เชื่อว่าพวกเราอ่านแล้วคงมองเห็นภาพ

ปัจเจกใดต้องการหลีกเลี่ยงภัยอันตรายที่มากับยุคสมัย  นอกจากต้องอ่านให้มากแล้ว  ยังต้องมีระดับการไตร่ตรองที่มากอีกด้วย

ทั้งยังต้องรู้จักแยกแยะข้อมูลชิ้นใดมาจากแหล่งไหน ควรให้ความเชื่อถือแต่ไหน ไม่ใช่เชื่อมันทุกแหล่ง

ปัจจุบันข้อมูลวิ่งต่างๆ ถูก  Manipulated จากคนขายบางราย และจากผลงานฝ่ายขายของผู้ผลิต  บิดกระแสโลกทัศน์ของนักวิ่งให้เข้ากับผลประโยชน์ของพวกเขา  เราย่อมไม่สามารถให้น้ำหนักเท่ากับข้อมูลที่ถูกต้องได้

แม้ผลได้และผลเสียจะมีทั้งสองด้านพร้อมกัน  แต่ผลได้ที่มากกว่าเสียท่วมท้น กลับมิถูกนำพา

ตรงข้ามอีกทาง  ผลเสียที่อาจสุ่มเสี่ยงหากเลี้ยวพลาด  กลับกลายเป็นความน่าสนใจที่ท้าทาย !!!

หลายกรณี  ต่อมสามัญสำนึกที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน  มันจึงมีสถานะเหมือนกับการฝึกร่างกาย  "มันฝ่อลง"

การเป็นนักวิ่งร่วมสมัย  ยิ่งต้องการ การตริตรองมากกว่าสมัยใด  ไม่เพียงแต่ฝึกฝนทางร่างกายเท่านั้น

ผู้เขียนเชื่อว่า หากเรากลับมาใช้สามัญสำนึกให้มากขึ้น  สนใจสดับสัญญาณจากเรือนร่างความเป็นไปที่ธรรมชาติพยายามบอกเรา  (Listen your body) ให้เต็มที่ที่มันมีอยู่ เราย่อมสามารถยังประโยชน์จากมัน  โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหา  และตัวองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬา  ก็ไม่ต้องมากใดๆอีกด้วย  เราย่อมสามารถเข้าถึงความไพบูลย์แห่งชีวิตวิ่งได้แน่

.

.

กฤตย์  ทองคง

14  ธันวาคม  2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


ต้องถอดรื้อให้เป็น และประกอบกลับเข้าไปให้ได้

 

ต้องถอดรื้อให้เป็น 

และประกอบกลับเข้าไปให้ได้

.

.

โดย  กฤตย์ ทองคง

.

.

การฝึกเพื่อพัฒนาวิ่ง  ต้องมีความจำเพาะเจาะจงบุคคลแต่ละรายไป  เพราะความแตกต่างของแต่ละคนมีมากเกินไปที่สูตรสำเร็จการฝึกต่างๆจะนำไปทำกับคนได้ผลให้เท่ากัน

มีตั้งแต่ออกผลได้ไม่เท่ากัน  ไปจนถึงไม่ได้ผลเลย  รวมไปทั้งออกผลเป็นติดลบ ก็ยังมี !!!

แต่นักวิ่งทั้งหลายก็ยังมุ่งมาดปรารถนาสูตรวิ่งออนไลน์อยู่เสมอ ทุกยุคทุกสมัย  เพราะความที่มันง่ายและสำเร็จรูปดี  ดูแล้วเห็นดีก็เอาไปฝึก  ดูแล้วไม่ชอบ ก็โยนทิ้งไป

แต่ไม่ใช่เพราะผู้ออกแบบมันขึ้นมา ไม่เก่ง  แต่เป็นเพราะความสุดวิสัยที่ผู้ออกแบบเขาจะไปรู้ระดับความเป็นตัวของคุณแต่ละคนได้อย่างไร  คนเป็นหมื่นๆ สูตรฝึกเดียวกันเนี่ยะนะ  !!!

ขนาดเราโค้ช  คุยกันด้วยปากกับเด็กแท้ๆ  ยังไม่ได้พูดจริงกับเราเลย

ปากก็บอกว่า  "วิ่งเพื่อสุขภาพ"  แต่ขอขอดเพื่อลง Interval  ถ้าวิ่งเป้าหมายเพื่อสุขภาพ ขอดไม่มีความจำเป็น

เมื่อขอจากเราไม่ได้  ยังอุตส่าไปสรรหาจากเจ้าอื่น หรือไปก็อปใครมา  ลงความเร็วจนได้  พอถามเพื่อให้แน่ใจอีกที  ก็ยังบอก  "วิ่งเพื่อสุขภาพ" อีก

แล้วคิดกันหรือว่า  ผู้ให้คำปรึกษาต้องมาแยกแยะว่าผู้วิ่งเพื่อสุขภาพคนใดหมายความอย่างไรให้แม่นยำทุกคน  ปากคนแข่งก็เพื่อสุขภาพกันทุกคน  คุณกำลังคาดหวังจากผู้เขัยนมากเกินไปเสียแล้ว

มันไม่มีทางหรอกที่อ่านบทความของกฤตย์ เพียง 2-3 บทความ แล้วจะรอบรู้มากขึ้นเพียงพอที่จะรองรับชุดความรู้ชุดหนึ่งสนองเป้าหมาย  ที่ถาโถมเข้ามาให้รับรู้

มันจะมีก็แต่  การทยอยรับรู้วันละเรื่อง  วันละความ  อ่่านทำความเข้าใจ  อ่านเป็นเดือน  อ่านเป็นปี  ไม่ใช่อ่านแค่หลายสิบบทความ  แต่อ่านทั้งหมดนั่นแหละ  ผสมผสานกับประสบการณ์ที่เจอกับการวิ่งด้วยตัวเอง

เจอปริศนาเองจากการลงมือทำ  จากคอนเซ็ปส์ที่ผมวางไว้  เอาไปใช้กับปัญหาที่ตัวเองเผชิญ  จนเฉลยเอง  ตลอดจนลอง Solve เอง  หายเจ็บเอง  จนสามารถพัฒนาได้เอง

มีแต่ทางนี้เท่านั้น  คือพวกเราต้องตามอ่านบทความเป็นตันๆของผมที่สะสมไว้เป็นชิ้นจิ๊กซอว์มากมายหลายชิ้น  แม้แรกๆที่อ่านไปจะยังมองไม่ออกก็ตาม

แต่ละวัน  รับไปวันละชิ้น มุมเข้าเหลี่ยมกับร่องเว้า  โทนสีที่สอดรับแต่ละชิ้น พอมากๆเข้า  ความเข้าใจภาพใหญ่ขององค์รู้วิ่งจะเกิดขึ้นเอง  นำเอาไปร่างตารางวิ่งเองอีกต่อ

นี่น่าจะเป็นทางเดียวอีกด้วย  ผมไม่คิดว่า  การเข้าเรียนเพียง 2-3 วันจากหลักสูตรเทพเร่งรัดใดๆ  จะสร้างคนให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้  ไม่ว่าจะสร้างความเป็นครู จากวิทยาลัยครู  หรือสร้าง CEO จากหลักสูตร MBA  หรือการสร้างโค้ชจากการอบรม Course สั้นๆใดทั้งสิ้น

ขนาดหมักบ่มมาตั้งหลายปี ยังพลาดไปเข้าใจว่าคนที่เอ่ยว่ามีเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพนั้นคิดว่าหมายความเหมือนกันหมด

คุณต้องไม่เพียงรับรู้รับเห็นจากที่เด็กเอ่ยเท่านั้น  แต่การกำกับการฝึกวิ่ง ต้องไปถึงระดับ  "หยั่งถึง" เด็กคนนั้นให้ปรุโปร่งตัวตน  ตั้งแต่ลิ้นไก่ไปจนถึงมดลูก  มากกว่าตัวเด็กรู้เองเสียอีก  ถึงจะกำกับเขาได้

แล้วลำพังการอบรม 2-3 วัน  มันจะไปทำอะไรได้

ขนาดรู้จักกันดี ยังใช่ว่าฝึกแล้วจะถึงดวงดาวกันทุกราย !!!

ในบทความแต่ละบทที่ผมเขียน  อาสาได้เพียงให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพียงแง่มุมเล็กๆเท่านั้น  ไม่สามารถอธิบายโลกการวิ่งให้ครบทุกด้านมุมในบทความเดียว  และผมก็เชื่อว่า  ไม่มีใครจะทำได้อีกด้วย

มันก็เป็นทางนี้แหละทางเดียว  คือ  "หนทางหมื่นลี้" เท่านั้น

สะสมการรับรู้จากบทความ น้ำทีละหยด

ความทีละบท

เมื่อมันมากพอระดับหนึ่ง ผลลัพธ์ของมันย่อมเข้าไปเปลี่ยนแปลงปริมาณสู่คุณภาพได้เอง

แล้วจะได้เอาภาพใหญ่ของความเข้าใจนั้นไปร่างตารางฝึกวิ่งเองอีกทอด

ด้วยเหตุนี้  จึงเป็นไปไม่ได้ที่  จะเร่งทำความเข้าใจไอเดียทุกประการของกฤตย์(หรือว่าของใครก็ตาม)  แล้วเอาไปร่างตารางวิ่งแล้วฝึกตามนั้น  เพื่อไปสนามจอมบึงหรือสนามบางแสน ที่กำลังจะมาถึงข้างหน้านี้

เรากำลังอภิปรายถึงชุดขององค์ความรู้วิ่งที่อาจหาญจะเปลี่ยนแปลงตัวคุณและโลกแห่งการรับรู้ของคุณทั้งใบ

ที่ ณ ปลายอุโมงค์ พบว่า คุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลทั้งร่างกายและจิตใจ  ที่แสดงออกไม่ใช่ด้วยถ้อยคำใดๆมากไปกว่า หลับตาลูบเคราอย่างเงียบๆ  ถึงเรื่องของชีวิตมากกว่าแค่เรื่องวิ่ง

.

.

ปฐมบทของการเริ่มทำความเข้าใจต้องรู้ว่า การวิ่งแข่งขันนี่ ต้องการทั้งความอดทน และความเร็ว นั่นแปลว่า นอกจากวิ่งให้เร็วแล้วยังไม่อนุญาตให้ตกเร็วด้วย อยู่ ณ ความเร็วที่เลือกแล้วนั้นให้นาน (ใครจะยืนได้นานกว่ากัน)

และเพื่อการสร้างให้เรือนร่างนั้นมีทั้งความอึดและมีทั้งความเร็วนั้นจะต้องฝึกอะไรบ้าง 1)+2)+3) + ฯลฯ แล้วแต่ละอย่างมันก็มีซับซ้อน ผูกเกี่ยวโยงกับปัจจัยอื่นๆเป็นชั้นๆ

อาจงง ตัวอย่างเลยดีกว่า เช่น "ตัวความเร็ว"

ความเร็วที่นักวิ่งจัดขึ้นทั้งแข่งและซ้อม มันบีบเค้น (Stress) เรือนร่างที่หนักมาก และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น พาหนะที่เอื้อไปให้ถึงได้ ไม่ใช่พาหนะแบบเดิมๆ แต่อาจต้องไปเครื่องบิน

และการที่จะต้องไปเครื่องฯ ก็ต้องมีขั้นตอน ไม่ใช่นึกจะบินก็บิน เริ่มก็ต้องมีเงินค่าตั๋ว นี่ไม่ใช่รถเมล์นะ ต้องไปทำวีซ่า ก่อนวีซ่าก็ต้องทำพาสปอร์ตก่อน ก่อนพาสปอร์ต บัตรประชาชนต้องถูกตรวจว่ายังไม่หมดอายุ

แทบทุกเรื่องที่จับทำ ไม่ว่าจะกระดิกตัวไปทำอะไร จะพบว่า เรามีเรื่องที่ต้องทำก่อนหน้านั้นเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร

แม้จนกระทั่งวันขึ้นเครื่องฯ การไปสนามบินสุวรรณภูมินั้นอย่างหนึ่ง แต่คุณจะไปทำแบบเดียวกันนี้ที่แอดดิสอะบาบ้าไม่ได้ มิฉะนั้นจะตกเครื่อง ความข้อนี้ ไม่มีใครรู้ และไม่มีหลักสูตรใดบอกไว้แม้แต่ MBA

ที่เล่ามาไม่ใช่ไหลออกอ่าว แต่เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟัง เมื่อคุณจะวิ่งเร็ว คุณต้องมีเรือนร่างที่เหนียวทนแรง Stress อย่างหนักจากขอด interval จาก tempo จาก WM (Weekly Mileages) ที่สะสมเข้ามาสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ที่มากมาย

รวมทั้งการฝึกยาวที่ยังฟื้นตัวไม่ทัน แต่เราก็ต้องออกรอบฝึก Key Sessions ตัวอื่นๆอีกแล้ว

ถ้าไม่เหนียวจริง คุณจะเจ็บ เจ็บแล้วทีนี้ แห้วยาว เลิกพูดได้เลย

.

แล้วการที่จะเหนียวแบบนั้นได้คุณต้องรอบจัด ผ่านประสบการณ์กินแห้วที่สนามบินไนโรบีมาก่อน จนกลั่นการเตรียมตัวออกแล้วว่าในสนามบินประเทศด้อยพัฒนามันมีอะไรๆที่เรายังไม่พร้อมจะตั้งรับ

การทำตัวให้พร้อมต่อการเดินทางจากนิวยอร์ค ย่อมแตกต่างจากส่วนอื่นๆของโลก ไม่เหมือนกัน

เพื่อให้เหนียวแน่น ต้องวิ่งช้า พัฒนาจากโซน2 ที่พวกเราครวญว่าอืดเหลือเกิน พวกเรายังห่างนักจากความเข้าใจบทบาทของการวิ่งช้า มันจะเกื้อหนุนฐานของความอึดทนได้อย่างไร

เพราะเมื่อได้อึดทนจากการวิ่งช้าได้แล้ว ถึงจะขั้นตอนการไปลงขอดอีกทอดหนึ่ง มันเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจาก Stress ตอนลงขอด

ไม่ใช่จู่ๆก็อัดขอดเลย ไม่ใช่จู่ๆก็บินเลย

ก็เดี้ยงเท่านั้นสิ พ่อคุณ

โดดหอเลยทันทีที่ยังไม่มีเบาะรับกระแทก ร่างก็เหลวเลย ในการลองทำเพียงไม่กี่เที่ยวแรกๆ

พวกเราก็ช่างแสนรู้ อุตส่าเข้ามาสอนลุงกฤตย์ว่า อยากได้ลักษณะใด ก็ต้องฝึกอันนั้น อยากได้เร็วก็ต้องวิ่งเร็ว ไม่มีทางเร็วได้จากการวิ่งช้า......ว่าไปโน่น

เราวิ่งช้าเพื่อจะได้ความทน เราต้องการกล้ามเนื้อแดง เป็นฐานฝึกกล้ามเนื้อขาวอีกทอด

นี่แสดงว่ายังตามไม่ทัน....

มีตัวอย่างกี่ร่ยแล้วที่ลงขอด ลง tempo ไปทั้งๆที่เรอนร่างยังละอ่อนต่อนแต่น เรียบร้อยโรงเรียนเจ็บราบคาบไม่เว้นเลย

นี่คือตัวอย่างของความซับซ้อนของโจทย์เพียวข้อแรกขีอดียวว่าก้วยเรื่องความเร็ว ก็นำไปสู่ความฉงนฉงายของ Paradox ว่าต้องวิ่งช้าก่อนวิ่งเร็ว

และนี่เองคือรูปธรรมของคำกล่าวที่ว่า

"วิ่งช้าไม่เป็น วิ่งเร็วไม่ได้" นั่นเอง

แล้วพวกเราก็ทำหน้างุนงง "ไรวะ...มันจะเร็วก็ต้องวิ่งเร็วดิ ย่ำอยู่ตรงนั้นแหละ แกะปริศนาไม่ออก

.

ตัวอย่างที่สอง การวิ่งขึ้นเขา Hill running วิ่งขึ้นเขาเพื่อพัฒนา Strength ไม่ได้พัฒนาความเร็ว

แต่สิ่งที่เรากำลังสานก่อ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเร็วอย่างเดียว แต่เป็นความทนในเร็ว Strength of speed ณ ความเร็วที่เลือกแล้วตรงนั้น ที่เราเข้า Approach เราต้องยืนให้ได้

แต่พวกเราพอรู้เข้าอย่างนี้ ก็อัดขอดเขา Interval hill running มันเลย ก็เดี้ยงสิครับ ขนาด interval ตัวเดียวยังไม่ค่อยจะรอดเลย ยังไปขอดบนเขาอีก จำเริญเถิดพ่อคุณ

บ้านพังตั้งแต่ยังเป็นพิมพ์เขียว คนกันที่ทำได้ เขามาจากไหน ส่วนเราเป็นใครกัน นาทีนี้สิ่งสำคัญที่พวกเราต้องการคือ กระจกสักบาน

นำมาสู่บทเรียนที่สำคัญ

"นักวิ่งที่ฉลาดอย่าเปิดแนวรบมากว่าด้านเดียว"

ให้เปิดแนวเดียว จัดการทีละแนว ความชันจาก hill ก็ตัวนึงแระ ยังจะมีเร็วอีกแนวไปพร้อมๆกัน นั้นคือ Golden Rules ที่นักวิ่งต้องเรียนรู้จากโจทย์ประถมหนึ่งวิ่ง

แต่อนิจจา นักวิ่งแนวหน้ากลับทำผิดกันเป็นประจำ แสดงว่ายังมีความเข้าใจที่อ่อนนัก

เห็นเขาทำกันได้ นึกว่าเราจะทำได้บ้าง

แล้วก็เห็นแนวหน้าพวกนั้นเดี้ยงเป็นประจำกับเปิดศึกหลายด้าน นึกว่าจะเก่งเอาตัวรอดได้

เมื่อเอ่ยถึง Hill running ย่อมนำไปสู่มิติของปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ไม่ใช่จะมีแต่เขาเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกัยการฝึก tempo ความซับซ้อนของมันมี ว่ากันไม่สั้น เป็นอีกชุดหนึ่งทีเดียวเหมือนกัน

ไหนจะยัง WM อีกเล่า

ไหนจะยัง tempo

หลงเตลิดฝึกกันไปจนลืม Taper อีก

ยังมีบริบทวิ่งอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวอีกเยอะที่พวกเรากว่าจะทำความเข้าใจรอบให้ทั่ว ไม่ใช่เวลาเป็นปี แต่หลายๆปี

จึงต้องเริ่มที่ฝึกอย่างเดียวไม่พอ แต่เข็มทิศที่ชี้ว่าจะฝึกอะไรบ้าง ไม่ใช้บทความไม่กี่บทความจะเอื้อความเข้าใจได้ ไม่ใช่การอบรม Course สั้นๆไม่กี่วัน ประสบการณ์บอกเราว่าเรื่องมันเยอะ

ที่ว่ามาอย่างยาวแค่วิเคราะห์อย่างเดียว ถ้ดออกมาให้เห็นทีละชิ้น ถอดอะไหล่เครื่องจักรให้ดูว่าหลังฝาครอบปิดเครื่อง มันทำงานอย่างไร ล้อถึงหมุน น็อตแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ลูกสูบที่ส่งพลังนั้นมาจากการระเบิดของน้ำมัน แล้วน้ำมันเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างไร ถังน้ำมันไม่ระเบิดเสียก่อน ยาวไปจนถึงปะเก็นแต่ละแผ่น มันมีบทบาททั้งหมดแหละ

.

ด้วยการฝึกอย่างที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น ที่จะสามารถทะลวงเป้าหมายได้ เริ่มจากปากกาและดินสอ โดยร่างตารางวิ่งมาจากความเข้าใจ ไม่ใช่ลอกมา

ความรู้ที่จะทำได้ตรงนี้เก็บมาจากบทความลุง

เสมือนจิ๊กซอว์หลายๆชิ้นที่ประสานกัน นำมาสังเคราะห์เข้าหากันอีกครั้ง

เมื่อแกะเครื่องออกมาดูทีละชิ้นแล้ว (วิเคราะห์) ก็ต้องประกอบกลับเข้าไปใหม่(สังเคราะห์) แล้วถึงเดินเครื่อง

ฝึก...ฝึก...ฝึก...

ที่ระหว่างทางก็ ปรับ...ปรับ...ปรับ...

แล้ววันจริงเราก็เอาที่สังเคราะห์และฝึกไปแล้วมาทำซ้ำอีกทีในวันแข่ง รวบยอดที่ฝึกมาหลายร้อยชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระดมออกมาเต็มที่ในวันสำคัญ

.

ยัง .....ยังไม่จบยังไม่ครบกระบวน ยังมีอีก

แล้วเราก็เอาผลลัพธ์ที่ลงแข่งไปแล้วนั้น ไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อยใดๆ มาสรุปเป็นบทเรียน

ไม่เพียงแต่สรุปล้มเหลว แต่บ่อยครั้ง เราควรเรียนรู้จากความสำเร็จด้วยว่าศักยภาพเราน่าจะทะลวงได้ลึกกว่านี้อีก ทำไมได้แค่นี้

ถ้าทำอะไร จะได้ดีกว่านั้นอีก

หรือถ้าไม่ทำอะไรจะไม่แย่อย่างนั้น สรุปออกมาเป็นข้อๆ จะได้เอาไปปรับตารางใน Phase ต่อไป

ที่เล่ามาเพียงยกตัวอย่างชั้นเดียวเท่านั้น ชีวิตจริงมันบทเรียนซ้อนบทเรียนที่รอคอยการเรียนรู้ แต่เรากลับละเลยเพิกเฉย บทเรียนจึงไม่มี

กลับให้ความสนใจกับการอบรมสั้นๆที่มาเป็นระยะๆ แต่บทเรียนชีวิตจริงที่ถูกโยนทิ้งเปล่าๆเกลื่อนเต็มสนาม ด้วยแนวทางเช่นนี้ ผมมองยังไม่เห็นนิมิตหมายพัฒนาวงการให้กระเตื้องขึ้นเอาเลย

ยิ่งไม่ต้องเอ่ย กระทู้ที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักวิ่ง

กลับเป็นกระทู้รีวิวรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆเท่านั้นเอง

นักวิ่งพวกเราคาดหวังการพัฒนาวิ่งได้เร็วกว่าความที่เป็นจริงมากมาย กฎหมื่นชั่วโมงยัง Work อยู่

ที่เขียนมานี่ ไม่ใช่มีที่มามุ่งเป้าไปสู่การอบรมระยะสั้นๆสำนักใดๆ

แท้จริงกำเนิดบทความนี้มาจาก เราตั้งใจที่จะผลิตบทความที่จุเนื้อหาสำคัญๆขององค์รู้วิ่งให้ครบถ้วนกระบวนความทั้งหมด ว่าโลกของการวิ่งมันมีอะไรบ้าง แต่กลับได้บทความนี้ขึ้นมาแทน

.

.

กฤตย์ ทองคง

14 ธันวาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่