Friday, June 5, 2020

ความบาดเจ็บ หลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงหรือ

 ความบาดเจ็บ หลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงหรือ

.
.
.
.
สิ่งที่นักวิ่งผู้รักการพัฒนาฝึกฝนจนนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนบาดเจ็บจำนวนมาก มักเกิดจาการประมาณตนไม่พอเพียง ประมาณตัวความบีบเค้น (Stress) จากการฝึกที่มากระทำต่อเรือนร่างน้อยเกินไป และเปิดช่วงให้เวลาทั้งการฝึกซ้ำ และการพักฟื้นที่น้อยเกินไป แล้วกลับไปเพิ่มอีกแล้ว
คนเราจะโหลดฝึกให้มากขนาดไหนก็ได้ ขอเพียงแต่
1) ทยอยใส่เข้าไปทีละน้อย(ไม่เกิน 10%)
2) เอื้อเวลาให้นานออกไป
3) ฝึกซ้ำ(Repeat) ให้พอดี อย่าให้น้อยเกินไป
ที่พวกเราเจ็บกันมาก เพราะความทั้งสามประการนี้เอง
ถ้ารู้ตัวว่าไม่แม่นยำว่าแค่ไหนจะพอดีกับตัวเอง ก็ไม่ยากนัก ทยอยใส่ให้น้อยไว้ก่อน อย่าถามว่าต้องน้อยเท่าไร ไปลงมือทำก่อน มันจะคลิกเอง
แนะนำรายที่เจ็บ ลองเอาปริมาณที่ฝึกเดิมมาคำนวนเปรียบเทียบกับปริมาณที่ฝึกใหม่ที่เราใส่เข้าไป ดูว่ามันแตกต่างกันขนาดไหน หลายคนจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงเจ็บ เพราะในขณะที่ข้อกำหนดทางวิทยาศาสตร์การกีฬากำหนดให้ 10% แต่พวกเรากลับยัดทะนานเข้าไปตั้งมากมาย บางรายมากกว่า 50% ด้วยซ้ำ จะเหลือรึ ?
เมื่อทยอยใส่เข้าไปแต่น้อย แต่ถ้ามันยังมากอยู่ มันก็ยังไม่ทันเจ็บทันที แต่มันจะให้สัญญาณเตือน สัญญาณนี้เป็นอย่างไร อย่าถาม ลงมือตามนี้ไปก่อน ทำแล้วมันจะรู้เอง
สัญญาณตรงนี้ ยังไม่ใช่ตัวเจ็บที่เป็น Injury ตรงๆ แต่เป็นปุ่ม Alert ที่วาบแดงบนหน้าจอ Monitor ที่ไม่มีตัวตน ถ้าผู้วิ่ง พยายามวิ่งอย่าเปิดผัสสะเรียนรู้ อย่าปัดมันออก อย่ากินยาคลายกล้ามเนื้อ หรือสารเคมีใดๆ ปล่อยให้กลไกธรรมชาติมันดำเนินการ ตัวเราเป็นผู้รับรู้และเชื่อฟัง
ทำได้แบบนี้ รับรอง เจ็บยาก พวกเรานอกจากจะยัดเข้าไปมากมายแล้ว สัญญาณก็ชัดเจนแล้ว ยังผลักไสปฏิเสธมันอีก เพราะความบ้าวิ่ง พักวิ่งไม่เป็น ตีความการหยุดวิ่งว่าเป็นการเสียโอกาสการพัฒนา อย่างไม่จำแนกว่าใดเป็น"การขาดซ้อม" ใดเป็น"การพักฟื้น"
กลับจัดการมั่วไปหมด "การขาดซ้อม" เป็นปัจจัยลบ ที่เราควรหลีกเลี่ยง แต่ "การพักฟื้น" นอกจากเป็นปัจจัยบวกแล้ว ต้องจัดมันอยู่ในลิ้นชักของความจำเป็นเลยทีเดียว
นักวิ่งชั้นดี นอกจากจะไม่กินยาระงับอาการผลกระทบจากการฝึกแล้ว กลับตั้งใจสดับอาการนี้อย่างจริงๆจังๆ ไม่ปล่อยให้เลือนจางลงไปปะปนกับพฤติกรรมอื่นที่ละเลยไม่สนใจ
.
.
นักวิ่งต้องรักสัญญาณเตือนนี้ อันเป็นกลไกของร่างกายเพื่อปกป้องตัวเอง ธรรมชาติสร้างมา ที่เราไม่ได้เป็นผู้สร้างกลไกนี้ มันมีอยู่แล้ว และใช้มันให้เป็นประโยชน์ ควรช่วยเสริมกลไกนี้ให้รับใช้เราได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น ด้วยการไม่กินยาแปลกปลอมใดๆ แต่รายที่เป็นเรื่องขึ้นมา เพราะเราทำผิดพลาดครบเลย * ยัดเพิ่มแผนฝึกเข้าไปมากเกินไป * สัญญาณมา ก็กลับไม่สนใจ เพิกเฉย * กินยาคลายกล้ามเนื้อ ฟังต่อมาว่า ยาไหนดี เอาทั้งนั้น ที่เกือบทั้งหมด หากศึกษาลงไปแต่ละตัว ชีวิตนักกีฬาที่เหมาะที่ควร ล้วนแต่ควรหลีกเลี่ยงทุกตัว * อาการเจ็บชัดเจน แต่ไม่หยุด ความเจ็บที่แสดงตัว ทำอะไรความบ้าวิ่งไม่ได้เลย มันจะฝืนไปได้อีกสักระยะหนึ่ง (อย่าง perform ก็ตก แต่พอถูไถไปได้) แต่ในที่สุด เมื่อเราไม่หยุดมัน มันก็หยุดให้เราทั้งนั้นแหละ แล้วหาได้มีใครฝืนมันได้เลย แต่ก็มีคนพยายามฝืนมันกันจังตลอดประวัติศาสตร์การกีฬา . แล้วทีนี้ มันไม่มาแค่ความบาดเจ็บที่เต็มรูปแบบ แต่มาพร้อม "ดอกเบี้ย" คือเรื้อรัง นี่แหละผู้ร้ายตัวจริงที่เราควรหนีให้สุดชีวิต แต่เรากลับเชื้อเชิญให้มันเข้ามาด้วยพฤติกรรมไม่ยอมหยุดวิ่งจริงๆจังๆ คนที่หยุดทันทีที่เจ็บ ไม่ยึกยัก จะหยุดเพียงแค่ a couple of days หรือ a few weeks เท่านั้นเอง แต่ถ้าบ้าวิ่ง ควบคุมตนเองไม่ได้ ตัวเจ็บนั้นมันจะหลายเดือน บ่อยครั้งเป็นปี ไม่มีความบาดเจ็บจากวิ่งใดๆที่เริ่มต้นแล้วจะนานขนาดนั้นนอกจากโหมดเรื้อรัง นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวในทางการแข่งขัน ถือว่าใครล่วงเข้ามาจะ "หมดอนาคตแล้ว" โค้ชผู้ทะลุทะลวง ไม่เดือดร้อนอะไรกับเรา ก็ไม่ใช่ขาของเขานิ !!! ถือว่าอาหารจานนี้บูดเน่าแล้ว กวาดทิ้งออกจากทีมไป คุณก็แห้วไปเท่านั้นเอง แต่ตัวผู้วิ่ง เราเปลี่ยนร่างกายตัวเองไม่ได้ จะดีจะเลวอย่างไร เราต้องอยู่กับมัน !!! . ธรรมชาติของการฝึกมันจะให้ลิมิตมาเกินตัวเราไว้หน่อยนึง ที่รับความเข้มข้นฝึกได้ โดยไม่เจ็บ แต่ไม่มาก และหากเราแหย่เข้าไปตรงนี้ร่างกายจะมีอาการล้า จึงไม่ควรจัดใส่ไปมากนัก(ไม่เกิน 10%) ผ่านพักหยุด กินอยู่หลับนอน กลับไปฝึกซ้ำเท่าเดิมอย่าเพิ่งเพิ่ม 3-4 ครั้งบ้าง 4-5 ครั้งบ้าง (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ร่างกายก็จะมีความทรงจำนั้นๆ ปรับตัวรับงานได้ดีขึ้น(แต่หน่อยเดียว) เราก็เพียงทบทวนกระบวนการเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่า - ฝึกเพิ่ม (ที่ถูกควบคุม) - พัก พัก,กิน,อยู่,หลับนอน ใส่เวลาเข้าไปอย่าริบเวลาออก(อย่าเร่งรัดแผนฝึก)(อย่าเร่งฝึกเพื่อไปให้ทันสนามที่มีกำหนดไว้แล้ว) - พัก,กิน,อยู่,หลับนอนอีก - ซ้ำอีก (ถ้าซ้ำ 4-5 ครั้งแล้วเพิ่มอีก)สลับไปสลับมา ทั้งหมดนี้ให้ดำเนินไปอย่างมีจังหวะจะโคน อย่าทิ้งช่วงห่างหายไปนาน สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนของพวกเรา คือแรงซ้ำนั้น ไม่มีน้ำหนัก ฝึกไปแล้วเรานับไว้ แต่ความต่อเนื่องไม่เป็น Pattern ไม่สม่ำเสมอ ไม่ราบรื่น ร่างกายลืมหมด ไปซ้ำครั้งที่สาม เราคิดว่าสามครั้งแล้ว แต่เพราะเราจัดจังหวะซ้ำห่างกัน กลับไปตกฟิตลืมไปหมดแล้ว จะถือว่าเท่าเดิมไม่ได้ สรุปว่าพวกเราแก่"ขอด" แต่กลับจับจังหวะจะโคนผิดพลาด หยั่งถึงระดับความฟิตตัวเองไม่แม่น ที่คิดว่าใช่มันกลับไม่ใช่แล้ว . ผมก็เข้า 66 แล้ว สังเกตอาการเป็นรายวัน ราย Sessions หากอาการไม่ลื่นไหล ไม่ควรฝึก อาการวอร์มแล้วลื่นดีค่อยฝึก ไม่ต้องไปหาสาเหตุว่าทำไมถึงฝืด ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปทำอะไรที่หนักมา ไม่ได้ไปแข่ง ไม่ได้ซ้อมหนัก แต่ทำไมถึงล้าขา ไม่ต้องถาม หยุดพักหรือเบาแผนทันที อาการเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร ก็ต้องลงท้ายเหมือนกันคือ เชื่อฟังและปฏิบัติตามอาการเสมอไป คือคำตอบที่ผมมีให้คุณ เพราะอะไร เพราะเราวัยนี้แล้ว ไม่มีทางเป็นแชมป์ประเทศทีมชาติไทยใดๆ เราวิ่งเพื่อความไพบูลย์ของชีวิตที่เหลือของเราเท่านั้น วิธีนี้เป็นวิธีเดียว ในสายตาคุณว่ามีวิธีอื่นมะ ? . ถ้าเราเกรงว่าการเพิ่มปริมาณฝึกนั้นจะเจ็บ ถ้าฉลาด พวกเราควรปรับเองให้น้อยกว่า 10% ต่อบันไดสเต็ปหนึ่ง ถามเลย สเต็ปแค่ไหน? ไม่ต้องเป๊ะๆหรอก ประมาณเอา เผื่อถ้าเราพลาดไป ยังมีที่พอให้หายใจ ไม่เจ็บทันที ถ้ามากไป อาการจะฟ้อง ถ้าน้อยไป อาการก็จะฟ้องอีกนั่นแหละ เราจะรู้เองว่าเราสามารถทำได้อีก ความชิวมันจะบอกตัวเอง ให้ไปลองเลย...อย่าท่วงท่าปัญญาชนกันนัก อย่าต้องถึงกับเอาปรอทมาจุ่มวัดเพื่อให้รู้ว่าเท่าไรถึงฝึกได้ ไม่จำเป็นต้องเอานาฬิกามาวัดว่าตัวเลขเป็นเท่าไรแล้ว แต่ประมาณตัวเองก็หยั่งถึงการฝึกได้แล้ว แต่โซนอะไร ถ้าเพียงนาฬิกาบอกสวนทางกับความเป็นตัวเรา เราต้องเลือกตัวเรา เราต้องเลือก Manual ไว้ก่อน ไม่ใช่ไปเชื่อนาฬิกา โซน1 = เดิน โซน2 = วอร์ม วิ่งได้เป็นครึ่งวันค่อนวัน โซน3 = เร็วกว่า2 นิดหนึ่ง ขนาดกลางๆ วิ่งได้เป็นชั่วโมงๆ โซน4 = วิ่งได้เร็วมาก แต่ไม่ตกเร็ว ถ้าตกเร็วไม่ใช่แระ 20 นาทีเป็นอย่างน้อยต้องไม่ตก ถ้าฟิตต้องเป็นชั่วโมงขึ้นไป โซน5 = เร็วมาก ขนาดวิ่งแล้วต้องตกกันทุกคน อยู่ที่ใครฟิตมากน้อยขนาดไหน ตกเร็วตกช้าเท่านั้นเอง แค่โซน ใช้แมนน่วลก็ได้ ไม่ต้องใช้นาฬิกาไม่จำเป็นต้องนาฬิกา ถ้านาฬิกาให้ข้อมูลขัดแย้ง ที่บรรยายไปนี้ให้เชื่อตัวเรา . สิ่งที่อันตรายควรระวังที่อยากจะจารไว้ให้ปรากฏคือ บรรยากาศการฝึกกับเพื่อนๆด้วยกัน จะรั้งให้ตัวคุณเองหลุดออกไปจากการจัดความเข้มข้นฝึกที่เหมาะสม อันเป็นจุดอ่อนของนักวิ่งหนุ่มทุกคนที่ฝึกเป็นกลุ่ม ถือเป็นอุปสรรคตัวสำคัญของนักวิ่งร่วมสมัยทีเดียว อ่านแล้ว เข้าใจแล้ว วางลง หลับตานึก ว่าตัวเราเองอยู่ตรงไหนของคอนเซปส์ที่กล่าวไป ภาพแผนฝึกใหม่ที่จะถูกดีไซน์ให้ออกมามีหน้่าตาเป็นอย่างไร จะคลิกออกมาเอง . . กฤตย์ ทองคง 6 มิถุนายน 2563 . ที่เขียนบทความนี้ มาจากความคิดที่แพร่หลายในนักวิ่งจำนวนหนึ่งที่เชื่อๆต่อกันมาว่า "ความบาดเจ็บเป็นเรื่องที่ธรรมดาของนักวิ่ง นักวิ่งจะต้องเจ็บกันทุกคน ไม่เคยมีใครไม่เจ็บ" และจากเพราะความเชื่อเช่นนี้เอง มันจึงเป็นสาเหตุที่นักวิ่ง กลับวิ่งเข้าหาความบาดเจ็บเสียเอง ไม่ได้มีความสังวรระวังใดๆในเนื้อตัวเอาเลย เหมือนกับเด็กสาวสมัยนี้ จงใจวิ่งเข้าหามลทินเสียเองอย่างเจตนา โลกสมัยใหม่เป็นโลกที่ลุงไม่คุ้นเคย ต่อให้อยู่อีกร้อยปีก็ไม่เคยชิน ทำใจไม่ได้ คนเราคิดไม่ใช่แค่แตกต่างกัน แต่ถ้ามันมาจากคนละขั้วที่มาจากสุดปลายโลก ย่อมหยั่งถึงกันไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม นักวิ่งรุ่นใหม่ คิดกับความเจ็บเสมือนหนึ่งเป็นประสบการณ์เท่ของการหัดสูบบุหรี่ หรือหัดมีเซ็กส์ ที่ควรวิ่งเข้าหา ลองให้รู้ พวกเธอไม่ได้คิดเหมือนพวกเรา บางที พวกเธอนักวิ่งรุ่นใหม่ ต้องพบพานกับความบาดเจ็บต่อไปจนล่วงเข้าวัยที่มันคลิกลงตัวได้กับประสบการณ์ที่ไม่จำเป็น จนได้ข้อสรุปเองในที่สุด น่าเสียดายมากที่ต้องสูญเวลาไปกับประสบการณ์ที่สามารถเรียนรู้ได้จากผู้อื่นที่เหยียบกับระเบิดแล้วเป็นอย่างไร ไม่ต้องเหยียบเอง ชีวิตจึงดิ้นรนอย่างไม่สงบสุขตราบใดถ้าไม่ได้เหยียบระเบิด แล้วนอนไม่หลับ ตราบใดที่ไม่เจ็บ ย่อมไม่แล้วใจ รู้สึกความเป็นนักวิ่งยังเข้าไม่ถึงถ้าไม่ได้เจ็บด้วยตัวเอง มันน่าแปลกตรงที่ความพร่องที่เติมไม่มีวันเต็มจนกว่าจะแหว่งโหว่ ชีวิตที่มีมลทินจึงเป็นวิถีที่เด็กๆถวิลหาอยากมีประสบการณ์ในฐานะอยากลองมากกว่าตัวเซ็กส์เสียอีก แต่ในโลกที่กุกกักนี้ ยังพอมีนักวิ่งที่ปกติไม่แส่หาเรื่องเดือดร้อนเข้าตัวยังมีอยู่ เราจึงใช้ประสบการณ์เขียนไว้ ให้ผู้อ่านจะเลือกเชื่ออย่างไรก็ตามใจ เราได้จารไว้แล้ว ชีวิตก็ตายได้ตาหลับ เตือนหมู่พวก ว่า ความบาดเจ็บไม่ใช่เป็นอย่างที่พวกเธอคิด ว่าเจ็บได้ก็หายได้ แต่เท่าที่สังเกตมันมักจะทิ้งร่องรอยเอาไว้และพร้อมจะกลับมาอีกครั้งอย่างง่ายดาย ถ้ามันได้ลองเข้าครั้งหนึ่ง ยิ่งหลายครั้ง ยิ่งลงลึก ลึกจนมันจะขึ้นมาทุกครั้งที่เข้าสูตรพัฒนา ทุกครั้งที่ลงแรง Stress แล้วแผนฝึกที่ไหนไม่มี Stress บ้าง ตกลงเมื่อพัฒนาไม่ได้ กูก็เลิกวิ่งมันซะ ทั้งๆที่โลกไม่ได้มีแง่มุมวิ่งแล้วต้องพัฒนาเสมอไป ชีวิตวิ่งที่ไพบูลย์ย่อมเข้าถึงได้ด้วยวิถีแห่งสุขภาพที่สม่ำเสมอก็ยังมีอยู่ ความหมายของการเรื้อรังคือที่สุดของคนวิ่งทุกคนที่จะหลีกหนีอย่างยิ่งยวด ที่ไม่ใช่เลย คือเจ็บได้ก็หายได้ พูดราวกับว่าก่อนเจ็บกับหลังเจ็บมันเหมือนกัน ชีวิตจริงไม่เหมือนกันครับ อนิจจา ตรงที่เข้าใจความบาดเจ็บที่เป็นแบบนี้กระมัง คือความไร้เดียงสาตัวจริง . Too Kittima กฤตย์ ทองคง 5555 โดนใจที่สุดค่ะ คนส่วนใหญ่คิดว่า วิ่งก้อต้องเจ็บเป็นธรรมดาค่ะ กฤตย์ ทองคง Too Kittima จะว่าธรรมดาก็เหมือนกับธรรมดาแบบการบาดเจ็บล้มตายอุบัติเหตุทางถนนนั่นเอง เพราะไปทางไหนก็พบเห็นแต่อุบัติเหตุจนมองว่าเป็นธรรมดา ลงถ้าใช้ถนนไม่ว่าขับ,เดิน หรือ ขี่ใดๆ ย่อมมี Risk ทั้งสิ้น แต่การจะไม่ risk ใดๆเลย ตัด risk เป็นศูนย์ นั่นคือร้ายแรงกว่า ตัว risk เสียอีก ก็ลองไม่ใช้ถนนดูซิจะรู้ว่าเสียดทานขนาดไหน ประเด็นจึงไม่ใช่จะต้องมาอภิปรายกันว่า จะไม่เอา risk หรือไม่เอา แต่ risk อย่างไรให้ risk น้อยที่สุด ถึงเกิดเรื่องแล้วก็ harm ต่ำที่สุด แต่ต้องระวังมิให้ตรรกะที่ว่ามันเกิดขึ้นแพร่หลายมากจนทำให้เรามองเห็นไปว่า นี้เป็น "เรื่องธรรมดา" ทันที่ที่เราเห็นว่า "ธรรมดา"เมื่อไร เราจะยอมรับให้มันเกิดขึ้นได้กับเราเช่นกัน ด้วยเห็นว่า "ใครๆก็เป็นกัน" ยืนยันว่า "ความบาดเจ็บจากวิ่ง ต้องไม่ถูกเห็นว่าธรรมดาเป็นอันขาด" จะหมั่นไส้ผมหรือไม่ถ้าจะบอกว่า ผมเองมีความบาดเจ็บจากวิ่งชัดเจนอยู่เพียง 2 ครั้งเท่านั้นตลอดชีวิตวิ่ง 30 ปี และครั้งแรกหายเพียง2-3 วัน ครั้งที่สอง 2 เดือน จึงกล้ายืนยันว่า นักวิ่งที่มีความระแวดระวังมากเพียงพอสามารถรักษาปลอดภัยได้เป็นส่วนมาก99%ให้เป็นกระแสหลักมีจริง ไม่ต้องอ้างอิงที่ไหน ตัวผมเองนี่แหละ . ไมตรี นวลผกา รบกวนสอบถามอาจารย์ครับ ถ้าเราซ้อมมาติดๆ หลายๆ วัน เราพัก 1-2 วันแล้ว #ยังไม่หายล้า #หรือเพลีย เราควรพักต่อหรือไปฝึกทั้งๆ ที่ยัง เหลือความล้าอยู่ครับ ? กฤตย์ ทองคง ไมตรี นวลผกา ต้องพักต่อคือคำตอบเดียว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ที่ต้องลงไปปรับคือ แผนเดิมเข้มข้นเกินไป หรืออาจเป็นไปได้ที่เข้มข้นพอเหมาะแล้ว แต่วันหยุดพักหรือวันเบาน้อยเกินไป ฝึกหลายวันจัดไม่หยุดสักที สะสมความล้าไว้มาก ต้องหยุด 1-2 วันเท่านั้น ถ้า2 วันขึ้นไป ระบุว่าแผนฝึกต้องปรับให้มีความหนักที่เราสามารถหยุดเพียงวันเดียว "เอาอยู่" การฝึกหนักไปอย่านึกว่าดี แผนฝึกที่พอดีต่างหาก ดีที่สุด สูตร More is better ล้าสมัยมาตั้งหลายปีแล้ว พอดีแค่ไหน พอดีแค่เราหยุดวันเดียวกลับกระเตื้องขึ้นจนเราสามารถฝึก hard sessions ได้อีกครั้ง ยกเว้นความล้าจากการไปแข่งขันมา ต้องหยุดหลายวันได้ ความหนักหน่วงจากการซ้อม ต้องทำให้หนักหนาน้อยกว่าการไปแข่ง แถมคำแนะนำที่เกี่ยวเนื่อง ถ้าไม่เป็นแนวหน้าจริงๆ ผมคิดว่าแผนฝึก hard session สัปดาห์ละครั้งพอแล้ว ถ้าการที่มีขอดมากกว่า2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือได้ว่า 1) เด็กคนนี้ขี้คุย ยังไม่เป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา ยังต้องฝึกเข้มในการหล่อหลอมจิตใจอีกมาก 2) ถ้ามันสองครั้งต่อสัปดาห์ได้จริง ถือว่าขอดนั้นเบาไป ให้ปรับขอดให้เข้มข้นขึ้น จนเหลือวันเดียว เด็กฝึกมากกว่า 1 วัน ต้องล้าจนเอาไม่อยู่ ค่าที่ว่า การฝึกขอดในแต่ละครั้ง มันไม่ใช่วันที่เพิ่มขึ้นเป็นวันที่ฝึกเพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่ เพิ่ม Recovery สำหรับขอดนั้นด้วย. . เราสามารถควบคุมความบาดเจ็บได้เมื่อก่อนที่ความบาดเจ็บจะมาถึง ลงถ้าเจ็บไปแล้ว ตรงนั้นก็ต้องดำเนินต่อไปให้สุดทาง ต้องรับคำพิพากษาให้ถึงที่สุด ต้องจำยอมรับมันไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ อย่าให้ความบาดเจ็บมันเกิดขึ้นจะดีที่สุด เพราะถ้าเกิดแล้ว เรื่องมักจะยาว แม้ว่าความบาดเจ็บจะพบเสมอในนักวิ่ง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ชีวิตชีวิตหนึ่ง จะวิ่งไปด้วยความบาดเจ็บให้น้อยที่สุดได้แน่นอน มีมาแล้วเยอะไป อย่ายกตัวอย่างของคนที่เจ็บบ่อยมาอธิบายว่า "หนีไม่พ้น" ทำไมไม่ยกตัวอย่างของรายที่ไม่บาดเจ็บหรือเจ็บน้อยมากมาอธิบายกันบ้างเลย เช่น EK . การฟังสัญญาณจากร่างกายแล้ว อย่าตอบสนองนานนัก ตั้งแต่วาบแรกของร่างกายเตือนมา เราน่าจะได้มีปฏิกิริยาตอบสนองเบาหรือหยุดได้ทันทีแล้ว อย่าต้องให้เตือนกันมาก อย่าต้องให้สัญญาณวาบแดงกันหลายครั้ง นักวิ่งที่ฉลาด เพียงวาบเตือนแรกๆ เขาจะเชื่อฟังทันที เขาจะไม่ "ดูก่อน" หรือบอกปัด "สังเกตอีกครั้ง" ค่าที่ว่ามูลค่ามันกำไรลูกเดียวไม่มีขาดทุนให้กังวล การตัดสินใจงดฝึก หรือเบาแผน ทั้งๆที่ไม่มีอะไร แค่ตื่นตูม แต่ไม่มีโทษภัย ร่างกายกลับสดขึ้นอีกต่างหากด้วยซ้ำ เป็นเชื้อมูลของการฝึกที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ มีอะไรที่ต้องเสีย ? จงกลับไปไตร่ตรองให้ถ้วนถี่เสียใหม่ อย่าบ้าวิ่งกันนักเลย. .
.