Thursday, February 11, 2021

เจ็บแล้ว..จะรู้ได้ยังไง หายแล้วหรือยัง

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

เมื่อบาดเจ็บจากวิ่ง ที่พวกเรามักเป็นกันเสมอๆ  สิ่งที่จะทำต่อไปคือหยุดวิ่ง  รอจนหาย แล้วกลับไปวิ่งใหม่นี้เป็นส่วนมาก

ที่มักเป็นกันอยู่ คือยังสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหายแล้วหรือยัง  ก็ต้องไปลองวิ่งดู  จำนวนไม่น้อย  มันเพียงคล้ายๆกับจะหาย  แต่ความใจร้อน  เชียร์กันแต่ให้หายเร็วๆ จะได้ไปวิ่ง  เนื่องจากกระหายจากการติดวิ่ง  เลยยังผลให้ไปทดลองวิ่งดู มักกระชั้นชิดเกินไป  too early

การ Healing ของธรรมชาติ  ที่กำลังก้าวหน้ากลับชะงักงัน  เพราะการเยียวยาตนเองถูกแทรกแซง  เข้าทำนอง รถยังซ่อมไม่เสร็จ ผ่าเอาไปใช้งาน  กลับมาเจ๊งหนักกว่าเก่าอีก  ส่วนที่ไม่ชำรุด ก็ชำรุดไปด้วย

สรุป หนักกว่าเดิม

อ้าว..ถ้าไม่ให้ทดลองวิ่ง แล้วจะรู้ได้ไงกลับไปวิ่งได้อีกเมื่อไร

ชีวิตจริงมันละเอียดอ่อนกว่าการแค่การลองวิ่งเฉยๆ  เราไม่ได้วิ่งแบบ"ลองวิ่ง" ที่พร้อมจะหยุดต่อ แต่เราไปวิ่งเพราะความไม่ปรารถนาที่จะหยุดวิ่ง  ทนทรมานจากความกระหายวิ่งไม่ได้

ความคั่งแค้นอดอยากวิ่งรุกเร้าคุกคาม  เราไม่ได้วิ่งเพื่อดูว่ามันหายแล้วหรือยัง  แต่เป็นการวิ่งเพื่อระบายความอยากออก  ปรนเปรออัตตา

ที่กล้ากล่าวเช่นนี้เพราะ

ในชีวิตวิ่ง  กลางทาง พอมันประจักษ์ความบาดเจ็บแล้วว่ามันยังอยู่  แต่กลับไม่หยุด  ในนาม "ยังไม่ครบรอบ"   "ให้ครบรอบก่อน"  พอครบก็บอก "ขออีกรอบ"  เหตุผลต่างๆที่นึกออก  "ขอดูอีกรอบ"  อาการที่พอมีนิดหน่อยก็ทนเอา

ถามว่าเราจะเอาหลักฐานอะไรจากธรรมชาติที่ยืนยันให้หนักแน่นกว่าความรู้สึกอีกเล่า  ธรรมชาติสามารถให้ได้แต่ความรู้สึกเท่านั้น  แต่การตัดสินใจจะเอาไงต่อ  เป็นเรื่องของเราที่กำหนดจากสมองจากตัวตน

แต่เพราะเป็นตัวตนที่ลุ่มหลงการวิ่ง  มันปรนเปรอตัวเองให้หายอยากวิ่ง อย่าสิ้นไร้การควบคุม  มิได้กำหนดด้วยความเหมาะสมใดๆ

หรือยังเหลือความระคายเคืองเล็กน้อย  แทนที่จะสดับด้วยความตั้งใจและจัดตอบสนองด้วยความสร้างสรรค์  กลับผลักไสมันเข้าไปสู่ลิ้นชักของความอดทน  บากบั่น  พากเพียร  มานะ  อุตสาหะ  ที่คุณธรรมเหล่านั้น ถูกต้องอย่างแน่นอน  จะกอปรกิจใดๆ ก็ต้องใช้คุณธรรมนี้จริง

แต่ตรงนี้ใช้คุณธรรมผิดประเภท  เรื่องนี้ใช้ตอนนี้ไม่ได้  ผิดกาละเทศะอย่างร้ายแรง  มันก็กลับมาเจ็บอีกเท่่านั้น

ถ้าระดับการหายดี  ติ้ดต่างว่า ที่ 10 คือเจ็บมาก  ร้ายแรงสุดๆ  และ 0 (ศูนย์) คือหายดีแล้ว

เมื่อความบาดเจ็บมันลดลงจนถึง 2-3 อาการมันจะปลาสนาการไปแล้ว  ไม่มีอะไร  แต่ยังไปซ้ำไม่ได้  การเยียวยาจริงๆกำลังทำงานของมันอย่างเงียบๆภายใน อย่าไปรบกวนกระบวนการของมัน

แต่หากเรือนร่างได้รับ Stress จากการวิ่งใหม่ในช่วงนี้  จัดเป็นการ Stress ที่หนักกว่าชีวิตประจำวัน  หนักกว่าเดิน  ความเจ็บมันจะกลับมา

ถ้าฝืนต่อ ระดับมันจะขึ้นไป 5-6 , 6-7 และถ้ายังฝืนไปเรื่อยๆคิดว่าพอทนได้เลยไม่หยุด  มันจะขึ้นอีกเป็น 8 เป็น 9 ไปเรื่อยๆ

แทนที่จะหยุดต่อ  ระดับ 2-4 จะได้กลายเป็น 0 เพราะมันใกล้แล้ว  (นี่คือเหตุผลที่สูตรกฤตย์กำหนดให้คูณสองที่ระยะห่างของเวลาที่หยุดพักวิ่งมานานเท่าไร ให้หยุดต่อไปอีกสองเท่า)

กำลังจะบอกว่า  ทุกการไปลองวิ่ง(เพื่อหยั่งว่ามันหายดีแล้วหรือยัง)  ย่อมมีความเสี่ยงทั้งสิ้น

หลังจากทำความเข้าใจแล้วว่า  "การหายดี"  มันเป็น Healing process  จะทยอยคืบหน้าอย่างช้าๆในเงื่อนไขที่เหมาะสม  และในอีกทางที่เงื่อนไขไม่เหมาะสม มันก็จะเป็นอีกอย่าง  และการหายดีในระยะท้ายๆ ความรู้สึกเจ็บมันหายไปแล้ว  มันจึงใช้ตัวความรู้สึกเป็น Monitor ไม่เพียงพอ  ต้องจัดเผื่อเสมอ

การไปลองวิ่งอย่างพร่ำเพรื่อ  เดี๋ยวลอง  เดี๋ยวลอง คือความเขลา  ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเสียหายให้มากขึ้น  แทนที่จะทำใจเป็นขงเบ้ง ดีดพิณบนกำแพงเมือง ไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว  เย็นเฉียบ  จะยิ่งเป็นคุณ

ศาสตร์ขงเบ้งหาได้มีการสอนในวิทยาศาสตร์การกีฬาเล่มใดเสียด้วย  เปิดเฟซเปิดไลน์ดู มีแต่สหายวิ่งเป่าหู  "ต้องซ้ำ"  บอกทางไปตาย เต็มหน้าฟีด  ก็เลยได้ตายสมใจ

จะบอกให้  แค่การประกอบกิจในชีวิตประจำวันธรรมดา  ลุกๆนั่งๆเดินๆ ขึ้นบันไดลงบันไดต่างๆ มันก็เป็นการทดสอบอยู่ในตัวแล้ว  มันรู้สึกอย่างไรบ้างตอนขึ้นบันไดนั้น

ฟิลลิ่งมันอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนวิ่งเท่านั้น  อาการมันฟ้องอยู่แล้ว  ขนาดเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่ไม่วิ่งยังขนาดนี้แล้ว มันยังอยู่เลย  การไป Stress จากวิ่งมันจะยิ่งกว่านี้อีก  การไปทดสอบดูยิ่งไม่ต้องทำเลย

แค่ตรรกะและเหตุผลสามารถสำนึกก็ช่วยให้เรารอดพ้นแล้ว  ไม่ต้องแพทย์หรือวิเคราะห์แบบวิทย์กีฬาใดๆ

ถึงที่สุด...การลองไปจ็อกดูอาการ  ก็ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงทำไม ทั้งเสี่ยงเจ็บและเสียเวลาจากการต้องไปสนาม

แค่การสวมรองเท้าวิ่งออกมาจ็อกหน้าบ้านในซอย เพียงระยะ 10-20 เมตร กลับไปกลับมา ก็น่าจะเป็นการจำลองวิ่งได้จริงๆ แล้วยังไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะ "ยังไม่ครบรอบใดๆ  นี้นั้นโน้น ฯลฯ

พอไปจริง  มันก็ยังมีเหตุผลห่วยๆอีกพะเรอเกวียน  เอามาอ้างอยู่เรื่อยๆ  เช่น "มาวิ่งน้อยขนาดนี้มาทำไมให้เปลืองแฟ็บ"  ไหนๆมาแล้วต้องให้คุ้ม  อะไรต่ออะไรล้วนไม่เป็นคุณกับสถานการณ์เจ็บแม้แต่น้อย

เกือบทั้งร้อยของการ "ลองวิ่ง" จะพบว่า "มันยังอยู่จริง"  แค่ผู้วิ่งกวาดมันเข้าไปอยู่ในลิ้นชัก บากบั่น  พากเพียรจนหมดสิ้น

นักวิ่งจำนวนมากบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ผลออกมากลายเป็นเรื้อรัง(ไม่ยอมหายสักที  ไม่ว่าจะนานเท่าไร  ขาเสีย  หมดอนาคตพัฒนาไปเลย)  เป็นอย่างนี้เพราะทำแบบนี้เอง  ขอให้พวกเราตระหนักไว้ด้วย

ถามว่าในการทดลองไปวิ่งจริงๆของคุณในสนามฝึก  ถ้าแว่บแรกของความรู้สึกมันมา  "มันยังอยู่"  คุณจะหยุดทันทีหรือไม่  หรือคุณจะรบกวนกระบวนการ Healing ต่อหรือไม่

ถ้าอย่างนั้น  เราจะทำอย่างไร จะลองเพียงแค่รู้  ลองพอเห็นว่า "เอาละ...มันยังอยู่  แปล็บแรกมาพร้อมกับการยุติกลางคันไม่ว่าจะได้ระยะไกลแค่ไหน

นั่งพัก แล้วค่อยๆเดินกลับ ไม่วนจนครบรอบ หรือโทรให้ใครมารับ

ถามว่าพวกเราทำกันถึงขั้นนี้หรือไม่  เกิดมา ยังไม่เคยเห็นผู้วิ่งที่ทำแบบนี้สักคนเดียว  แต่กลับเห็นคนครวญเจ็บกันทั่วเมือง

เป็นนักรบ  ยามออกศึก ต้องใส่เสื้อเกราะ  คราวเคราะห์ต้องคมศาสตรา จะได้รอดพ้น

เป็นนักวิ่ง  อย่าออกศึกตัวเปล่า  คราวเคราะห์ จะได้เอาตัวรู้เอาไปจัดการ How to ทำตัวอย่างไรให้รอดพ้น  ถ้าเจ็บจะต้องทำอย่างไร  ไม่ใช่วิ่งแม่งตะพึด

"รู้กันบ้างหรือเปล่าเนี่ยะ อย่าแค่นั่งฟังตาแป๋ว"

อย่างง่ายๆ  วิธีทดสอบว่า  ความบาดเจ็บที่เป็นจากวิ่งนั้น หายดีจริงแล้วหรือยัง  โดยปราศจากความเสี่ยงมิให้กลับมาเจ็บอีกครั้ง

*บททดสอบ1*

เปลือยเท้า ยืนบนพื้นเรียบแข็งเช่นพื้นบ้านปาร์เก้  งอเข่ายกขาข้างดีขึ้นพ้นพื้น  ยืนขาข้างเดียว ข้างที่เจ็บ  เอามือจับกำแพงหรือที่ยึดเพื่อทรงตัวกันล้ม  ตั้งใจโฟกัสความรู้สึกที่กำลังจะเข้ามา

เขย่งด้วยปลายเท้าข้างเดียว ข้างที่ยืนนั้น  และค้างไว้ด้วยปลายเท้า นาน 3 วินาที  ค่อยๆเอาลงเหมือนเดิม  จับความรู้สึกว่าเจ็บไหม  ถ้าเจ็บกลับไปหยุดต่อ เลิกทดสอบทันที  ถ้าไม่รู้สึกอะไร  เขย่งอีก  ทำอีก ราว 5 เที่ยว  ต้องไม่รู้สึกอะไรเลย  ถ้ารู้สึกแม้แต่เพียงครั้งเดียว  ให้สรุปว่า "มันยังอยู่"  อย่าทำซ้ำ  อย่าซ่ำแซะทำบ่อย  ถ้าผ่านด่านนี้ได้  ถ้าไม่รู้สึก ให้ไปทำ

*แบบทดสอบที่ 2*

ยังยึดผนังบ้านไว้เหมือนเดิม  แต่คราวนี้ให้กระโดดขึ้นด้วยขาข้างเดิมนั้น จนตัวลอยขึ้นจากพื้นด้วยการกระโดดขาเดียว  โดยงอขาข้างที่ดีไว้ ไม่ต้องเอามาช่วยกระโดดใดๆเลย

กระโดด 5 ครั้ง ต้องผ่าน ต้องไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียว  ผ่านตรงนี้ได้จึงถึงวาระไปทดสอบวิ่งสนามจริงได้แล้ว(อย่างสังเกตอาการสะสมต่อไป)(ถ้าทดลองวิ่งแล้วถ้ามันมา  ก็ต้องหยุดต่อ)(ถึงเรียกว่า"อย่างสังเกตอาการ")

ทั้งสองแบบทดสอบ อย่าทำบ่อย ทำพอรู้ รู้แล้วจบ อย่าซ่ำแซะ

แต่นักวิ่งมักไม่รู้เรื่องเหล่านี้  ข้ามลัดขั้นตอน  ไปลองสนามจริงทดสอบเลย  อีกทั้งยังไปเจอตรรกะ อดทน  บากบั่น นั่นเข้าไปอีก  ทั้งๆที่ความรู้สึกเจ็บกลับมาเตือนแล้ว หาได้หยุดไม่  แต่ไม่รู้วิธีตอบสนองอย่างไร

ก็เดี้ยงต่อสิครับ

.

.

กฤตย์

11  กุมภาพันธ์  2564

.

เพื่อ Sure กว่า นายแอสซูมไปเลยว่ามันคือเจ็บ เพราะข้อเสียไม่มี แต่มันกลับ "สดดี" เสียอีก ตบหยุดพักไปเที่ยวทะเลสัก3-5 วัน เอาลูกเอาเมียไปฮอลิเดย์ แค่้ดินเล่นชายหาด แค่นี้ไม่ตกฟิตหรอก

ข้อดีเหรอ....ถ้่าตรงนั้นมันใช่เจ็บแล้วล่ะก็ บิงโกเลย ในการตัดสินใจหนึ่งครั้ง หัวก็กินก้อยก็กิน คุ้มค่ากว่า ไม่ต้องลังเลเลยครับ

.

อ่านเรื่องให้รอบคอบ ไม่ได้เขียนว่า อาการที่ปรากฏใช่เจ็บหรือเปล่า แต่ที่เจ็บอยู่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหายแล้ว ต่างหาก

ต่างกันนะ

.

ที่ไม่ใช่คือ.....

พอพบวิธีทดสอบว่ามีอยู่ ก็หมั่นทดสอบเช้าทดสอบเย็น เพราะเห็นว่าทดสอบแล้วไม่้เสียเงิน

ห้ามทำบ่อย ค่าที่ว่าทุกครั้งที่ทำ มันย่อมต้องมี การ Stress ทั้งสิ้น แต่เพราะมันทีเดียว ไม่สะสมก้าวแล้วก้าวเล่าเหมือนการไปวิ่ง

ต่อครั้งหนึ่งของการทดสอบ ไม่ควรทำอีกที่ใกล้กว่า 7 วัน มันไม่หายเร็วขนาดนั้นหรอก

สัปดาห์หน้าค่อยทำใหม่ แว่บแรก เพียงแปล็บแรก ให้หยุดเลย อย่าให้มีการทำซ้ำๆๆๆๆๆ เป็น Pattern สะสม Stress เข้าไปไม่หยุด นี่แหละคือตัวการสำคัญของการกระตุ้นความเจ็บ หรือต้อนมันให้เข้าไปสู่ความเรื้อรัง ให้ลองพอรู้ เข้าใจปะ !!!

.

วิ่ง...ก็ไม่รู้ว่าจะต้องวิ่งอย่างไร

เจ็บก็ไม่รู้ตัวว่าจะต้องดูแลตัวเองยังไง

หายดีหรือยังก็ไม่รู้วิธีอีก

แบบนี้ก็จบเห่.....

การไม่รู้ไม่ใช่ความผิด แต่การลองผิดลองถูกไปเพื่อประสบการณ์ จงอย่าเร่งรัดใดๆ

อย่าเร่งรัดฝึก ทุกอย่างที่เข้ามาในแผนฝึก ต้องจัดทยอยๆ อย่างน้อยๆ อย่างช้าๆก่อน

ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะจัดต่ำกว่า 10% ข้อกำหนดเสียอีก เพื่อความชัวร์

อย่าเร่งรัดใดๆแม้แต่ความสำเร็จ

การพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา คือลางร้ายหาใช่ลางดีในทัศนะของผมไม่

อย่าให้การวิ่งซ้อมของเราเกิดบรรยากาศแข่งพัฒนาต้องตามเพื่อนฝึกให้ทัน ปล่อยเขาไป อย่าตะกายดาว แบบนี้ร้อยทั้งร้อย หลุดสมดุลทั้งสิ้น

ไม่เคยมีการเร่งรัด Intensive course แล้วประสบความยั่งยืนสัก course เดียว

ของอย่างนี้มันมาเองจากการที่เราจัดเงื่อนไขให้เหมาะสม ไม่ต้องตามไปเคาะประตูเคลมเอามาเป็นของเรา เพียงแต่ตอนมันมาเคาะประตูเรา เราต้องออกไปจัดการได้ด้วยความพร้อม !!!

.

ทุกเส้นกราฟแห่งความบาดเจ็บ เมื่อมันทยอยลดลง แม้อาการที่เจ็บรบกวนจะค่อยๆหายไป จนอาจไม่มีอาการใดๆเลย นั่นอย่าตีความว่ามันหายนะ

ธรรมชาติมันเป็นแบบนี้แหละ พอเห็นไม่มีอาการ จึงกลับไปใช้มัน มันจะกลับมา นั่นคือ ต้องหยุดต่อ หยุดเผื่อๆทั้งๆที่ปราศจากอาการใดๆ อย่าเพิ่งกลับไปวิ่งทันทีที่อาการหาย

นี่คือสูตรเจ็บคูณสอง คือจับสังเกตตั้งแต่เริ่มเจ็บจนหายไปนานเท่าไร ให้หยุดต่อนานเท่ากับที่ผ่านมา เช่น 7 วันหาย ให้หยุดต่อเบ็ดเสร็จ total 14 วัน (7 วันหลังอันตรายกว่าจากความกระหายวิ่ง) พึงจัดการให้รอบคอบด้วยเถิด

พวกเรา อย่าว่าแต่หยุดคูณสองเลย ให้หายเจ็บจาก Phase แรก ก็ไม่รอจนหายเลย ไปซ้ำให้ชอกช้ำหนักยิ่งขึ้นทั้งๆอาการนั้นแหละ

.

น้ำหนักจากการเดิน ไม่มากเท่าโดดขาเดียว

ผลั่กเข้าไปทีเดียวน่าจะออกผล ไม่ชอกช้ำหลายที

รู้เรื่อง ไม่ต้องซ้ำไปซ้ำมา

การเดินผมว่าคงไม่รุนแรงพอที่จะเป็นการทดสอบได้ เมื่อเดินไป ผมว่ามันอาจไม่มีอาการเจ็บได้ แม้มันยังไม่หายจริง

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่