Tuesday, April 28, 2020

การเกลี่ยกำลังงานและการฝึกแบ่งนิเสธ

การเกลี่ยกำลังงานและการฝึกแบ่งนิเสธ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การวิ่งระยะไกลให้ได้ดี(ในที่นี้หมายถึงความเร็ว) ย่อมต้องการผลงานที่ดีทุกกิโลเมตร เราไม่สามารถเอาผลงานที่ดีที่สุดในกิโลเมตรต้นๆมาเฉลี่ยให้กับกิโลท้ายๆได้เลย

มีความพยายามที่จะลองทำเช่นนั้น ในหลายครั้งกับหลายคนที่ผ่านมา แต่มนุษย์เรายังไม่ประสบความสำเร็จเลยสักรายเดียว

ถ้าเรานับเอาเวลาที่น้อยที่สุด(เร็วที่สุด)เป็นตัวตั้งแล้วจะพบว่า การใส่ใจในทุกกิโลเมตรและทุกย่างก้าวไปต่างหากที่จะเกลี่ยกำลังงานให้ถ้วนทั่วจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุด

ที่ทุกประสบการณ์ของนักวิ่งทุกคนบอกว่า เราไม่สามารถทำเวลาสนามได้ดีหากเราเกลี่ยกำลังไม่ทั่วถึง

การที่จะทำเช่นนี้ ย่อมต้องเกิดจากการฝึกเท่านั้น คือฝึกวิ่งให้เกิดความสมดุลทั้งความแกร่งทนทานและตัวความเร็ว

ต้องฝึกให้อึดให้ทนให้แกร่งเป็นปฐมฐาน แล้วค่อยยกระดับพื้นฐานที่เหนียวแน่นแล้วนั้นเร็วขึ้นไปอีก ไม่ใช่กลับกัน

นักวิ่งหลายคนที่มีวิธีคิดต่อพัฒนาการกลับหัวกลับหางกัน คือดำริเอาเร็วไว้ก่อน แล้วต่อมาเอาเร็วนั้นไปได้ไกลขึ้น จนครบระยะเป้าหมาย ซึ่งมนุษย์เรามีประสบการณ์วิ่งมาแล้ว พบว่า หากวิ่งแบบนี้ เราจะบาดเจ็บเสียก่อน ไปไม่ถึงดวงดาวเสียที

ซึ่งเมื่อเจ็บ เราก็ต้องหยุดพักวิ่ง และย่อมจางคลายขาดซ้อมไม่สม่ำเสมอลงไป มันจึงตกฟิต

ที่ถูกต้อง เราต้องวิ่งช้าก่อนที่จะวิ่งเร็ว วิ่งช้าให้ดีเสียก่อน ช้าและใกล้ยังวิ่งไม่ดีเลยจะไปหาญวิ่งเร็วและไกลด้วย มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ขอให้พวกเราเข้าถึงสัจจะประการนี้ก่อนให้ได้ และลำดับความสำคัญอะไรควรฝึกก่อนหลัง การข้ามขั้นตอนจะไม่เป็นผลดีต่อการฝึกใดๆเลย

อุปสรรคตัวใหญ่ของพวกเราก็คือ การเสวนาระหว่างกลุ่มในเพื่อนวิ่ง และการเปรียบเทียบระหว่างกัน ว่าใครจะมีความสามารถรับมือ กับความเข้มข้นฝึกได้มากกว่ากัน

และทำให้คนที่อ่อนกว่าเลียนแบบ และการลัดขั้นตอนจึงเกิดขึ้นเสมอ ความล้มเหลวของผู้เคยทดลองทำแล้ว นักวิ่งในชั้นหลังหาได้ใส่ใจไม่

หลายคนที่ฝึก ก็ฝึกอย่างไม่สมดุล พัฒนาไปในอย่างที่ตัวเองคิดว่า "ใช่" แล้วฝังตัวกับความเชื่อนั้นมากเกินไป ฝึกทั้งบ่อยและแรงตามความเน้นที่ผิดจุดของตัวเอง

มันจึงยังผลให้ Sessionsอื่นๆพลอยอ่อนฝึกไปด้วย(เพราะการฝึกวิ่งระยะไกลไม่ได้มีอย่างเดียว)

จุดอ่อนจึงไม่ได้รับการปรับปรุง วิ่งไปทั้งๆที่มีจุดอ่อนนั้น ด้วยความคาดหวังว่าจุดแข็งที่ตัวเองมีจะมากลบจุดอ่อนนั้นได้ แต่อนิจจา นั่นเป็นการคิดเอาเอง
.
.
มันอาจจะกลบเกลื่อนช่วยได้บ้างในระดับต้นๆ
แต่ในสายตาของพัฒนาการ ตามไปดูได้เลย ตัวเบ้งๆขึ้นไป พวกเขามีจุดอ่อนน้อยมาก ยิ่งมือพระกาฬ แทบไม่เห็นจุดอ่อนเลย
ค่าที่ว่าทันทีที่โผล่จุดอ่อนให้โค้ชเห็น จะถูกจับตาและดึงออกมาวิเคราะห์ และเสริมการฝึกใน Sessions ที่จะทำหน้าที่อุดช่องโหว่เหล่านั้นทันที ไม่มีการปล่อยไว้
ตัวผู้วิ่งก็ต้องทำตัวเอื้อให้โค้ชทำงานอย่างสะดวกด้วย ที่ต้องมีบุคลิกที่พร้อมจะรับทุกการฝึกใดๆที่โค้ชดีไซน์ออกมา ไม่มีคำว่า "ไม่ชอบ" ใดๆ
งานที่โค้ชจะกลั่นกรองออกมาจะประสานกับตัวเด็กที่นำไปปฏิบัติทันที ไม่ใช่สั่งไปแต่ทำอิดออด ความสำเร็จย่อมไม่เกิด
.
มีการฝึกหลายอย่างที่อาจต้องเจือประสานความสามารถหลายอย่างเข้าด้วยกัน ที่จะเอื้อให้นักกีฬายกระดับประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว จากการทยอยเปิดการฝึกทีละอย่าง
โค้ชจะไม่ปล่อยให้เด็กของเขาฝึกตามใจ แม้ผลงานซ้อมจะออกมาดีก็ตาม ถ้าไม่เป็นไปตามหลักการที่เขาดำริ
นักกีฬาที่วิ่งตามใจ แม้ผลงานจะออกมาดีก็ตามนั่นคือ Sessions ที่เขาชอบ ทำได้ดี และเป็นจุดแข็ง หาไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะเลือก Sessions ที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง
แท้จริงเรากลับต้องการเพิ่มทักษะการฝึกที่เป็นจุดอ่อนนั้นต่างหาก ด้วยว่า นี่เป็นการซ้อม ไม่ใช่เป็นการแข่ง
การแข่งเราจะเลือกถ้าสามารถเลือกได้ที่จะไม่เอาด้านมุมที่อ่อนกว่าเข้าปะทะ แต่ไม่ใช่การซ้อม
โดยทั่วไปนักวิ่งตามใจตัวเอง(เช่นพวกเราที่ไม่มีโค้ชเกือบทุกคน) จะแรงต้น เหี่ยวกลาง และห้อยปลายกันทุกคน
ที่ร้อยละร้อยไม่ได้รับการฝึก NS (Negative Splits) หรือวิ่งแบ่งนิเสธมาก่อน ก็จะมีนิสัยเกลี่ยกำลังไม่เป็นอยู่เป็นนิจ วิ่งกี่ที ก็จะเหี่ยวท้ายทุกครั้งไป
โค้ชที่ตามีแวว จะมองออก เขาไม่ปล่อยไว้ ด้วยว่ายิ่งโต ยิ่งนานวัน นักวิ่งยิ่งติดนิสัยวิ่งนั้น และวันใดที่ลึกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรมวิ่งจะแก้ไขได้ยากมาก
นี่คือปัญหาของพวกเรา
.
บทเรียนวิ่งแบ่งนิเสธ (วิ่งครึ่งหลังให้เร็วกว่าครึ่งแรก) ต้องเป็นบทเรียนแรกๆของทุก Beginners หาได้เป็นบทเรียน Advance ไม่ ที่ผู้เขียนไม่เห็นโค้ชท่านอื่นกล่าวเน้นกันเอาเลย
เมื่อฟอร์มบุคลิกวิ่งใดออกมาติดนิสัยแล้ว ต่อไป นักวิ่งจะใช้นิสัยนั้นก่อสานการฝึกและได้รับผลลัพธ์นั้นโดยตรง
ฝึกเหี่ยวปลายมา ก็จะเหี่ยวตลอดชีวิตวิ่ง
ฝึกออมแรงต้น ปลายย่อมจะแรงอย่างนี้ตลอด ได้ผลลัพธ์เวลารวมที่น่าประทับใจ แม้มีเพียงเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็จะได้ตามที่ปรารถนา
ทุกการละเลย ปฏิเสธการฝึกแบ่งนิเสธในตอนต้นของชีวิตวิ่ง คือบิลที่ต้องจ่ายแพงในการพัฒนาไม่ออกของเขาเมื่อมีพรรษาแล้ว ทุกคนไป
กว่าผลลัพธ์ของการละเลยปัญหาที่เป็นจุดอ่อน บางครั้งบิลของมันมีมูลค่าสูงมากจนถึงขนาด "ไม่สามารถไปถึงได้" เอาเลยทีเดียว
.
การฝึกชนิดก้าวหน้า (Progressive running) (เร็วที่ทยอยเพิ่มขึ้นทีละน้อยกับระยะทางที่ผ่านไป) จึงต้องเป็นหน้าที่ของโค้ชทุกคนต้องกำกับเด็กของเขา
ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกเลยว่า การกำกับตัวเองให้วิ่ง Progressive run จากผู้วิ่งที่ไม่มีโค้ช จะเป็นไปได้อย่างไร
ความแรงของการ Perform จะต้องถูกจัดอยู่ในช่วงกลางของการฝึกเป็นต้นไป
และในการแข่งขันก็เช่นกัน แรงจนเข้าเส้นชัยด้วย โดยเอาการคูลดาวน์ไว้นอกการแข่งขัน
ใน 10-20 นาทีแรกของการฝึกทุกวัน เด็กย่อมต้องถูกฝึกที่จะไม่อนุญาตให้ปล่อยแรงใดๆเป็นอันขาด
หากปล่อยไว้จะติดนิสัย ออกตัวแข่งทีไร จะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะทำการแข่งขันวันนั้นหลุดมือ ไม่สามารถยึดกุมสถานการณ์แข่งขันได้อีกต่อไป
การควบคุมการเกลี่ยกำลังงาน จึงเป็นเนื้อหัวใจของการฝึกวิ่งระยะไกลทุกคน
.
.
กฤตย์ ทองคง
28 เมษายน 2563
.
Khunmam Mam
ครึ่งแรกออมแรง ครึ่งหลังใส่ยับ ยังไม่สามารถวิ่งได้แบบสม่ำเสมอ ซะที ความทนทานยังฝึกน้อยไป
กฤตย์ ทองคง
Khunmam Mam ระวัง แต่ละคนก็อกสองปล่อยตอนไหนไม่เหมือนกัน
ต้องศึกษาควาทเป็นตัวของเราให้ดี
หลายคนปูพื้นการแข่งขันมาดี แต่เร่งก่อนเวลา มาชนกำแพงเอาโลที่ 40
เป็นที่รู้กันว่า เมื่อเริ่ม "ลอย" แล้ว ยังปล่อยไม่ได้ ต้องคุมต่อ
แล้วจะต้องปลดปล่อยตรงไหน จะรู้ได้ต้องลองตอนซ้อม
ไม่ใช่ในการซ้อมยาว แต่ลองใน Session ที่เป็น Race pace
กว่าจะถึงจุดที่พอดีของเราต้องผ่านประสบการณ์พักใหญ่
แล้วตรงตำแหน่งนั้นก็เป็นชั่วคราวด้วย
ตามความฟิตที่ขึ้นและตกลง
.
ณ. โนคอร์
มีหลายคนใช้วิธีการคาดคะเนว่าตัวเองจะทำได้ โดยเฉพาะนักวิ่งสายคำนวณ จากเคยวิ่งมินิได้50นาที ถ้าวิ่งฮาล์ฟจะได้100นาที โดย×2 พอลงมาราธอนก็เอา×4 เท่ากับ200นาที เห็นกลุ่มเขาวิ่งเร็วก็้ร็วตามโดยประเมินว่ากลุ่มนั้นอายุมากกว่าหรืออ่อนกว่า หรืออ่านว่ารูปร่างอย่างนี้คงไม่เท่าไหร่ แต่ลืมประเมินตัวเอง สุดท้ายตกม้าตายทุกราย พอได้ครึ่งทางผู้หญิงหน้าหวานวิ่งแซงไปหันมายิ้มให้ด้วย พอได้3/4ของระยะทางโดนคุณลุงคถณปู่แซงอีกละ แล้วหันมาบอกเป็นไงไอ้หนูเอาน้ำไหม เอาเจลไหม ตัวเองได้แต่เดินมองตามก้นตาปริบๆ ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้วิ่งเร็วสักเท่าไหร่ นี่แหละครับบทเรียนนักวิ่งสายดื้อ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เห็นมาหลายคนแล้วครับลุงกฤตย์
.
กฤตย์ ทองคง
Narong Inkaew
เตือนไว้เสมอ

บัญญัติไตรยางค์ทางคณิตศาสตร์ ใช้กับการวิ่งไม่ได้เด็ดขาด

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Friday, April 24, 2020

หลังโรคระบาดผ่านไป บางคนอาจไม่กลับมา

หลังโรคระบาดผ่านไป บางคนอาจไม่กลับมา
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เพียงไตรมาสแรกของปีหกสิบสาม พวกเราถูกบังคับให้เปลี่ยนกิจวัตรวิ่ง เป็นอื่นโดยไม่เต็มใจ แทบจะไม่มีนักวิ่งไหนเลย สามารถวิ่งได้อย่างเดิมโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนใดๆ

มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนทำเลวิ่งออกกำลังกาย และการเปลี่ยนชนิดการเผาผลาญอาจสร้างรูปรอยถาวรให้กับกิจวัตรหลังโรคระบาดผ่านไป

แทนที่จะกลับไปวิ่งที่เดิม แทนที่จะฝึกเหมือนเดิม แต่รูปรอยกิจวัตรใหม่ที่มาทดแทนชั่วคราว กลายเป็นพฤติกรรมหลักเสียเลย สถานการณ์ที่กลับเป็นปกติแล้ว แต่เราไม่เปลี่ยนกลับ คงมีกันพอสมควร

อาจเป็นเพราะ การทดลองพฤติกรรมใหม่ๆ กลับสามารถตอบโจทย์ตัวเราที่ลึกได้กว่าเดิม

ต้องระวังให้ดี ว่าของใหม่ที่จะมีมา ต้องตอบสนองเป้าหมายรวมของเราได้ ต้องทำให้เรารักษาการวิ่งอยู่ให้ได้ แม้การวิ่งจะเปลี่ยนไป แต่ยังต้องวิ่งอยู่ หรือถ้าไม่วิ่งแล้ว แต่กิจกรรมใดที่จะเข้ามาทดแทนการวิ่ง ต้องนำชีวิตที่ไพบูลย์ มาได้ด้วย

จะมีคุณค่าใหม่ใดๆดีกว่าที่จะเข้ามาทดแทนจนถึงกับต้องเลิกวิ่งไป มีรึ ???

ถ้ามี ลองเข้ามาแลกเปลี่ยนดู เพื่อคนอื่นจะได้ร่วมอภิปราย ตัวเองต้นเรื่องอาจจะได้มุมพินิจใหม่ๆที่ละเอียดอ่อนกว่าการตริตรองโดยลำพัง
.
.
ทำเลวิ่งใหม่ของผู้เขียนพบโดยบังเอิญเมื่อถูกถอนรากจากทำเลวิ่งเดิม กลับพบที่วิ่งใหม่ที่ให้ร่มเงากับเราได้ขณะวิ่งตั้งแต่บ่ายสามโมง ที่หาไม่ได้ในที่อื่นใด
.
บทความนี้เป็นบทความสดจริงๆ แบบไร้กระดาษร่างใดๆ
ลงแต่แรกไม่ได้เป็นบทความ เป็นแค่กลุ่มของประโยคปรารภเท่านั้นเอง ในความคิดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเผินๆเป็นชั่วคราวจนกว่าจะหายระบาด แต่สิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า มันก่อความเปลี่ยนแปลงเราลึกซึ้งกว่าที่คาดหมาย
มีความเป็นไปได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในบางราย
แต่เนื้อหาผ่านการเติมสมบูรณ์ ผ่านการแก้ไข ตรงลัดจากสมองสู่เครื่องพิมพ์เลย หน้าตาจึงเป็นบทความขึ้นมาทีละน้อย กลางดึกคืนวาน ที่หลายคนหลับหมดแล้ว
ภาพประกอบไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการระบาดใดๆ แต่อารมณ์ของภาพมันหม่นมัวและสร้างริ้วรอยความไม่มั่นใจ
นั่น...สำหรับอารมณ์แล้ว ไปทางเดียวกันเลย
.
ที่บอกว่าหลายคนอาจไม่ได้กลับมา ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจหมายความว่าเขาตายนะ
หมายความเพียงว่า เขาพบหนทางใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจจากการถูกบังคับให้เปลี่ยนพฤติกรรมออกกำลังกาย และไปๆมาๆ ตอบสนองเขาได้ดีกว่าเดิม
.
และแล้ว ก็มีพวกเราบางคนที่ "เจิ่น" จากหยุด Covid ไป เพราะมันหยุดนานระดับหนึ่ง ยังผลให้ พอผ่อนคลาย Covid พบว่า เรา "ต่อไม่ติดแล้ว"
ที่คือเมนหลักไอเดียบทความนี้ เพียงแต่ไม่ได้กล่าวถึงตรงๆ
ก็ต้องจัดตั้งกันใหม่ ถ้าคุณเห็นว่า "การวิ่งมันดีจริง"
เป็นเรื่องที่อาจมีความแตกต่างกันไปแต่ละราย
มีกิจกรรมทางกาย ที่ทดแทนออกกำลังได้หรือไม่
ถ้ามี การกลับไปวิ่ง(ถ้ามันฝืน) ก็ไม่จำเป็น
แต่ถ้าไม่มี การกลับไปวิ่งน่าจะจำเป็น
จงเลียนแบบการวิ่งครั้งแรกของเรา เราเริ่มฝ่าความเคยชินออกมาได้อย่างไร เลียนแบบกลับไปอีกครั้ง
.
ทำใจไว้เลยว่า ตลอดการวิ่งจนบรรทัดสุดท้าย หนีการรับมือตกฟิตไม่พ้นเลย
ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง
.
ทั้งหมดเป็นกระบวนการทำความกระจ่างชัดในตัวเราเอง เราเป็นใคร มาจากไหน จะไปไหน และมีคุณค่าประมาณใด มีความเด็ดเดี่ยวแค่ไหน น่าเลื่อมในหรือไม่เพียงใด เราจะได้รู้กัน
ในอีกด้านหนึ่ง การวิ่งมันดีเช่นนั้เอง มันเอื้อให้เราประจักษ์ตัวตนชัดแจ้งด้วย

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Sunday, April 19, 2020

สมควรจะฝึกวิ่งอย่างไร เมื่อโรคระบาดผ่านไป


.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ช่วงโรคระบาด Covid นักวิ่งตกฟิตกันมากเพราะเหตุแห่งการปรับเปลี่ยนชนิดและทำเลฝึก

บางรายถึงกับเอาระยะมาราธอนมาขดเป็นวนรอบบ้านจนน่าเวียนหัว

ใครทำได้ก็ทำไป สิ่งสำคัญอยู่ที่ อย่าให้มันหนักเกินไป อันอาจนำมาซึ่งภูมิต้านทานตกระยะนี้ เพราะความที่ Covid จะแทรกได้ง่าย

มีค่าสหสัมพันธ์ที่แน่ชัดระดับหนึ่งว่า การรับเชื้อแล้วอาจไม่ป่วยไข้ มีความเป็นไปได้จากภูมิต้านทานเดิมที่แข็งแรง และตรงกันข้าม กับการฝึกหนัก หวังว่าการกลับไปในภาวะปกติ จะยิ่งฟิตกว่าเก่า เพราะการที่โหมฝึกหนักในช่วงนี้

และเราจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไร ไม่มีใครที่สามารถบอกได้

ความสำคัญของการตกฟิตจากการฝึก ย่อมเป็นรอง "ความอยู่รอด"

แต่ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าเราต้องหลุดจากพันธนาการ Covid แน่ กลับเข้าสู่เงื่อนไขการซ้อมที่เป็นปกติ

ตรงนี้แหละ จะเป็นเรื่อง ที่เป็นความจำเป็นที่ผู้เขียนต้องวางดักไว้ก่อน จะรอให้ Covid เริ่มซาลงจะไม่ทันการ จะเกิดเรื่องที่พวกเราเสียก่อน

อย่ากลับเข้าการซ้อมปกติ เท่าที่ตัวเองเคยทำได้อยู่ก่อนโรคระบาด เพราะความจำกัดของชนิดการฝึกและทำเลการฝึก

การฝึกไปอย่างไรย่อมมีผลต่อการตกฟิตไม่มากก็น้อย ในภาพรวมทั้งประชาคมวิ่ง การ Plank ที่เห็นทำกันมากและบ่อยๆไม่สามารถประเทืองความฟิตชดเชยที่นักวิ่งสูญเสียไปได้

ดังที่เขียนบอกไว้เป็นระยะๆแล้วจากที่ต่างๆว่า เงื่อนไขต้นทุนความเหนียวแน่นและความฟิตปัจจุบันของเรา ย่อมไม่ใช่ของเดี๋ยวนี้ เมื่อฟิตแล้วย่อมตกฟิตได้จากเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป

การกลับเข้ามาฝึกใหม่หลังจาก Lay off ไป ย่อมสมควรที่จะลดดีกรีลง ตามเงื่อนไขความเป็นจริง มิใช่เป็นไปตามความต้องการของผู้ฝึก

การระมัดระวังตัวแบบนี้ โดยปกติพวกเรามักจะใช้เมื่อกลับมาอันเนื่องมาจาก Recovery จากบาดเจ็บ

แต่ ณ ชั่วโมงนี้ การ Lay off เป็นเงื่อนไขสังคมวิ่งทั้งสังคม ไม่ใช่แค่ไทย แต่เป็นทั้งโลกเลยทีเดียว

ถามว่า แล้วเราจะต้องลดลงขนาดไหน ณ ความเข้มข้นฝึกใดที่จะพอเพียงและเหมาะสมกับการกลับไปปกติ เราไม่สามารถบอกได้ แต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกันมากเกินไปที่จะระบุได้ในที่นี้ ใช้สามัญสำนึกกันเป็นรายๆก็แล้วกัน แต่ภาพรวมต้องลดอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะ Key Workouts สำคัญเช่น ขอด หรือ Speedworks ไม่ควรจะลงก่อน 3 สัปดาห์แรกของการกลับมา

สิ่งนี้ผู้เขียนถือว่าได้รับผิดชอบบอกเตือนพวกเราไปแล้วนะ
.
.
กฤตย์ ทองคง
19 เมษายน 2563
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

ความเป็นเหตุเป็นผลของความบาดเจ็บจากวิ่ง


ความเป็นเหตุเป็นผลของความบาดเจ็บจากวิ่ง
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ความบาดเจ็บจาการวิ่งมันเป็นชุดของผลลัพธ์ระหว่างพฤติกรรมวิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ที่ผสมผสานรวมตัวกับต้นทุนเรือนร่างที่จำกัดในท่วงทำนองสะสม

ซึ่งการจะไปจัดการกับผลลัพธ์ใดๆ ต้องสาวกลับไปหาสาเหตุนั้น แต่พวกเรากลับไม่ดำเนินไปตามครรลอง ไม่สืบสาวหาอะไรเป็นต้นสาเหตุ แต่มุ่งโฟกัสรับมือกับความยุ่งยากเฉพาะหน้าเป็นคราวๆไป

เมื่อวิ่งแล้วได้รับบาดเจ็บ มีเป้าหมายทำอย่างไรให้กลับไปวิ่งได้ แต่ไม่ได้ดูว่าที่ผ่านมาตัวเองวิ่งมาอย่างไร ก็คือ วิ่งต่อไปทั้งๆบาดเจ็บนั่นแหละ
แทนที่จะดูสาเหตุแล้วแก้ที่สาเหตุคลาดเคลื่อนนั้น

นักวิ่งที่เจ็บมักมีสาเหตุใหญ่ๆหลักๆอยู่ 3 ประการ ดังนี้

1) Too Much
2) Too Fast
3) Too Soon

อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

ในทางตรรกะ ก็ต้องไปลดปัจจัยเหล่านั้นลง แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องให้มันหายดีเสียก่อนที่จะไปลดลง

ในสภาพที่บาดเจ็บ มันเป็นสภาพที่เลยการลดแผนฝึกลงมาแล้ว

รวมทั้งการเขยิบความสามารถของอวัยวะและกลุ่มอวัยวะให้แข็งแรงรับมืองานหนัก แต่จะทำกายภาพหรือกายบริหารให้ตรงใดแข็งแกร่งขึ้น ก็ต้องทำตนให้หายดีเสียก่อน ไม่ใช่ทำตอนยังเจ็บอยู่

การลดทอนแผนฝึก ต้องลดตั้งแต่ความเครียดล้าตั้งเค้าจากสัญญาณแรกๆ ลงถ้าความเจ็บตั้งมั่นในเรือนร่างแล้ว มันคือการ Strike back ของธรรมชาติตอบโต้ กลับมาจากการฝึกที่เลยระดับของตัวตน และเราต้องอยู่ในสภาพ "รับกรรม" ไปให้สุดทาง

เปรียบเสมือนทำผิด กฎหมาย ต้องรับฑัณฑ์ ติดคุกก่อนอื่น การดำริคิดอ่านจะทำใหม่ ต้องออกคุกเสียก่อน การวิ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน ต้อง "หยุดวิ่ง"สถานเดียว รับกรรมให้สุดทาง

ความดำริสรุปบทเรียนเอาไว้จากประสบการณ์เป็นแนวทางต่อไปข้างหน้าต้องทำหลังจากออกคุกก่อน มันทำได้แค่นั้นเอง ไม่ใช่ยา ไม่ใช่การ Treatment ใดๆ และไม่ใช่รองเท้ารุ่นใหม่ๆด้วย

ตราบใดถ้าไม่เริ่มจากการทำความเข้าใจใหม่ๆเกี่ยวกับวิ่งและผลของมันที่มีต่อสรีระ มันจะไม่ได้แก้ไขอะไร จะวนรอบและกลับมาใหม่ ในชุดของ เจ็บ>ชะงัก(แต่ไม่หยุดจริง)>สงบลง(ไม่ได้หาย)>กลับมาซ้อมอีก Too early อย่างหักโหมทดแทนที่หายไป> กลับมาเจ็บอีกครั้ง วนเวียนเป็นวัฏจักรที่ไม่สรุปบทเรียน

พวกเราจะหลุดจากวงจรที่เลวร้ายนี้ได้อย่างไร ?.
.
.
กฤตย์ ทองคง
19 เมษายน 2563.
.
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Tuesday, April 14, 2020

นักวิ่งจิตตกจากโรคระบาด

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
https://www.facebook.com/60894670532/posts/10163483113025533/

ถาม..........

อาจารย์มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ กรุณาให้คำแนะนำ เผื่อมีบางคนจิตตก และอาจเป็นข้ออ้างในการบอกว่า "ออกกำลังกายก็ตาย" แต่ดวงยังเชื่อมั่นว่า การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ยังมีประโยชน์นะคะ กราบขอบพระคุณอย่างมากค่ะ

Duanghathai Pumbansouw
10 เมษายน 2563

ตอบ..........

มนุษย์เรา กับความตายเป็นของคู่กัน ว่าแต่ของใครจะมาถึงเมื่อไรเท่านั้นเอง ที่สาเหตุการตายก็มีหลากหลายมากมาย ทั้งที่เราเข้าใจ และอาจะเป็นไปอย่างคาดไม่ถึง

ไม่ต้องการเอ่ยถึงในมิติทางการแพทย์ และสาเหตุด้านสรีระ เพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญทางนี้

ความตายและการจากพราก ยมบาลและชะตากรรมมีส่วนค่อนข้างมาก สุดวิสัยที่ใครจะหาข้อสรุปว่าเป็นเพราะเหตุใดแน่ชัด

บางครั้งบางคน ควรตายเหลือเกิน แต่ไม่ยอมตายสักที บางครั้งยังไม่ควรตาย ก็จากไป

การตายในลิฟต์ ไม่ได้หมายความว่าตายเพราะลิฟต์ เพียงแต่เราไปตายในนั้นเท่านั้นเอง การเป็นเอดส์ตาย ก็ตายเพราะโรคอื่นๆแทรกที่ควรรอดในคนทั่วไป แต่ตัวเขาเองกลับเอาไม่อยู่เท่านั้นเอง

คนเราตายได้ทุกที่ ได้ทุกเหตุ แล้วแต่ปัจจัยใดเป็นประเด็นหลักเป็นรอง

เป็นความเข้าใจผิดเอามากๆที่คาดหวังว่า วิ่งแล้วอายุจะยืน เป้าหมายการวิ่งไม่ได้อยู่ที่ให้ตายช้า แต่กลับเป็นคุณภาพชีวิตก่อนตายต่างหาก แม้รายในคลิปนี้ ก็พบว่าคุณภาพชีวิตของเขากลับดีขึ้นก่อนจากไปด้วยซ้ำ ก่อน Covid จะมาตั้งนาน

อย่างสั้นๆ คือ เราวิ่งเพื่อให้ เราถึงพร้อมในการมีองค์ชีวิตที่รับใช้เราได้หลักๆ 3 อย่าง ต่อไปนี้ให้ราบรื่นไม่สิ้นเปลือง

1) อยากกินอะไรได้กิน
2) อยากไปไหนได้ไป
3) อยากทำอะไรได้ทำ

ขอย้ำว่า การวิ่งเพื่อสุขภาพมิได้มีเป้าหมายเพื่อให้อายุยืน จะยืนหรือไม่ ช่างมัน ให้มันเคลื่อนคล้อยไปตามครรลอง ได้แค่ไหนแค่นั้น แต่ก่อนเวลานั้นจะมาถึง เราย่อมสามารถแน่ใจได้ว่า การวิ่งจะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีแน่ อย่างน้อยที่สุด เราก็มีตัวอย่างที่แสดงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากมายกว่าตัวอย่างการตายก่อนเวลาอันควร

ดีเสียอีกที่ข่าวการจากไปของพวกเราบางท่าน จะยังผลให้นักวิ่งทั่วไปดำเนินวิ่งไปอย่างไม่ประมาท อย่าทรนงตัวเกินไป Covid อาจนำพาเราจากไปได้เสมอ การทำตัวจะได้เป็นไปอย่างระมัดระวัง

ใครจิตตก แล้วเอาระบบตรรกะไปสรุปว่า "เห็นมะ ออกกำลังกายก็ตาย" นำไปสู่ข้อสรุปคล้ายๆกับว่า "แล้วเราจะออกกำลังไปทำไม"

ถ้ามีการสรุปแบบนั้นก็ป่วยการอธิบาย ควรปล่อยไป ใครอยากเลิกวิ่ง ก็ตามนั้น

ลึกๆผมเชื่อว่า คำสรุปเพี้ยนๆเหล่านี้ออกมาจากปากของผู้ไม่นิยมออกกำลังมากกว่าคนออกกำลัง

น่าจะเกือบร้อยละร้อยของประชาคมสุขภาพจะไม่เลิกออกฯ แม้ว่าจะต่อให้ล้มตายกันมากกว่านี้ก็ตาม ทั้งคุณผู้ถามและผมก็ไม่ใช่รายที่ยกเว้นด้วย

ภัยคุกคามนักวิ่งที่มากกว่าอย่างท่วมท้นและเป็นจริงเป็นจังกว่า กลับอยู่ที่ "ภาวะออกกำลังเป็นพิษ" เช่นจากลัทธิแก้ต่างๆ จากพวกบ้าวิ่ง ออกฯ มากเกินความพอดีเหมาะสม

- Too Much
- Too Fast
- Too Soon

หนักต่อหนัก ผ่อนพักไม่พอ เจ็บยังไม่ทันหาย เสนอหน้ามาวิ่งก่อนเวลาเหมาะสม ซ้ำเติมความชอกช้ำ

สุขภาพแทนที่กำลังน่าจะได้ดี ก็พลอยไม่ได้ ตกหล่นเสียหาย ตรงนี้ เป็นกันมากกว่าอย่างท่วมท้น

ไม่มีเสียหรอกที่ตายกันแล้ว จะวิ่งซาลง หรือเลิกไป

ภาวะจิตที่ตก ก็คงมีลดลงบ้าง แต่ที่จะเลิกคงไม่เลิก

ประเด็นน่าจะเคลื่อนมาอยู่ที่ เราจะวิ่งในท่วงท่าต่อไปอย่างไรต่างหาก ในสถานการณ์อย่างนี้ และนี่คือข้อสรุปที่ตรงเผ็งเลยครับ

ขอย้ำ...
การวิ่งไม่ได้มีจุดประสงค์ให้อายุยืน แต่คือคุณภาพชีวิตต่างหากครับ

จนกว่าจะถึงเวลานั้น
.
.
กฤตย์ ทองคง
14 เมษายน 2563
.
พึงทำกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด คือ.........
มีข้อห้ามข้อแนะนำใดๆให้ทำอย่างไรกับโรคระบาดมาเยือนนี้ ก็จงทำเสีย ทำตามอย่างที่คุณเชื่อ
ก็รู้กันทั้งนั้นใช่มะว่ามีอะไรบ้าง แล้วขยายมันไปสู่ Universal ด้วย ไม่ใช่ดูแต่ตัวเอง
เราควรทำตัวเผื่อว่านาทีนี้เราเป็นอยู่ ติดเชื้อแล้ว แต่ไม่แสดงอาการ และเราไม่รู้ตัวด้วย สถานการณ์เช่นนี้ เราควรทำตัวอย่าไร ระวังการเข้าหาคนไปพร้อมๆกันไม่ว่าเราจะติดเชื้อหรือยังปลอดอยู่
อย่ามองเพียงมิติเดียว
ทำไปแล้ว ในที่สุดจะตาย หรือจะรอด หรือไปต่ออย่างปอดผุ ก็ตามนั้น
ผู้เขียนไม่มีทางออกให้
ความตาย จริงๆแล้ว น่ากลัวน้อยกว่าความกลัวตายมาก และเราถูกคุกคามจากความกลัวตายนี้มากกว่าความตายเสียเอง เริ่มตั้งแต่นาทีแรกที่จิตตกแล้ว
.
คนเรานะ มันจะไม่วิ่ง มันก็ไม่วิ่ง ไม่ว่าเหตุผลจะดีอย่างไร ตลอดระยะเวลาถ้ามีัเหตุใดๆ ลากดึงให้โยงพันเกี่ยวกับการวิ่งแล้วเป็นผลร้ายขึ้น มาตะครุบเอาไปเล่นได้ทันที เราไม่ต้องไปให้ความสนใจ ปล่อยผ่านไปดีที่สุด
เป็นวิธีที่จะจัดการที่ดีที่สุด
เราวิ่งของเราต่อเท่านั้นเอง

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, April 8, 2020

เริ่มต้นวิ่ง

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การเริ่มต้นวิ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์วิ่งมาเลย ให้เริ่มลงมือวิ่งไปพร้อมๆกับค้นคว้าว่าจะวิ่งอย่างไรด้วย(ทฤษฎีไปพร้อมๆกัน) อย่าเอาแต่วิ่งอย่างเดียว

วาระนาทีนี้ การวิ่งของคุณย่อมไม่เหมือนนักวิ่งอื่นทั่วไป คือไม่ใช่ต้องวิ่งให้เท่าคนอื่นทั้งปริมาณและความเร็ว อย่าคิดว่าจะน้อยหน้าหากเราวิ่งได้แค่นี้ ไม่เท่ากับคนอื่น ที่มักจะเป็นความผิดพลาดยอดนิยมของมือใหม่ทุกคน ที่คิดเอาเอง จะบอกได้เลยว่าคิดอย่างนี้จะเป็นความตีบตันของตัวคุณเอง และเป็นทางนำไปสู่ความที่จะล้มเหลวในอนาคต เกือบทั้งหมด

ถ้าตรงกับตัวใคร ขอให้ท่านมือใหม่ เรียบเปลี่ยนทัศนคติทันที และหากท่านมีนักวิ่งเก่าที่เป็นพี่เลี้ยงตอนเริ่มต้น ก็ให้เขาก้าวเข้ามากำกับความคาดหวังของมือใหม่ด้วย

วาระนาทีนี้ ของมือใหม่ ไม่ใช่วาระแห่งระยะทางและความเร็วใดๆมากกว่าการพยายามสร้างกิจวัตรใหม่ให้ต่อเนื่องได้จริง (Establishment)

ขอให้ตระหนักว่า มีพฤติกรรมทดลองทำบางอย่างเท่านั้น ที่จะกลายเป็นกิจวัตรใหม่ได้ แต่ไม่ทุกอย่าง

ไฮไลท์ของการวิ่งตอนนี้อยู่ที่ การสร้างความ "เป็นประจำ" ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอตลอดไป ไม่ใช่ทำแค่ตอนเห่อ ไม่ใช่ทำไม่กี่เดือน แต่ตลอดชีวิต การวิ่งไม่ใช่กระแสแฟชั่น แต่เขาเป็นกันไปตลอด รับกันได้หรือเปล่า

ภายในสัปดาห์แรก ผู้มุ่งหวังวิ่ง จะเหลือเพียง 10% เท่านั้น หายไปเก้าสิบ ที่จะต่อเนื่องเกิน 7 วัน
และภายในเดือนแรก 10% ที่ยังอยู่ ทยอยหายไปอีก 90% นั่นคือเดือนหนึ่งผ่านไป มีผู้มุ่งหวังวิ่งที่ยังต่อเนื่องวิ่งไปได้เพียงเปอร์เซนต์เดียว และเชื่อว่า เขาน่าจะเป็นนักวิ่งได้หลังจากนี้

ดังนั้นภายในเดือนแรกๆของ Beginners พึงให้การโฟกัสไปที่ทำอย่างไร เราจะมีพฤติกรรมใหม่ผ่านเดือนแรกนี้ไปให้ได้ ยังไม่ต้องคิดอย่างอื่น

1) ไม่ใช่ความเร็ว
2) ไม่ใช่ระยะทางเท่าไร

ถ้าละเมิด ทั้งสองตัวนี้จะกลายเป็นตัวอุปสรรคตัวหลักเสียด้วยซ้ำ และยังไม่ควรให้ทั้งสองสิ่งนี้เข้ามาก่อนในขวบปีแรกเสียด้วยซ้ำ
.
.
เพราะความที่พวกเขามือใหม่ ก้าวเข้ามาในสนามออกกำลังกาย ก็เจอแต่มือเก่าที่วิ่งมาตั้งหลายปี หลายคนเป็นนักวิ่งแข่งมือรางวัลมาลงขอดประจำสัปดาห์
ที่หากเรามือใหม่ ไปทำแบบเขาบ้าง ไม่ต้องมากเลย เพียง 10% ของที่เขาทำ เราก็จะเดี้ยงทันที จึงขอห้ามมือใหม่สวาปามทั้งความเร็วและระยะทางโดยเด็ดขาด
นักวิ่งอื่นที่หากเห็นว่าใครมาใหม่แล้วเริ่มเฉออกนอกแนวทาง ให้รีบเข้าไปกำกับให้แน่ใจด้วยว่า เขาเป็นผู้วิ่งที่มีความรู้ที่เพียงพอ เอาตัวรอดได้ในเดือนแรกของการวิ่ง ควรทำตัวอย่างไร
กล่าวได้อย่างไม่สะทกสะท้านว่า นักวิ่งชั้นดีควรเสือกเรื่องของคนอื่น ค่าที่ว่ามันเกี่ยวพันกับพันธกิจหลักประการสำคัญของพวกเรา คือ "การสร้างสมาชิกใหม่ที่มีคุณภาพให้กับประชาคมวิ่งด้วย"
.
Make sure ว่า ให้เขาโฟกัสเรื่องต่อไปนี้
1) ความเป็นประจำสม่ำเสมอ ทำเท่าที่ตัวเองถนัด จะวิ่งกี่วันก็ได้ ขอให้สม่ำเสมอก็แล้วกัน เริ่มจากตรงนั้นแล้วค่อยๆทยอยเพิ่มขึ้น ถ้าเขาพร้อม ก็ควรประมาณนี้(ตัวอย่าง)
1.1) 5 วันต่อสัปดาห์
1.2) วันละราวครึ่งชั่วโมง หรือแล้วแต่สภาพร่างกายแต่ละคน ส่วนมากขนาดนี้ได้ทุกคน
1.3) ควรถูกแนะให้มีการวอร์มและยืดเส้นให้ถูกต้องด้วย เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียน เห็นมาเยอะแล้ว นักวิ่งเก่าผู้ไม่ยืดเส้น ไม่วอร์ม ไม่คูลดาวน์ จะพบอุปสรรคของนิสัยเสียนี้ เมื่อวันหนึ่งเริ่มฝึกความเร็ว ล้วนมีรากเค้ามาจากการฝึกวันแรกสัปดาห์แรก ไม่มีใครกำกับให้ทำ แล้วติดนิสัยวิ่งเลย แล้วแก้ยาก
หนึ่งในอุปสรรคการเริ่มกลัดกระดุมผิดมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นนักวิ่งที่ไม่มีความพร้อมลงพัฒนาความเร็ว จึงยากมากที่จะแกะออกและมากลัดกระดุมใหม่ทั้งแถว ต้องจี้รายตัว เผลอเมื่อไรไม่ยอมทำ
สัปดาห์แรกๆจึงจำเป็นมากสำหรับการ
เซ็ทนิสัยของ Beginners ให้พร้อมต่อหนทางคลี่คลายในอนาคต ด้วยการเริ่มฝึกยืดเส้นและวอร์มอัพ ก่อนวิ่งและอีกครั้งหลังวิ่งเสร็จ ทุกวัน
ขอให้คนใกล้ชิดกำกับด้วย
การยืดเส้นอย่างไร ให้คลิกเข้าไปที่ Youtube ว่า "Stretching" แล้วคลิปยืดเส้นจะออกมาเยอะแยะ
.
1.4) ว่าด้วยเรื่องความเร็ว ที่เหมาะสม ขนาดไหน? วัดจากความเหนื่อย คือ ห้ามหอบเป็นอันขาด ใช้การหายใจเป็นการกำหนด
คุณต้องสมารถพูดได้อยู่ตลอดเวลา (Conversation pace) หรือภาษาวิ่งให้วิ่งที่โซน2ของผู้นั้นตลอด เมื่อจบแล้วให้ยืดเส้นก่อนกลับบ้านอีกครั้ง
1.5) การรับน้ำไม่ใช่การดับกระหายที่เป็นทางเลือกของพวกคุณ กินน้ำหรือไม่กินก็ได้ แต่ "ต้องกิน" เป็นกิจบังคับ
ทุกๆ 2-2.5 k หรือทุกไม่เกิน 20 นาที ไม่ว่าจะกระหายน้ำหรือไม่ก็ตาม
เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดที่ฝังหัวมาเนิ่นนานจากความโบราณว่า "อย่ากินน้ำมาก เดี๋ยวจุก" ที่เป็นความคลาดเคลื่อนเต็มแรง สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกๆที่ผู้เขียนปรารถนาจะลบออกจากสมองของนักวิ่งทุกคน
ให้รับด้วยปริมาณราว 150-250 ซีซี ก่อนลงมือฝึกจึงต้องเตรียมน้ำสำหรับตนเองมาให้พร้อม
.
1.6) หลังจาก 1 เดือนไปแล้ว พยายามเพิ่มระยะทางขึ้น(ไม่เพิ่มตัวความเร็ว) เดือนละ 10% สลับการทำซ้ำ Repeat ในความเข้มข้นเท่าเดิมไปมากกว่า 1 สัปดาห์
นี่เป็นความพยายามที่จะแกะตัวเขาออกจากภาวะ Sedentary life style ที่เขาเคยชินมาหลายสิบปี
และหากปราศจากโค้ชกำกับ ห้ามเล่นความเร็ว Speed works ใดๆ ในรายที่มีอายุพรรษาวิ่งต่ำกว่า 1 ปี แต่พยายามขยาย WM (Weekly Mileage) ขึ้นไปเรื่อยๆ (10% / Month)
ครบปีเมื่อไร ถ้าสมัครใจพัฒนาการต่อ ค่อยเข้ามาถามเป็นรายๆไปว่าจะฝึกอะไรต่อ
.
1.7) จงวิ่งอย่างสังเกตอาการ (Listen your body) แม้หลักการที่ให้มา จะช่วยลด Stress ลงไปบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะยังมี Stress มากเกินไปในบางราย ให้หยุดพักเมื่อเกิดมีสัญญาณเตือนจากความมากเกินไป ให้ตบหยุดทันที เพิ่มจากตารางฝึกสัก 1-3 วัน แล้วห้ามกลับมาชดเชยเป็นอันขาด ผ่านแล้วผ่านเลย ความรู้สึกที่จะเข้ามาชดเชยนี้ต่างหากกำลังพาไปสู่ทางตัน
สิ่งที่อาจเห็นคนอื่นปฏิบัติกันนั้น มันดีกับเขา แต่ไม่ดีกับเรา มันอยู่ที่วาระ
ณ ชั่วโมงนี้ คุณเป็นมือใหม่ มีพฤติกรรมวิ่งบางอย่างที่ควรทำ และมีบางอย่างที่ไม่ควรทำด้วยเช่นกัน เพราะคนเราไม่เท่ากัน
การวิ่งนอกจากเป็น Individual sport แล้ว ยังเป็น Individual develop ด้วย
การขาดซ้อมไปเพียงไม่กี่วันไม่ถึงกับทำให้ตกฟิต (7-15 วัน) อย่างที่พวกเรามักจะรู้สึก
ในแผน Marathon Taper โค้ชจะให้ผู้วิ่งเรียวแผนฝึกลง 2 สัปดาห์ ถ้าระยะเวลาเพียงเท่านี้ ความฟิตจะตกลงจริง โค้ชเขาไม่ให้เรา Taper แน่นอน
พวกเรามีความเข้าใจผิดในบริบทเวลาที่ทีต่อพัฒนาการวิ่ง
พวกเราขาดซ้อมเพียงแค่ 4-5 วัน ทำท่าจะลงแดง
การกลับมาวิ่งแล้วอืดนั้นหากผ่านการวอร์มช้าอย่างพอเพียง ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมในสองวัน และใน 20 นาทีแรกของการวอร์มผ่านไป วันที่สามก็ปร๋อแล้ว
นักวิ่งมักเอา 5 นาทีแรกของวันแรกที่กลับมาซ้อม เป็นการตัดสินความตกฟิต ที่เป็นเรื่องที่สำคัญผิดกันทั้งประเทศ
.
เป้าหมายและความใฝ่ฝันของมือใหม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะประสบการณ์พบเห็นแรงบันดาลใจมากขึ้นจากโลกใหม่แห่งการวิ่ง ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอ
แรกเข้ามาวิ่ง ย่อมไม่มีมือใหม่เลยสักผู้เดียวที่จะวิ่งให้เร็ว เข้ามาเพื่อแข่งขันวิ่ง ล้วนแต่มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพหรือลดน้ำหนักเท่านั้น
ในบรรดานักแข่งทั้งหมดสนาม ก็มาจากเริ่มเพื่อสุขภาพทั้งสิ้น
ไอเดียเรื่องความเร็วมาบังเกิดเอาภายหลังทั้งสิ้น
ณ โมงยามที่ดวงดาวใหม่ที่เริ่มส่งความระยิบระยับให้ประจักษ์ ก่อนการลงมือสานก่อใดๆ ผู้ฝึกควรรู้เสียก่อนว่า การสานก่อนั้นต้องทำอย่างไร รวมทั้งขั้นตอนเตรียมตัวก่อนเริ่มสานนั้นต้องทำมีอะไรบ้าง ไม่ใช่จู่ๆเลยก็ลงขอด
เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนหน้าใหม่เหล่านั้น แต่มาจากการป้่ายยาของพวกนักวิ่งหน้าเก่านี่แหละ ตัวดีเลย อันเกิดจากเพราะความไม่รู้บ้าง จากการบอกทางไปตายให้กับพวกเขาอย่างตั้งใจบ้าง
พวกนี้ต่างหากคือศัตรูหลักของวงการที่ชะงักงันให้การขับเคลื่อนมีความจำกัดลง
คนเก่าที่มีบทบาทนี้แหละแทนที่จะมีบทบาทสำคัญแต่กลับทำตัวถ่วงที่สำคัญ สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในเหล็กเอง
.
การจะยกระดับนักวิ่งเพิ่มขึ้นต้องรู้
- ทำอย่างไรเริ่มต้นวิ่งสำหรับมือใหม่
- ทำอย่างไรจะพัฒนาความแข็งแกร่ง
- ทำอย่างไรที่จะเข้าสู่ ภาวะ Competitive running
ทั้งหมดไม่เหมือนกัน มันเป็นเฉดระดับที่มีความอ่อนกลางแก่แตกต่างกันไป
ที่เราต้องพินิจทรัพยากรดั้งเดิมที่ทีอยู่ของแต่ละคนว่ามีอะไรบ้าง ถ้าไม่มีอยู่หรือมีน้อย เราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย
นี่คือเหตุผลที่ว่า ต่อให้เราเอาแผนฝึกของคิปโชเก้มาประยุกต์ดัดแปลง อย่างไร เราก็ทำไม่ได้ครับ
มันต่างระดับกันมากเสียจนกระทั่งสิ้นสภาพการประยุกต์ใดๆ ต้องเขียนใหม่หมด
จึงขอเอ่ยเตือนมา ณ ที่นี้ว่าเห็นพวกเราบางคน เอาแผนวิ่งของนักวิ่งพระกาฬมาลดทอนและประยุกต์ใช้ ว่าต้องเอามาจากคนที่เหนือเราเล็กน้อย ไม่ใช่เอามาจากมนุษย์ต่างดาว ต่างกาแลคซี่ มันไม่ใช่อะ...
ขอย้ำว่า แม้จะเอามาลดแล้ว ก็ยังใช้ไม่ได้ครับ ที่หลายคนกำลังพยายามทำ
.
การเริ่มต้นของ Beginners ต้องวางรากฐานลงเสาเข็มให้ลึกอย่างพอเพียง
ทุกตึกใหญ่ของทุกโครงการ เราจะเห็นล้อมรั้ว สร้างกันภายในไปตั้งนาน เห็นแต่แทงเข็มลงไป ลงไป หายลงดิน แต่ก็ไม่เห็นอะไรโผล่ขึ้นมาสักที
ยิ่งตึกใหญ่เท่าไร ฐานรากยิ่งลึก
ลองชะโงกรั้วเข้าไปดู มันเริ่มแต่ฐานรากและ Basement สร้างหาย สร้างหายลงไปในดิน ไม่มีอะไรโผล่มาให้เห็น นี้คือธรรมชาติของทุกตึก
การต่อเติมสร้างตึกใหญ่ลงไปบนโครงสร้างตึกแถวสามชั้นเดิม ก็เป็นไปไม่ได้ ต้องทุบลงก่อน ลงเข็มใหม่หมด
นักวิ่งหลายคนแต่เริ่มต้นก็ผิดแล้ว มีความพยายามที่จะต่อใหม่เข้าไปในฐานเดิม ฐานการวิ่งเก่าที่ไม่พอ จึงพบว่า ฝึกไปเท่าไรก็ไม่ขึ้น ขึ้นก็เจ็บ
ต้องกลัดกระดุมให้ถูกเม็ด จากที่กลัดผิด ต้องถอดออกหมดก่อน และกลัดเข้าไปใหม่ ทุกอย่างมันมีขั้นตอนและวาระของมัน
นี่คือที่มาครับ ทำไมผู้เขียนถึงให้ผู้มุ่งหวังหน้าใหม่ทุกคนเริ่มสะสม WM ตั้งแต่ขวบปีแรก และห้ามฝึก SW (Speed works) ใดๆ ก่อนเวลานี่เอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
8 เมษายน 2563
.
เสื้อ+เหรียญเขามีให้แก้เบื่อ
จากการวิ่งวันแล้ววันเล่า มันไม่เกิดอะไรขึ้นมา อาจทำให้เบื่อหน่าย
จึงคิดกลวิธีที่ให้กิจกรรมหายความน่าเบื่อด้วยการพยายามทำให้การวิ่งมันเป็นเกมขึ้นมา
เพื่อมีแรงใจ กลับไปฝึกบ้านใครบ้านมัน
ครบเวลาเราก็นัดมาวิ่งด้วยกัน เอาฝีเท้ามาประกวด กันสนุกสนาน มันก็มีแค่นี่เอง
ชนะแพ้ไปก็เป็นเรื่องสมมุติเท่านั้น
ไม่ว่าแพ้กรือชนะ เราก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน
เมื่อเรารู้เท่าทันความประการนี้แล้ว
ก็ใช้กลไกนี้ให้เป็นประโยชน์
ใดๆถ้ามันจะเฉไฉหลุดออกนอกทางที่ควรจะเป็น ผันผายเป็นโทษกับตัวเอง กับวงการก็เว้นเสีย
อย่าลุ่มหลงเอาจริงเอาจังกับมันจนต้องไปกินยาโด้ปเพื่อเอาชนะ จนต้องโกงแข่งขันกันเพื่อโพเดี้ยม จนต้องกลับไปโหมฝึกเอาเป็นเอาตายจนบาดเจ็บ มันไม่ใช่อะ แบบนี้
มองให้ลึกลงไปถึงปรัชญาการวิ่ง แล้วจะเห็นเองว่า การวิ่งที่ควรคืบไปข้างหน้า จะมีทิศทางควรเป็นอย่างไรทั้งต่อตัวเราเองและประชาคมวิ่งทั้งมวล

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่