Wednesday, July 29, 2020

ผมมีนัดวิ่งกับปาน 2587

 ผมมีนัดวิ่งกับปาน 2587

.
.
.
.
เบื้องหลังนัดกันข้ามถึง 25 ปี ก็ คือ
เราสนทนาถึงความมหัศจรรย์ของการวิ่ง
ปีนั้นถ้าผมไม่ตายก่อน ผมจะอายุ 90
และปานจะอายุ 75
ที่ปานพูดเสมอๆว่า จากนี้เป็นต้นไปชีวิตเราได้กำไรแล้ว คือไม่คาดหวังอายุยืน แต่มาถึงตรงนี้ได้ก็ดีถมเถแล้ว เราจะวิ่งต่อไป เพื่อ for the rest of my life
ยิ่งเมื่อถึงหลักชัยที่ 75/90 ย่อมไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจากการเฉลิมฉลอง และการเฉลิมฉลองนั้น ผมนึกรูปธรรมงานเลี้ยงใดไม่ชัดเจนงดงามสวยหรูไปกว่า การลงวิ่งร่วมกันลุง 75กับปู่ 90
เราถึงกับจับมือสัญญากันอย่างลูกผู้ชาย
ที่ปาน "อิน" ดื่มด่ำกับการนัดหมายตกลงครั้งนี้มาก ถึงขนาด "น้ำแตก" (น้ำตาไหล)
ผมไม่เคยเห็นใครเอาจริงเอาจังกับสัญญิงสัญญามากขนาดน้ำแตกมาก่อน ก็เพิ่งจะเห็นคราวนี้เอง จึงตระหนักว่า ปานเอาจริงกับมันมาก
"เราต้องอยู่ให้ถึงให้ได้"
แววตาปานมุ่งมั่นมาก
พร้อมทั้งปาดน้ำที่เร็ดออกมาเช็ดขากางเกง
ถ้าตายได้ก็ตายไป ปานก็วิ่งคนเดียวละกัน
แต่ถ้าเรายังอยู่รอดจนถึงวันนั้น ไม่ว่าซากนั้นจะเป็นอย่างไร เราจะแถกเหงือก กระชับผูกเชือกรองออกมาวันนั้นสู่สมรภูมิชีวิตที่เราเลือกแล้วให้จงได้
ถ้าวันนั้น 2587 (ไม่วันเกิดปานก็วันเกิดผม)
ใครตายก่อน ก็ตายไป ใครอยู่ก็วิ่งแทนก็แล้วกัน
ขอแรงพวกเรานักวิ่งวันนี้ ที่อยู่เป็นพยานในคำสัญญานี้ช่วยวิ่งเป็น pacer แทนคนที่จากไป กับลุงหรือปู่คนวิ่งด้วยนะ
ใคร "อิน" ด้วย ยกมือ
.
.
กฤตย์ ทองคง
29 กรกฎาคม 2563
.
. มีเสียงปรารถนาวิ่งด้วยบ้าง ดังออกมารอบๆ แสดงให้เราประจักษ์ว่า การวิ่งได้ตลอดอายุขัย เป็นความปรารถนาของพวกเราหลายๆคน เป็นไอเดียที่ถูกขานรับมากไอเดียหนึ่งทีเดียว ทำให้เราหวนนึกขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่า ด้วยท่วงท่าวิ่งอย่างที่เราวิ่งกันทุกวันนี้ เราจะวิ่งจนถึงวันนั้นได้หรือเปล่า ? เราจะหักโหมตรากตรำอย่างที่วิ่งทุกวันนี้ไปได้สักกี่น้ำ และเราจะทำมันไปเพื่ออะไรกัน และในทางตรงข้าม เพื่อให้เรายังสามารถวิ่งได้ในอีก 25 ปีข้างหน้า เราควรจะวิ่งในทุกวันด้วยท่วงท่าอย่างไร ? นี่เป็นสิ่งที่น่าคิด . จะวิ่งได้หรือเปล่าตอนนั้น ไม่สลักสำคัญ หรืออาจจะไม่ได้อยู่ตายไปก่อนแล้ว เป็นไปได้ทั้งนั้น นาทีนี้ เป็นโอกาสที่เราได้ set เป้าหมายชีวิตหลักไมล์ใหม่ๆ สิ่งที่เราหลีกหนีเป็นอย่างยิ่งคือการเผชิญหน้ากับ"ภาวะกลวงเปล่า" แบบเดียวกับผู้อาวุโสญี่ปุ่นเผชิญหน้ามา จนไม่อาจแบกรับกับความไร้สาระอย่างยิ่งยวดได้ต่อไป จนต้องขอจากไปอย่างตั้งใจทำเอง นาทีนี้ พวกเราทุกคนในกระทู้นี้ พบหลักไมล์นั้นแล้ว หากชีวิตของใครทุกข์ระทมและสิ้นไร้ความหมายดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ยังมีเป้าหมายวิ่งกับลุงกฤตย์ใน 24 ปีข้างหน้าเป็นหลักชัยอยู่ สิ่งนี้สำคัญและมีความหมายมากกว่าสิ่งอื่นใดที่ผ่านมาทั้งหมด .

Thursday, July 23, 2020

ความที่มักจะผิดพลาดเสมอๆจากผู้ที่โค้ชตัวเอง

 ความที่มักจะผิดพลาดเสมอๆจากผู้ที่โค้ชตัวเอง

.
.
.
.
วิ่งหน่ะวิ่งได้ แต่จะวิ่งให้ได้ดี ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มันมีวิธีวิ่งจำเพาะ ไปแต่ละเป้าหมาย ไม่เหมือนกัน ต้องดำเนินไปตามครรลองผู้รู้ที่ควบคุมแผนฝึก
เข้าใจครับว่า หาโค้ชยังไม่ได้ ก็เลยต้องวิ่งเอง ที่กำลังเขียนนี้ ประมวลมาจากที่พบเห็นพวกเราฝึกผิดพลาดกันเสมอๆจากการฝึกวิ่งเอง
เมื่ออ่านแล้ว และพบจุดแล้วให้นำเอาไปประยุกต์ให้ได้ทันทีที่ประจักษ์
หลายกรณี พวกเราไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัองฝึกอะไร หากแต่ฝึกในสัดส่วนแต่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของฉันนี้มักจะประเมินไม่แม่น ที่เป็นเพราะว่า ประสบการณ์พบเห็นการฝึกรายต่างๆไม่มากเท่าโค้ชตัวจริง
ผู้กำกับการฝึก นอกจากเรียนมาทางวิชาชีพนี้ ยังมีประสบการณ์พบเห็นการฝึกแบบต่างๆ และผู้ฝึกชนิดใดฝึกแผนนั้นแล้วผลลัพธ์มักจะออกมาอย่างไรด้วย โค้ชผู้มากประสบการณ์ แค่ได้เห็นลิ้นไก่เรา ก็รู้แล้วว่าน่าจะออกผลอย่างไร
ต้องยอมรับว่าโค้ชเขามีความปรุโปร่งในอาชีพของเขาเสียจนหลับตาได้ยินเสียงลดพัดใบไม้ซู่เสียงอย่างไร ก็บอกได้ว่า เป็นไม้พันธุ์อะไรแล้ว
จะเตือนว่าภาพรวมของการฝึกทั้งหมด ต้องมองให้รอบด้าน ผู้ฝึกเองมักจะมองเป็นจุดๆ มองเป็นแต่ละ Session เป็นอย่างๆ เป็นชิ้นๆเป็นท่อนๆ
มีความเป็นจริงบอกเราว่า การฝึกอะไรอย่างหนึ่ง ย่อมจะมีผลกระทบกับผู้นั้นอย่างไรด้วย และจะไปมีผลกระทบต่อผู้นั้นต่อไปเป็นทอดๆ ซึ่งนั่นคือ ต้นทุนการฝึกของ Sessions คุณภาพใดๆต่อไป
การเทน้ำหนักเข้มข้นฝึกที่หนักหน่วงเกินไป ปราศจากการควบคุมที่เหมาะสมใน Session หนึ่งๆย่อมล้ามาก จนมีผลกระทบการฝึกในวันมะรืน ที่การพักพรุ่งนี้ หรือวิ่งเบาเพียงวันเดียว จะเอาไม่อยู่ ขาไม่ฟื้น ไม่พร้อมต่องานหนักที่รออยู่ ตารางวิ่งจะรวน นี้คือธรรมชาตินักวิ่งถนน แต่ไม่ใช่เด็กโรงเรียนกีฬา การควบคุมเด็กจากโรงเรียนเหล่านี้ให้ฝึกวิ่ง เป็นคนละชนิดกับนักวิ่งถนน ต่างกันราวฟ้ากับดิน
1) หากผู้วิ่งเป็นเช่นนี้ ต้องไปหยุดต่อ ไปเบา ไป Easy หรือ Crosstrainingเพิ่มใดๆก็ว่าไป แม้ว่าตารางถูกออกแบบไว้ให้เดินหน้าก็ตาม เมื่อร่างกายฝืนหนักไปจากการไม่มีผู้ควบคุมขณะฝึก จนล้ามากเกินไป วันต่อไปจะฝึกต่อไม่ได้ ห้ามรอให้เกิดเรื่องก่อนแล้วค่อยดำริตั้งรับเป็นอันขาด
ผู้วิ่งที่มีประสบการณ์หนาหรือโค้ช จะต้องรีบปรับตัวตารางวิ่งทันทีที่เด็กหรือตัวเรา มีอาการไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จะไม่รอให้เจ็บก่อน แค่เขาไม่มี"ความสด"ที่เพียงพอ ก็จะปรับตารางวิ่งทันทีไม่เหมือนนักวิ่งถนนใหม่ ที่แอ่นอกเข้าหาการฝึกเพิ่มเข้ามาอีกอย่างห้าวหาญ
2) รีบกลับไปเอาตารางฝึกที่ออกแบบไว้มากางดูอีกครั้ง บอกกับตัวเองว่า "เราดูผิดไป" แรกๆกะว่า แค่นี้น่าจะพอดี แต่เมื่อพิสูจน์ด้วยการลงมือฝึกพบว่า "มันหนักไป" ก็รีบปรับใหม่ ถ้าเป็นโค้ชตัวเอง ต้องวิเคราะห์ตรงนี้ให้ออก
.
.
สิ่งที่สำคัญสิ่งแรกๆของผู้ที่ปรารถนาจะ Coaching ตัวเอง คือการยอมรับและปรับเปลี่ยน การต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาให้ได้ ตลอดชีวิตวิ่ง นี่คือสำนวนผมที่เขียนไว้ว่า "ตารางวิ่งต้องเขียนไว้ด้วยดินสอ" มันแปลว่าพร้อมต่อการลบได้เสมอ
ที่เห็นมา ไม่เคยเห็นผู้วิ่งเองรายไหนฝ่าฝืน Sessions ที่หนักเกินตัวตนออกมาได้แม่แต่คนเดียว คุณธรรมบากบั่น พากเพียร มานะ ต้องถูกเลือกใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ตรงนี้ ยังนึกแปลกใจว่า ความสามารถของผู้ฝึกวิ่งเองมิได้อยู่ที่ร่างตารางวิ่งเก่งแต่เพียงประการเดียว แต่ในระดับลึกๆมันบอกว่า ถ้าเขาไม่เก๋าเกมพอ จะไม่สามารถประคับประคองปรับตัวตนให้ยอมรับกับความเป็นจริงใหม่ๆที่ไหลเข้ามารายวันได้ มันผันแปรได้ตลอดเวลา ที่ถ้าจะฝืนไป ย่อมจะพาเป้าหมายรวมล้มทั้งเครือได้ กำลังบอกกว่า คุณสมบัติ Self wareness ย่อมเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับนักวิ่งฝึกเองไม่มีโค้ชทุกคน . ที่เห็นและเป็นอยู่ มักจะพยายามปรับทุกชนิด ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เราต้องรับความหนักหน่วงตรงนี้ให้ได้ ที่ทุ่มเทไปแล้ว ต้องอุทิศมากขึ้นอีก สรรหาทุกพลังปลุกปลอบเพื่อให้ลุล่วงงานหนักนี้ไปให้ได้ โดยไม่ยอมปรับตารางให้อ่อนลง ถ้าฝึกในตารางที่รับมานี้ไม่ได้ เอาไม่อยู่ มันเท่ากับการยอมรับความล้มเหลวอย่างหนึ่ง หากคุณมีสายตามองการฝึกแบบนี้ จะไม่เป็นคุณกับโอกาสสัมฤทธิ์ เพราะมันเป็นระยะยาว ทำได้วันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะผ่านได้ตลอดไป จะล้มคว่ำแน่ๆข้างหน้า หากฝืนไป มันไม่ทันที แต่จะสะสมๆจนถึงจุดแตกหักวันหนึ่ง แชมป์ๆที่เห็นทำกันได้เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับแผนฝึกแบบนี้ แม้ขนาดแชมป์มือพระกาฬยังมีการปรับเปลี่ยนทดลองใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เบื่อหน่าย สิ่งนี้ต่างหาก ตรงประเด็น . การบริหารความเข้มข้นฝึกคือสิ่งสำคัญที่เราต้องถือครองให้ได้ 1) Session ฝึกต่างๆต้องมีปริมาณเข้มข้นเป็นสัดส่วนต่อกันอย่างเหมาะสม ที่ไม่ใช่ เช่น จารย์ครับ ผมวิ่ง 42 ผมควรจะวิ่งขอดกี่เมตร กี่เที่ยว เที่ยวละกี่วิ สัปดาห์ละกี่ครั้งครับ แบบนี้เจอบ่อย ครูจะไปรู้เธอเรอะว่าเธอมี WM (Weekly Mileage) เท่าไร นานเท่าไรแล้ว 2) เธอต้องรู้ตัวเองว่าการฝึกแบบที่ต้องการจะถามนั้นๆ เธอจะถือครองได้ตลอดโดยไม่บาดเจ็บ ต่อเนื่องการฝึกได้ทุกสัปดาห์หรือไม่ เมื่อมันบวกรวมกับ Sessions อื่นๆ ผลลัพธ์ออกมาขายังไม่ตาย วิ่งได้ตามเป้าหมายที่ออกแบบไว้โดยไม่บาดเจ็บด้วย พวกเรามักจะสักแต่คิดเพียงว่า ทำให้ได้ครบจำนวนเที่ยววันนี้ ในเวลาที่กำหนด ในจำนวนเซ็ตที่รับมาวันนั้นตามที่ก็อปมา เท่านั้น แต่จะทำได้นานกี่สัปดาห์ก่อนที่จะคว่ำลงไป หาตริตรองกันไม่ . 3) เธอต้องทำ1)+2) ไปสักระยะ(ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน) และผลจากการทดสอบสนามจริง ย่อมจะได้พัฒนาการที่ดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้น แสดงว่าน่าจะมีอะไรติดขัดบางอย่างที่ต้องนำมาพิจารณารื้อตารางกันใหม่ทั้งหมด ทั้งสามประการนี้ต้องนำมาขึ้นตาชั่งเปรียบเทียบกันใหม่หมด แต่พวกเรากลับนึกเพียงว่าทำอย่างไรให้ผ่านขอดวันนั้นๆเพียงวันเดียวโดยไม่ขายหน้าเพื่อนหมู่ร่วมฝึกด้วยกันว่าเอาแผนไม่อยู่เท่านั้น แต่ผลลัพธ์รวมมันจะตกชิ่งกระทบไปส่วนอื่นๆไปมากขนาดไหน ไม่อยู่ในครรลองที่ไตร่ตรองกันแระ วิ่งเต็มร้อยกันจนเกลี้ยงแรง ควานหาทางกลับบ้านไม่ถูก นี่ไม่ใช่ระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม การแผ่กลางสนามหรือการสำรอกลมน้ำลายยืด เหล่านี้แหละคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังปฏิเสธโอเวอร์โหลด และการจำได้หมายรู้ ในความทรงจำฝึกมักจะจำกัดเพราะเหตุนี้ไปด้วย และนี่คือหมุดหมายการฝึกที่ไม่สมควรเดินมาถึงจุดนี้ แน่นอน...นี่ไม่ใช่โค้ชทุกท่านที่ถือปฏิบัติ บางท่านยังนิยมใช้วิธีนี้ การที่เด็กฝึกจนอ้วก คือความพึงพอใจถึงเป้าหมาย แต่เมื่อท่านเจ็บไป ท่านเองที่ต้องรับไปเนื้อๆ นั่งแห้วดูเขาฝึก โค้ชเขาไปดูรายอื่นแล้ว ตัวของเราต่างหากที่จะเผชิญชะตากรรมเยี่ยงไรต่อไปนานขนาดไหน ก็รับไปคนเดียว สูตรผมแตกต่างออกไป จะเอาผู้วิ่งเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะสำเร็จเป้าหมายฝึกหรือไม่ นักวิ่งต้องไม่เจ็บ ชีวิตของเขาเมื่อเลือกทางเดินวิ่งนี้แล้วต้องเป็นไปอย่างไพบูลย์ ไม่ใช่วิ่งไม่ได้อีกแล้ว ถึงที่สุด ไม่ได้ถ้วยรางวี่รางวัลอะไรก็ไม่สำคัญไปกว่าชีวิตของเด็กที่เลือกเดินทางวิ่งนี้แล้วต้องดีขึ้น นั่นคือหากจุดหมายแบบนี้ เราต้องฝึกกันในความเข้มข้นแต่พอดี ไม่ใช่หนักที่ล้นเกิน คือแกนกลางฝึกของสูตรกฤตย์ และที่พอดี คือสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างบนนั่นเอง เอาไปปรับใช้ . . กฤตย์ ทองคง 23 กรกฎาคม 2563 .

Tuesday, July 21, 2020

การเลือกซื้อรองเท้าวิ่ง

 การเลือกซื้อรองเท้าวิ่ง

.
.
.
.
โดยปกติ การลองใส่รองเท้าวิ่งคู่ใหม่เพื่อเลือกใช้งาน การลองใส่ในช็อป พอจะรู้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ยังไม่สามารถบอกได้หมดว่ามันจะเข้ากันได้ระยะยาวขนาดไหน ต้องลองใช้ไประยะหนึ่ง
ยิ่งถ้าประสบการณ์ไม่ค่อยมี เลือกซื้อทางออนไลน์ด้วยท่ามกลางกระแสฮิต เป็นอะไรที่พลาดเอาง่ายๆ ควรจะวังให้จงหนัก ซื้อผิดมา ขายต่อขาดทุนเข้าเนื้อมีหลายรายมากมาย
ก็เปรียบละม้ายคล้ายกับเป็นแฟนกันก็มีลิมิตในการหยั่งรู้ความเข้ากันได้ระดับหนึ่ง แต่หากจะให้รู้ตื้นลึกหนาบางลงไปจนแน่ใจว่าจะอยู่กินกันได้ยืดหรือไม่ อาจต้องอยู่กินกันก่อนแต่งสักระยะนั้นเอง แล้วพ่อแม่ใครเขาจะยอม แล้วคนขายคนไหนเขาจะให้เราเอาไปลองใส่ถึง 7 วัน แล้วเกิดคำตอบออกมามันไม่ดีเล่า เขาจะเอาไปขายใคร ถ้าการลองใส่แล้วมันไม่ใช่รองเท้าใหม่ที่เข้ากับเรา
แต่หากได้คร่ำหวอดวิ่งมานานจนเก๋าพอ ตาเราจะพอมีแวว มองได้ทะลุรองเท้าวิ่งแต่ละคู่ว่า ถ้ามาโอบอุ้มเท้าเราจะไปด้วยกันได้ในระยะยาวหรือไม่เลยทีเดียวในการมองเพียงแว่บแรก แล้วทายไม่ค่อยผิดเสียด้วย
อย่างน้อยที่สุดเอาง่ายๆ อย่างหนากับอย่างบาง เราชอบอย่างไหน ก็จะตัดรองเท้าที่ไม่ใช่ลงกว่าครึ่งในตลาดที่เราต้องเลือกออกไป
นักวิ่งใหม่ๆ อาจจะยังไม่มีความสามารถหยั่งรู้ตรงนี้แม่นยำนัก แล้วแต่กระแสรองเท้าฮิตจากลากนำไป
ถ้าเข้ากันดีก็ค่อยยังชั่ว บางรายกว่าจะหยั่งรู้ตรงนี้ อาจต้องเสียหายรวมแล้วหลายคู่หลายหมื่นอยู่ จนกว่าจะประจักษ์ตัวตน
ใจเย็นๆ ลองให้เวลาตัวเองศึกษาไป อย่าเพิ่งรีบซื้อ แต่การใช้งานระหว่างนี้ อาจต้องมีของใช้ไปพลางก่อนแจ่มชัด ควรใช้ของมือสองไปก่อน ไหนๆจะต้องใช้เวลาเรียนรู้มัน ทำไมเราจึงไม่เลือกทางที่เสียหายต่ำสุด
มือสองหลักร้อยต้นๆมีเยอะจะตาย ส่วนที่พวกนี้จะให้ร้ายเราจนบาดเจ็บมันไม่ได้เป็นอย่างที่บางคนเขียนภาพให้เราหวาดกลัวทุกคู่
แม้กระทั่งคู่ใหม่ๆ หากมันผิดรูปแบบชีวกล (Bio Machanic)ที่เป็นตัวของเรา มันก็สามารถนำเราไปสู่ความบาดเจ็บได้ทั้งนั้นไม่ว่าของใหม่หรือของเก่า มันอยู่ที่ดูของเป็นหรือไม่ อยู่ที่ตระหนักในความเป็นรูปแบบชีวกลของตัวเองเป็นชนิดไหนหรือไม่ต่างหาก
ให้ลองศึกษาไป แต่ละคู่ที่ผ่านเข้ามา ไม่เพียงกิโลที่ผ่านไปและความสึกหรอ แต่มันจะทิ้งร่องรอยแห่งประสบการณ์รองเท้าเอาไว้ด้วย ที่จะพอกพูนประสบการณ์เลือกรองเท้าวิ่งที่น่าจะเข้ากับเราได้ดีใจการเลือกที่สั้นที่สุด
จึงเป็นเรื่องที่แปลกที่ผู้เขียนแม้อาจจะสามารถค่อนข้างมั่นใจเลือกซื้อรองเท้าออนไลน์ให้ตัวเองได้ ที่มีความผิดพลาดน้อยมาก
แต่กลับไม่แนะนำให้พวกเราทำอย่างนี้เอาเลย แล้วความสามารถตรงนั้มันถ่ายทอดกันยากเสียด้วย
ความประการนี้มิใช่เรื่องโอ้อวด แค่เล่าสู่กันฟัง
ดังนั้นมือใหม่จึงไม่ควรเร่งรัดตัดสินใจซื้อรองเท้าแพงนัก ยกเว้นรวย จะได้ให้โอกาสตัวเอง เรียนรู้ความเป็นเท้าของเราจะตอบรับกับสไตล์รองเท้าแบบไหนด้วยไม่เพียงแผนฝึก แต่รวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่าง
แต่อย่างไรก็ตาม รองเท้าวิ่งก็เป็นแค่รองเท้า สิ่งที่เราให้ความใส่ใจสูงกว่าคือเป็นแผนฝึกต่างหาก อย่าให้ความสำคัญผิดที่เกินจริง
.
.
กฤตย์ ทองคง
21 กรกฎาคม 2563
.
.
. Natthawut Chanbootr บางทีเข้าไปอ่านรีวิวคนใช้งานแล้วตกใจครับ แบบเคยวิ่งอยู่เพซ 5 ต้นๆ ใส่คู่นี้ไปสี่ปลายๆ แบบไม่ต้องพยายามมาก โหขนาดนั้นเลยหรอ 555 (รองเท้าคู่เดิมมันใส่ไม่ถนัด วิ่งลำบากไปหรือเปล่า ฮ่า) กฤตย์ ทองคง Natthawut Chanbootr ในการทดลอง Placebo ที่มีต่ออุปทาน พบว่า คนเราตอบสนองต่ออุปทาน มโนและคิดเอาเองมากถึง 30% perforn ดีขึ้นจริงๆ ผลวิจัยนี้ทำเอาบริษัทการค้าตาโต ก่อนผลวิจัยออกมา บริษัทค้าเหล่านั้น คาดหวังเพียงว่า หากอุปทานมีผลจริงเพียงแค่ 10% ก็มากเพียงพอที่จะทำยุทธศาสตร์โฆษณา ทุ่มเทประชาสัมพันธ์ให้หนักข้อแล้ว วิจัยจากบริษัทเองระบุว่าเพียงอุปทาน10% (เท็จ) ก็คุ้มค่าในการเพิ่มปริมาณลงทุนโฆษณาแล้ว ไม่เสียเปล่าแน่ แต่จากวิจัย Placebo มันหลอกผู้คนได้ถึง 30% บริษัทผลิตภัณฑ์ ดีใจตาแหกเลย และโลกทุกวันนี้จึงกลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่ . "ความพอดี" ไม่มากไป ไม่น้อยไป พอดีพอเหมาะกับตัวเราเอง เรารู้ที่สุดว่าแต่ไหน ที่ไม่ใช่ ถ้าตามใจ passion ไม่มีใครพอดี ไม่หยุด ไม่จบ ลูกหลานต้องสอนให้มัธยัสถ์แม้พ่อแม่เป็นเศรษฐี . ในทำเลที่ลุงวิ่งอยู่ พบว่ากระแสรองเท้าวิ่งส้นแหลมตระกูลแผ่นคาร์บอนสอดไส้วาเปอร์ฟลายทั้งหลาย มีกระแสลงแล้ว หลายรายเปลี่ยนค่าย หลายรายเริ่มประจักษ์ว่ามันหนาไปสำหรับตัวเขาเอง .

Monday, July 20, 2020

ความฝากถึงนักวิ่งผู้มีเป้าหมายพัฒนาฝีเท้าทุกท่าน

 ความฝากถึงนักวิ่งผู้มีเป้าหมายพัฒนาฝีเท้าทุกท่าน

.
.
.
.
สิ่งที่นักวิ่งมักสำคัญผิดในการฝึกวิ่งเพื่อพัฒนาความเร็ว
1) ให้ความเข้าใจผิดที่น้อยเกินไป จากความเป็นจริง
***1.1) คือไม่เห็นระยะทางสะสมต่อสัปดาห์ WM (Weekly Mileage) ว่ามีความสำคัญมากอย่างพอเพียง
***1.2) คือไม่เห็นความสำคัญของการฝึกซ้ำ Repeat ให้พอเพียงของการวิ่งยาว Long run ต้องต้องเกาะติดหนึบซ้ำจนมันเป็นขนม ไม่ใช่แค่เอานิ้วจิ้มดูดแค่ชิม
***3) คือไม่ให้น้ำหนักในอายุพรรษาวิ่งทั้งชีวิต ที่หมักบ่มแผนฝึกอย่างยาวนานและเหมาะสม(ไม่เพียงนานอย่างเดียว แต่ในพรรษาที่ยาวนั้น ฝึกอะไรมาบ้าง)
***4) คือไม่ให้ความสำคัญของ Recovery ที่มีต่อการซึมซับแผนฝึกที่พอเพียง หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ความจำเป็นของการหยุดพัก ความสำคัญของ"ความสด" นักวิ่งผู้รักการพัฒนาโดยเฉลี่ยแล้วพบว่า"พักน้อย" มีเรือนร่างมักไม่สดพอ สำหรับ Key Sessions ต่างๆ
2) สำคัญผิดมากเกินความเป็นจริง
***2.1) ให้ความสำคัญของการฝึกความเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"ขอด" Interval training ที่มีต่อผลลัพธ์การฝึก ตะบี้ตะบัน ยัดกันเข้าไปมากกว่าเรือนร่างจะรับได้ สัญญาณมาแล้วหลายครั้ง(ไม่ใช่ความบาดเจ็บ)กลับเพิกเฉย
***2.2) คือให้ความสำคัญต่อบทบาทความถี่แข่งขันมีต่อพัฒนาการมากเกินไป ทำให้เขามีแนวโน้มไปแข่งบ่อยเกินความเหมาะสม หาตระหนักไม่ว่า ผลของการไปแข่งที่บ่อย จะมีผลลัพธ์การฝึกที่เป็นลบ แนวหน้าแต่ละตัว ไปดูได้เลย จะแข่งน้อยทั้งนั้น ยิ่งฝีเท้าระดับพระกาฬ ยิ่งน้อยมากลงไปอีก โค้ชสั่งไม่ให้ไป เป็นไม่ไปเด็ดขาด ถ้าเป็นรายเริ่มมีโค้ชจะสมัครก่อนแล้วค่อยบอกโค้ช ดูไปได้เลย ยิ่งตัวที่ "เอาแข่งเป็นซ้อม" ส่วนใหญ่เป็นแนวหน้าหางแถว
***2.3) คือประมาณการเรื่อง"เวลา" ต่อบริบทพัฒนาการ น้อยเกินไป
- 2.3.1) นักวิ่งมักมโนว่า เรือนร่างฟื้นคืนสดดีพร้อมฝึกในเวลาที่น้อยเกินความจริงไป ทำให้พวกเขาฝึก Key Sessions ใกล้กันจนเกินไป(วิ่งมากเกินไป)
- 2.3.2) นักวิ่งมักไม่อดทนจากความเย้ายวนของการวิ่ง ยังไม่หายบาดเจ็บก็กลับเข้าโปรแกรมซ้อม too early เกินไป การ Recovery ที่กำลังก้าวหน้ากลับชะงักงันและสับสนกลายเป็นถอยหลัง เข้าสู่โหมดเรื้อรังไม่หายดีในเวลา average ที่น่าจะหายดีได้แล้ว เจ็บนานกว่าปกติมากมาย(วิ่งมากไปอีกเช่นกัน)
- 2.3.3) จะไปสนามไหน เริ่มฝึกเพื่อไปสนามนั้นน้อยเกินไป กระชั้นเกินไป
.........................................
นักวิ่งผู้รักการพัฒนาฝีเท้ามักมีความสำคัญผิดตรงที่กล่าวมา 90% ของนักวิ่งทั้งหมด และทั้งยังเป็นอีก 90% ของเรื่องที่แจงมา (ผิดมากทั้งในปริมาณคนที่เข้าใจผิด และทั้งผิดในหลายเรื่องในคนคนเดียวกัน)
สมควรที่จะต้องนำไปแก้ไข ปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องเหมาะสม ค่าที่ว่าอีก 90% อีกเช่นกันของพวกเธอที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นเพราะเรื่องใดเรื่องหนึ่งนี้เอง หาใช่เรื่องรองเท้าหรือท่าวิ่งไม่(ที่มักนำมากล่าวอ้างกันบ่อยๆ)
นักวิ่งมีแนวโน้มที่จะโทษทุกอย่างนอกตัว ไม่โทษตัวเอง ขอตราไว้ให้ปรากฏอีกตรงนี้ว่า 90% อีกเช่นกัน ว่าความบาดเจ็บจากวิ่งมักจะมาจากความคลาดเคลื่อนของแผนฝึกที่ควรจะเหมาะสม มากกว่าจากสิ่งภายนอกที่กระทำต่อเรือนร่าง เช่นรองเท้า
ถ้าพวกเราไม่ดื้อดึงอหังการจนเกินไป น้อมใจวิพากย์ตนเอง นำไปลงมือปฏิบัติ ความบาดเจ็บที่ได้ยินจนเกร่อนี้จะน้อยลงมากๆ
ส่วนการจะพัฒนาหรือไม่ขนาดไหนจะเป็นเรื่องภายหลังตามมา ลงถ้ามีบาดเจ็บคาอยู่เป็นเรื่องต้น การพัฒนาใดๆ ไม่ต้องพูดถึง
เมื่อเอาตัวความบาดเจ็บออกไปก่อน ก็ยังไม่ครบปัจจัยพัฒนาได้ ยังมีอีกหนูเอ้ย
ไอ้ที่ฝึกต่อหลังหายเจ็บนั้น ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองด้วยหรือเปล่า ไม่ใช่ฝึกผิดๆต่อ มันก็จะวนเป็นลูปเดิมอยู่ดี
การจะลุล่วงเป้าหมายวิ่งพัฒนาดีขึ้น ต้องเป็นไปอย่างเข้าถึง "พหุปัจจัย"(ปัจจัยหลายๆตัวไม่ใช่ตัวเดียว)มีอะไรบ้าง เราสามารถเข้าถึงทุกตัวแล้วหรือยัง ติดอะไรอยู่ที่ยังเข้าไม่ได้ มีจุดอ่อนอะไร (มีทุกคน ที่บอกว่าไม่มีจุดอ่อน แสดงว่า ตัวเองมองไม่เห็น,อ่านไม่ขาด) จงลงมืออุดช่องว่างในที่เป็นจุดอ่อน เป็นสิ่งที่ต้องสานก่อต้นๆ อย่าหนีจุดอ่อน
พวกที่ฝึกเองมักหนีจุดอ่อน หนีได้หนีไป แต่ท้ายที่สุด แม้จะได้โค้ชภายหลัง คำสั่งโค้ชที่จะชี้สั่งให้ฝึก ก็คือในสิ่งที่เธอเกลียดนั่นเอง หนีไม่พ้นอยู่ดี
ที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ รู้ความกันทั้งนั้น ถ้าจะเอ่ยไป แต่มักไม่ทำ
บทบาทของโค้ชที่สำคัญก็คือ นอกจากจะให้ฝึกอะไรแล้ว ยังเป็นบทบาทบังคับให้เราฝืนใจทำใจสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงมาตลอดนั่นเอง ที่รู้แล้วแต่ไม่ได้ลงมือนั่นเอง
อุปสรรคของนักวิ่งพอศอนี้ มิใช่ตัว Unknown อย่างเดียว แต่มาจากตัวองค์ความรู้ถูกบิดเบือน Manipulate จากการป้ายยานักวิ่งด้วยกันเอง จากค่านิยมผิดๆสังคมสมัยนี้ ต้องไปให้สุดทาง จากบริษัทขายผลิตภัณฑ์วิ่ง
ให้พวกเราตระหนักความประการนี้ และเริ่มลงมือทำในสิ่งที่สมควร อย่าหมกมุ่นกับความสำเร็จที่เป็นตัวความเร็วจนเกินไป
การประกอบกิจที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นสิ่งแรกๆในการหล่อหลอมตนเอง ถ้าผ่่านตรงนี้ไปพักใหญ่การพัฒนา ตัวเร็ว จะเป็นส้มหล่นลงมาเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
20 กรกฎาคม 2563
.
. การลองทำ ควรทำใจสนามซ้อม จะได้ไม่เสียเงิน ปลอดความกังวล การลองทำ มันต้อง(อาจ)ไม่ใช่ครั้งเดียว เพื่อความแม่นยำ ต้องอีก และอีก จึงทำในสนามซ้อม . Kaew Intarabut ในการพัฒนาความเร็ว เราจะฝึกประเมินความเร็ว ในการวิ่งโดยไม่ใช้นาฬิกา gps ได้อย่างไรค่ะอาจารย์ สังเกตจากอะไรบ้าง เช่นโซนหัวใจ การก้าว การหายใจแบบนี้มั้ยค่ะ หนูประเมินความเร็วตัวเองไม่ค่อยถูกค่ะ วิ่งเร็วไปก่อน หมดแรงก่อนเลย ในระยะทางที่กำหนดไว้ เช่น การวิ่งเร็วในระยะ10k ออกตัวเร็ว กมที่5เริ่มหมดแรงแล้วค่ะ กฤตย์ ทองคง Kaew Intarabut เอากันอย่างง่ายๆเมื่อวิ่งเร็วต้นเกินไป ปลายจะเหี่ยวลง (นาฬิกาตัวเลขคาสิโอถูกๆ 300 บาท ก็บอกได้) ได้ผลเช่นไร จำไว้ ผ่อนลงในการฝึกครั้งต่อไป คราวนี้แม้จะเผื่อแรงไว้แล้วก็ตาม ยังตกปลายอยู่อีก นาฬิกามันฟ้อง ที่ต้นช้าลงแล้ว แต่ยังช้าไม่พอ ก็จำไว้อีก คราวต่อไป หรี่ความเร็วต้นลงอีก คราวนี้มากเกินไป เวลารวมก็ช้ามาก และแรงเหลือในระยะท้าย ก็จำไว้ คราวต่อไป อยู่ประมาณระหว่างครั้งที่สองกับครั้งที่สาม ก็ยังไม่แม่น แต่ดีขึ้น เราจะพบว่าเวลากระชับขึ้น ลองใหม่ และก็ลองอีกที ใช้นาฬิกาควบคุม นาฬิกาไม่เคยโกหก นาฬิกา แม้ราคาถูก แต่ก็แม่นยำเสมอ ทำเช่นนี้ลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ จะถูกสลับผิด แต่ยิ่งนานครั้งเข้ายิ่งแม่นยำขึ้น แม่นยำขึ้น จนทำได้ในที่สุด กรุงโรมไม่ใช่วันเดียว นึกหรือว่ากว่าจะมาถึงวันที่ผมเขียนให้พวกเราอ่านนี้ ผมทำได้ทันที ลองผิดลองถูกอย่างไม่เบื่อหน่าย ไม่เห็นจะยากอะไร ไม่เห็นจะซับซ้อนอะไร ไม่เห็นจะต้องผูกนาฬิกาแพง เพราะนาฬิการาคาถูกมันก็บอกได้ ตรงกันข้าม นาฬิกาพวกนั้นต่างหากที่ทำให้พวกเธอกะประมาณตนไม่ออกดูตัวเองไม่ขาดจนถึงทุกวันนี้ อย่าว่าแต่ปีหน้าเลย หากเธอยังใช้นาฬิกาสมัยใหม่ เธอก็ยังมองตัวเองไม่ขาดอยู่ดี อันเป็นลักษณะที่ถ่วงรั้งความก้าวหน้าในตัวเอง เป็นหลายๆปีด้วย . จะดีกว่าไหมแทนที่จะแบ่งครึ่งเส้นทางฝึกแล้วมาร์คไว้ แต่เรากลับแบ่งเส้นทางฝึกออกเป็นสี่ช่วงเท่าๆกัน เราควรที่จะวิ่งเป้าหมายรวมกี่นาที ถ้า 5o% ของระยะทาง ควรใช้เวลาเท่าไร ถ้า 25% ของระยะทาง ควรใช้เวลาเท่าไร ถ้า 75% ของระยะทาง เราควรใช้เวลาเท่าไร ห้ามวิ่งเร็วกว่านี้ เกาะตัวเลขให้ได้ ในแต่ละช่วงเส้นทาง ไม่ว่า 25% 50% และ 75% ถ้าพบว่าเร็วไป เราปรับให้ช้าลง หากช้าไปปรับให้เร็วขึ้นในช่วงต่อไป ในช่วงสุดท้ายก็ไม่เทแรงมาก เอาเท่าๆเดิม เมื่อเหลืออีกไม่กี่เมตร ให้สะอึกพรวดเข้าไป เวลาเป้าหมายนอกจากทำได้แล้ว เวลายังแตกทำได้ต่ำกว่าอีกด้วยซ้ำ . ประเด็นสำคัญคือเราใช้แรงครึ่งแรกมากเกินไป วิธีทำ จึงต้องเก็บแรงไว้ เก็บไว้ขนาดไหน ให้เครื่องคิดเลขช่วยคุณ ถ้าเราจะวิ่งเท่าๆกันในแต่ละช่วง เป็น NS (Nagative Splits) เราต้องเลี้ยงให้ช่วงแรกไม่เร็วกว่าที่เราคำนวนไว้แล้ว ส่วนใหญ่ เราใช้แรงมากเกินไป ครึ่งหลังจึงล้มเหลว ก็แค่นี้เอง ผมไม่เห็นมันจะซับซ้อนอะไร . การปรับตัวให้เข้ากับรองเท้าบาง Zero drop ทำได้ด้วยการอย่าไปสปอยเท้า ด้วยเทคโนโลยีปกป้องเท้่าไฮเทค ปล่อยให้มันเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติฉันใดก็ฉันนั้น เราไม่ควรใช้นาฬิกาสมัยใหม่ เพราะจะทำให้เราฟังตัวเองไม่เป็น เช่นเดียวกับเราใช้เครื่องคิดเลขทุกครั้งที่เจอโจทย์คณิตศาสตร์ แม้แต่โจทย์ง่ายๆไม่ซับซ้อน ในที่สุด เราจะสูญเสียความสามารถคณิตคิดในใจไปนั่นเอง .

Saturday, July 18, 2020

ปัญหาการฝึกวิ่งเป็นกลุ่มที่ปราศจากโค้ชดูแล

 ปัญหาการฝึกวิ่งเป็นกลุ่มที่ปราศจากโค้ชดูแล

.
.
.
.
ปรากฏการณ์ผลลัพธ์ที่ฝึกแล้วไม่กระเตื้องขึ้นใน PB (Personal best)ใหม่ๆ เกิดขึ้นแพร่หลาย คือ มีลักษณะที่ ไม่ว่าจะฝึกอย่างไร ก็จะตื้ออยู่นาน ไปๆมาๆ เผลอๆหล่นลงไปอีก
PB ใดๆ ไม่ควรถูกกล่าวอ้างกับความเป็นตัวของเรามากกว่า PB ล่าสุด ต่ำกว่า 3 เดือนลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น PB ที่จะนำมาเป็นฐานพิจารณาการปรับปรุงตารางวิ่งปัจจุบัน ควรยิ่งที่จะดูผลงานการซ้อมภายใน 1 เดือนล่าสุดด้วยซ้ำ
นักวิ่งเพื่อเป้าหมายแข่งขัน หลายคนมักให้ความโฟกัสกับความเร็ว และจำนวนเที่ยวของ SW (Speedworks) เท่าโน้นเท่านี้ รวมไปทั้งการจัดเกรดช่วงชั้นสหายวิ่งที่มาฝึกด้วยกัน ลงในลิ้นชัก Division ต่างๆมักไปเอาอดีตตั้งนานมาแล้วมาเป็นฐานพิจารณา
แต่กลับละเลยการพินิจถึงปัจจัยที่สำคัญตัวหนึ่งคือความสม่ำเสมอปัจจุบันว่าต่อเนื่องฝึกหรือไม่
ผลงานการวิ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกรียงไกรอย่างไรขนาดไหน จะย่อมไม่อยู่กับเรานาน ถ้าไม่มีการซัอมหนุนต่อเนื่องสม่ำเสมอ เห่อฮิตเป็นพักๆ ในกลุ่มเดียวกัน เคยฝึกอะไรที่เขาว่าดี ก็ดีตามไป ทั้งมากทั้งไกล ในระยะเวลาสั้นเกินไป มิไยเตือนไม่ฟัง มาบัดนี้ ไม่เหลือสักตัวที่ยังทำอยู่ หายเกลี้ยง
อยู่ที่ Influencer ของกลุ่มจากลากพาไปไหน วิ่งตามกันไปเป็นพรวน แต่จะถูกต้องเหมาะสม และต่อเนื่องได้หรือไม่นั่นแหละ ประเด็นสำคัญ
ยิ่งการพินิจถึงต้นทุนความเหนียวแน่นในแต่ละปัจเจกสมาชิก เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการฝึกกลุ่ม ยิ่งไร้สิ้นเอาเลย
ผู้ใดที่ดำริจะร่วมขบวนด้วย ต้องประเมินกำลังกันเอง จะผิดพลาดไปทาง Over มากกว่า Under ทั้งสิ้น 99%
นี่เป็นบรรยากาศกลุ่มฝึกวิ่งเร็วที่ต้องให้ความระวัง
คำถามก็คือ แล้วเราจะรู้ความเป็นตัวของเราได้อย่างไร ต่อหน้าการฝึกหนึ่งๆ ว่าเราควรจะฝึกหรือไม่ ปริมาณและความถี่ขนาดไหน คือสิ่งที่ควรสังวรเอามากๆ
1) ผลงานอนาคตจะเป็นตัวกำหนดภาวะการฝึกปัจจุบัน ผู้วิ่งยังจะสามารถฝึกต่อเนื่องในปริมาณ , ความเข้มข้นและความถี่นั้นได้ต่อเนื่องหรือไม่
นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันแล้วว่าเราถือครองได้สำเร็จและกำลังต่อเนื่อง การพัฒนาย่อมจะแสดงตัวตามมาแน่นอน
ในเมื่อเราไม่รู้อนาคตว่า มันจะคลี่คลายออกมาเช่นไร ปัจจุบันเราจึงต้องเผื่อเอาไว้ก่อน
เราจะดำเนินการฝึกต่อไปอย่างขมขื่นใน Stress ที่เกิดระหว่างฝึกไม่ได้เป็นอันขาด ต้อง "พอทน" เท่านั้น ถ้าถึงขนาด "เกือบไม่ไหว" มันมากไปนะ ต้องกลับไปลดลงในสัปดาห์หน้า
กับการพินิจว่า ยังไปได้ไม่เจ็บ เป็นเกณฑ์พินิจที่ไม่พอเพียง ต้องมีเกณฑ์ดูล่วงหน้าก่อนนั้นอีก
ทั้งสองระดับ "พอทน" กับ "เกือบไม่ไหว" เป็นคนละดีกรีเข้มข้นกัน
ถ้านิยามการแตกโพล๊ะ อยู่ที่ 100 ระดับเกือบไม่ไหวน่าจะอยู่ที่ 90-99 และระดับ "พอทน" น่าจะอยู่ที่ 85-90(อยู่ที่ระยะเวลาที่เรา Hang ด้วยว่าขนาดไหน)
.
.
. มันจะสะท้อนมาให้ผู้วิ่งประจักษ์เอง ต่อหน้า Sessions จำไว้ว่า ไม่มีการฝึกใดที่ต้องเทให้หมดเด็ดขาดทุกกรณี ถ้ามีผู้ควบคุมฝึกท่านใด ก็ให้ไปฝึกกับเขา และไม่ต้องให้ความเชื่อถือบทความของผม ขอให้โชคดี การฝึกจากผมจะไม่มีการสำรอกลม โก่งคอขันริมทาง กลางการฝึกเป็นอันขาด นั่นเป็นความเสี่ยงเกินไป ควรหลีกเลี่ยง . 2) การฝึกที่ผ่านไป ผู้ฝึกต้องปราศจากภาวะบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร ในภาวะนี้ ย่อมถูกลากโยงถึงตัวการฝึกด้วยเสมอไป แม้ว่าจะไม่เกี่ยว ก็เกี่ยวในทางอ้อม ความบาดเจ็บที่เกิดจากรองเท้าวิ่งจึงเป็นเพียงข้ออ้างของนักวิ่งที่ยัง"ไม่พร้อม"ต่อการฝึกนั่นเอง เช่นเดียวกับอ้างว่าผลงานไม่ถึงเป้าเพราะปวดขี้ มาไม่ทันสตาร์ท อย่าเอามาอ้าง แท้จริงคือ เอ็งยังจัดการไม่พร้อมต่างหาก ขาดคุณสมบัติที่พึงมีในแชมป์ รู้ทั้งรู้ล่วงหน้าว่า บรรยากาศแข่งขันก่อนปล่อยตัวจะเป็นอย่างไร เหมือนกันทุกสนาม เราต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ได้ . 3) ในระดับความเข้มข้นฝึกที่ผู้วิ่งไม่สามารถเขยิบรับความเข้มข้นใดๆได้อีก ย่อมเป็นสัญญาณตัวเดียวกันกับ "ความเข้มข้นที่มี" เข้มข้นเกินไป ในการฝึก จะเห็นได้จากการที่เด็กปฏิเสธเป็นพัลวันพลันที่ได้รับคำสั่งให้"เพิ่ม" คำโวยวายที่ดูจะเหมือนกันหมดก็คือ "แค่นี้ ก็จะตายอยู่แล้ว" คือสัญญาณที่ผู้กำกับการฝึกต้องให้ความระวังอย่างยิ่ง(ยกเว้นเด็กจากโรงเรียนกีฬา) ถ้ารายที่ไม่มีโค้ช ยิ่งสังเกตง่าย แต่ต้องไม่ลดนะ ให้แช่เย็น (Repeat) คงเดิม แต่ให้เวลาที่นานขึ้น . ทั้งหมดนี้คือความสำคัญของหลักการ Listen your body ตลอดเวลา การ Monitor ความหนักหน่วงที่กระทำลงมาและปฏิกิริยาตัวเองต่อการฝึก ควรให้ความตั้งใจสดับมากๆ เหล่านี้คือเนื้อหัวใจของการฝึกเองที่ปราศจากโค้ชกำกับ จำไว้ว่า ปลายสุดทางของ "ใจ" อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่เลยตัวความตายไปอีกครับ ดังจะประจักษ์กับนักวิ่งที่จากไปคาสนาม และนักไต่เขาผู้ไม่กลับลงมานั่นเอง ทั้ง1) +2)+3) ก็คือ ให้ผู้ฝึกผ่อนล่วงหน้าเผื่อไว้ ไม่เทจนสุดกำลังที่มี ไม่ว่าตัวฝึกจะเป็น Hill running หรือปิรามิดใดๆ ตัว Stress ที่แฝงเร้นที่พวกเราอาจมองไม่เห็น หรือเห็นแล้วแต่ไม่ให้ความสำคัญ คือตัวความล้าที่เราได้รับจากการฝึกมานั่นเอง บ่อยครั้งเป็นความล้าจาก Sessions อื่นๆ โดยรวมคือการสะสมความล้านั่นเอง เราต้องฝึกทั้งหมด ทั้งยาว Long run ทั้ง Tempo ทั้ง SWขอด ฯลฯ ในหนึ่งวงรอบ มิใช่แต่เพียงความล้าที่เกิดจากปิรามิดลูกนี้เท่านั้น เราต้องดำริเก็บความสดเอาไว้บ้าง มิให้ละลายไปหมด ไม่ว่าจาก Long run หรือ Hill running ทั้งยังในอนาคตที่กำลังจะมีมาอีก คือคำเตือนว่าเราจะเทฝึกจนเกลี้ยงไม่ได้ การเผื่ออนคตไว้ด้วยจึงจำเป็น . ความไม่สามารถถือครองความเข้มข้นเดิม หรือ "หลุด" ใน Sessions ประกอบใดๆ คือความหมายเดียวกับ "การหลุดทั้งหมด" เชื่อว่า ความข้อนี้ ผู้ที่เข้าใจดีคือ ผู้ที่ผ่านประสบการณ์ฝึกแบบนี้มาบ้างแล้ว เราจะฝึก เพื่อ Show off ใดๆไม่ได้เป็นอันขาด การจบทุก Sessions ฝึกต้องยังเหลือความสดเป็นเชื้อมูลประกอบด้วยเสมอ เพื่อปกป้องตัวเองมิให้ล่อแหลมกับความบาดเจ็บ การไปเตร็ดเตร่ริมหน้าผาบ่อยๆ ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป ควรไปตรงนั้น เมื่อมีข้อบ่งชี้ จำเป็น ที่ตรงนี้หนุ่มนักวิ่งวัยฉกรรจ์ปราศจากมุมมองตรงนี้เอาเลย จดไว้กลางใจ กาดอกจันทน์ ไม่ใช่ว่าเราต้องผ่าน Session นี้ให้ได้ แต่ทุก Sessions ต้องผ่านไปให้หมดด้วยกัน แรงกายและแรงใจที่มี ต้องมีการเกลี่ยกำลังไปให้ทั่ว สมดุลการฝึกต้องมี "หยิน" คู่กับ "หยาง" เสมอ นี่จึงเป็นการตอบปริศนาที่สำคัญว่า เราควรฝึก Key Sessions ต่างๆมากน้อยขนาดไหน จึงออกผลที่พอดี บรรบุความสำเร็จ และไม่บาดเจ็บ . . กฤตย์ ทองคง 18 กรกฎาคม 2563 . ถ้านักวิ่งใด อยู่ในกลุ่มสิ่งแวดล้อมฝึกที่เป็นกลุ่มที่คลี่คลายออกมาสร้างสรรค์ดี ก็ไหลไปตาม แต่ถ้าเกิดกลุ่มใดออกไปทางแข่งกันในทีแบบนี้ เสนอว่า ตัวเราควรฉีกออกมาสร้างกลุ่มใหม่หรือฝึกเดี่ยว ไอเดียอยู่ที่ กลุ่มต้องสนองปัจเจก ขณะที่ปัจเจกก็สัมพันธ์และมีพันธะเอื้อต่อการงอกงามของกลุ่มด้วย ตราบใดไม่เป็น จงฉีกออกมา
.

Saturday, July 11, 2020

การมีโค้ชจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิ่งให้สำเร็จและปลอดภัย

 การมีโค้ชจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิ่งให้สำเร็จและปลอดภัย

.
.
.
.
ถ้าสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีหรือไม่เกิด สิ่งที่ดีรองลงมา ย่อมพึงเป็นเป้าหมายทดแทน
การฝึกวิ่งเพื่อพัฒนามีโค้ชนั่นย่อมดีที่สุด แต่ในโลกแห่งความป็นจริง มักไม่เป็นอย่างที่เราคาดหมาย หาโค้ชไม่ได้ การฝึกเอง ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็น
ตัวอุปสรรคจากผู้วิ่ง อาจไม่เป็นเพียงตัวความรู้ฝึกอะไรเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์รหว่างความรู้ต่างๆ สัดส่วนระหว่าง Sessions ตลอดทั้งลำดับขั้นตอนก่อนหลัง ก็พบว่ามีความสำคัญด้วย
นักวิ่งทุกวันนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ความรู้เหล่านั้น รู้เป็นชิ้นๆ เป็นท่อนๆ แยกออกจากกัน แล้วกลับมองไม่เห็นว่าแต่ละตัวมันต้องสัมพันธ์กันจนเกื้อหนุนให้ผู้วิ่งสำเร็จได้อย่างไร วิเคราะห์เก่ง แต่อ่อนสังเคราะห์
จำเดิม โลกไม่มีความรู้ตรงนี้ชัดเจน แต่เมื่อมีกีฬาวิ่ง มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงวิ่ง แต่ปรารถนาวิ่งให้เร็วขึ้น วิ่งเร็วจนแซงผู้อื่น วิ่งให้เร็วขึ้นไปอีก
ความรู้วิ่งที่มีแต่เดิม จึงเป็นเครื่องมือที่ไม่พอเพียงอีกต่อไปแล้ว
ชิ้นส่วนที่ประกอบเข้ามาเป็นตัวความรู้ก็ต้องมากขึ้น รวมความว่าเป็น "การบริหารการฝึก" การจัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยช่วยวิ่งต่างๆให้อยู่ในเหลี่ยมมุมที่มันควรจะอยู่ เมื่อใดต้องเน้น เมื่อใดต้องแผ่ว เพื่อให้เราฝึกได้ มีพัฒนาจริง ไม่เจ็บ
นักวิ่งที่ปราศจากโค้ชดูแลการฝึก ถ้าต้องการพัฒนา ไม่ใช่แค่วิ่งเพื่อประเทืองสุขภาพ ต้องตามมารู้ด้วยตัวเอง
แต่นั่นแหละ ตัวการฝึกตัวเองกับการฝึกผู้อื่น มันย่อมมีมิติที่แตกต่างกัน บางมุมเราจะชัดเจน เพราะความที่เราเป็นเรา ไม่มีใครแจ่มแจ้งส่วนนี้ไปกว่าตัวเราเอง แต่บางมุมก็ยากต่อการส่องกระจก มันอยู่ข้างหลัง มองไม่เห็น
ทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของเรือนร่างเรามีจำกัด บางส่วนเป็นองคาพยพมีหน้าที่สร้างความเร็ว ผลักตัวเองให้ไปข้างหน้า และบางส่วนทำหน้าที่พลาธิการ ปกป้องมิให้ตนเองได้รับแรงบีบเค้นมากจนบาดเจ็บ
รายที่วิ่งเก่ง คือผู้ที่มี ประสิทธิภาพสิ่งแรกสูงยิ่ง แต่หากผู้นั้นมีประสิทธิภาพอย่างที่สองต่ำ ไม่พัฒนาสมดุลกัน เขาก็จะเจ็บง่าย
การวิ่งเร็วและการบาดเจ็บยากหรือง่าย อาจอยู่หรือไม่อยู่ด้วยกันในเรือนร่างเดียวกันก็ได้
เราปรารถนาที่จะให้มันอยู่ด้วยกันสูงยิ่งทั้งคู่ เราก็ต้องฝึกมันทั้งสองอย่าง หลายรูปธรรมฝึก Drills ต่างๆ ก็เพื่อพัฒนาส่วนนั้นๆให้เหนียวขึ้น ให้เจ็บยากขึ้น ทั้งช่วยให้เราวิ่งทั้งเร็วขึ้น ทั้งปกป้องให้เราเจ็บยากขึ้น
ความบาดเจ็บจากวิ่ง มีความหมายเท่ากับทำให้ผู้วิ่งขาดซ้อมนั่นเอง ค่าที่ว่า เมื่อเจ็บแล้ว มันก็ต้องขาดการซ้อมที่กำลังต่อเนื่อง กำบังพัฒนาแต่กลับชะงัก มันก็ออกผลคล้ายๆกับกันอ่อนซ้อมนั่นเอง
ในแง่นี้ คนที่โหมซ้อมมาก,บ่อย,เยอะ,แรงอย่างไม่ดูตัวเองว่าเราเหนียวแน่นขนาดไหนควรสังวรให้มาก อย่าเพียงเห็นอะไรเขาว่าดี ก็จับยัดเข้าไปฝึกในตารางหมด สิ่งที่ยัดเข้ามา บ้างก็พัฒนาได้จริง บ้างก็มากเกินไป บ้างก็น้อยเกินไป ไม่สมดุลกับจุดที่ตัวเองอ่อน ถึงเร็วไปเพราะแก่ขอด ก็เท่านั้น เพราะเร็วไปก็จะไปปลายทางที่เจ็บ
กำลังจะบอกว่า สัดส่วนการพัฒนา ฝึกอะไรย่อมต้องดูให้รอบ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็วิ่งขอด เน้นความเร็วกันเหลือเกิน ไอ้ที่ไม่ใช่ขอดก็ไม่ช้าอีก รวมความว่าสัดส่วนฝึกเร็วมีมากเกินไป จนล้นเกิน
ค่ามันจึงเท่ากับการขาดซ้อมใน Function ที่เราต้องพัฒนา แต่กลับไม่ได้แตะต้องมันเลย เพราะขาดคนมองภาพรวม ขาดโค้ช ที่มองเข้ามาจากภายนอก
ใครที่รักพัฒนาวิ่ง อยากวิ่งให้เร็ว อยากได้อันดับ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า "สัดส่วนการวิ่งของเธอมีการวิ่งเร็วมากเกินไป" ผมรู้ได้อย่างไร
รู้ได้จากจากประสบการณ์ผู้เขียนเห็นคลี่คลายออกมาเป็นเช่นนี้ 99 ใน100 ราย
มีมิติมุมพินิจฝึกตัวเอง จดจ่ออยู่กับส่วนที่ทำความเร็วมากมายอย่างท่วมท้น แต่กลับละเลยส่วนพลาธิการที่ให้ความแข็งเหนียว ที่ให้ความแข็งแกร่งรองรับแรงบีบเค้นที่ถาโถมเข้ามา
แต่ถ้าเธอมีโค้ชคุณภาพ จะไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะมองทั้งสองทาง และเพราะอย่างนี้เอง โค้ชและนักวิ่ง จึงสังเคราะห์แผนฝึกออกมาไม่เหมือนกัน
นักวิ่งมักคลางแคลงคำสั่งของโค้ชที่กำหนดให้ฝึก อะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นว่าสิ่งนั้นมันจะทำให้เราวิ่งเร็วเลย ฝึกไปทำไม ?
ถ้าผู้วิ่งฝึกเอง ตัวเองก็ต้องกำกับตัวเอง เท่าที่เห็นมาก็จะพัฒนาช้ามาก เพราะกว่าที่จะลงมือทำ ก็ต้องเห็นผลลัพธ์ ที่วิ่งสู้เขาไม่ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยดำริว่าเป็นเพราะอะไร เราอ่อนตรงไหน บางคนมองไม่ออก ติดอยู่ตรงนั้น เขียนแผนฝึกไม่ออก ก็แห้วไป
รายที่หลุดออกมาได้ สังเคราะห์แผนฝึกได้จริง ก็อาจมาเผชิญหน้ากับปริมาณฝึกที่อาจมากหรือน้อยเกินไปอีก กว่าจะเห็นผลเบ็ดเสร็จ ก็เป็นแรมปี เป็นสิบปียังเคยเห็น กว่าจะรู้รอบ ตัวเองก็แก่เกินแกง เอาไปปรุงอะไรไม่ได้แระ
เมื่อไม่มีโค้ช ก็มักไม่เห็นความสำคัญของ Drills และกายบริหารต่างๆ วิ่งอย่างเดียว อะไรพวกนี้ไม่มีเลย แต่ก็พอผ่านมาได้อยู่ หมายใจว่า วิ่งอย่างให้มันพัฒนาไปเอง จากการถูกกระตุ้นจากการใช้งานจริง
มันก็ได้อยู่นะ แต่ช้ามาก กว่าที่เรือนร่าจะ "เข้าฝัก" อาจจะต้องโขยกอยู่เป็นปี ในเงื่อนไขที่เห็นๆอยู่ จะปะปนกันทั้งฝึกสลับแข่ง ทั้งระยะมินิสลับมาราธอน ทั้งเทรลสลับทั้งอัลตร้ามั่วตั้วไปหมด เป็นนกมีหูหนูมีปีก เอาดีอะไรไม่เก่งสักอย่าง
จึงมีการ Coaching ตัวเองจนสำเร็จให้ประจักษ์น้อยมาก กว่าพรรษากับการรับรู้และประสบการณ์ที่คร่ำหวอดจะแสดงผล ตัวเองก็ไปรุ่น ซีเนียร์แล้ว
นักวิ่งผู้รักการพัฒนา ควรดำริ ตัดสินใจให้แน่นอน กำหนดให้ชัด และเตรียมปัจจัยพร้อมจ่าย ทั้งในรูปความตั้งใจมั่นจริง ทั้งในรูปอุทิศเวลา ทั้งในรูปเงินตรา
อย่าคาดหวังแบบเดิมๆเป็นอันขาด ขอแผนฝึกมาดู ถ้าดีก็ฝึก(คิดเอง) ถ้าโหดจัด(คิดเอง) ก็เว้น
และถ้าไม่จ่ายเงิน ก็คงไม่ได้แล้ว
ค่าที่ว่าทุกองคาพยพสังคม ขยับพื้นที่เข้าสู่สังคมแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ้นแล้ว จะให้ยกเว้นไว้เรื่องเดียว ขอแผนฝึกฟรีกระนั้นรึ ?
พวกเขาเรียนมา ความเป็นวิชาชีพมันมี ความหิวก็คุกคามโค้ชเหมือนกัน จะให้แผนฝึกฟรีๆ พอโค้ชหิวขึ้นมา จะกินอะไรล่ะ
สุดท้ายสังคมวิ่งก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับและปฏิเสธด้วย ปฏิเสธที่จะเลือกไม่ deal ให้กับบางคน เช่นเดียวกับผู้ฝึกที่เลือกจะให้ความเชื่อถือศรัทธากับโค้ชบางคนเช่นกัน
สิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานวิ่ง(ไม่ใหม่)ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนประชาคมวิ่งไปในทศวรรษข้างหน้าอย่างมีพลัง
.
.
กฤตย์ ทองคง
11 กรกฎาคม 2563
.