ปัญหาการฝึกวิ่งเป็นกลุ่มที่ปราศจากโค้ชดูแล
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
ปรากฏการณ์ผลลัพธ์ที่ฝึกแล้วไม่กระเตื้องขึ้นใน PB (Personal best)ใหม่ๆ เกิดขึ้นแพร่หลาย คือ มีลักษณะที่ ไม่ว่าจะฝึกอย่างไร ก็จะตื้ออยู่นาน ไปๆมาๆ เผลอๆหล่นลงไปอีก
PB ใดๆ ไม่ควรถูกกล่าวอ้างกับความเป็นตัวของเรามากกว่า PB ล่าสุด ต่ำกว่า 3 เดือนลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น PB ที่จะนำมาเป็นฐานพิจารณาการปรับปรุงตารางวิ่งปัจจุบัน ควรยิ่งที่จะดูผลงานการซ้อมภายใน 1 เดือนล่าสุดด้วยซ้ำ
นักวิ่งเพื่อเป้าหมายแข่งขัน หลายคนมักให้ความโฟกัสกับความเร็ว และจำนวนเที่ยวของ SW (Speedworks) เท่าโน้นเท่านี้ รวมไปทั้งการจัดเกรดช่วงชั้นสหายวิ่งที่มาฝึกด้วยกัน ลงในลิ้นชัก Division ต่างๆมักไปเอาอดีตตั้งนานมาแล้วมาเป็นฐานพิจารณา
แต่กลับละเลยการพินิจถึงปัจจัยที่สำคัญตัวหนึ่งคือความสม่ำเสมอปัจจุบันว่าต่อเนื่องฝึกหรือไม่
ผลงานการวิ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกรียงไกรอย่างไรขนาดไหน จะย่อมไม่อยู่กับเรานาน ถ้าไม่มีการซัอมหนุนต่อเนื่องสม่ำเสมอ เห่อฮิตเป็นพักๆ ในกลุ่มเดียวกัน เคยฝึกอะไรที่เขาว่าดี ก็ดีตามไป ทั้งมากทั้งไกล ในระยะเวลาสั้นเกินไป มิไยเตือนไม่ฟัง มาบัดนี้ ไม่เหลือสักตัวที่ยังทำอยู่ หายเกลี้ยง
อยู่ที่ Influencer ของกลุ่มจากลากพาไปไหน วิ่งตามกันไปเป็นพรวน แต่จะถูกต้องเหมาะสม และต่อเนื่องได้หรือไม่นั่นแหละ ประเด็นสำคัญ
ยิ่งการพินิจถึงต้นทุนความเหนียวแน่นในแต่ละปัจเจกสมาชิก เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการฝึกกลุ่ม ยิ่งไร้สิ้นเอาเลย
ผู้ใดที่ดำริจะร่วมขบวนด้วย ต้องประเมินกำลังกันเอง จะผิดพลาดไปทาง Over มากกว่า Under ทั้งสิ้น 99%
นี่เป็นบรรยากาศกลุ่มฝึกวิ่งเร็วที่ต้องให้ความระวัง
คำถามก็คือ แล้วเราจะรู้ความเป็นตัวของเราได้อย่างไร ต่อหน้าการฝึกหนึ่งๆ ว่าเราควรจะฝึกหรือไม่ ปริมาณและความถี่ขนาดไหน คือสิ่งที่ควรสังวรเอามากๆ
1) ผลงานอนาคตจะเป็นตัวกำหนดภาวะการฝึกปัจจุบัน ผู้วิ่งยังจะสามารถฝึกต่อเนื่องในปริมาณ , ความเข้มข้นและความถี่นั้นได้ต่อเนื่องหรือไม่
นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันแล้วว่าเราถือครองได้สำเร็จและกำลังต่อเนื่อง การพัฒนาย่อมจะแสดงตัวตามมาแน่นอน
ในเมื่อเราไม่รู้อนาคตว่า มันจะคลี่คลายออกมาเช่นไร ปัจจุบันเราจึงต้องเผื่อเอาไว้ก่อน
เราจะดำเนินการฝึกต่อไปอย่างขมขื่นใน Stress ที่เกิดระหว่างฝึกไม่ได้เป็นอันขาด ต้อง "พอทน" เท่านั้น ถ้าถึงขนาด "เกือบไม่ไหว" มันมากไปนะ ต้องกลับไปลดลงในสัปดาห์หน้า
กับการพินิจว่า ยังไปได้ไม่เจ็บ เป็นเกณฑ์พินิจที่ไม่พอเพียง ต้องมีเกณฑ์ดูล่วงหน้าก่อนนั้นอีก
ทั้งสองระดับ "พอทน" กับ "เกือบไม่ไหว" เป็นคนละดีกรีเข้มข้นกัน
ถ้านิยามการแตกโพล๊ะ อยู่ที่ 100 ระดับเกือบไม่ไหวน่าจะอยู่ที่ 90-99 และระดับ "พอทน" น่าจะอยู่ที่ 85-90(อยู่ที่ระยะเวลาที่เรา Hang ด้วยว่าขนาดไหน)
.
.
.
มันจะสะท้อนมาให้ผู้วิ่งประจักษ์เอง ต่อหน้า Sessions
จำไว้ว่า ไม่มีการฝึกใดที่ต้องเทให้หมดเด็ดขาดทุกกรณี ถ้ามีผู้ควบคุมฝึกท่านใด ก็ให้ไปฝึกกับเขา และไม่ต้องให้ความเชื่อถือบทความของผม ขอให้โชคดี
การฝึกจากผมจะไม่มีการสำรอกลม โก่งคอขันริมทาง กลางการฝึกเป็นอันขาด
นั่นเป็นความเสี่ยงเกินไป ควรหลีกเลี่ยง
.
2) การฝึกที่ผ่านไป ผู้ฝึกต้องปราศจากภาวะบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร ในภาวะนี้ ย่อมถูกลากโยงถึงตัวการฝึกด้วยเสมอไป แม้ว่าจะไม่เกี่ยว ก็เกี่ยวในทางอ้อม
ความบาดเจ็บที่เกิดจากรองเท้าวิ่งจึงเป็นเพียงข้ออ้างของนักวิ่งที่ยัง"ไม่พร้อม"ต่อการฝึกนั่นเอง
เช่นเดียวกับอ้างว่าผลงานไม่ถึงเป้าเพราะปวดขี้ มาไม่ทันสตาร์ท อย่าเอามาอ้าง แท้จริงคือ เอ็งยังจัดการไม่พร้อมต่างหาก ขาดคุณสมบัติที่พึงมีในแชมป์
รู้ทั้งรู้ล่วงหน้าว่า บรรยากาศแข่งขันก่อนปล่อยตัวจะเป็นอย่างไร เหมือนกันทุกสนาม เราต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ได้
.
3) ในระดับความเข้มข้นฝึกที่ผู้วิ่งไม่สามารถเขยิบรับความเข้มข้นใดๆได้อีก ย่อมเป็นสัญญาณตัวเดียวกันกับ "ความเข้มข้นที่มี" เข้มข้นเกินไป
ในการฝึก จะเห็นได้จากการที่เด็กปฏิเสธเป็นพัลวันพลันที่ได้รับคำสั่งให้"เพิ่ม"
คำโวยวายที่ดูจะเหมือนกันหมดก็คือ
"แค่นี้ ก็จะตายอยู่แล้ว"
คือสัญญาณที่ผู้กำกับการฝึกต้องให้ความระวังอย่างยิ่ง(ยกเว้นเด็กจากโรงเรียนกีฬา)
ถ้ารายที่ไม่มีโค้ช ยิ่งสังเกตง่าย
แต่ต้องไม่ลดนะ ให้แช่เย็น (Repeat) คงเดิม แต่ให้เวลาที่นานขึ้น
.
ทั้งหมดนี้คือความสำคัญของหลักการ Listen your body ตลอดเวลา การ Monitor ความหนักหน่วงที่กระทำลงมาและปฏิกิริยาตัวเองต่อการฝึก ควรให้ความตั้งใจสดับมากๆ เหล่านี้คือเนื้อหัวใจของการฝึกเองที่ปราศจากโค้ชกำกับ
จำไว้ว่า ปลายสุดทางของ "ใจ" อยู่ที่ไหน
มันอยู่ที่เลยตัวความตายไปอีกครับ ดังจะประจักษ์กับนักวิ่งที่จากไปคาสนาม และนักไต่เขาผู้ไม่กลับลงมานั่นเอง
ทั้ง1) +2)+3) ก็คือ ให้ผู้ฝึกผ่อนล่วงหน้าเผื่อไว้ ไม่เทจนสุดกำลังที่มี ไม่ว่าตัวฝึกจะเป็น Hill running หรือปิรามิดใดๆ
ตัว Stress ที่แฝงเร้นที่พวกเราอาจมองไม่เห็น หรือเห็นแล้วแต่ไม่ให้ความสำคัญ คือตัวความล้าที่เราได้รับจากการฝึกมานั่นเอง บ่อยครั้งเป็นความล้าจาก Sessions อื่นๆ โดยรวมคือการสะสมความล้านั่นเอง
เราต้องฝึกทั้งหมด ทั้งยาว Long run ทั้ง Tempo ทั้ง SWขอด ฯลฯ ในหนึ่งวงรอบ มิใช่แต่เพียงความล้าที่เกิดจากปิรามิดลูกนี้เท่านั้น
เราต้องดำริเก็บความสดเอาไว้บ้าง มิให้ละลายไปหมด ไม่ว่าจาก Long run หรือ Hill running ทั้งยังในอนาคตที่กำลังจะมีมาอีก คือคำเตือนว่าเราจะเทฝึกจนเกลี้ยงไม่ได้ การเผื่ออนคตไว้ด้วยจึงจำเป็น
.
ความไม่สามารถถือครองความเข้มข้นเดิม หรือ "หลุด" ใน Sessions ประกอบใดๆ คือความหมายเดียวกับ "การหลุดทั้งหมด"
เชื่อว่า ความข้อนี้ ผู้ที่เข้าใจดีคือ ผู้ที่ผ่านประสบการณ์ฝึกแบบนี้มาบ้างแล้ว
เราจะฝึก เพื่อ Show off ใดๆไม่ได้เป็นอันขาด การจบทุก Sessions ฝึกต้องยังเหลือความสดเป็นเชื้อมูลประกอบด้วยเสมอ เพื่อปกป้องตัวเองมิให้ล่อแหลมกับความบาดเจ็บ
การไปเตร็ดเตร่ริมหน้าผาบ่อยๆ ย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป ควรไปตรงนั้น เมื่อมีข้อบ่งชี้ จำเป็น
ที่ตรงนี้หนุ่มนักวิ่งวัยฉกรรจ์ปราศจากมุมมองตรงนี้เอาเลย
จดไว้กลางใจ กาดอกจันทน์ ไม่ใช่ว่าเราต้องผ่าน Session นี้ให้ได้ แต่ทุก Sessions ต้องผ่านไปให้หมดด้วยกัน
แรงกายและแรงใจที่มี ต้องมีการเกลี่ยกำลังไปให้ทั่ว
สมดุลการฝึกต้องมี "หยิน" คู่กับ "หยาง" เสมอ
นี่จึงเป็นการตอบปริศนาที่สำคัญว่า เราควรฝึก Key Sessions ต่างๆมากน้อยขนาดไหน จึงออกผลที่พอดี บรรบุความสำเร็จ และไม่บาดเจ็บ
.
.
กฤตย์ ทองคง
18 กรกฎาคม 2563
.
ถ้านักวิ่งใด อยู่ในกลุ่มสิ่งแวดล้อมฝึกที่เป็นกลุ่มที่คลี่คลายออกมาสร้างสรรค์ดี ก็ไหลไปตาม
แต่ถ้าเกิดกลุ่มใดออกไปทางแข่งกันในทีแบบนี้ เสนอว่า ตัวเราควรฉีกออกมาสร้างกลุ่มใหม่หรือฝึกเดี่ยว
ไอเดียอยู่ที่ กลุ่มต้องสนองปัจเจก ขณะที่ปัจเจกก็สัมพันธ์และมีพันธะเอื้อต่อการงอกงามของกลุ่มด้วย
ตราบใดไม่เป็น จงฉีกออกมา
.