Monday, March 1, 2021

การใช้นาฬิกาวิ่งในสายสุขภาพ

การใช้นาฬิกาวิ่งในสายสุขภาพ

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

สำหรับนักวิ่งผู้ไม่ได้มีเป้าหมายแข่งขัน  สำหรับนักวิ่งสายสุขภาพ  แม้กระทั่งผู้วิ่งที่มีความไพบูลย์เป็นที่ตั้ง  ผู้เขียนก็ยังเล็งเห็นว่าสมควรที่จะใช้เครื่องมือสองอย่างนี้

1)  นาฬิกาข้อมือจับเวลา

2)  หมายมาร์คระยะทางบนพื้นถนนในทุกครั้งที่วิ่ง  เพราะอะไร

เพราะจะช่วยให้เรามีมอนิเตอร์สังเกตวิ่งได้สะดวกกว่าว่าเรามีความแตกต่างจากการวิ่งที่ผ่านมาอย่างไร  จะรู้ไปทำไม  มันสำคัญอย่างไร  ถ้าปฏิกิริยาที่ได้รับมันแตกต่างกัน  แล้วยังไงต่อไป

ในหมายมาร์คเหล่านี้  มีความทรงจำได้ว่าเราเคยไหลราบรื่นกว่านี้  ไม่เหนื่อยเหมือนวันนี้  ในเวลาที่เท่าๆกัน  ฉันเคยได้ระยะทางมากกว่านี้เป็นต้น

มันเป็นสัญญาณเตือนแรกๆของความผิดปกติ(ถ้่ามี)ให้เราตรวจเช็ค  ก่อนที่จะถึงมือแพทย์ หรือก่อนที่จะมีอาการหนักกว่านี้

คือ Perform การวิ่งจะอ่อนไหวมาก เพียงมีอะไรที่ผิดปกติแม้เพียงนิดน้อย  Perform ก็จะตกแล้ว  แม้เราจะไม่ทันรู้ตัว  แต่นาฬิกาแสดงถึงความตกลงไปถึง 5 วิ  ในปัจจัยที่เคยคุ้นเคย  สำหรับนักวิ่งผู้ช่างสังเกต  ย่อมจับความเปลี่ยนแปลงได้ในขณะที่รายที่ไม่ใช้นาฬิกาและหมายมาร์คบนถนนให้เป็นประโยชน์

นักวิ่งผู้ที่ไม่ได้มีเป้าหมายแข่งขันหลายคน  มักมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับนาฬิกาและเวลา  การเหลือบดูทุกครั้งจะรู้สึกถึงความกดดันตัวเอง  คล้ายกับเร่งรัดให้หลุดออกจาก Slow life

เข้าสู่การระดมพลังงาน  แม้จะยังไม่ได้ทำจริงๆ  แต่แค่ความคิดก็ให้รู้สึกเครียดแล้ว  พวกเขาจึงมักวิ่งข้อมือเปล่าๆ

เอาใหม่.....ให้เรามีมิติคิดกับมันคนละแบบกับนักวิ่งสายแข่งขัน  จงใช้นาฬิกามันในฐานะเครื่องมือวัดความยังคงเป็นปกติของร่างกาย

และนาฬิกาจับเวลาและ Heart rate monitor รุ่นล่างๆ ราคาไม่แพง  ก็สามารถบอกถึงความผิดปกติแม้จะเพียงเส้นผม ขนาดที่เจ้่าตัวอาจจะยังไม่รู้สึกใดๆ  ผลลัพธ์ Perform จะฟ้องตัวเอง

การไหวตัว รู้ทันเรือนร่างอย่างว่องไวเท่าไร  ย่อมเท่ากับการปรับตัวรับแผนฝึกดีเท่านั้น

ถ้าเป็นเจ็บป่วย  ก็จะไปหาแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า

โดยปกติในทุกความสังเกต  ในตัวความเข้มข้นเดิมๆ  ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ  ในอุณหภูมิเดิมๆ ที่เราวิ่งและสังเกตอัตราชีพจร  ถ้าอัตรามันโดดมากขึ้นกว่าเดิมถึง 5-6 beat  น่าจะหมายความว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

การจับอัตราชีพจร(ถ้ามีใช้)  ไม่ใช่้เป็นแต่ตัวกำหนดความเข้มข้นฝึกเป้าหมายเอาไปพัฒนาเท่านั้น  แต่มันสามารถบ่งบอกถึงสิ่งที่อาจจะผิดปกติได้เช่นกัน

เราเอาพื้นฐานของการเลือกวิ่งปกติประจำวันเป็นฐานพินิจ  ไม่ใช่เอามาเป็นฐานกำหนดฝึกเร็วแบบนักแข่งเป็นตัวตั้ง

วิ่งทุกที  วิ่งทุกครั้ง  วิ่งทุกวัน  ระยะทางเท่านี้  เวลาจะไม่หนีกันเท่าไร  จะเกาะกลุ่มอยู่ในตัวเลขที่เราสามารถเดาได้

แม้ในการวิ่งช้าด้วยกัน  ชีพจรช้าก็จะออกมาไล่ๆกัน ในตัวแปรเหมือนๆกัน  เราก็ใช้ให้มันเป็นประโยชน์กับการมอนิเตอร์สุขภาพได้ครับ

ไม่จำเป็นต้องเลือกรุ่นใหม่ราคาแพง  นาฬิการุ่นเก่า ดีกว่า  ตรงที่นับวันราคาจะถูกลงด้วย

ให้ใช้ความรู้สึกสังเกต เป็นอันดับแรก  ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ช่วยยืนยัน  ตรวจเช็คการวิ่งวันแล้ววันเล่า

นักวิ่งจะได้รับประโยชน์จากมันครับ

กฤตย์  ทองคง

2 มีนาคม  2564



[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

เบาะรองรับแรงกระแทก

 เบาะรองรับแรงกระแทก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

เห็นเอามาอวดขิงกัน  เค้าได้ WM  (Weekly Mileage) เท่านั้นเท่านี้  ปีที่แล้วได้เท่่าไร  ปีหน้่าตั้งใจจะเท่าไร

ถ้าตั้งใจมีเป้าหมายเพื่อจะวิ่งพัฒนาฝีเท้า เพื่อเอาผลลัพธ์ไปแข่งขันให้ดีกว่าเดิม  มันไม่พอหรอกนะ แค่ WM

ต้องฝึกอย่างอื่นด้วย  เพียงแต่ตรงตำแหน่งเริ่มต้น ต้องสตาร์ทที่   WM  ควรเป็นชิ้นแรกๆที่เราลงมือจับ  แต่ยังต้องมีชิ้นต่อไป ที่ต้องประสานกันเข้ามาอีก  คนเราจะชนะแข่งขันได้เร็วกว่าคนอื่นไม่ได้มาจากปัจจัยเดี่ยว  แต่พหุปัจจัย  ที่ใครจะสามารถพร้อมเข้าถึงมากกว่ากัน

ที่เอ่ยบอก WM ไปในชั้นแรกๆ  เพราะจากความที่เห็นว่าพวกเราที่ดำริจะพัฒนา  ก็แล่นไปจับเอาที่ขอด Interval เป็นสิ่งแรกๆเอาเลย  บอกไปเพื่อปกป้องพวกเรา ก่อนที่จะโดนขอดเผาผลาญตัวเธอเป็นผุยผงไปเสียก่อน

กฤตย์เคยเอ่ยว่า  เมื่อ WM ไต่ขึ้นสูงจนใกล้ร้อย  มีความเป็นไปได้มากว่า  เขาหรือเธอน่าจะติดอันดับ(ไทย)น่าจะทุกรุ่น  แต่นั่นคือ อัตรา WMที่ประสานร่วมกับ Key ตัวอื่นๆด้วย  ไม่ใช่ WM ตัวเดียว

ไม่ต้องรอให้ WM ขึ้นสูงมากเกินร้อยก่อน แล้วค่อยมาขอดหรือ SW (Speedworks)ใดๆ

ให้ Key ทุกตัวเริ่มขยับตาม WM ที่ทยอยเพิ่มขึ้น(ไประยะหนึ่งเสียก่อน)  อย่าลืมสองประการคู่ควบคือ  1)  กฎ 10%  กับ 2)  อย่าเปิดศึกหลายด้านในเวลาใกล้เคียงหรือพร้อมกัน

แล้วขับเคลื่อนทั้งหมด Cruising along ไปอย่างสังเกตอาการ และสามัญสำนึก

ต้องเขียนกำกับไว้ที่พวกเราอาจอ่านไม่ครบทุกบทความของผม ตีโจทย์ไม่แตก  นึกว่า WM ตัวเดียว

-  ตัวที่ช่วยให้เร็วคือ "ขอด Interval"

-  ตัวที่ช่วยให้อึด คือ "ยาว" และ "เขา"

-  ตัวที่ช่วยไม่ให้ล้า คือ "Tempo"

-  ตัวที่ช่วยให้ยืน ณ ความเร็วตรงนั้นได้นานไม่ตกคือ NS (Negative Splits)

-  ตัวเบาะรับกระแทกคือ WM ปกป้องบาดเจ็บ

-  ตัวหล่อลื่นให้ทั้งหมดกลมกล่อมสนับสนุนให้ตัวอื่นๆ

แดงผลออกมาอย่างเต็มที่ คือ"สัดส่วน" ระหว่างกัน(ไม่ได้แปลว่าเท่ากัน)

ยังไม่หมด  นอกนั้นยังมีตัวเสริมเพื่อให้การจัดการได้ครบทุกเม็ด คือการจัดท่าทาง  เพื่อให้ทุกย่างก้าววิ่งเปี่ยมไปด้วยศักยภาพจาก Drills ต่างๆ

แล้วเราก็ประคองทั้งหมดให้ไปด้วยกัน

ลำพัง WM ช่วยให้เร็วได้นิดหน่อย ไม่ให้ตกท้่าย too early อย่างที่เคยเป็นสมัยแรกๆเท่านั้นเอง

แต่ความจำกัดมันมี

บทบาทที่สำคัญที่ WM ช่วยก็คือ  เป็น "เบาะรองรับแรงกระแทก"  คือสำนวนของกฤตย์ ที่หมายความถึง  ทำให้เรือนร่างแข็งแกร่ง  มีต้นทุนเหนียวแน่นที่สามารถรับแผนฝึก Key Workouts (ที่ต้องหนัก) ทยอยมากระหน่ำร่างกาย  ทำให้เรามีต้นทุนที่เหนียวแน่น ได้รับบาดเจ็บยาก  ถ้าเธอเหนียวไม่พอ เพิ่งมาวิ่งมีพรรษาสะสมไม่นาน  จะเจ็บแน่นอน  ตรงนี้ WM กับกระบวนการเวลาที่ช่วยซึมซับจะช่วยได้ตรงๆเลย

มันไม่ได้ช่วยให้เราเร็วนะ  เพียงแต่ที่เรารู้สึกว่าเร็ว จากเพราะมันไม่ตกท้ายนั่นเอง

WM มันจึงเป็นตัวปัจจัยตัวแรกๆที่เราลงมือจับเมื่อดำริแรกพัฒนา  จึงบอกมาเพื่อให้พวกเราจัดการด้วยความเหมาะสมกับแต่ละคนต่อไป

.

.

กฤตย์  ทองคง

2  มีนาคม  2564