บอกก่อนล่วงหน้า
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อไม่ได้เป็นนักวิ่ง เราก็ไม่ยอมวิ่งใดๆเลยทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะสั้นขนาดไหนก็ตาม
ขนาดเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยร้อยเมตร
เราก็ยังสตาร์ทมอเตอร์ไซค์
บางครั้งเราให้คำนิยามคนที่วิ่งกันไกลๆว่า
"มันบ้าวิ่ง" อีกด้วยซ้ำ
จะให้เราไปบ้าวิ่งแบบนั้นด้วย
"ไม่มีทางละ"
แต่พลันเมื่อชะตากรรมซัดเหวี่ยงเรามาเป็นนักวิ่งแล้ว
จะเพราะว่าเหตุใดก็แล้วแต่
เรากลับบ้าวิ่งแบบนั้นด้วยจริงๆ
เราวิ่งทั้งมาก วิ่งทั้งไกล วิ่งกันอุตลุด
เรากลับทำในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราตั้งข้อรังเกียจได้อย่างไร
"เรากำลังกระหน่ำโบยตีร่างกาย"
ไม่แปลกหรอก มนุษย์เราทำได้ทั้งนั้นแหละ ต่อให้ไกลกว่าคนที่บ้าวิ่งนั้น เราก็เคยทำกันได้
ศักยภาพของมนุษย์
มันสุดหยั่งจนน่ามหัศจรรย์
มีข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวที่ธรรมชาติขอไว้
คือ
"ต้องบอกล่วงหน้า"
ไม่ใช่ปุบปับทำเลย
แน่ละเราต้องซ้อมมาก่อน แม้แต่ในระดับซ้อม ยังต้องมีระดับบอกก่อนซอยย่อยๆของมันอีก ฐานการซ้อมระดับกลาง ย่อมมาจากการซ้อมชั้นต้นที่เตรียมมา และฐานการซ้อมระดับสูงที่ก้าวหน้ามากกว่า
ย่อมมาจากการเริ่มต้นซ้อมระดับกลางเป็นลำดับ
ไม่เพียงแต่การวิ่งได้มากได้ไกลและได้ดี
จะมาจากการวิ่งระยะที่ใกล้กว่าให้ดีเสียก่อน แม้แต่การซ้อมวิ่งระยะที่ใกล้กว่าในชั้นต้น ก็ยังต้องมีระดับชั้นซ้อนระดับชั้นอีก
คือก่อนที่จะฝึกอะไรนั้น ย่อมต้องมีพื้นฐานมาก่อนทั้งสิ้น
ชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักวิ่งจนถึงเป็นแนวหน้าเป็นแชมเปี้ยนจะหลีกหนีหลักการนี้ไม่ได้เลย "ต้องบอกก่อนล่วงหน้าเสมอ" ไม่เว้น
บ่อยครั้งการบอกล่วงหน้า ก็บอกน้อยไป
บอกสั้นไป
เราควรหมั่นเตือนเขา(ร่างกาย)เสมอๆถึงงานหนักข้างหน้าที่คาดหมาย เราต้องจัดขั้นบันไดให้เขาเตรียมตัว
การจะก้าวพรวดไปขั้นที่
5 ย่อมจะนำความล้มเหลวไม่ก็สุ่มเสี่ยงมาสู่ เราต้องเริ่มจากขั้นที่ 1) มา- 2) มา- 3) เรื่อยๆ
ความสำเร็จของการวิ่ง มิใช่นับวัดการที่เพียง "ทำได้" แต่นับวัดกันที่ "ทำได้อย่างไม่บาดเจ็บ" ด้วยเสมอไป ป่วยการที่ทำได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่แอบเจ็บเงียบๆ "มันย่อมไม่ใช่แบบนี้"
และการที่จะหยั่งถึงสภาพที่ทำได้และไม่เจ็บด้วย
ต้องมี "แผนบอกร่างกายล่วงหน้า" ที่เหมาะสม
และหมั่นทบทวนบอกร่างกายอีกและอีก เมื่อฟื้นดีไปเรื่อยๆ
การบอกก่อนนี้
ต้องเป็นสเต็ปส์ มี1) มี2) มี3) อย่างที่กล่าวก่อนจะไปถึง 5)
และแผนที่บอกร่างกายล่วงหน้านี้ก็คือ
แผนฝึกนั่นเอง
เป็นธรรมชาติที่แผนฝึกจะต้องบีบเค้น
(Stress)
มากกว่าปกติประจำวัน ไม่งั้นไม่เกิดเนื้องาน
เป็นการจำลองวันจริงให้เกิดขึ้นก่อนเพื่อวันจริงจะจัดการได้ดีกว่า(แต่ต้องจัดให้อ่อนกว่าวันจริง) ความเข้มข้นนี้ต้องถูกควบคุม
ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับให้ร่างกายรู้ตัว แต่ต้องไม่มากเกินไป
และนี่คือความแตกต่างที่มีระหว่างแผนฝึกชั้นดีกับแผนที่เลว (แท้จริงอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีแผนฝึกที่เลว
มีแต่แผนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวผู้นั้นเท่่านั้นเอง)
แผนชั้นดี คือแผนที่ Stress เรือนร่างให้น้อยที่สุด
(แต่ก็เกิดเนื้องาน) และมีความชันในแต่ละขั้นบันไดไม่มากแต่หลายขั้นแทน เพื่อเอื้อเวลาให้ร่างกายปรับตัวได้นาน
จึงน่าเชื่อว่ามันน่าจะนำความสัมฤทธิ์มาได้ โดยปราศจากการบาดเจ็บ
และแผนบอกร่างกายล่วงหน้านี้
จะออกผลเป็นแผนที่ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนเรือนร่างผู้วิ่งด้วยขนาดไหน
แผนที่ดี
คือแผนที่เอื้อต่อเรือนร่างปัจจุบันขณะของผู้นั้น
ทอดสะพานจากจุดที่เขาเป็นตัวตนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมเหตุสมผลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
และตัวแผนนั้นถ้าฝึกไประยะหนึ่ง
จะต้องผ่านการ Transform
ให้เข้มข้นเพิ่มดีกรีขึ้นทีละน้อย
บอกเรือนร่างซ้ำแล้วซ้ำอีก
ด้วยการหมั่นสังเกตปฏิกิริยากลับว่าร่างกายเรียนรู้ได้ช้าหรือเร็ว หรือกำลังประท้วงต้องปรับตามใจผ่อนลง
ความยืดหยุ่นคือเงื่อนไขของการเตือนล่วงหน้าอย่างดีนั่นเอง
ที่ไม่มีอยู่ในโลก แต่กลับพบอยู่เสมอ คือแผน One size fit
all. แผนเดียวใช้รอบโลก
อย่างไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละเรือนร่างผู้ฝึก
ก็เหมือนกับเสื้อผ้่านั่นแหละ
อะไรจะดีไปกว่าการสั่งตัด Custom
ไม่มีอีกแล้ว
แต่การดีไซน์จำเพาะ
ตัดผ้าทีละตัว ร่างตารางวิ่งทีละคน
ย่อมสิ้นเปลืองเวลาและพลังงานมาก
ในภาคปฏิบัติจึงพยายามลดขั้นตอน
จัดหมวดหมู่ Subjects
ให้เป็นกลุ่มๆ เป็นพวก A พวก B พวก C อ่อน กลาง
แก่ เพื่อจัดช่วงชั้นเข้าตารางฝึกที่เหมาะสม ลด ผลกระทบร้ายแรง
คือความพยายามที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ใกล้ความจริงมากขึ้นในท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด
ในขั้นตอนใช้งาน
จึงพบไม่ยากเลยที่แผนบอกร่างกายล่วงหน้ายังผลให้บางคนก้าวหน้าพรวดๆ
ในขณะที่บางคนเดี้ยงไปเลยก็มี
สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกตราบใดที่คนเราไม่เหมือนกัน นี่คือข้อควรระวัง
นักวิ่ง
จงอย่าดีใจไปที่แผนฝึกที่เธอเลือกยังผลให้เธอพรวดไปข้างหน้ามากเกิน แต่ที่เราคาดหวังคือที่พอดีต่างหาก สายตาที่พวกเธอมอง เป็นคนละสายตากับที่ผมมอง
ที่ปฏิกิริยาพรวดๆแบบนั้น
นั่นคือข้อควรระวังอย่างยิ่ง มันใกล้เจ็บ
เพียงมีเส้นบางๆนิดเดียวคั่นอยู่ A thin red line. มันจึงไม่ใช่ข้อที่ควรจะอัดส่งตามเข้าไป
กลับเป็นช่วงที่ต้องชลอลงเป็นอย่างยิ่งจากความเก๋าเกมผู้ควบคุม
ถ้าพวกเราได้โลดแล่นอยู่ในโลกของการวิ่งที่นานพอเพียง เธอจะประจักษ์เองว่า เส้นกราฟขึ้นที่ชันจัดมักมีความสัมพันธ์กับกราฟที่ลงชันด้วยแทบจะทุกครั้ง
อย่าหลงเพลิดเพลินคึกคะนองไปเป็นอันขาด
การทยอยเลียเบรคควรเฝ้าระวังในการขับรถลงเขา อย่ารอให้รถสะสมความเร็วจนมากแล้วค่อยเบรค เพราะจะเอารถไม่อยู่ ต้องทยอยเลียตั้งแต่ต้นก่อนที่มันจะเร็ว ใช้คำนี้ "เลีย" เพื่อให้เราเห็นภาพไม่ใช่เบรคจนรถกระตุก เลียคือเลีย หัดเลียให้เป็น แผนฝึกก็เหมือนกัน ชลอแผนเมื่อผลประกอบการก้าวพรวดพราด และจัดหยุดเพิ่มเมื่อมีสัญญาณเตือน จะรอให้เจ็บก่อนถึงจะปรับลดไม่ได้เป็นอันขาด
การพัฒนาที่พรวดๆนั้นคือขั้นตอนสำคัญก่อนที่เรือนร่างจะแตกดับนั่นเอง
น่าเสียดายที่พวกเราบางคนไร้เดียงสาจนเกินไป กลับตีความหมายของสัญญาณนี้ไปคนละทิศ
แผนบอกร่างกายล่วงหน้าที่ดี
คือแผนที่พอเหมาะพอสม
ย่อมไม่ใช่แผนที่ฝึกแล้วก้าวหน้าเร็ว
นักวิ่งพึงใช้เวลาแสวงหาการบอกร่างกายล่วงหน้าที่เอื้อเวลามากๆเข้าไว้
นั่นเป็นเงื่อนไขที่ให้ร่างกายเรียนรู้ดีนั้นเอง
ในขณะเดียวกัน ขวบปีที่ผ่านไป นักวิ่งพึงเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย
ไม่ใช่เฝ้าเอาแต่แสวงหาสูตรฝึกมหัศจรรย์ใดที่จะช่วยให้ฉันได้ทะลวงเป้าหมาย
แต่พยายามปรับตัวจัดตัวเองให้ลงไปสอดรับกับแผนใดราบรื่นที่สุด
ที่ไม่ใช่คือ
คนทุกคนที่มาฝึกแล้วย่อมได้ผลเท่าเทียมกันทุกราย ค่าที่ว่า
ผลสัมฤทธิ์มันอยู่ที่แผนนั้นๆถูกฝึกในเรือนร่างใคร
ที่มีจุดอ่อนจุดแข็งตราบจนจริตแนวโน้มตรงกันกับเป้าหมายที่ผู้ดีไซน์แผนวางไว้เท่านั้น
เป็นนักวิ่งควรหมั่นทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแผนฝึกต่างๆที่สัมพันธ์กับแต่ละเรือนร่างให้ดี
ที่สำคัญมากๆก็คือ
เรือนร่างของเราเอง เราต้องรู้จักมัน และปรุโปร่งมันให้ได้ ใครจะมารู้จักมันดีกว่าตัวเรา เพียงแต่ว่าดูแลอย่าให้หลงตัวเองเท่านั้น
มองโจทย์ให้ตรงความเป็นจริง
.
.
กฤตย์ ทองคง
26 มีนาคม 2564
.