การเรียนรู้และฝึกฝน จะดำเนินไปอย่างเร่งรัดใดๆไม่ได้เลย (Gradually increase by gentry)
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
อยากจะเปรียบการวิ่งและพัฒนาการฝึกของพวกเรากับการเรียนของเด็กน้อย ดังนี้
เด็กทุกคนสามารถและควรที่จะเติบใหญ่เป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจในทุกสายงาน ได้ทั้งนั้น
แต่กว่าจะถึงตรงนั้น มันมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้และฝึกปรืออีกมากมาย มากขนาดไหน ก็ดูตั้งหนังสือกี่ตั้ง ในจำนวนกี่ตู้ จากประถมจนจบปริญญานั่นแหละ มันมากจนสุดจะอ่านไหว
ต้องใช้เวลาเท่าไรจะอ่านจนหมด แม้จะไม่หมด แต่ต้องสรุปจับใจความหมดให้ได้ ไม่ใช่นานเท่าไรจนหมด แต่ตลอดไป เพราะมันจะมาสมทบใหม่เรื่อยๆ
ติ้ดต่างว่า โลกมีวิธีนำสรรพความรู้เหล่านั้น ใส่สมองเด็กครบปุ๊บในเวลาสั้นๆนี้เลย(ที่เป็นไปไม่ได้) เด็กก็เก็บรักษาการรู้แล้วเหล่านั้นไว้ไม่ได้ ความสามารถของพวกเขาที่จะ "ถือครอง" ความรู้นั้น สมองน้อยๆนั้นมีความจุไม่พอ ใส่เข้าไป ก็รั่วออกหมด
ว่ากันว่าต้องสมองผู้ใหญ่
แต่ก็เถอะ ต่อให้เอาสมองผู้ใหญ่โตแล้ว แต่ไร้การฝึกเรียนรู้ใดๆเลยมาจนเติบใหญ่ ผ่านเข้าเครื่องจักรมหัศจรรย์ จุลงไปได้หมด สมองเขาก็ยังไม่สามารถ"ถือครอง" จัดการมันได้อยู่ดี
กำลังจะบอกอะไร กำลังจะบอกว่า มันไม่ได้เพียงที่ตัวความรู้เท่านั้น แต่คือทั้งตัวสมองและบริบท ท่ามกลางระหว่างเส้นทางเติบโตจากสมองที่ยังรับรู้น้อยๆมาเป็นสมองก้อนใหญ่นั้นต่างหาก ต้องมีกระบวนการพัฒนาประกอบด้วย เหมือนกับการรดน้ำใส่ปุ๋ยอะไรยังไม่พอ ต้องให้เวลากับมันด้วย
"การหล่อหลอม" เป็น Process อย่างสำคัญ ไม่ใช่ปัจจัยใดโดดๆ
การหมั่นทยอยฝึกใช้สมองที่เรียกว่า "หล่อหลอม" นั้น ที่ไม่เพียงตัวความรู้ที่จะทยอยเข้าไป
แต่ตัววิจารณญาณ ตัวคุณภาพของสามัญสำนึก ตัวความใฝ่ดี รวมทั้งตัวการ"เข้าเกลียวกับสังคม" (Socialization) ฯลฯ มาสานประกอบร่วมด้วย ถึงจะจุได้เยอะขึ้น(ยังไงก็ไม่หมด ยังมีหายหกตกหล่นบ้างเสมอแต่มากขึ้นแน่)
ที่รวมเรียกว่า "กระบวนการเรียนรู้" ที่โรงเรียนและวิชาการเป็นส่วนเดียวแต่กระผีกหนึ่งเท่านั้นเอง
หน้าที่ในการปลูกฝังการศึกษาให้เยาวชน แยกไม่ออกจากการต้องทำให้บ้านเมืองเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีให้กับพวกเขา ที่ในมุมมองนี้ ไม่ใช่ความที่ออกมาจากครูเท่านั้นแระ แต่คือผู้ใหญ่ทุกคน
ในมุมของวงการวิ่ง.....
ที่นักวิ่งมีภารกิจร่วมกันที่จะต้องวางเครือข่ายให้วงการวิ่งมีปุ๋ยอันอุดมสำหรับใครที่จะเข้ามาสานก่อองค์ความรู้วิ่งซึ่งกันและกัน ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ
อย่าไปไกลมาก ย้อนกลับมาที่เรื่องวิ่ง ติ้ดต่าง ถ้าเสกเนรมิตให้นักวิ่งไม่ต้องฝึกใดๆ การฝึกปรือในรอบหลายๆปี ถูกจุเข้าไปในสมองและเรือนร่างผู้นั้นได้ทันทีในเวลาสั้นๆ
เรือนร่างนั้นก็รักษาไว้ไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับการที่สมองเด็กจุไม่พอ
ต้องมีกระบวนการระหว่าง เป็นการฝึกปรือให้เรือนร่างนั้น เขยิบเปิดพื้นที่ ขยายโกดัง เพื่อรองรับความจุใหม่ๆที่ทยอยเข้ามา คือสร้างโกดังไปพร้อมๆในเวลาเดียวกันกับสินค้าที่จะมาจุมากขึ้นเรื่อยๆ ขยายออกไปทีละนิด ไม่ใช่สินค้ามารอบเดียวโครมเดียว จะไม่มีที่จุ นี้รวมทั้งตัวองค์ความรู้ และความเหนียวแน่นของเรือนร่างด้วยทั้งสองมิติ
ไม่เท่านั้น ความสามารถจุได้นั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงพื้นที่และหลังคาคลุมสินค้าในตัวโกดังเท่านั้น แต่คือนามธรรม ความสามารถบริหารคลังสินค้าด้วย อันเรียนสอนกันใน MBA ที่มีเนื้อหามากมายจนถึงขนาดที่เรียนกันใน ป.โทนั่นแหละ
หลักการที่บอกไว้เพียง "ยิ่งมีเป้าหมายสูง ยิ่งต้องฝึกให้มาก" นั้นเป็นจริงในระดับทฤษฎีเท่านั้น แต่ภาคปฏิบัติ มันซับซ้อนอีกเยอะเลย
บางกรณียิ่งฝึกมาก ยิ่งจะเดี้ยง แต่นี่มิได้หมายความว่า ถ้าอยากวิ่งได้ดี ไม่ต้องฝึกมาก มันก็ต้องมากอยู่ดี (เกาหัว) แต่มันต้องมีอย่างอื่นด้วย ที่จะมาหล่อลื่นความต่างองค์ประกอบกัน ให้สอดรับกันได้
บทเรียนวิ่งที่ว่าด้วยเรื่องความสามารถและประสิทธิภาพการถือครองให้อยู่ได้ไม่บาดเจ็บ อย่างที่โกดังไม่รั่ว กับความชำนาญของการบริหารคลังสินค้าให้มีการหมุนเวียนมิให้สินค้ากระสอบใดมิให้ตัวสินค้าบูดเน่า เลยเวลา Expire
เป็นบริบทร่วมที่สำคัญมาก ที่นักวิ่งพรรษาน้อยๆมักไม่เชี่ยวชาญมองเห็น พวกเขาจะเห็นกันแต่ฝึกเร็ว วิ่งครั้งไร เร็วมันทุกครั้ง ในใจพวกเขาท่องกันแต่ Max Vo2
เหล่านี้เป็นเรื่องวิ่งที่ผู้วิ่งต้องฝึกปรือด้วยตนเองตลอดชีวิตวิ่ง เพราะการวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ ไม่มีโรงเรียนมีแต่สนามแข่ง สมรภูมิโชว์ผลประกอบการที่ผ่านมา เป็นสิ่งสะท้อนงานที่ผ่านการเรียนรู้อะไรบ้างเท่านั้น มีแต่สนามสอบ แต่ไม่มีโรงเรียน
บทเรียนที่ว่าด้วยเรื่องความสามารถและประสิทธิภาพ ที่จะสอนเรือนร่างให้ถือครองการวิ่ง จึงเป็นบทใหญ่ ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตวิ่ง ตลอดไป
แม้นักวิ่งบางคนจะ Out of Competition แล้วก็ตาม
เรายังมีความจำเป็นต้องทรงสภาพ "ถือครอง" การวิ่งไว้ให้ได้ตลอดอายุขัย ที่ปริศนาคือเราแต่ละคนจะวิ่งอย่างไรที่จะรักษาการวิ่งเอาไว้ให้ได้ กลายเป็น Agenda หลักขึ้นมาทันที เมื่อจบบทเรียนแรก บทเรียนต่อไปก็จะขึ้นมาอัตโนมัติ โดยไม่ Burn out และหน่ายฝึกเสียก่อน
แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นพวกเราวิ่งกัน กลับไม่เป็นอย่างนี้
จำนวนนึง วิ่งกันอย่างมะงุมมะงาหรา เป้าหมายวิ่งของตัวเองต้องวิ่งอย่างไร ทำไม่ถูก เป้าหมายอย่าง แต่ทำตัวไปอีกอย่าง
ในขณะที่ประชากรที่มากกว่านั้น ไม่วิ่งเอาเลย ส่วนน้อยก็กลับวิ่งมากเกินไป วิ่งเร็วเกินไป วิ่งอย่างสิ้นเปลืองเสียดทานเกินจำเป็นหรือเคลื่อนกระบวนการอย่างผิดสัดส่วน แม้จะเรียกว่า "ขอดไม่เยอะก็ตาม" แต่ละ Session มีความช้าไม่พอต่างหาก
ไมล์สะสมกระติ้ดเดียว ไม่สมดุลกับการวิ่งที่เร็วเกินไป รวมแล้วดูดี แต่ภาพรวมจะ "ถือครอง" เอาไว้ไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
ไม่กี่ปี ก็ Fade หายหมด กลายเป็นนิยายปรำปรา "กาลครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว ผมเคยวิ่ง..."
รอยเท้าเช่นนี้ รุ่นพี่ๆเดินรอยเช่นนี้กันหลายคน ตอนนี้หายเกลี้ยงไปไหนหมด เราจะไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดเก่าๆของพวกเขาละหรือ? เมื่อไรเราจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เสียที
ได้แค่ปลื้มรายสัปดาห์กับถ้วยอันดับ แต่การยืนได้ตลอด?ยังเป็นที่น่าสงสัย นี่ย่อมไม่ใช่ความไพบูลย์ของการวิ่งที่เรานิยามแน่นอน
.
.
กฤตย์ ทองคง
6 มีนาคม 2565
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.