Sunday, December 15, 2019

การหายจากความบาดเจ็บ

การหายจากความบาดเจ็บ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
[15 ธันวาคม 2562]
.
.
ต้องให้ที่เจ็บหายดี 100% เสียก่อน แล้วค่อยออกจ็อกหรือว่าเบาเจ็บลง ก็ออกได้แล้ว
ไม่รู้นะ แล้วแต่คุณจะให้ความเชื่อถือ ผู้เขียนเพียงเล่าจากประสบการณ์ตัวเองที่คลุกคลีกับวงการวิ่งถนนมาร่วม 30 ปี (ไม่ใช่วงการแชมป์) ทั้งจากตัวเอง และจากการสังเกตของคนอื่นที่ปฏิบัติตัว พบว่า ต้องหายดีโดยสิ้นเชิงก่อนครับ
คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อผู้เขียนก็ได้ หรือจะเลือกเชื่อท่านอื่น ให้วิ่งต่อก็ได้ แต่คำแนะนำนั้นไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งไหน คุณต้องหายดี และไม่กลับมาเจ็บอีก หลังวิ่งอีกครั้ง เมื่อคุณลงมือทำตาม
ผู้เขียนจำต้องจารไว้ว่า ให้หายดี 100% ครับ ก่อนออกวิ่ง ไม่ 99% กรณีนี้ไม่เหมือนกับการบริหารฝึกใน Session ใหม่ ต่ออัตราความล้าความสด จาก Session เมื่อวาน ที่เราอาจไม่ต้องให้สดเต็มที่ 100% ยังคงมีความล้าจากการซ้อมเมื่อวานคงเหลืออยู่ 20%-30% ก็ฝึกต่อได้
แต่คุณจะทำอย่างนี้กับความบาดเจ็บไม่ได้
จำง่ายๆ
"อย่าแทรกแซงกระบวนการฟื้นตัว จงปล่อยให้ร่างกายหายดีด้วยตัวของมันเอง อย่าเอาแรง Stress ใหม่จากฝึก ลงไปปะทะกับรอยปริร้าวเก่าที่กำลังเยียวยา เพราะผลลัพธ์จะทำให้ ของที่กำลังจะหายกลายเป็นหนักกว่าเดิม"
ของกำลังจะทยอยแน่นขึ้น กลับเอาไปเขย่า เอาไปกระแทก มันจึงไปเพิ่มรอยร้าว
ทุกการซ่อมแซมงานฝีมือ ลงกาวแล้ว ให้ปล่อยนิ่งเฉยๆ รอกาวแห้ง อย่าเอาไปใช้งานก่อนเวลา คือไอเดียการซ่อมแซมงานฝีมือทุกชนิด ที่นักวิ่งจะนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้กับเรือนร่างตัวเอง
หากเชื่อผู้แนะนำท่านอื่น จงทำตามเขา ถ้าเข้าบอกให้ออกวิ่งเรื่อยๆแล้วจะหายเอง หรือให้อธิบายว่าเป็น Active recovery ท่านก็จงพร้อมรับผลของมันด้วย
แต่ถ้าเลือกที่จะเชื่อผู้เขียน การหายเจ็บ 100% ยังไม่พอด้วยซ้ำ
อาการเจ็บอาจปลาสนาการไป 100% จริง แต่แค่จากการรับรู้สึกเท่านั้น แต่โดยเนื้อหา กาวมันยังไม่แห้ง มันติดกันแล้ว แต่ห้่ามใช้งาน พอดื้อ เอาไปใช้ มันจึงหลุดออกอย่างง่ายดาย
ต้องหยุดต่อ รอกาวเซ็ทตัว นานข้ามวันข้ามคืน ยิ่งวัสดุที่เราซ่อมเป็นกระดูกเป็นเนื้อ ไม่ใช่กาว ยิ่งอาจต้องนานเป็นสัปดาห์หรือข้ามเดือน เป็นรายๆ เป็นโรคๆไป ไม่เหมือนกัน ด้วยสูตรเจ็บคูณสอง (เจ็บX2)
.
สูตรเจ็บX2 มีเนื้อหาสั้นๆว่า

ติ้ดต่างหายดีจากเจ็บ 100%

ใน 1 สัปดาห์ ให้หยุดต่ออีก 1 รวมเป็น 2 สัปดาห์

หากเจ็บจนหายดี 1 เดือน ให้หยุดต่ออีก 1 เดือน รวมเป็น 2 เดือน

ฟังดูยาว แต่แท้จริงกลับสั้น สั้นที่สุด สั้นกว่าการเจ็บ Phase1+ การเจ็บPhase2+3(ถ้ามี) อย่างแน่นอน

เพียงเจ็บ Phase เดียว ไม่มี Phase2 ย่อมเป็นหารเจ็บที่สั้นที่สุด หายจริงๆ ไม่มี Return

.

สิ่งที่ผู้เขียนทำ คือเพียงวางประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบมาไว้ แล้วจบ เพียงเท่านี้

ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของผม

การเจ็บใหม่ที่ Return กลับมาอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น Phase ที่เท่าไร เป็นเรื่องของพวกท่าน

แม้นักวิ่งที่อ่อนแอทางจิตใจอย่างที่สุด

อดวิ่งไม่ได้ ทนความเย้ายวนของ Endophins ไม่ได้ เกิดทรมานจากการอดวิ่ง ต้องแอบไประบายมันออก ก็เอาความน่าสงสารนี้มาขอความเห็นใจจากใครก็ไม่ได้

ธรรมชาติไม่เห็นใจ มันตรงไปตรงมาในหลักการ ชำรุดแล้วไม่ซ่อมแต่ใช้ต่อ จะยิ่งเสียหายหนักขึ้น ที่ชำรุดน้อย ก็เป็นเรื้อรัง แทนที่จะกลับมาวิ่งได้ไม่นาน กลายเป็นนาน ที่จะกลับมาวิ่งนานกลายเป็นอาจไม่ได้กลับมาเลย หายไปตลอดกาลเลิกวิ่งตลอดชีวิต ก็มีไม่น้อย

ใครจะเลือกเชื่อแบบไหน เลือกปฏิบัติตัวอย่างไร เชิญตามสบายครับ

ผมเพียงแต่ซื่อสัตย์ วางหลักการจากประสบการณ์ไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณ

.

.

กฤตย์ ทองคง

15 ธันวาคม 2562

นี่คือที่มาของไอเดียฝึกของผู้เขียนที่อาจจะแตกต่างจากผู้แนะนำท่านอื่น ที่บางคนแนะว่า "นักรบย่อมมีบาดแผล" ทำนองปลอบใจผู้เจ็บให้เห็นว่าวิ่งกับความบาดเจ็บ เป็นเรื่องธรรมดา

เอ้า...ไปกันใหญ่ ผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ

เพราะพวกเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานี่แหละ เรื่องของความบาดเจ็บจึงไม่ถูกตัวเองยกขึ้นมาเป็น Agenda

จึงไม่กาดอกจันทน์ จึงไม่ขีดเส้นใต้สีแดง

บทเรียนจึงไม่เกิด ไปทำไรมา จึงมีแนวโน้มผิดอีกแบบแผ่นเสียงตกร่อง

อย่าให้เจ็บเป็นอันขาด เพราะเจ็บแล้วเรื่องยาว อย่างที่หลายคนประจักษ์อยู่

...

อีกประการหนึ่งที่อยากจะจารไว้ คือแผนฝึกเก่า มันไม่เหมาะแล้ว เราตกฟิตจากหยุดไปเพราะเจ็บ เราต้องปรับแผน ซ้อมแบบเดิมไม่ได้

ในที่นี้บอก บอกไม่ได้ว่า จะต้องลดลงแค่ไหน เพื่อให้ครอบคลุม ควรลดทุกตัว

แผนฝึกเนื้อหาเท่าเดิม ถูกขยายออกในเทอมของเวลา เอาชัวร์ไว้ก่อน

แผนฝึกเดิม out of date ไปแล้ว

...

ถ้าเจ็บถามหมอ

วิ่งถามให้กฤตย์

แนะได้เพียงว่า


ไม่ว่าเจ็บอะไร รับมือเหมือนกันหมด คือหยุดพักวิ่ง เห็นโค้ชท่านอื่นบางท่าน บอกว่ามีบางอย่างของความบาดเจ็บไม่ต้องหยุดวิ่งก็มี แต่ในความเห็นกฤตย์ว่า ไม่มีครับ

ออฟ ซีซั่น

ออฟ ซีซั่น
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
[15 ธันวาคม 2562]
.
.
โดยปกติ off season จะเป็นช่วงหมดฤดูการแข่งขันที่จะมากระจุกตัวกัน ไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าจะ off กันนานขนาดไหน กี่สัปดาห์กี่เดือน

เพื่อว่าจะได้ตั้งใจซ้อมกันเสียที

คืออย่างนี้.....ยามแข่งติดๆกัน เราไม่สามารถฝึกได้มากนัก จันทร์หลังแข่งมาเมื่อวานนี้ เราฝึกไม่ได้ ยังล้าขาอยู่เลย อังคารก็จะว่าฟื้นแล้วก็ไม่ถนัดนัก บางคนอาจฟื้น บางคนยัง เซย์ว่าวันพุธเป็นวันที่กลับมาฝึกวันแรก

ขณะที่วันพฤหัส+ศุกร์เอง ก็ต้อง taper เตรียมตัวไปแข่งวันอาทิตย์อีกแล้ว วันเสาร์ก็ต้องเดินทางไปสนาม วันพุธที่เป็นวันฝึกอยู่วันเดียว ถามว่าเราจะฝึกอะไร ก็คือไม่ต้องฝึกอะไรจะดีที่สุดเพราะฝึกอะไรครั้งเดียว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมไม่มี เป็นไปไม่ได้

นี่คือแข่งบ่อย แม้กระทั่งจะว่าไป ไปแข่งอาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็ตาม เราก็ยังไม่มีเวลามากพอที่จะหมักบ่มแผนฝึกให้หนาแน่นเพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงใดๆ

ไอเดีย off season จึงเกิดมาเพื่อ เมื่อหมดระยะการแข่งขันชุก นักวิ่งจะได้มีเวลาตั้งใจฝึกให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียทีนั่นเอง

ถ้าโบรชัวร์ยังมีมาติดๆกัน ไม่มีท่าว่าจะยอมให้เรา off season กันเสียที นักวิ่งก็ต้องจัด off เสียเอง โดยไม่รอให้สนามหยุดจัดวิ่ง ด้วยการเลิกสมัครใดๆต่อไป ต่อให้มีสนามที่น่าไปมากขนาดไหน ก็จะไม่ไปแล้ว

เราต้องจัดหยุดให้มัน ก่อนที่มันจะทนไม่ไหว จัดหยุดให้เราเอง(บาดเจ็บ)

นักวิ่งจึงต้องประเมินตัวเอง ต่อหน้าสนามจัดชนกันสัปดาห์ต่อสัปดาห์ งานไหนๆก็ดีทั้งนั้น ขาดไม่ได้เลยสักสนามเดียว เหรียญงานนี้ก็สวย เสื้องานนั้นก็งาม ดูคุ้มค่าน่าไปร่วมทั้งนั้น

อีกทั้งรองเท้าคู่ใหม่ ก็ร้อนสนาม อยากเอาลงพิสูจน์ความเด้งว่ามันจะช่วยให้เราเร็วขึ้นจริงถึง 4% หรือไม่

สถานการณ์ถ้าวิ่งตามใจสนามแบบนี้ ร่างกายเราเอาไม่อยู่แน่นอน ก็จะเอาอะไรไปวิ่งแข่งกับเขาเล่า ในเมื่อแข่งกันถี่จัด จนไม่มีเวลาซ้อม

เราต้องเอาสนามซ้อมกลับมา!!!

ดังนั้น off season จะจัด off กันนานขนาดไหน เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่โค้ชจะจัดการซ้อมคุณภาพขึ้นให้กับเด็กของเขา ก่อนที่เด็กจะมีเส้นกราฟเลี้ยวลง คนเราเป็นเนื้อ ไม่ใช่เหล็กไหล

จะไปแข่งทุกอาทิตย์ตลอดไปไม่ได้ จะบาดเจ็บ
นักวิ่งที่เป็นงาน จะวิเคราะห์ตัวเองออกว่า เราสามารถจัดแข่งต่อเนื่องกันนานได้ขนาดไหน

เราต้องยุติวงจรอุบาทว์ที่มีแต่แข่งไม่มีช่วงเอื้อให้เราซ้อมได้เลย ก่อนการแตกดับบาดเจ็บจะเกิดขึ้น

สรุปว่าไม่มีข้อกำหนดครับ โดยทั่วไป การ off season อย่างน้อยก็ไม่ควรมากกว่า 3 เดือนครับ

จะว่าไป 3 เดือนนี่ น้อยเกินไปสำหรับการพัฒนาใดๆด้วยซ้ำ

นักวิ่งที่ตั้งใจเอาจริงเอาจัง อาจเก็บตัวฝึกซ้อมมากกว่า 2 ปีก็มี เพื่อผลลัพธ์ที่จะแสดงออกวันจริงได้อย่างประทับใจ

ไม่มีนักวิ่งแห่งใดในโลกที่จะบ้าแข่งมากเท่านักวิ่งไทยอีกแล้ว และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักวิ่งบ้านเราจึงมีสถิติวิ่งสู้นักวิ่งบ้านอื่นได้ยากนักนั่นเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
15 ธันวาคม 2562
บทความต้นเรื่อง__กดที่นี่