Sunday, March 6, 2022

การเรียนรู้และฝึกฝน จะดำเนินไปอย่างเร่งรัดใดๆไม่ได้เลย (Gradually increase by gentry)

การเรียนรู้และฝึกฝน จะดำเนินไปอย่างเร่งรัดใดๆไม่ได้เลย  (Gradually increase by gentry)

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

อยากจะเปรียบการวิ่งและพัฒนาการฝึกของพวกเรากับการเรียนของเด็กน้อย ดังนี้

เด็กทุกคนสามารถและควรที่จะเติบใหญ่เป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจในทุกสายงาน ได้ทั้งนั้น

แต่กว่าจะถึงตรงนั้น มันมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้และฝึกปรืออีกมากมาย  มากขนาดไหน ก็ดูตั้งหนังสือกี่ตั้ง ในจำนวนกี่ตู้  จากประถมจนจบปริญญานั่นแหละ  มันมากจนสุดจะอ่านไหว

ต้องใช้เวลาเท่าไรจะอ่านจนหมด  แม้จะไม่หมด แต่ต้องสรุปจับใจความหมดให้ได้  ไม่ใช่นานเท่าไรจนหมด  แต่ตลอดไป เพราะมันจะมาสมทบใหม่เรื่อยๆ

ติ้ดต่างว่า โลกมีวิธีนำสรรพความรู้เหล่านั้น ใส่สมองเด็กครบปุ๊บในเวลาสั้นๆนี้เลย(ที่เป็นไปไม่ได้)  เด็กก็เก็บรักษาการรู้แล้วเหล่านั้นไว้ไม่ได้   ความสามารถของพวกเขาที่จะ "ถือครอง" ความรู้นั้น สมองน้อยๆนั้นมีความจุไม่พอ  ใส่เข้าไป ก็รั่วออกหมด

ว่ากันว่าต้องสมองผู้ใหญ่

แต่ก็เถอะ  ต่อให้เอาสมองผู้ใหญ่โตแล้ว แต่ไร้การฝึกเรียนรู้ใดๆเลยมาจนเติบใหญ่  ผ่านเข้าเครื่องจักรมหัศจรรย์ จุลงไปได้หมด  สมองเขาก็ยังไม่สามารถ"ถือครอง"  จัดการมันได้อยู่ดี

กำลังจะบอกอะไร  กำลังจะบอกว่า มันไม่ได้เพียงที่ตัวความรู้เท่านั้น  แต่คือทั้งตัวสมองและบริบท  ท่ามกลางระหว่างเส้นทางเติบโตจากสมองที่ยังรับรู้น้อยๆมาเป็นสมองก้อนใหญ่นั้นต่างหาก  ต้องมีกระบวนการพัฒนาประกอบด้วย เหมือนกับการรดน้ำใส่ปุ๋ยอะไรยังไม่พอ  ต้องให้เวลากับมันด้วย

"การหล่อหลอม" เป็น Process อย่างสำคัญ ไม่ใช่ปัจจัยใดโดดๆ

การหมั่นทยอยฝึกใช้สมองที่เรียกว่า "หล่อหลอม" นั้น  ที่ไม่เพียงตัวความรู้ที่จะทยอยเข้าไป

แต่ตัววิจารณญาณ  ตัวคุณภาพของสามัญสำนึก  ตัวความใฝ่ดี  รวมทั้งตัวการ"เข้าเกลียวกับสังคม" (Socialization)  ฯลฯ  มาสานประกอบร่วมด้วย ถึงจะจุได้เยอะขึ้น(ยังไงก็ไม่หมด ยังมีหายหกตกหล่นบ้างเสมอแต่มากขึ้นแน่)

ที่รวมเรียกว่า "กระบวนการเรียนรู้"  ที่โรงเรียนและวิชาการเป็นส่วนเดียวแต่กระผีกหนึ่งเท่านั้นเอง

หน้าที่ในการปลูกฝังการศึกษาให้เยาวชน แยกไม่ออกจากการต้องทำให้บ้านเมืองเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีให้กับพวกเขา  ที่ในมุมมองนี้ ไม่ใช่ความที่ออกมาจากครูเท่านั้นแระ  แต่คือผู้ใหญ่ทุกคน

ในมุมของวงการวิ่ง.....

ที่นักวิ่งมีภารกิจร่วมกันที่จะต้องวางเครือข่ายให้วงการวิ่งมีปุ๋ยอันอุดมสำหรับใครที่จะเข้ามาสานก่อองค์ความรู้วิ่งซึ่งกันและกัน ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ

อย่าไปไกลมาก  ย้อนกลับมาที่เรื่องวิ่ง  ติ้ดต่าง ถ้าเสกเนรมิตให้นักวิ่งไม่ต้องฝึกใดๆ  การฝึกปรือในรอบหลายๆปี ถูกจุเข้าไปในสมองและเรือนร่างผู้นั้นได้ทันทีในเวลาสั้นๆ

เรือนร่างนั้นก็รักษาไว้ไม่ได้อยู่ดี  เหมือนกับการที่สมองเด็กจุไม่พอ

ต้องมีกระบวนการระหว่าง  เป็นการฝึกปรือให้เรือนร่างนั้น  เขยิบเปิดพื้นที่ ขยายโกดัง  เพื่อรองรับความจุใหม่ๆที่ทยอยเข้ามา  คือสร้างโกดังไปพร้อมๆในเวลาเดียวกันกับสินค้าที่จะมาจุมากขึ้นเรื่อยๆ  ขยายออกไปทีละนิด  ไม่ใช่สินค้ามารอบเดียวโครมเดียว จะไม่มีที่จุ  นี้รวมทั้งตัวองค์ความรู้ และความเหนียวแน่นของเรือนร่างด้วยทั้งสองมิติ

ไม่เท่านั้น  ความสามารถจุได้นั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงพื้นที่และหลังคาคลุมสินค้าในตัวโกดังเท่านั้น  แต่คือนามธรรม ความสามารถบริหารคลังสินค้าด้วย  อันเรียนสอนกันใน MBA ที่มีเนื้อหามากมายจนถึงขนาดที่เรียนกันใน ป.โทนั่นแหละ

หลักการที่บอกไว้เพียง "ยิ่งมีเป้าหมายสูง ยิ่งต้องฝึกให้มาก" นั้นเป็นจริงในระดับทฤษฎีเท่านั้น  แต่ภาคปฏิบัติ มันซับซ้อนอีกเยอะเลย

บางกรณียิ่งฝึกมาก ยิ่งจะเดี้ยง  แต่นี่มิได้หมายความว่า  ถ้าอยากวิ่งได้ดี ไม่ต้องฝึกมาก  มันก็ต้องมากอยู่ดี (เกาหัว) แต่มันต้องมีอย่างอื่นด้วย ที่จะมาหล่อลื่นความต่างองค์ประกอบกัน ให้สอดรับกันได้

บทเรียนวิ่งที่ว่าด้วยเรื่องความสามารถและประสิทธิภาพการถือครองให้อยู่ได้ไม่บาดเจ็บ  อย่างที่โกดังไม่รั่ว  กับความชำนาญของการบริหารคลังสินค้าให้มีการหมุนเวียนมิให้สินค้ากระสอบใดมิให้ตัวสินค้าบูดเน่า เลยเวลา Expire 

เป็นบริบทร่วมที่สำคัญมาก  ที่นักวิ่งพรรษาน้อยๆมักไม่เชี่ยวชาญมองเห็น  พวกเขาจะเห็นกันแต่ฝึกเร็ว  วิ่งครั้งไร เร็วมันทุกครั้ง  ในใจพวกเขาท่องกันแต่  Max Vo2

เหล่านี้เป็นเรื่องวิ่งที่ผู้วิ่งต้องฝึกปรือด้วยตนเองตลอดชีวิตวิ่ง  เพราะการวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ ไม่มีโรงเรียนมีแต่สนามแข่ง  สมรภูมิโชว์ผลประกอบการที่ผ่านมา เป็นสิ่งสะท้อนงานที่ผ่านการเรียนรู้อะไรบ้างเท่านั้น  มีแต่สนามสอบ แต่ไม่มีโรงเรียน

บทเรียนที่ว่าด้วยเรื่องความสามารถและประสิทธิภาพ ที่จะสอนเรือนร่างให้ถือครองการวิ่ง จึงเป็นบทใหญ่  ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตวิ่ง ตลอดไป

แม้นักวิ่งบางคนจะ Out of Competition แล้วก็ตาม

เรายังมีความจำเป็นต้องทรงสภาพ "ถือครอง" การวิ่งไว้ให้ได้ตลอดอายุขัย  ที่ปริศนาคือเราแต่ละคนจะวิ่งอย่างไรที่จะรักษาการวิ่งเอาไว้ให้ได้  กลายเป็น Agenda หลักขึ้นมาทันที  เมื่อจบบทเรียนแรก บทเรียนต่อไปก็จะขึ้นมาอัตโนมัติ  โดยไม่ Burn out และหน่ายฝึกเสียก่อน

แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นพวกเราวิ่งกัน กลับไม่เป็นอย่างนี้

จำนวนนึง วิ่งกันอย่างมะงุมมะงาหรา เป้าหมายวิ่งของตัวเองต้องวิ่งอย่างไร ทำไม่ถูก  เป้าหมายอย่าง แต่ทำตัวไปอีกอย่าง

ในขณะที่ประชากรที่มากกว่านั้น ไม่วิ่งเอาเลย  ส่วนน้อยก็กลับวิ่งมากเกินไป  วิ่งเร็วเกินไป วิ่งอย่างสิ้นเปลืองเสียดทานเกินจำเป็นหรือเคลื่อนกระบวนการอย่างผิดสัดส่วน  แม้จะเรียกว่า "ขอดไม่เยอะก็ตาม"  แต่ละ Session มีความช้าไม่พอต่างหาก

ไมล์สะสมกระติ้ดเดียว ไม่สมดุลกับการวิ่งที่เร็วเกินไป  รวมแล้วดูดี  แต่ภาพรวมจะ "ถือครอง"  เอาไว้ไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง

ไม่กี่ปี ก็ Fade หายหมด กลายเป็นนิยายปรำปรา  "กาลครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว  ผมเคยวิ่ง..."

รอยเท้าเช่นนี้ รุ่นพี่ๆเดินรอยเช่นนี้กันหลายคน ตอนนี้หายเกลี้ยงไปไหนหมด  เราจะไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดเก่าๆของพวกเขาละหรือ?  เมื่อไรเราจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เสียที

ได้แค่ปลื้มรายสัปดาห์กับถ้วยอันดับ  แต่การยืนได้ตลอด?ยังเป็นที่น่าสงสัย  นี่ย่อมไม่ใช่ความไพบูลย์ของการวิ่งที่เรานิยามแน่นอน

.

.

กฤตย์  ทองคง

6  มีนาคม  2565

.