ทำไมเราฝึกแล้ว ไม่ไปไหนเสียที
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อยามเราร่างตารางวิ่งของตัวเอง จงมองให้กว้างออกไป อย่ามองเพียง Session นั้นเพียง Session เดียว ที่เราต้องก้าวเข้าไป "จัดการ"
เช่นเรากำลังเพิ่ม Intensity ให้เข้มข้นในปริมาณเที่ยวของ Interval ไม่เพียงอย่าเพิ่งลดเวลาคาดหมาย(วิ่งเร็วขึ้น)
ในขณะเดียวกันนั้นเรายังต้องยังไม่อยู่ในช่วงเพิ่ม WM (Weekly Mileage) และมันยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราจะเพิ่มฝึกวิ่งขึ้นเขาทางชันใดๆในระยะนี้
เมื่อเรากล่าวว่า เราจะทำตามกฎ 10% ไม่ให้เกินนี้ มันหมายความรวมทั้งความเข้มข้นฝึกทุกชนิดที่จะถาโถมเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกันระยะนั้นด้วย
อย่าคำนวนไม่เกิน 10% ของเฉพาะ Session นั้นเท่านั้น
เมื่อเราเพิ่มความเข้มข้นฝึกลงไปตรงหนึ่งตรงใดมากกว่าเดิมแล้ว ผลก็คือร่างกายมันจุเพิ่มปริมาณความล้าสะสมในเรือนร่างเดียวกันนั้นเอง
การเพิ่มการฝึกต้องเพิ่มอยู่แล้ว แต่เราอย่าจัดให้มันเพิ่มเข้ามาในระยะไล่เลี่ยกัน
เราต้องปล่อยให้ชนิดหนึ่งชนิดใดเซ็ทระบบ ฝังเข้าไปในเรือนร่างให้แน่นนานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวตนเสียก่อน ที่จะหันมาจับอีกตัว
การฝึกเป็นอะไรที่พัฒนาเร็วไม่ได้เป็นอันขาด
เกือบทั้งหมดที่พวกเราเจ็บ และส่งตารางวิ่งอดีตมาให้ผมตรวจสอบทาน จะพบความผิดปกติง่ายมาก ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง และอย่างมากเสียด้วย ผมสามารถบอกได้แทบจะในทันทีเลยว่า ตารางต้องถูกปรับให้ลดลงตรงไหน อย่างเร่งด่วนเสียด้วย
แต่ ณ นาทีที่เจ็บปรับแล้วก็วิ่งไม่ได้อยู่ดี นาทีเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องยุติการฝึก และเยียวยาความบาดเจ็บนั้นเสียก่อน นานจนหายอยากไปเลย แล้วยังต้องคูณสองตามระเบียบ
การจะกลับไปฝึกตามตารางที่ลดแล้วก็ยังไม่ได้ ค่าที่ว่าร่างกายตกฟิตปราศจากการฝึกที่ต่อเนื่อง
จำไว้ ทุกการบาดเจ็บกลับไปฝึกอีกนั้นจะไปฝึกระดับเดียวกับที่เคยทำนั้นไม่ได้เป็นอันขาด ตัวเราไม่ใช่คนเดิมแล้ว ต้องจัดแผนฝึกลงมา แล้วค่อยไต่กลับเข้าไปใหม่
เมื่อทำอย่างนั้น พอถึงระดับเดิมก่อนเจ็บ เพราะความที่มันนาน เราก็มักเลือนเป้าหมายไปแล้วว่า เรากำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนจะทำอะไร กำลังตั้งใจพัฒนาจุดไหน
ที่ตั้งใจจะพัฒนาก็ไม่ได้ทำต่อ การวิ่งจึงไม่เป็นกระบวน ถูกแสงสีเสียงจากสนามเฉพาะหน้ากลบความน่าสนใจไปหมด
เป็นเช่นนี้มากมายหลายคน ขึ้นต้นเหมือนกัน ลงท้ายก็เหมือนกันราวกับนัดกันไว้ เหมือนฉายหนังซ้ำไปซ้ำมา ต่างกันที่ตัวแสดงเท่านั้นเอง
หากเป็นเช่นนี้ วิ่งจนกี่พรรษา หลายปี ก็ไม่ไปถึงไหนเสียที เพราะมัวแต่พะวงเก็บเหรียญเก็บเสื้อเฉพาะหน้าที่อยากได้ สลับกับมนต์เสน่ห์แห่งรองเท้ารุ่นใหม่ๆ
ทีนี้เข้าใจกันหรือยังถึงความหมายว่า "เก็บตัว" คืออะไร
.
.
กฤตย์ ทองคง
4 พฤศจิกายน 2563
.
เรามาถึงจุดที่บอกเพียงว่า
"กฏ 10%" ไม่ได้เสียแล้ว
ต้องลงไปถึงแจงละเอียดยกตัวอย่างเป็นเด็กประถมกันเลยทีเดียว
.
ขนาดแค่กฏ 10% ยังต้องแจงกันยิบขนาดนี้ ผมจึงมองภาพไม่เห็นเลยว่า
บางคนจะฝึกแบบไม่มีโค้ชเป็นบุคคลมากำกับได้อย่างไร
.
Sombat Janphongsri
ขอบพระคุณครับอาจารย์กฤตย์
ขาดซ้อมร่างกายก็ถดถอย
ต้องมาเริ่มใหม่นะครับ
กฤตย์ ทองคง
Sombat Janphongsri นักวิ่งมักจะกลับไปซ้อมหลังจากหายเจ็บแล้ว เจออันตราย 3 เด้ง
1) ไอ้ที่ว่าหายแล้ว มันยังไม่หาย มันแค่ดีขึ้น ต้องหยุดต่อ แต่กลับมาซ้อม กระชั้นชิดเกินไป too early
2) กลับมาซ้อม พยายามจะซ้อมให้เท่าเก่า เท่าสมัยที่ยังไม่เจ็บ ที่เคยทำได้มาก่อน หาตระหนักไม่ว่า ตัวเองปัจจุบัน เป็นคนละคนกับตอนนั้น ตอนนี้มันตกฟิต มันต้องถอยแผนลง ดันไปเท่าเดิม มันก็เท่ากับ too stress
3) ถูกเวลาที่เหลืออยู่เร่งรัดการฝึก เพราะการซ้อมไม่ถึง มัวแต่ไปหยุดเสีย ต้องฝึกชดเชย too stress หนักยิ่งขึ้นไปอีก
บอกเด็กๆต่อครับ
.
วัชราวุธ ปีตานนท์
ครั้งนี้อาจมีคำถามพี่เยอะหน่อยแต่มันต่อเนื่่องกัน ในการวิ่งานมาราธอนควรห่างกันเป็นเวลาประมาณกี่เดือน แล้วเกิดไม่รู้แล้วสมัครงานห่างกันแค่สองเดือนครึ่ง หลังงานแรกควรพักกี่วันแล้วค่อยซ้อม และให้ซ้อมตารางเดิมเลยหรือไม่ครับ ช่วง่นี้พี่หลายไปหลายวันป่วยหรือเปล่าครับ อากาศแปลปวนยังไงก็ดูแลสุขภาพหน่อยนะครับ
·
กฤตย์ ทองคง
วัชราวุธ ปีตานนท์ 1) กี่้ดือนก็ได้ ถ้าเพื่อเอาถึงช้าๆ แต่ถ้าจะเอาพัฒนาขึ้นวิ่งอย่างปลอดภัยปีนึงคนทั่วๆำป average ไม่ควรเกิน 2-3 สนาม(42k)
ทำให้มีเวลาฝึกจริงฝึกต่อเนื่องจนอยู่ในวิสัยพัฒนา มีเวลาพักฟื้น มีเวลา taper
น่าจะไม่เกินนี้
2) หลังแข่งแล้วควร reverse taper กลับมาซ้อมอย่างเบาๆ ไม่ให้กลับมาหนกเท่าเดิมก่อนแข่งทันที Reverse taper ตรงนี้มีระยะจำนวนวันเท่ากับจำนวนไมล์ที่วิ่ง คือ 42k = 26 ไมล์ = 26 วัน
บางสูตรว่าราวเดือนหนึ่ง ก็ประมาณใกล้เคียงกัน