Friday, February 7, 2020

เกณฑ์การลงสนาม


เกณฑ์การลงสนาม
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ไม่มีงานวิ่งใดดีงามมาก ยิ่งใหญ่ เริดสะแมนแตนเสียจนเราต้องสมัครวิ่งให้ได้

การพลาดเหรียญพลาดเสื้อที่ระลึก ไม่ได้ทำให้โลกแตก จนทำให้เราต้องฝ่าความเสียดทานไปให้ได้

ไม่มีงานใดที่สำคัญขนาดนี้

จริงอยู่ มันขึ้นกับแต่ละดุลยพินิจของผู้วิ่งแต่ละคนก็จริง

แต่เราคงจะปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สังคมวิ่งจะเคลื่อนเข้าสู่คุณภาพได้ ก็ขึ้นกับแต่ละคุณภาพของวิจารณญาณแต่ละปัจเจกด้วยว่าสามารถ "เลือกเป็น" และมีความเหมาะควรกับความเป็นตัวของตัวเอง

ที่ผ่านมา ยังพบเห็น คุณภาพของการตัดสินใจเลือกลงสนามของพวกเรา ยังเป็นการตัดสินใจระดับที่น่าเป็นห่วงอยู่เป็นระยะๆ ทั้งสำหรับอนาคตวิ่งตัวเอง และไปสะท้อนภาพรวมของวงการวิ่งอีกชั้นถัดมา

แม้เราจะยังไม่พร้อมต่อสนามวิ่งเช้าวันอาทิตย์ใดๆ แต่เราก็ทู่ซี้ลงเพราะความเคยชิน เราจัดการวิ่งกันอย่างลุ่มหลง

ต่อให้แม้ว่ากิจกรรมใดๆจะดีอย่างชัดเจนไม่เคลือบแคลง แต่ถ้าลงกอปรด้วยความลุ่มหลง มันย่อมออกมาไม่ดีแน่

การซ้อมระยะที่ลง ก็ซ้อมไม่ถึง ระยะทางมันโหดกว่าเงื่อนไขต้นทุนเรือนร่างที่มีอยู่

มันเป็นคนละประเด็นกับ บาดแผลนักรบใจถึง อะไรเทือกนั้นที่เอามาอ้างกันจนเกร่อ ลัทธิแก้ล้วนๆ

พรรษาวิ่งที่สะสมมาเพื่อเป็นฐานให้กับชนิดที่เลือกลง ก็ยังไม่สอดรับเหมาะสมกัน

ความคาดหวังกลับสูงยิ่ง

"ทั้งๆที่เอาแต่จบแต่ไม่ให้เจ็บเนี่ยะ สูงหรือ ? ขอตอบว่า "ใช่ครับ..."

ผู้เขียนไม่ได้มองที่แล้วเจ็บจริงหรือเปล่า มากกว่า อัตรา Injury risk ที่สูงมาก มองก่อนเหตุการณ์ ไม่ใช่มองหลัง ตัวเลขที่บอกความน่าจะเป็นแนวโน้มไปข้างหน้า

แม้ผลลัพธ์จะออกมาไม่เจ็บ รอดได้ในคราวนี้ แทนที่จะรับสรุปบทเรียน แต่กลับผันแปรมันเป็นการเพาะพูนอหังการ ความที่ "กูแน่" ให้เหนียวหนายิ่งขึ้น

แพทเทิร์นวิ่งแบบนี้ จะถูกถือปฏิบัติต่อไป จนวันพิพากษาจะมาถึง
.
.
เงินทองก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว
ชักหน้าไม่ถึงหลัง
แต่ยังเหนียวแน่นกับหลักการ
"ของมันต้องมี"
หาได้มีการชะโลกดูเงาตัวเองกันบ้างเลย
นักวิ่งรุ่นพี่ๆไม่เคยใช้ เพราะตอนนั้นมันยังไม่เคยมีในโลก เราก็ยังวิ่งกันได้ พัฒนาได้ แล้วยังวิ่งกันเร็วกว่าพวกเราทุกวันนี้ด้วย เขาทำได้ เขาหยั่งระดับของตัวเองได้อย่างไร
ถ้ามีเงินก็ซื้อใช้ ถ้ามีไม่พอ ก็ต้องเรียนรู้วิธีแมนน่วล ก็ต้องมาเรียนรู้กัน
มันเป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยความสะดวกขึ้นเท่านั้นเอง แต่ตัวความสำเร็จมันก็ยังอยู่ที่ความพากเพียรบากบั่นที่ถูกวิธีแบบเดิมนั่นเอง
แต่พวกเราบางคนก็ยึดกุมอุปกรณ์มันราวกับว่ามันเป็นดัชนีสิ่งเดียว
ที่มันเป็นสถานนะที่ถูกแต่งแต้มเกินกว่าที่เป็นอยู่จริง
จนเราขาดการเรียนรู้ต่อตัวเองและธรรมชาติของการวิ่ง
สุขภาพก็ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ความบาดเจ็บก็ยังแสดงตัวอยู่ หาได้ปลาสนาการจนสิ้นกังวล
แต่เราก็ยังตัดสินใจ "ลงสนาม"
สิทธิการเลือกของปัจเจกชน ถูกถือเป็นหลักสรณะของยุคสมัย ราวกับว่าเป็นหลักการมาจากเทพเจ้า
เรามาถึงยุคนมัยที่นับเนื่องทุกการตัดสินใจว่าต้องให้ความเคารพ ไม่ว่าโจร หรือคนเขลา ที่การทักทานใดๆย่อมถูกถือว่าเป็นการแทรกแซงที่ "เลวทราม" แม้จะมาจากเจตนาดีก็ตาม
การตัดสินใจใดๆ ไม่ได้อิงอยู่บนหลักการคุณภาพใดๆมากกว่าหลักคิดของอันธพาล
"ก็กูพอใจของกูอย่างนี้ จะทำไม"
เท่านั้นเอง กลายมาเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับจากยุคสมัย
สิ่งที่เหมาะควร ไม่ใช่แค่ความคิดอะไรก็ได้ที่ต้องถูกจัดให้มีพื้นที่ยืนในสังคมทุกไอเดีย
ถ้าปราศจากคุณธรรมพื้นฐานที่ไหลมาจากความใฝ่ดี มันจะได้ส่งผลดี ไม่ผลร้ายต่อตัวเองและสังคม
หากไม่เป็นเช่นนี้ สังคมจะต่ำทราม
.
เกณฑ์การเลือกลงสนามสมัครวิ่งใดๆ มาจากอะไรบ้าง
1) กาย.....ซ้อมถึงหรือเปล่า
2) ใจ..... มีใจที่สงบเป็นปกติพอเพียง (ปราศจากภาวะพลุ่งพล่านมีปัญหาใจที่ยังแก้ไม่ตก มีความกลุ้มใจกังวล การวิ่งจะเท่ากับไปกระหน่ำซ้ำเติม ไม่ได้ช่วยเสริมสร้างใดๆ)
3) กระเป๋าเงิน.....มีเงินพอใช้หรือเปล่า ถ้่าชักหน้าไม่ถึงหลัง ยังสะเออะมาสมัครวิ่ง ได้ทำบัญชีครัวเรือนกันหรือเปล่า
4) มีความสมบูรณ์ดีทางร่างกายหรือไม่ หายจากความบาดเจ็บเก่าแล้วหรือยัง ถ้าไม่แน่ใจ ควรตัดออกก่อน เรามีหลักคิดใดที่กำหนดให้ผ่าความเสี่ยงลงวิ่ง ทั้งๆที่หากมันกลับมาแสดงตัวเจ็บอีก มันจะเสียหายมาก ไม่คุ้มเลย
.
จำไว้.....เราต้องเอาตัวให้รอด เอาผู้วิ่งเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาสนามเป็นตัวตั้งในการพินิจคุณค่า
โอกาสการคลี่คลายการวิ่งของตัวเราต่อมาจากการตัดสินใจลงสนามต้องดำเนินไปแบบก้าวหน้าเท่านั้น
แม้ขับเคลื่อนไป อาจะเกิดผิดพลาดประมาณผิด ย่อมมีความเป็นไปได้ แต่การลงสนามควรถูกตัดสินใจได้อย่างมี
"ความน่าจะออกมามีคุณภาพ" มากกว่าอีกทาง
ถ้าประเมินแล้วไม่แน่ใจ หรืออาจมีทางที่จะไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ควรลง
ที่เห็นและเป็นอยู่ ขนาดเห็นอยู่ทนโท่ มีความชัดเจนว่า อาจจะออกมาทางลบ ก็ยังดันทุรังลง ถ้าไม่เรียกว่าหลักการของความเขลา แล้วจะเรียกว่าอะไร ?
ควรได้ถามตรวจเช็คตัวเองก่อนลงสมัครทุกครั้งว่า เราจะลงสนามนี้เพื่ออะไร ?
ทำไมกับการได้แค่วิ่งประจำวัน เราต้องจ่ายเงิน ในเมื่อไม่มีใครเขาห้ามเราวิ่ง เราวิ่งได้ทั่วประเทศ ยกเว้นพื้นที่จัดงานวิ่งตรงนั้นเวลานั้นเท่านั้นเอง
มีข้อบ่งชี้ที่สมเหตุสมผลใดบ้างหรือไม่ในการจ่ายเงินลงสมัคร และปัจจัยที่รองรับเพียงพอ ต่อทุกกิจกรรมที่จะทยอยเข้ามาให้เราจัดการในอนาคตข้างหน้าหรือเปล่า ?
เมื่อถูกความใฝ่ดีทวงถาม เราต้องตอบความที่อาจจะเคลือบแคลงเหล่านี้ให้ได้ ไม่ใช่เงียบงัน หัวเราะแหะๆ หรือใช้หลักการของคนพาลนักเลงโต
"ก็จะลง มีไรมะ ?"
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะสะท้อนภาวะที่น่าเป็นห่วงของวงการวิ่ง
.
.
กฤตย์ ทองคง
7 กุมภาพันธ์ 2563
.
เรื่องเหล่านี้ ไม่ควรต้องถูกเขียนขึ้นมา
มันน่าจะรู้ๆกันอยู่ มันอนุบาลเกินไป
ควรลงมือทำตามทรัพยากรและสามัญสำนึก
แต่หลายครั้งบ่งบอกว่านักวิ่งบางคน ยังคิดไม่เป็น
เมื่อมาโรงเรียน พบว่า พ่อแม่ไม่เคยสอนมา ครูก็ต้องสอน
เมื่อมาวิ่ง แม้จะจวนแก่แล้ว แต่ก็ยังคิดไม่เป็น
นักวิ่งรุ่นพี่จึงต้องเอ่ยไว้
.
บทความนี้ เป็นไปได้ที่จะสร้างความขุ่นเคืองไม่ถูกใจให้กับนักวิ่งบางคนก็มีความเป็นไปได้ ไม่น่าแปลกใจครับ
ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อแอนตี้สนามวิ่งใด ที่เราไม่ควรไปวิ่ง
หรือเจาะจงถึงผู้วิ่งคนใดจำเพาะ
แต่เป็นผลรวมๆที่เราเห็น
ต่อภาพรวม ของการวิ่งปัจจุบัน
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่