Friday, February 26, 2021

รู้ , เข้าใจ , ใช้ , และวาง (Symphony)

 รู้  ,  เข้าใจ  ,  ใช้  ,  และวาง

(Symphony)

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

สิ่งที่สามารถประมวลชีวิตวิ่งทั้งหมดให้กระชับความเข้าใจที่สั้นที่สุดอยู่ใน 4 คำนี้เท่านั้น

รู้  ,  เข้าใจ  ,  ใช้  ,  และวาง

1)  "รู้"  ว่าโลกนี้มีการวิ่งอยู่  ทั้งการวิ่งโอลิมปิค และที่เอาเป็นเลิศ  และเพื่อประเทืองสุขภาพ  รวมถึงมิติสอยดวงดาว  ฯลฯ

รวมความไปถึง ตัวองค์ความรู้ที่ว่าด้วยแต่ละวิธีการ เพื่อไปสู่แต่ละเป้าหมายนั้น  ทั้งประวัติศาสตร์ไปข้างหลังที่ผ่านมา และวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมุ่งไปข้างหน้า  ที่เป็นการาประมวลผลถึง How to เป้าหมายวิ่งทั้งหลาย

2)  "เข้าใจ"  ว่าแต่ละชนิดของตัวเลือก  ต้องเข้าถึงแต่ละวิธีด้วยวิธีืี่แตกต่างกัน  ไม่่ใช่ว่าวิ่งเพื่อเป้าหมายใดดีกว่าเป้าหมายใด  ต้องเข้าใจว่า "มันมีวิธีอยู่  และเราต้องเข้าถึงมัน ด้วยท่วงท่า Approach นั้นอย่างไรด้วย

แล้วตัวของเราที่วิ่งนี่  เราต้องการอะไร เพื่อสุขภาพ หรือเพื่ออันดับสนาม หรือเพื่อสอยดวงดาว  เราต้องตามไปเข้าใจถึงวิธีการ How to นั้นให้เข้าใจในหลักการทางกว้างๆเสียก่อน  ส่วนรายละเอียดจะตามมา

และถ้าภาพกว้างถ้าไม่เคลียร์ ตอนลงรายละเอียด เราจะเพี้ยนง่ายๆ

เมื่อทำได้ดังนี้  จะทำให้เราสามารถมองข้ามปรากฏการณ์ความแตกต่างของแต่ละโค้ช ที่อาจให้คำแนะนำที่แตกต่างออกไปว่า  เจตนาปลายทางที่สุด  เป้าหมายที่แนะนำนั้น เขาตั้งใจจะพัฒนาอะไร

เมื่อได้มองเห็นภาพรวมอย่าง Perspective แล้ว  ข้อที่อาจคลางแคลงใจในการฝึกทุกชนิด รวมถึงความสงสัยในตัวโ้ค้ชแต่ละท่าน จะลดลงโดยอัตโนมัติ

ทุกคำแนะนำ  ทุกสูตร  ทุกโค้ช ล้วนนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันทั้งนั้น  แต่อาจด้วยวิธีที่ต่างกันเท่านั้นเอง

มันเป็นจุดที่ไร้ความขัดแย้งโดยสิ้นเชิง  สรรพสิ่งที่ว่าด้วยเรื่องวิ่ง  มีเพียง "สิ่งเดียวเท่านั้นเอง

อย่างฉับพลันทันทีที่เข้าใจ  ผู้วิ่งจะหยั่งถึงโดยอัตโนมัติว่าด้วยเป้าหมายวิ่งของฉันนี้  ฉันจะ Approach ด้วยวิธีอย่างไร ?

3)  "ใช้"  วิธีการทำความเข้าใจทั้งประการที่ 1) และ ประการที่2  มาประยุกต์เข้ากับตัวเราเอง  ที่เราย่อมมีจริตและแนวโน้มต่างๆอาจไม่เหมือนคนอื่น  เพื่อให้เข้าถึงตรงนั้น  เราจะต้องหันเหด้านมุมของเราอย่างไรเข้าหาก่อน  รวมไปทั้งระดมเทคนิคต่างๆประดามีที่เป็นต้นทุนทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้เพื่อการนี้  ถ้าไม่มี หรือมีไม่พอ  เราย่อมหาได้จากที่ไหน  จะเอาอะไรมาทดแทน เพื่อความลุล่วง ("ลุล่วง" ไม่ได้แปลว่าสำเร็จนะ)

4)  "ละวาง"  เมื่อเราถึงเป้าหมายแล้ว  เราต้องอยู่กับมันได้อย่างสง่าผ่าเผย (Smart) ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องมีอะไรมารองรับทั้งสิ้น  ความเปลี่ยนแปลงที่ทยอยมีมา  ผันผ่าน แปรเปลี่ยนไปตามเวลา  หาได้ทำให้เราคลอนแคลนมั่นคงใดๆไม่

หากไม่เป็นไปตามนี้ แสดงว่า 1)+2)หรือ+3) ตกบกพร่องตรงหนึ่งตรงใด ต้องกลับไปทบทวนซ้ำเพื่อความแม่นยำอีกครั้ง

จุดสูงสุดที่ตัวเองเข้าถึง  มิอาจทำให้หลงตัวเอง  แม้ในจุดที่ต่ำที่สุด ก็มิได้ทำให้น้อยเนื้อต่ำใจ แต่อย่างใด

เหรียญ Pondering ที่ได้มา หรือแม้กระทั่งเหรียญ M เหรียญที่พัน หรือแม้กระทั่งหลักชัยใดๆ  ถ้่ายังคล้องคอด้วยความรู้สึกอหังการเหนือกว่าละก็  คือ  "การสอบตก"  ที่เรานั่นแหละที่จะเป็นกรรมการผู้ตัดสินท้ายที่สุดอยู่ดี

ย่างเข้ามายกสุดท้่ายแล้ว  ผู้ประเมินต้องเป็นเราเอง

จงอยู่กับมันให้ได้ทั้ง 4 ช่วงชั้น

-  รู้การวิ่ง

-  เข้าใจวิ่ง

-  ใช้การวิ่ง

-  และวางการวิ่งลง

นักวิ่งใดที่มาถึงขั้นนี้เมื่อไร ถือว่า เจนภพ จบกระบวนวิ่งแล้ว

ถ้าเพียงตระหนักว่า  นาทีนี้ตัวเองยังชั้นประถมกำลังอยู่ชั้นประถม1) หรือ 2) อยู่  ย่อมเป็นนิมิตหมายที่ดีในตัวของมันแล้ว

โชคดีนะจิม...ขอให้ถึงเป้่าหมายของพวกคุณทุกคน

.

.

กฤตย์  ทองคง

26 กุมภาพันธ์  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, February 24, 2021

ความจำกัดของการเอาสนามแข่งเป็นสนามซ้อม

 ความจำกัดของการเอาสนามแข่งเป็นสนามซ้อม

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือหลักการที่สำคัญมากที่ผู้วิ่งเอาไปจัดการกับมาราธอน

การมีโค้ชช่วยควบคุมก็คือ ทางลัดจะกำหนดแนวทางฝึกคร่าวๆดีกว่าสุ่มทดลองไป  โดยไม่มีเกณฑ์ใดๆยึดกุมเลย

เขาจะจำลองเงื่อนไขให้ผู้ฝึกเอาไปทำ  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวนั่นเอง  โค้ชไม่ได้ทำอะไรที่มากไปกว่านี้

ตัวอย่างที่นักวิ่งต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างหนึ่งก็คือ

"การวิ่งช้าต้น"  โดยเฉพาะในการวิ่งระยะไกล

รู้กันทั้งนั้นแหละว่า  ต้องช้าทั้งนั้น  จุดยากไม่ได้อยู่ตรงนี้

แต่กลับอยู่ที่ว่าช้านั้น  ช้าขนาดไหนต่างหาก

ผ่านการทดลองทำ  ผ่านการซ้อม  เราย่อมแม่นยำขึ้น

แต่้พราะโลกมันละเอียดซับซ้อน  วันเวลาผ่านไป  ตัวเราไม่ใช่คนเดิม  มันผันแปรเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัย  เราอาจแกร่งขึ้น หรือขาดซ้อมอ่อนแอลง  ความพร้อมต่อการวิ่งจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย

จากเดิมที่เราคิดว่า  ด้วยการวิ่ง "ช้าต้น"  ที่กำลังทำอยู่นี้ แม่นยำแล้ว  แต่มานาทีนี้ กลับไม่ใช่แระ  เพราะความเหนียวแน่น ต้นทุนร่างกายมันเปลี่ยนไป

การยังใช้แผนเดิม  ก็จะผิดพลาดโดยง่าย  นักวิ่งจึงมีความจำเป็นต้องหยั่งถึงระดับความเป็นตัวของตัวเองตลอดชีวิตวิ่ง

ไม่ได้หมายความว่า ระดับฟิตที่เราเคยทำได้แล้วนั้น  จะอยู่กับเราตลอดไป

แค่ 2-3 เดือนที่อาจจางคลายไปบ้าง  แผนฝึกที่เคยตรึงไว้ เราเกาะไม่ได้แล้ว  นั่นคือ เราเปลี่ยนไป

เป็นนักวิ่งที่ดี  ไม่ได้หมายความว่า  ต้องรักษาภาวะระดับเดิมไว้ให้ได้ตลอดกาล  ไม่เคยมีใครทำได้

แต่คนที่วิ่งดี คือคนที่สามารถติดตาม  หยั่งถึงความเหนียวแน่นของตัวเองได้ในปัจจุบันขณะในขทุกปัจจุบัน  พร้อมรับการปรับแผนซ้อมวิ่ง เปลี่ยนสนามเป้าหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

ทุกการวิ่งที่ผ่านเข้ามา  ในโมงยามปัจจุบัน  ไม่ว่าเป็นซ้อมหรือเป็นแข่ง  เขาย่อมสามารถจัดระดับ Perform ได้เหมาะสมกับตัวเองตลอดเวลา

"การช้าต้น"  ต้องช้าขนาดไหน  จึงย่อมเป็นปริศนาตลอดกาล  สำหรับนักวิ่งผู้รักการเรียนรู้  ลองผิดลอง  ถูก  ลองมันทั้งชีวิต

ความพยายามที่จะหาสูตรที่แม่นยำกำหนดระดับความฟิตตัวเองที่จะมาทดแทนการวิ่งทดสอบ ก็ยังไม่เคยหาได้

ทุกการวิ่ง ต้องเอามาเป็น Monitor  กำหนดความเร็วต้นที่เหมาะสม  ยังไม่สามารถทำได้ง่ายนัก  มีช่วงแห่งความผันแปรมากมาย

โดยมาก  "ความช้าต้น"  มักจะแกว่งอยู่ที่  ช้ากว่า paceจริงอยู่ที่  10 - 20 - 30  วินาทีต่อไมล์ ใน 10k แรก(ของระยะ42)

(อ้่างจาก  Dagny Scott Barrios , Complete book of Women's Running.  Runner's World edited :  Rodale press  P.113)

เพื่อไม่ให้เราต้องไปจ่ายชำระกลับคืน ในความผิดพลาดเร็วต้นเกินไป ใน 10k สุดท้าย   ที่มักเกิดขึ้นเสมอๆ

ที่จำนวน  10  -  20  -  30  วินาทีนี้ Range มันกว้างมากเหลือเกิน กว้างเสียจนปฏิบัติไม่ถูก

ข้อพิจารณาประกอบแต่ละราย  มีความแตกต่างระหว่างบุคคลจนเกินไป

แทบจะเป็นหนทางเดียว  ที่เราจะเข้าถึงการทำนายได้ คือจาก  Session Race pace  หรือจาก  Planed Marathon pace

การทดลองในสนามซ้อม  ใน pace ที่เราคิดว่า  "ใช่"  เพื่อให้อาการที่ "ไม่ใช่" แสดงตัวออกมาในกิโลที่เท่าไร  จะได้รีบยุติการซ้อม  รีบจดจำ  รีบสรุปบทเรียน  ไม่จำเป็นต้องทู่ซี้ซ้อมต่อไปให้ชนกำแพง  เรือนร่างจะได้ไม่ชอกช้ำจนเกินไป  กลับเข้าสนามซ้อมไม่นาน  เพื่อจะได้ไปลองใหม่อีกครั้ง  จากแผนใหม่ที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว  แบบนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราจะสามารถหยั่งถึง  "ความพอดี" ได้  โดยไม่ชอกช้ำจนเกินไป

วันจริง เราจะทำได้ดี  ไม่เจ็บไปเสียก่อน

มีข้อแย้งจากเหล่านักวิ่งที่แข่งบ่อยว่า  เขาใช้สนามจริงที่ลงแข่งนั่นแหละเป็นสนามเรียนรู้  เก็บซับบทเรียน  แต่เพราะมันเป็นสนามจริงไงครับ  ที่เราต้องวิ่งให้ครบ 42  ที่หากเราพอได้คำตอบแล้วตั้งแต่โลที่ 35 แล้วว่าว่า  เราออกตัวต้นเร็วเกินไป  อนาคตที่เหลืออยู่อีกราว 10 โลข้างหน้าอาจไม่แจ่มใสนัก  แต่เรากลับยุติการซ้อมไม่ได้

สถานการณ์บังคับให้เราต้องไปต่อเพื่อ  "เก็บเหรียญ"  เก็บ Portfolio  ที่สถานะของมันก็คือเท่ากับเราต้องรับเอาความล้าที่ไม่จำเป็นเข้ามา

ผลต่อเนื่องคือการฟื้นตัวจากสนามนี้นานเกินกว่าที่ควรจะเป็น  ที่เราคาดหวังว่า  การแข่งบ่อย  จะเป็นข้อสรุปที่รวดเร็วกว่า  จึงกลายมาเป็นช้ากว่า ด้วยประการนี้

นั่นคือ  ยิ่งแข่งบ่อยเท่าไร  เรายิ่งจะเรียนรู้ได้ช้าเท่านั้น  เพราะกระบวนการเรียนรู้เราถูกชะงักงันด้วยสถานการณ์แข่ง

คำกล่าวที่เรามักได้ยินเสมอก็คือ  "เอาสนามแข่งมาเป็นสนามซ้อม"  แท้จริง  มีข้อจำกัดมากมาย

ที่ยังไงก็ไม่เหมือนกัน  ค่าที่ว่า แม้จะได้ข้อสรุปแล้วสำหรับ Session นี้  แต่เราจะปิดเกม  จบการซ้อม  กลับยังทำไม่ได้

ที่หนักกว่านั้นก็คือ  ตอนกลางทาง  หากมีสัญญาณผิดปกติเตือนมา  มีเหตุผลที่ควรจะ DNF ไม่ว่าเพราะเจ็บหรือเพราะอะไร  เรากลับหยุดไม่ได้  ต้องตะกายไปต่อ  ต้องเก็บเหรียญนี้ให้ได้

เหรียญและ Port นี่เอง จึงเป็นตัวอุปสรรค ไม่ให้เราได้เรียนรู้พัฒนาขึ้น

การใช้สนามแข่งขันเป็นสนามซ้อมต้องมีข้อบ่งชี้มากกว่านี้  มิเช่นนั้นเราจะจ่ายแพงเสมอ(มียกเว้น)

การซ้อมประจำวัน  เราควรต้องถามตัวเองให้ได้ว่า  วันนี้ เราจะไปทดลองอะไร เพื่อเก็บซับประสบการณ์ที่อยากรู้อยากพัฒนา

และหลังการซ้อมประจำวันอีกเช่นกัน ที่เราควรกลับมาทบทวนว่า วันนี้เราได้บทเรียนอะไรกลับมาบ้างจากการฝึกที่ผ่านไปบ้าง

เราไม่จำเป็นที่จะต้องได้บทเรียนที่ทำแล้วต้องสำเร็จเสมอไป  ความล้มเหลวที่มากมายอยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า ในแง่มุมกลับ

จงใช้สัจจะเหล่านี้  ให้เป็นประโยชน์

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  กุมภาพันธ์  2564

.

Tuesday, February 23, 2021

สิ่งแรกหลังมาราธอนคืออะไร

 .

.

กฤตย์ ทองคง 

.

.

สิ่งที่ผมเขียนแนะนำไว้ทุกชนิด  ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะเอาไปลงมือทำ  เพราะเราแน่ใจแล้วว่าที่ได้เขียนไป มีความครอบคลุม  สามารถนำไปใช้ได้ทุกราย  ทุกฝีเท้า และออกผลดีจริง

แม้ว่าชีวิตจริง ผมไม่ได้ทำเอง !!!

ไรนะ !!!กฤตย์ไม่ได้ทำอย่างที่เขียนหรอกรึ ?

แล้วเขียนมาหลอกพวกเราทำไม?!

เปล่า..ไม่ได้หลอกครับ  เพราะตอนนั้นคนเรายังโง่อยู่

เริ่มเรามาวิ่งกันตัวเปล่าๆ  ไม่ได้มีองค์ความรู้ใดๆมาเลยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

Passions ตอนนั้นๆเกิดอะไรขึ้น ก็ว่าไปตามนั้นเท่านั้นเอง  มี Passions เป็นตัวขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว  นี่คือจุดอับ ของคนฝึกวิ่งเอง ไร้โค้ชดูแล

นาทีนี้ ผมกำลังเขียนในสิ่งที่พวกเราควรทำ ไม่ได้เขียนเล่าสิ่งที่ผมเคยทำ  กว่าจะรู้ประสา มันก็ผ่านไปตั้งหลายปี มาจนแก่แล้วป่านนี้  แล้วพวกเราจะมาเดินตามลุงทำไม

ไปเลย  ทางลัด  อย่าทำในสิ่งที่ผมเคยทำ

ที่นึกออกตอนนี้เรื่องแรก  หลังวิ่งหนักหลัง Hard Sessions หรือหลังมาราธอน  อย่าว่าแต่ 42 เลย ถึงเป็น 21 ถ้าผ่านการ"จัดหนัก" มา  ใช้พลังทั้งกะเปาะ หมดเกลี้ยงถุง เดินทรงกายสมาร์ทไม่้เป็น  เข้าเส้นมา  ไม่ว่าจะติดอันดับหรือไม่  จงดื่มกินให้มากๆทันที

นี้เป็นวาระที่ยัดมันลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไม่ต้องรออาการอยากกินใดๆ  ทั้งโปรตีนและคาร์โบทั้งน้ำหวาน

ที่จริงไม่ต้องมาช่างน้ำหนักแล้ว  คาร์โบเท่าไร เกลือแร่ตัวไหน  ไขมันกี่มากน้อย

"ยัดลงเท่าที่มันจะกระเดือกลงไปได้" ได้ทุกชนิด

ใครที่มีประสบการณ์ "จัดหนัก" มา  มักจะตรงกันว่า  แตะอะไรไม่ได้เลยต่างหาก มันจะอ้วก  เป็นเพราะ too hard  ไม่ใช่ไม่น่ากินนะ  มันยิ่งกว่านั้น  ขนาดของที่เคยชอบแท้ๆ แค่เห็นยังคลื่นไส้เลย  มันเป็นสัญญาณว่าคุณผ่านการจัดหนักมา ถ้าเป็นซ้อม คุณจัดเกินไป  คราวหน้าSessionนี้อีกครั้งให้หรี่ลง  รวมทั้งกิจกรรมที่อย่างอื่นระยะนี้ให้ดำเนินไปอย่างเจียมตัวด้วย

ยิ่งงานไหนหนักเท่าไร  มื้อที่เร็วที่สุด ไปโน่นเลยมื้อเย็น Skip ไปไกล    อย่าทำ อย่างที่ผมเคยทำ

เพราะอย่างย่อที่สุด จะยังผลให้อิมมูนต่ำ โรคแทรกง่าย  ภูมิต้านทาน คือดัชนีสำคัญของสุขภาวะ  ที่เคยอภิปรายกัน อะไรบ้างที่วิ่งแล้วเสียสุขภาพ ก็อยู่ตรงนี้แหละ

การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย  ซ้ำเติมด้วยการกลับไปซ้อม too early  แล้วนี่คือจุดตั้งต้นของการล้มโดมิโนทับกันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  นี่กระทบโน่น  โน่นกระทบนั่น ไปเป็นลำดับ

 ถ้าตามไปดูผังของการล้มโดมิโนว่ามีอนาโตมีอย่างไร  เกิดอะไรต่อไปจากการล้มทับกันหลังจัดหนักแล้วการกินชะงักงันกินไม่ลง  โอ้โฮ  มันลึกซึ้งนักครับ

ไม่ต้องถึงกับต้องตามไปดูทุกสเต็ปว่ามันล้มเหลวอะไรบ้างทับต่อเนื่องกัน  ให้รู้อย่างเดียว  "จัดการให้เป็น"  คือ  "ยัดเข้าไป"  อะไรก็ได้  ที่มันกระเดือกง่ายที่สุด ทนความคลื่นไส้ กลืนมันลงไป ใช้เวลากลืนนานเท่าที่พอใจ  นั่งในร้านนานไป ละเลียดกว่าจะกลืนหมด ร้านเขาไม่ว่าหรอก

เน้นปริมาณให้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถยัดลงไปได้

ผู้เขียนแนะนำตรงนี้ไว้แรงๆ  เพราะจากที่เรารับรู้ที่ผ่านมา คนที่แนะนำไว้แรกๆแค่บอกไว้บรรทัดเดียว เราไม่้เห็นน้ำหนัก  เราก็พอจะรู้อยู่ Drink plenty of fluids and eat immediately.  แต่เพราะคนที่เตือนไว้ไม่ได้จี้ จนคนอ่านตาโต  นึกว่าแค่กินธรรมดา กินก็ได้ ไม่กินก็ได้  มารู้ทีหลัง  มันคือขั้นตอนสำคัญหลังมาราธอนยกที่หนึ่งของสูตร Recovery  ที่มีประสิทธิภาพเลยทีเดียว

และการกลับไปฝึกต่อไปย่อมขึ้นกับประสิทธิภาพของ Recovery นี้เอง  มันจะทำให้การฝึกใหม่ที่เข้าไป กลับซึมซับน้อยลง  ในด้านหนึ่ง จึงมีกิริยาคล้่ยๆกับ Junk miles

ใช่หรือไม่ว่า  ฝึกเหนื่อยยากไป ควรให้ที่ลงแรงไป ซึมเข้าไปครบทุกเม็ด  จะได้ไม่ต้องมาครวญทีหลังว่า  "ฝึกแล้วไม่ขึ้น"  แม้พัฒนาก็จริง แต่ที่ลงแรง  ลงเหนื่อย ลงไปเยอะ แต่ขึ้นนิดเดียว ไม่คุ้มเลย

เพราะอะไร ?

ตอนนั้นมาถึงคุณจะเชื่อมโยงไม่ออกเลยว่า  กันเกี่ยวข้องกับการที่คุณไม่ได้ชดเชย Immediately หลังงานหนักนี่เอง

คุณกลับไป Pay attention ที่ฝึก ติดว่าขอดที่ลงช้าไป  หรือน้อยเที่ยวไป  เราแรงไม่ทันเพื่อน  ต้องอัดส่งเข้าไปอีก  สุดท้ายที่โดมิโนตัวสุดท้ายมาถึง คือ  "ความบาดเจ็บ" 

มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร  คือชุดของความผิดพลาดที่เราหลงคิดว่ารู้แล้ว  แต่ที่จริง  เรารู้ไม่ครบ  รู้ไม่หมด  รู้ครึ่งๆกลางๆ

เฮ้ย...สำคัญมากนะพวกเรา  ผ่านการจัดหนักมาเมื่อไร  ค่อนข้างแน่ใจว่า  "มันจะกินไม่ลง"  และนั่นคือ "ต้องยัดมันลงเข้าไป"  เลือกที่กลืนง่ายๆ  ถ้า กินข้าวไม่ลง ก็น้ำเต้าหู้หรือนม หรือสมูทตี้ อะไรก็ได้  เอาชนิดที่กระเดือกลง  เน้นที่ปริมาณ

นี่ไม่ใช่เวลามานั่งพินิจอะไรคุณค่าเท่าไร ช่างมันเหอะ  บางทีของดีตามที่คิด หาไม่ได้ตอนนั้น

นี่หมายความรวมไปถึงการซ้อมหนักด้วย เช่นเสร็จการซ้อมยาว  เรามีเพียง 15 นาทีหลังซ้อมเสร็จที่หน้าต่างแห่งโอกาสที่ร่างกายจะซึมซับสารอาหารเข้าไปซ่อมแซมจะทยอยแคบลงๆ และปิดในที่สุด

อาหารต้องถูดชดเชยเข้าไปทันที  แค่ยืดเส้นหลัง Cool down เสร็จ 15 นาทีก็ผ่านไปแล้ว

นั่นคือแผนการซ้อมยาว  ต้องรวมเอาแผนชดเชย Immediately เข้าไว้ด้วย บ้านยังไม่ต้องกลับ น้ำยังไม่ต้องอาบ  เพราะไม่มีเวลาพอ  สั่งแม่ค้่าไว้เลย ตั้งแต่ก่อนวิ่งเสร็จ ว่าเวลานี้ๆ จานต้องวางบนโต๊ะคอยเราแล้วนะ

จุดวิ่งเสร็จคือที่ร้านแม่ค้า  ยืดเส้นที่ร้านแม่ค้าเลย  กินทันที ให้มันอยู่ใน 15 นาทีแรกให้ได้

และนี่คิอเข้าใจกันหรือยังว่า   ถุงยังชีพที่แจกให้กับ Finishers   ที่ข้างในมีนมกล่อง มีขนมปังถุง  มาจากความเข้าใจที่มนุษย์เรามีต่อบทบาท Refuel นี่เอง  แจกเพื่อให้พวกเราไม่สูญเสียโอกาส Refuel ที่สำคัญมากนี่เอง

Finishers ที่ติดอันดับ  อาจต้องรอรับถ้วย ที่ลำดับขั้นตอนกว่าที่ถ้วยจะถึงมือ  กว่าอาหารคำแรกจะเข้าปาก 15 นาที  มันไม่พอ

ทุกสนามที่รับถ้วยและทุกพิธีการบนเวที  ไม่ทันครับ  นมกล่องในถุงยังชีพ ถ้่ามีจงกินเสีย  ทำให้นึกถึง นักวิ่งที่รอบคอบ มองไกล มองเกมขาด  จัดหาถุงยังชีพตัวเองไปกินหน้าเส้นขณะรอรับถ้วยมาจากบ้าน  อาหารจัดหามาเองของเรา เลือกที่ถูกปากเตรียมไว้

อาจรวมทั้งอาหารว่างที่ขายในงานวิ่ง  ลูกชิ้นปิ้ง  ซาลาเปา ข้าวเหนียวหมูปิ้ง  ฯลฯ  อะไรที่หาได้  ยัดเข้าไป ไม่ใช่เพื่อดับหิว  ไม่ใช่เพื่อดับกระหาย  ไม่ใช่สงสารคนวิ่ง

แต่มันคือ  แผนการฝึกขั้นต่อไปของเรานั่นเอง

ทันทีที่จบประถมหนึ่ง  จัดกระเป๋าเริ่มประถมสองได้  ทันทีที่สมรภูมิแรกสิ้น  การเตรียมพลาธิการสมรภูมิต่อไปต้องจัดเตรียมแล้ว

คนที่ไม่พร้อม จะเป็นคนที่ถูกคัดออก

ชัดนะ... อย่าทำในสิ่งที่ผมทำ(ผิด)มาแล้ว

.

.

กฤตย์  ทองคง

23  กุมภาพันธ์  2564

.

เพ็ญศรี ศึกหาญ

ถ้าเราlong run ประมาณ21โลแต่ไม่มีอารดังกล่าวแสดงว่าเราวิ่งไม่ถึงของใช่มั้ยคะ

กฤตย์ ทองคง

เพ็ญศรี ศึกหาญ ไม่ใช่...กลับกัน ถ้าเสร็จวิ่ง Long run แล้วมีอาการแสดงว่าเราจัดหนักเกินไป

ครั้งหน้า Long run อีกครั้งสมควรหรี่ลด Volume ลง

.

Monday, February 22, 2021

เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง แท้จริงเป็นอิสระหรือ ? (Symphony)

 เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง 

แท้จริงเป็นอิสระหรือ ?

(Symphony)

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การตั้งเป้าหมายวิ่งมีความสำคัญมากในระดับต้นๆของการที่จะเลือกฝึกอะไรต่อไปข้างหน้า

เราจะฝึกอะไร คนออกแบบการฝึกต้องการทราบจุดประสงค์ที่จะฝึกวิ่งนั้นจะเอาไปทำอะไรเสียก่อน  เพื่อให้วิธีนั้นมันจะได้สอดรับกับเป้าหมายนั้น

ถ้าแรกเริ่มต้นจาก Ground Zero  ถ้่าจากผู้วิ่ง Sedentarians จะมีแผนเริ่มต้นคล้ายกันหมดที่เริ่มจากต้นทุนที่แต่ละคนมีก็จริง

แต่วันเวลาที่คืบไปข้างหน้า  การพัฒนาการที่ได้รับ  คลี่ออกมาให้เราประจักษ์ทีละนิดว่า  เราควรจะมีเป้าหมาย  เป็นอย่างไร

เชื่อว่า แทบจะไม่มีแชป์คนใดที่มีเป้าหมายแรกวิ่งจะเอาแชมป์เลยสักคนเดียว  แต่คืนวันของพัฒนาการ  ช่วยให้จินตนาการของเขาเริ่มคืบหน้าไปเรื่อยๆ  การวิ่งไปบ้างแล้วไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น  แต่ยังกระตุ้นต่อมจินตนาการให้ผลิดอกออกตุ่มตาด้วย

โค้ชที่สามารถ  นอกจากช่วยดูการฝึกอย่างไรที่ให้ถูกต้องตรงจุดหมายแล้ว  เขายังช่วยตะล่อมความใฝ่ฝันให้มีหน้าตาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นด้วย

ในทางปฏิบัติ  โค้ชจำนวนมาก  ยังช่วยบอกแนวทางชีวิตรวมที่เหมาะสมด้วย  ทั้งอบรม  ตักเตือน แทบทุกชนิด แต่เดิมความสัมพันธ์ระหว่างนักวิ่งกับโค้ช เป็นกันอย่างนี้  ปัจจุบันบทบาทโค้ช ถูกจำกัดมากขึ้น ให้อยู่แต่ในเฉพาะขอบข่ายการวิ่ง  ส่วนแนวทางประกอบชีวิตมิติอื่น ถือเป็นเรื่องเสรีภาพของเด็ก

แต่จากความเป็นจริง  "เสรีภาพ" หาได้เป็นคำตอบสำเร็จที่สวยสดงดงามด้วยตัวของมันเอง

"เสรีภาพ"  เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่ถูกนับเนื่องว่าเป็นหน่ออ่อนของการเพาะเมล็ดพันธุ์ศักยภาพของมนุษย์เราเท่านั้น  สิ่งอื่นที่เป็นเครื่องมือเพาะพูนก็มีเหมือนกัน อีกเพียบ

แต่เพราะสังคมเราได้เคลื่อนเข้ามาสู่สังคมใหม่ๆที่แตกตื่นเสรีภาพราวกับคาวบอยตื่นทอง

หาตระหนักไม่ว่า ตัวเสรีภาพนั้นเอง มันก็เอื้อความผิดพลาดจำนวนมากด้วยเช่นกันระหว่างทางไปถึงความไพบูลย์เสมอ

นี้จึงยังผลให้บทบาทของโค้ชจึงถูกจำกัดลงในโลกสมัยใหม่ตามไปด้วย

ผู้ฝึกจำนวนมาก  อับจนแม้แต่กระทั่งคิดฝันก็ยังไม่เป็น  จินตนาการถูกจำกัดมากจากความเป็นจริงที่ต้องประนีประนอมเข้ามา

โค้ชที่แก่พรรษาและมีประสบการณ์ทั้งวิ่งและมุมชีวิตด้านอื่น จะตะล่อมและบูรณากรคุณธรรมที่ควรนิยมเข้ามา  แม้ว่าผู้ฝึกอาจไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับการฝึกเลยในชั้นต้น  แต่หากปลายทางแล้ว  พวกเขาจะเห็นเองสักวันหนึ่ง

ดังนั้น  เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง ว่าแท้จริงแล้วเป็นอิสระจริงหรือ ?

เสรีภาพ ต้องเป็นตัวนำให้ผู้ใช้เสรีนั้นไปสู่สิ่งที่ดีงามเสมอไปหรือไม่ หรือตัวเสรีภาพ สักแต่เพียงเสรีด้วยตัวของมันเองล้วนๆ ดีชั่วไม่เกี่ยว?

มีตัวอย่างมากมายที่เสรีภาพนำไปสู่ความอับจน บาดเจ็บ และเสื่อมถอย  มีให้เห็นดกดื่นจนแทบไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง

เสรีภาพที่จะเลือกเป้าหมาย หาได้อยู่ลอยๆด้วยตัวของมันเอง  แต่มันยังต้องการคุณสมบัติอื่นๆประกอบ  เข้ามาเพื่อให้ตัวของมันเองมุ่งไปสู่ทิศทางที่งดงามกับชีวิตเสมอไป

เสรีภาพที่จะเลือกอุทิศชีวิตไปกับความสำเร็จในสนามหนึ่งสนามใด  ไปให้สุดศักยภาพ  ไปให้เต็มที่  ระดมทุกสิ่งเพื่อเป้าหมาย ไม่ว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะแตกหักเสียหายมากมาย จนไม่อาจวิ่งได้ต่อไป  นี้จะถือเป็นความงดงามหรือไม่

เสรีภาพที่อยู่ในความยึดกุมของคนปัญญาเขลา  จะถือว่าเป็นเสรีภาพที่สังคมจะต้องให้ความเคารพหรือไม่ !!! 

ทั้งในสองบริบท คือเสรีที่กระทบกระเทือนผู้อื่นหรือไม่กระทบเลย ก็ตาม

ท้ายสุด  การจินตนาการเลือกเป้าหมายวิ่งของตัวเอง  ย่อมต้องถูกควบคุมจากภายนอกอยู่ดีในที่สุด

ผู้เขียนขอเสนอกรอบโครงเสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่งคร่าวๆดังนี้

1)  เป้าหมายหลัก

ถือเป็นธรรมนูญชีวิตวิ่งที่ละเมิดไม่ได้  ใดที่ลชะเมิดต้องตกไปอัตโนมัติ คือ

1.1)  ย่อมต้องไม่มีการวิ่งใดนำไปสู่ความบาดเจ็บเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ

2.2)  ย่อมต้องไม่มีการกระทำใดๆเอื้อให้เราไปสู่  "ความเรื้อรัง"  (คือการไม่ยอมหายสักที  อาจดูเกือบคล้ายปกติ  แต่ทันทีที่เข้าแผนฝึกเพื่อเป้าหมายใดๆ มันกลับมาปั๊บเลย  ได้แต่พอวิ่งสามัญผ่านไปได้เป็นวันๆ)

1.3)  ย่อมต้องสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องตลอดอายุขัย  เพื่อให้คุณความดีของการวิ่งด้่านต่างๆออกผลลัพธ์กับตัวผู้วิ่ง  จนกว่าจะวายชนม์

เสรีภาพในการเลือกวิ่งย่อมสมควรถูกระงับลงอย่่างทันทีเมื่อเนื้อหาสาระที่ผู้วิ่งเผชิญอยู่ขัดกับหลักการ ทั้งสามประการข้างต้น

2)  เป้าหมายรอง

คือเป้าหมายวิ่งเฉพาะกิจ เช่นในแต่ละช่วงฝึก อาจมีสนามหลักชัยที่เป็นเป้าหมายข้างหน้า เช่น

2.1)  จอมบึงมาราธอน...ปี.....

2.2)  เป็นแชมปี้ยนติดอันดับ ถูกเรียกให้ขึ้นรับรางวัลในระยะ 10-21k  สนามใดสนามหนึ่งในขวบปีข้างหน้า

2.3)  จะวิ่งให้ได้ในสนาม 100k  สนามหนึ่งสนามใดภายใน 2 ปี ใน Cut off ไม่จำกัดเวลา

2.4)  จะเอาเหรียญ  Pondering Six world major medals  ให้ได้ภายในชีวิตนี้ (เก็บเงินให้ได้ก่อนแล้วค่อยกำหนดระยะเวลาต่อไป)

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของเป้าหมายรองที่ปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก

ในทางปฏิบัติ  ยังไม่เคยมีใครทำได้สมบูรณ์แบบ  เอากันแค่ง่ายๆ  ข้อ 1.1)  ก็พลาดกันแล้วตั้งแต่เริ่มวิ่งไม่นาน

มีคำกล่าวกันอย่างสนุกๆว่า  มีนักวิ่งอยู่ 2 ประเภท

คือ  นักวิ่งที่เคยบาดเจ็บแล้ว  กับนักวิ่งที่กำลังจะเคย

ถ้าเรามองให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะพบว่าที่เคยเจ็บนั้นเราต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้นำไปสู่ความเรื้อรัง  คือแม้เจ็บได้แต่เจ็บนั้นต้องให้สั้นที่สุด

เจ็บแล้วต้องจบลง  คือต้องหายจริงๆ  ไม่ใช่ไม่ยอมหายสักที  ที่กว่าครึ่งกว่าค่อนของนักวิ่งที่กำลังเจ็บทุกวันนี้  มีที่จะหายดีเพียงครึ่งหรือไม่ถึงครึ่ง !!!  ที่เหลือเรื้อรัง

เราต้องพยายามอย่างยิ่งมิให้การวิ่งหลุดมือตกแตก  ต้องวิ่งให้ได้ตลอดอายุขัย

เฉพาะนักวิ่งชั้นดี มีคุณภาพเท่านั้นที่จะหาญกล้าใฝ่ฝันถึงความสูงส่งระดับนี้

และการวิ่งในเป้าหมายรองใดก็ตามทั้งการฝึกและการแข่ง  หากนำไปสู่ความกระทบกระเทือนเป้าหมายหลักแล้วละก็  การวิ่งนั้นต้องตกลงไปอัตโนมัติ  โดยเฉพาะข้อ 1.3)  สำคัญที่สุด

นักวิ่งและเสรีภาพการใฝ่ฝันของพวกเรา จะฝันอะไรก็ได้    แต่ข้อ 1.3)  จะต้องถูกเชิดชูเสมอ อันจะต้องถูกถือเป็นธรรมนูญหลัก  การทำการวิ่งหลุดมือตกแตกไม่ว่าจะเพราะบาดเจ็บไม่ยอมหายเสียทีหรือจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม  ถือเป็นบาปกรรมหนักที่อภัยไม่ได้   ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ  นักวิ่งต้องพยายามวิ่งให้ได้เสมอ  และต้องดำเนินไปอย่างไม่ฝืนด้วย

ถ้่าทำไม่ได้ สถานภาพความเป็นนักวิ่งต้องถูกเพิกถอน  มีความร้ายแรงเทียบเท่า "อนันตริยกรรม" ของบรรพชิต ที่ผิดไม่ได้เลย

การที่จะทำได้ดังนี้  จึงไม่ใช่แค่สักแต่เพียงวิ่งผ่านไปวันๆแล้วมันจะไปถึงเป้าหมายเองแบบอายุราชการ  แต่ระหว่างการวิ่งวันต่อวันต้องเตือนตัวเองเสมอถึงข้อ do and don't whatever  ข้อห้าม ข้อทำต่างๆ

เริ่มตั้งแต่  เราควรทำตัววิ่งอย่างไรนาทีนี้เป็นต้นไป  ถ้าเป็นแฟนกฤตย์จริง  หลักการวิ่งใดที่จะนำไปสู่สิ่งนี้ ย่อมจะต้องระยิบระยับอยู่ในมโนนึกแล้ว

ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำเสนอความใฝ่ฝันที่งดงามให้แก่พวกเราพิจารณา  ที่อาจขัดกับความรู้สึกเสรีภาพบ้าง ก็ตาม

แม้จะไม่ทุกคน  แต่พวกเราหลายคน ยังไร้เดียงสาแสดงออกว่ายังฝันไม่เป็น  ยังใช้เสรีภาพเลือกพฤติกรรมวิ่งแบบถะโหล่  สุ่มเสี่ยงละเมิดข้อ 1.3)  ที่โดยความรู้สึกเองของผมจะต้องไม่เพิกเฉย  ออกมาแจงหลักการวางเอาไว้

ที่เหลือนอกกว่านี้  จำต้องไปสานก่อเอาต่อเองบ้าง  นี่้คือระดับจ้ำจี้จ้ำไชสูงสุดที่ผมสามารถทำได้แค่นี้เอง  ที่เหลือต้องปล่อยไป

.

.

กฤตย์  ทองคง

22 กุมภาพันธ์  2564


.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Friday, February 19, 2021

ที่พบแล้ว ที่คิดว่าใช่ กลับยังไม่ใช่

 

.

.

กฤตย์ ทองคง

.

.

ในทุกการวิ่งระยะไกล ไม่ว่าจะมาราธอน หรือแม้กระทั่งอาจในสนาม 10 หรือ 21 ด้วยซ้ำ  ที่นักวิ่งทกว่า 90% ยังมีปรากฏการณ์  "ตูดห้อย" ในครึ่งหลังและประคองสภาพตัวเองเข้าเส้นอย่างทุลักทุเล

โอเค..ทุกคนทั้งหมดได้เหรียญทั้งนั้นแต่ตัวเลขความเร็วที่ได้รับที่เป็นเวลา กลับเสียหายมาก

นักวิ่งแนวหลังที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา ยิ่งไม่เก็ตใหญ่  ทำให้ยิ่งเรียนรู้ช้าเข้าไปอีก  ต่อประเด็นประหยัดพลังงาน

ที่เป็นประเด็นก็คือ  แม้เราไม่ได้มีเป้าหมายเวลา  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า  เราจะต้องวิ่งมันด้วยความทุกข์ทรมานนะ

ส่วนแนวกลางก็ไม่เว้น  แม้สถานการณ์จะดูเหมือนจะไม่เกิดอะไรร้ายๆ  แต่ความเร็วก็ตกเช่นกัน

ใครที่เอ่ยว่า ความเร็วย่อมตกในครึ่งหลังสนามเป็นของธรรมดา  ใครก็ตกทั้งนั้น  อ้่างความชอบธรรมที่จะวิ่งเหมือนเดิม

ใช่ครับ  ถ้าเพียงแต่ว่า  ในโลกนี้  นักวิ่งจะเป็นกันแบบนี้ทุกราย  แล้วตัวอย่างของนักวิ่งที่ท้ายการแข่งขันไม่ได้เป็นแบบนี้  เขาสามารถวิ่งได้ pace สม่ำเสมอ  เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร  เป็นคนพิเศษรึ?  เป็นอัจริยะรึ?   ไม่ใช่แระ  ตัวเรานั่นแหละ

จะบอกให้นะ  คนพวกที่ทำได้นี้  ซ้อมมาดีมาก ใช้ paceต้น  ออมตีนกันทั้งนั้น ร้อยละร้อย

เพราะพวกเราพยายามที่จะรับมือภาวะการตกท้าย  ด้วยความพยายาม Force แรงท้าย  แต่มิได้ออมแรงต้น  บางรายที่ก้าวหน้าขึ้น  ต้นไม่แรงก็จริง  แต่ต้นก็ช้าไม่พอ  แต่การที่จะมาโฟกัสแรงท้ายเพื่อให้ pace ออกมาดี จึงเป็นเรื่องที่ขมขื่นมาก  การวิ่งสิบโลสุดท้ายจึงดำเนินไปด้วยความทุกข์ทรมาน

ความสำเร็จต้องใช้จ่ายมหาศาลเกินไป

ทั้งหมดทุกรายที่เอ่ยมานี้  ก็ยังเจอกับปัญหาเกลี่ยกำลังงานเหมือนกัน  ความเร็วต้น เผื่อแรงไว้ไม่พอ  แรงที่เก็บเผื่อไว้ต้องเผื่ออีก  เรียกว่า  "เผื่อของเผื่อ"

หมายความที่ละเอียดก็คือ paceต้นที่ออกตัวตั้งแต่โลแรกจนถึง 5 โลที่คิดว่าใช่  ยังไม่ใช่  ยังต้องเผื่อเข้าไปอีก

เบาะรองรับแรงกระแทกชั้นเดียวเอาไม่อยู่  ต้องรองถึงสองชั้นหรืออาจจะสามชั้นด้วยซ้ำไป

ให้ระวังสิ่งที่ผิดพลาดชวนให้เราไขว้เขวทำไม่ได้  คือ  เราเอาความเร็วของนักวิ่งคนอื่นมาเป็นตัวกำหนด pace ของเรา  อย่างน้อยก็เป็นไปโดยไม่รู้ตัว

แม้ปากอาจพูดว่า  เราไม่ได้เอาเขาเป็น pace ของเรา  แต่ทุกการแข่ง  paceต้นของเธอก็หลุดจากความเร็วที่เหมาะสมเป็นประจำ  สังเกตได้ว่า เราเป็นเช่นนี้หรือไม่ ด้วยนาฬิกา  เพราะนาฬิกาไม่เคยโกหกใคร  แล้วไม่มีอุปทานด้วย

และสิ่งที่ชวนเราให้ไขว้เขวอีกอย่่างก็คือ  คู่ประกบ และเพื่อนนักวิ่งอื่นทั้งสนาม  ล้วนหายไปข้างหน้าจนหมดสิ้น  ไม่ใช่อยู่ข้างหน้าโพ้นๆนะ  แต่ไม่เห็นเลยในครรลองสายตา  ลับไปไม่รู้กี่โค้งต่อกี่โค้ง  ใจเสียสิ

จึงละลนละลาน เกรงว่าตัวเองจะตามเขาไม่ทัน  สุดท้ายก็ทำ pace ตัวเองหลุดตามไปด้วยอีกคน

เวลาท้ายๆสนาม เมื่อพวกเขาหล่น  เธอก็พลอยหล่นไปด้วย ก็แค่นั้นเอง  ทั้งหมดไม่ได้ไปไหนทั้งสิ้น แผ่นเสียงตกร่อง สนามแล้วสนามเล่า  ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

เพราะเราเอาความรู้สึกเป็นตัววัด  เราไปเร็วโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่แรงที่ยังเหลือเฟือ  มาราธอนเป็นหนังม้วนที่ยาวมาก ต้องดูให้จบ  แล้วตอนท้ายแรงที่ใกล้หมด  เราก็อ่อยลงเอง  เพราะเธอไม่ใช้นาฬิกากำหนด pace ที่เหมาะสม

ทั้งหมดให้เราทดลองใน session ที่เป็น Race pace (RP)  ไม่ใช่ใน Long run (LR) (เพราะ Long run must be slow)

ว่า RP ที่เราคิดไว้  เมื่อลองทำจริง  แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ระวังอย่าสับสน Session RP  เป็นคนละ Session LR

RP วิ่งในความเร็วเท่าความเร็วเป้าหมายที่เราจะเอาไปใช้จริงด้วยระยะทางเท่ากับการวิ่ง LR

จับสังเกตปฏิกิริยาร่างกายที่เราทดลองใช้ความเร็วนั้นๆว่า ยางจะแตกหรือไม่  เราเอาภาวะยางแตกดึงออกมาทดลองทำนอกการแข่งขัน แต่ในเงื่อนไขที่ไม่ชอกช้ำมากนัก  ควบคุมตัวแปรไม่ให้เราต้องช้ำมากในการฟื้นตัว  และทำให้เราหยั่งรู้ได้ว่า ยางที่แตกจะมาโลที่เท่าไร หากในความเร็ว RP นี้

มือใหม่พรรษาวิ่งที่ต่ำกว่าปี ควรมี LR อย่างเดียว ส่วน RP ยังไม่ถึงวาระ  ส่วนพวกที่จะฝึก RP ได้ ควรเป็นนักวิ่งที่ผ่านสนามมาราธอนมาบ้างแล้ว  มีประสบการณ์ และมีเป้าหมายพัฒนา

แต่ก่อนที่เราจะลองใน RP  เราควรจะวิ่ง NS (Negative Splits) มาบ้างแล้ว (วิ่งครึ่งหลังให้ได้เวลาที่น้อยกว่าครึ่งแรก)

เพื่อจะสังเกตดูว่า  แรงที่เรากั๊กไว้  จะช่วยตอนท้ายได้ขนาดไหนโดยดูจากนาฬิกา(ห้ามตกเร็วเด็ดขาด)  และความทนทรมานจากการเลี้ยงไว้ไม่ให้ตกนั้นจะขมขื่นขนาดไหน  วันจริง เราต้องรับนานกว่านี้อีกได้หรือไม่

ความเร็วที่เรากั๊กไว้ จะได้พบว่า เราเผื่อไว้น้อยเกินไปหรือไม่  เราจะตระหนักชัดขึ้นจก RP นี้เอง

ที่เขียนมาเพราะ  90%ของนักวิ่งทั้งสนาม ไม่เคยเรียนรู้ข้อนี้  พยายามที่จะทำผิดเหมือนเดิม  ด้วยการคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเบื้องปลาย โดยปราศจากการทดลองฝึกใหม่ๆ

ก็ทำเหมือนเดิม ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่่างกัน

การวิ่งระยะไกล  ไม่ใช่การเขย่าลูกเต๋า  ที่จะออกหน้าดีที่พึงใจ ด้วยความฟลุคลูกเดียว  แต่จาก  "การบ้าน"  และต้องเป็นการบ้านที่ปึกหนาเสียด้วย  ไม่มีฟลุคเด็ดขาด

จำไว้ paceที่คิดว่า "ใช่" ใน 5 โลแรกของสนามมาราธอน  ไม่เคยใช่เลยแม้แต่รายเดียว

pace M ที่ใช่เกิดจากการกั๊กแรงเผื่อมากกว่านั้น  "เผื่อของเผื่อ ทุกรายไป"

และนี่กระมังคือเสน่ห์ของมาราธอนที่จะวิ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วยใจที่กำหนดการจัดการที่เย็นเยียบ

ใจของผู้ที่จะจัดการมาราธอนได้ดี ย่อมเป็นใจที่เขาสามารถควบคุมได้

ตราบใดที่เธอควบคุมความพลุ่งพล่านตื่นเต้นในสนามไม่ได้  เธอจะไม่มีวันที่เขยิบไปไหนโดยเด็ดขาด

แต่ใจนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ไม่ใช่ใจคุมต้นได้แล้ว ผลที่ออกมาจะรับประกันได้เสมอไป

ตัวการฝึกที่ผ่านมา ได้ฝึกอะไรมาบ้าง  WM (Weekly mileage)เท่าไร?และแช่เย็นWM มานานเท่าไรแล้วจะ เป็นตัวตัดสินค่อนข้างมาก

อีกทั้งความสมบูรณ์ของร่างกายเต็มที่(ไม่เจ็บคงค้าง)  ผ่านการ Taper ที่เหมาะสม(คืนสดจากการซ้อมมาดี)

ไม่ใช่ซ้อมไม่ถึงแต่จะมาใช้แผนกั๊กแรงดี  แล้วจะได้รับผลต้องออกมาดี  ไม่ใช่อย่างนั้นนะ

บทความหนึ่งๆ สามารถบอกได้เพียง concept เดียว บริบทอื่นๆบอกในบทความอื่น

แต่ละบทความเป็นได้เพียงชิ้นจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งในบริบทวิ่งทั้งหมด  ที่ต้องทยอยเก็บซับ เอาไปสอดรับกับชิ้นจิ๊กซอว์ชิ้นอื่นต่อไป

วันนี้ ผู้เขียนเพียงเอ่ยถึง pace ต้นของสนาม M  ที่พวกเรา 90% ยังจัดเผื่อกำลังไม่ชำนาญ  แล้วไม่ได้ฝึกแก้ไขอะไร  แต่พยายามเขย่าลูกเต๋าอีกครั้งด้วยความคาดหวังว่า หน้่าเต๋าจะออกมาดีขึ้น  ทั้งๆที่ปราศจากการลองทำลองฝึกใหม่ใดๆเลย  แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม  มันจะเป็นไปได้อย่างไร ?

.

.

กฤตย์  ทองคง

19  กุมภาพันธ์  2564

.

Wannicha Thong

ต้นไม่แรง แต่ก็ช้าไม่พอ

เผื้อของเผื่อ

ถูกต้องสำหรับหนูเลยค่ะ ทุกงานเลยสิน่าาาาาาาาา แก้ไม่หาย

กฤตย์ ทองคง

Wannicha Thong ต้องทำให้ได้

ทำยังไม่ได้ ก็ต้องกลับไปทำให้ได้

Wannicha Thong

กฤตย์ ทองคง ขอบคุณค่ะ ท่องไว้ๆ ทำได้ๆ

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Thursday, February 18, 2021

ภัยอันตรายของการวิ่ง

 .

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ภัยนี้มักจะอยู่ในสายตาของคนนอกวงการวิ่งที่มองเข้ามา แต่คนในกลับมองไปอีกอย่าง

เตือนว่า  อย่าลืมนะครับ ความที่เราอาจอยู่ใกล้มันจนเกินไป  อาจกลับมองไม่เห็น ทั้งๆที่มันมีอยู่ เหมือนกับนกไม่เห็นฟ้า  ปลาไม่เห็นน้ำ

คำวิจารณ์ของคนนอกเหล่านั้น อาจดำเนินไปอย่างไม่เฉียบคม  ทัศนะของเขาที่นำเสนออกมา เราอาจแย้งได้  บ้างก็เป็นคำวิจารณ์ที่เปิดช่องโหว่ให้วิจารณ์ซ้อนได้มากมาย

เลยยิ่งทำให้พวกเราเดินดุ่มเข้าหาภัยอันตรายอย่างย่ามใจมากขึ้น?!

เพราะผู้เขียนเป็นนักวิ่ง  เป็นคนใน  มองเห็นอยู่ จึงปรารถนาที่จะวางคำเตือนไว้

คำเตือนที่เหล่าคนนอกเตือนเข้ามา  อาจนำเสนอได้ไม่ตรงใจกลางของเรื่อง เพราะความที่เขาเป็นคนนอกนี่เอง

การวิ่งเป็นชนิดกีฬาที่มีอันตรายจริงที่ถ้าใช้การวิ่งอย่าผิดๆ  แต่หากพวกเรา อย่าเพิ่งด่วนเถียงตอบ  แต่กลับน้อมใจรับ หันมาทบทวนพฤติกรรมวิ่งของพวกเรากันเอง  หลายครั้งพวกเขาพูดถูก

โดยเนื้อแท้แล้ว  การวิ่งไม่ได้เป็นอันตรายจากความที่วิ่งด้วยตัวของมันเอง  แต่เป็นภัยที่มาจากวิธีการเข้าหาการวิ่งด้วยท่วงท่าที่ Approach อย่างไรมากกว่า

แล้วจากหลายๆตัวอย่างที่พวกเรา Approach วิ่งแบบถะโหล่ๆนี้เอง ที่ทำให้พวกเขาวิจารณ์เข้ามา

โดยหลักๆ การวิ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นชนิดกีฬาที่ผลิตแรง Stressที่กระทำต่อเรือนร่างสูงมาก จนหลายรายได้รับบาดเจ็บอันตราย  มีนักวิ่งด้วยกัน got injuries มากมาย

ถ้าเราอย่าเพิ่งรีบบค้าน  ค่อยๆดูตามที่เขาชี้มา  ก็จะพบความเป็นจริงอยู่บ้าง  มีบางรายเท่านั้นที่วิ่งแล้วได้พลานามัย

ลองจับตาดูให้ละเอียด  ไปที่ไหนก็จะพบนักวิ่งที่บาดเจ็บมีจริงและมากด้วย สวนทางกับความพยายามที่จะเป็นประชาคมสุขภาพ  เกือบทั้งหมดมีปัญหามาจากการ Approach การวิ่งด้วยท่วงท่าอย่างไรมากกว่าทั้งฝึกทั้งแข่ง

นักวิ่งมักมองระดับความเข้มข้นวิ่ง ไม่สัมพันธ์กับต้นทุนเรือนร่างของตน

คำถามวิ่งที่มีถามผมเข้ามา ส่อว่าเป็นเช่นนั้น  พวกเราอยากทราบเพียงว่า  จะวิ่งแบบอย่างนั้นอย่างไรได้บ้าง เขาจะต้องฝึกอย่างไร  แต่หาใส่ใจไม่ว่า  แผนซ้อมที่จะเอาไปทำนั้น ไม่สามารถกระทำลงไปได้วยเรือนร่างปัจจุบันของเขา  ต้นทุนเหนียวแน่นมีไม่พอ  กล่าวอย่างง่ายๆว่า เอาแผนฝึกนี้ไปทำก็เจ็บ  ไม่รอดอยู่ดี

เรื่องมันแทนที่จะเริ่มที่ ฝึกเร็วให้ได้อย่างไร แต่จะกลายเป็นฝึกอย่างไรที่จะเตรียมเรือนร่างตัวเองให้แกร่ง และมีต้นทุนที่เหนียวแน่นรับงานฝึกที่จะประเดลงมาในอนาคต แล้วจะไม่บาดเจ็บมากกว่า  ฝึกแผนเทพได้จริง  ฝึกแล้วไม่เจ็บ  มีพัฒนาจริงต่างหาก  แต่ความประการนี้พวกเรากลับไม่เก็ต  ไปหมกมุ่นกับตัวแผนฝึก ไม่ส่องกระจกว่าตัวเองเหนียวพอกับแผนนั้นขนาดไหน

แต่กลับไปมองภาวะจิตใจนักสู้ที่จะต้องสร้างให้ตัวเองมีบุคลิกกัดไม่ปล่อย  มีความบากบั่น  มีอุตสาหะ ภาคภูมิกับบาดแผลที่ได้มาในฐานะนักรบ ว่าไปโน่น

ที่ต่อให้เป็นนักรบจริง  เป็นนาวิก  เป็นซีลหน่วยจู่โจมมาฝึกแบบไม่คำนึงถึงขั้นบันไดแห่งพัฒนาการ ปราศจากการปูพื้นฐาน Endurance  ซีลก็ซีลเถอะเดี้ยงทั้งนั้น ตรงนั้นมันไม่เกี่ยว

พวกเราไม่เพียงแต่ริลงเล่นกับความเร็วก่อนทั้งๆพรรษาวิ่งไม่มากพอ  แต่ก้าวข้ามขั้นตอนอีกด้วย

ริจะวิ่ง pace5 ทั้งๆที่ pace5ครึ่ง ตัวเองยังยืนไม่ได้เลย  ตราบใดแผนฝึกระดับที่อ่อนกว่ายังแต่ฉาบทาผิว  ไม่ซึมซาบลงแก่นแกน  การไปฝึกระดับที่มากกว่าจะเป็นตัวชะงักงันการฝึก  ตราบใดที่ยังทำ pace6 ให้เป็นขนมไม่ได้  อย่าพึงหวังว่าจะไปเล่นกับ pace5 เป็นอันขาด

พวกเรามีแค่ความเข้าใจเพียงว่า  การที่วิ่งได้ตรงไหนแล้วคือ"ผ่าน" ซึ่งแค่นั้นมันยังไม่พอ  บริบทการวิ่งระยะไกลมันมากกว่านั้น  การยืนระยะต่างหากคือของจริง

เมื่อเราเอ่ยว่า paceใด หมายความว่า เราต้องไปด้วย paceนั้นได้ตลอดรอดฝั่งทั้ง session หรือจนตลอดถึงเส้นชัย

วิ่งเร็วใครก็วิ่งได้ แต่การยืนระยะได้นานขนาดไหนคือต่างหาก

พวกเราฝืนตรงนี้มากมายเหมือนอึ่งอ่างพองลม พยายามเบ่งตัวเองให้รับแผนฝึกให้ได้  โดยปราศจากโครงสร้างที่ใหญ่โตใดๆคอยค้ำจุนอยู่  ที่ใหญ่ขึ้นมาเพราะลมในท้องที่เบ่งเท่านั้น 

แล้วเป็นไง...พิสูจน์ตัวเองว่ายืนระยะไม่สำเร็จ  ไม่ได้อยู่กับสภาพความเป็นจริง  ทั้งยืนระยะในวันนั้นไม่ได้  และรวมทั้งหลุดจากการถือครองแผนตลอดฤดูการฝึกนั้นด้วย ทั้งสองมิติ

ยอดผู้บาดเจ็บจากวิ่ง  น้อยเสียเมื่อไร ไปที่ไหนก็พบแต่นักวิ่งเจ็บ  มีท่วงทำนองฝึกคล้ายกันไปหมด

สิ่งที่คนนอกวิพากย์เข้ามาแบบนั้นจึงไม่น่าแปลก  ก็พวกเราวิ่งกันแบบไหนที่ให้พวกเขาเอาไปวิจารณ์?

เราต่างหากที่ควรอย่าด่วนโต้กลับ แต่เอาไปดูตัวเอง  ทบทวนย่างก้าวการฝึกว่าเรา Approach วิ่งแบบไหน

หลายๆความพยายามฝึกมันไปคุกคามประสิทธิภาพการพัฒนา  ที่ไม่ได้เอื้อต่อการเรียนรู้วิ่งในอนาคต

มีเป็นบางครั้งเท่านั้นของการฝึกผิดๆขั้นตอนจะนำเราไปสู่บาดเจ็บ  ถ้าเป็นอย่างนั้นกลับจะดีเสียอีกที่ทำให้เราเรียนรู้ได้เร็ว  แต่บางกรณี ร่างกายมีความทนทานรับการสะสมฝึกแบบผิดๆขั้นตอน ได้เป็นแรมเดือนไม่ยอมเจ็บเสียที ก็มีปรากฏ

แต่กลับคลี่ออกมาในรูปชะงักงันการพัฒนา  ฝึกยังไงก็ไม่ขึ้น  ร่างกายตื้อ  อยู่แค่นั้น คิดว่าตัวเองยังทุ่มโถมไม่พอ  จึงกดหนักเข้าไปอีกเพื่อให้ถึงระดับสัมฤทธิ์  และไปเจ็บเอาตรงนั้นอยู่ดีในที่สุด

เพราะวิ่งที่ฝึกผิดๆไปแล้วไม่เจ็บทันที กระบวนการสะสมทำงานของมัน  เราจึงเชื่อมโยงฝึกผิดและผลลัพธ์ไม่ออกว่ามันเป็นคือเหตุผลซึ่งกันและกัน  แต่พอเกิดเรื่องเรากลับไปโทษรองเท้า

ที่สุดแล้ว ผู้เขียนเป็นคนวงใน กล้าที่จะยอมรับว่าคำวิจารณ์นอกเหล่านั้นมีส่วนถูกอยู่บ้างระดับหนึ่ง ที่พวกเราควรสำเนียกและปรับปรุงท่วงท่าการ Aproachวิ่งใหม่ๆให้เป็นภัยกับตัวน้อยลง

.

.

กฤตย์  ทองคง

18  กุมภาพันธ์  2564

.

เพราะพวกเราหยั่งไม่ถึงผลกระทบที่มาราธอนออกผลต่อคนเรา จากการซ้อมไม่ถึงแล้วฝืนลง

กล่าวไม่ผิดนักว่า ชนกำแพงได้ แต่ต้องหยุด ต้อง DNF ร่างกายจะฟื้นตัวได้ แต่ถ้าฝืน ถูกสถานการณ์ให้ต้องจบลงด้วยเหรียญและภายในเวลากำหนด มันจะส่งผลร้ายต่อพัฒนาการการวิ่งภายหน้าอย่างลึกซึ้งที่สุด

เพียงแต่เราหยั่งไม่ถึงเท่านั้นเอง

ตราบใดถ้าได้ล่วงรู้ จะไม่มีเหรียญเทพใด ที่คุ้มค่าเดิมพันที่เราแลกไปเลย

.

Decha Chinaksorn

ผมเคยวิพากษ์ลงในโพสต์ของตนเองครับอาจารย์ จากการที่ได้มีโอกาสสนทนา กับ อดีตนักกีฬาไตรกีฬาโอลิมปิก ชาวต่างประเทศท่านหนึ่งที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ช "เรื่อง เร็วเกินไปที่จะคิดไปวิ่งมาราธอน" ซึ่งทางโค้ชท่านนั้นก็ให้ข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า หากยังวิ่ง 10 กิโลเมตร ได้เกินเวลา 45-50 นาที ไม่ควรคิดจะขยับไปวิ่งระยะไกลกว่านี้ หรือ คิดจะไปวิ่งระยะมาราธอน เพราะร่างกายยังไม่มีความพร้อมในการรับผลกระทบ

พอโพสต์ลงไป แป๊บเดียวเท่านั้นครับ สรุป.... โดนกระหน่ำแบบทัวร์ลงทุกสารทิศครับ ...... ทั้งประมาณ ดูถูกความตั้งใจบ้างละ ทั้งคิดแบบนี้ใครจะไปวิ่งมาราธอนได้... ไม่ได้ตอบโต้อะไร ทั้งๆที่ เป็นเพียงแค่บทวิพากษ์จากข้อคิดเห็นจากการสนทนากันเท่านั้นครับ

 ·

กฤตย์ ทองคง

Decha Chinaksorn อดทน !

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Tuesday, February 16, 2021

การวิ่งเป็นได้ทั้งเครื่องมือ และเป็นทั้งอาวุธบั่นทอน

 .

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

การวิ่งเป็นการใช้งานทางร่างกาย  โดยหลักการคือ ใช้วิ่งอยู่ภายใต้ข้อจำกัดความฟิตปัจจุบันขณะ

อาจจะขาดเกินไปบ้าง ในแต่ละช่วงตอน ไม่ใช่เรื่องใหญ่  ความบีบเค้นที่ได้รับ  ยังไม่อาจรุนแรงกดทับให้บาดเจ็บได้ทันที

ร่างกายเป็นดังเครื่องจักรกลไกที่ปรับตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์

แต่ต้องอยู่ในลิมิต แม้อาจจะเกินมาบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย  ก่อนที่จะแตกดับบาดเจ็บ ก็ต้องสะสมเครียดล้ามาระยะหนึ่งแล้ว

นั่นคือ  ผ่านการ

too much

too fast

-  too soon

นั่นเอง นั่นคือสาเหตุหลักของความบาดเจ็บจากแทบทุกชนิดกีฬา  ย่อมต้องดำเนินไปแบบสะสมด้วยเสมอไป

ที่เจ็บนั้นขอให้รู้ตัวเถิดว่า  ไม่ใช่แค่เรา those terrible too มาเท่่านั้น แต่มันสะสมปริมาณของ too...มาแล้วด้วยเสมอไประดับหนึ่ง

และในทุกการเกินเลยไป  ย่อมต้องมีสัญญาณเตือนมาทุกครั้งให้ผู้วิ่งรู้ตัวเสมอ  แต่ที่ได้รับบาดเจ็บก็คือ  พวกเขาเพิกเฉยต่อสัญญาณนั้น ไม่ตอบรับ  ไม่มีปฏิกิริยาที่สร้างสรรค์  ยังจัดเกินลิมิตนั้นต่อไปเรื่อยๆ หลายครั้งด้วย

ที่เล่ามานี้ เป็น Anatomy ของตัวความบาดเจ็บแทบทุกชนิด ไม่ว่าเจ็บนั้นจะเป็นอะไร  ต้นกำเนิดมันมาจากต้นน้ำแหล่งเดียวกัน คือ too....ทั้งหลาย

ดังนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญนักว่า เจ็บเพราะอะไรมากไปกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปต่างหาก เจ็บเพราะอะไรเพียงแค่จะได้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นอย่าซ้ำ pattern เดิมอีกเท่่านั้น

สิ่งที่ควรรู้อย่างยิ่ง คือรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรต่างหาก  รู้รับมือกับสถานการณ์  รู้ปรับตัว  รู้ปกครองตัวเองเป็น

นักวิ่งสามารถเยียวยาให้ที่ตัวเองบาดเจ็บหายได้  กับนักวิ่งที่แสนรู้วิชาการวิ่ง จึงเป็นคนละคนกัน

กลับไปที่ต้นเรื่องอีกครั้ง  กลไกร่างกายที่ปรับรับมือความเข้มข้นทางการฝึกที่หนักเกินกว่าปกติ  ในทางทฤษฎี จะอยู่ในราว 10%   ที่นักวิ่งมักจะ

1)  ไม่รู้ว่า 10% นี้มีอยู่ในโลก

2)  ประเมินผิด  เพราะไบแอซ อันเกิดจาการที่ตัวเองติดวิ่ง  จากเอนโดฟินส์  จาก Challenge ต่างๆ  จากความคาดหมายของทั้งตัวเองและสังคม  I can do it.

ตรงนี้คือสิ่งที่บอกกับเราว่า  อันตัวของการฝึกวิ่ง  ผู้วิ่งต้องเป็นตัวของตัวเองให้ได้

การฝึกวิ่งกับกลุ่ม  มีทั้งประโยชน์และโทษภัย  ประโยชน์ที่จะดึงดูดกัน  การ Perform ของอีกคนจะมีส่วนกระตุ้นให้อีกคนเค้นพลังออกมาได้อย่างน่าแปลกใจ  แต่ในขณะเดียวกัน  ก็นำพานักวิ่งบางคน เรียบร้อยโรงเรียนเดี้ยงมาไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว

ตราบใดที่กระบวนการกลุ่ม  ถ้ามันเคลื่อนไปไม่สามารถรับใช้เราได้แล้ว  เราไม่สามารถปรับตัวรับสภาวะนี้ได้  เราควรออกจากกลุ่ม  มาฝึกเดี่ยว

ตรงนี้นักกีฬาหรือโค้ชต้องตาทิพย์ มองเกมให้ขาด ว่าตัวเราหรือตัวเด็กของเรา กำลังอยู่ตรงไหน

เราควรใช้หลักการ 10%นี้  มาใช้ในขั้นตอนพัฒนาได้  ด้วยจัดการโลดแล่นฝึก  ด้วยการเพิ่มทะยอยฝึกสลับทำซ้ำ Repeat   สลับพักฟื้น Recovery   สลับกินอยู่หลับนอน ให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ(อย่างธรรมชาติ ไม่ใช้ยา)

อย่างสังเกตอาการ พร้อมอาจต้องปรับตารางวิ่งทันที

สิ่งที่นักวิ่งก้าวผิดมี2 ทาง คือ จัดหนักเกินไป จัดเกิน 10% สะสมหลายครั้ง หรือในด้านตรงข้ามแช่นานเกินไป  วิ่ง ณ ความเข้มข้นนั้น ทั้งระยะทางและความเร็วซ้ำๆวันแล้ววันเล่า  ร่างกายจะจดจำ  ทำให้วันจริง  ไม่อาจฉีก Perform ให้หนักให้แรงขึ้นตามสถานการณ์แข่งขันได้

รอแก่ รอวัยที่มากขึ้น  ก็จะตกลงไปเรื่อยๆ เพราะวัย

แต่พวกนี้ ก็ยังดีกว่าพวกที่ไม่ดำริออกกำลังกายเอาเลย  ยอมซื้อทุกอย่าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแพงๆ ยอดอดเปรี้ยวหวานมันเค็ม  ขอเพียงอย่างเดียว ฉันจะไม่ยอมออกกำลังกาย

การงดหวานในนักวิ่ง ไม่จำเป็นต้องเข้้มงวดแบบอย่างผู้คนเหล่านั้น  น้ำตาลเป็นสารอาหารที่จำเป็นกับการวิ่ง ในด้านหนึ่งเป็นของธรรมชาติ  ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สังเคราะห์แปลกปลอมอย่างไขมันทรานส์  ร่างกายมีแพนเครียสไว้ผลิตอินซูลิน

หวานสะสมไป มันก็ระบายออกมา  ร่วมกับการออกกำลังกาย  นักวิ่งพึงรักษา pattern เข้ากับออกให้สมดุลกัน  ต้องมีทั้ง In put กับ Out put  ไม่ใช้ไปกดทั้ง In put และทั้ง Out put ให้ต่ำอย่างที่เป็นอยู่

ความพอดี ที่ควรจะเป็นเรื่องที่น่าเข้าใจง่าย กลับเป็นเรื่องที่เข้าใจยากในทุกวันนี้

การออกกำลังที่พอดีเป็นสิ่งที่ขาดแคลน  บ้างไม่เอาเลย Sedentarian  บ้าง Extreme  ที่ใช้ Challenge กันอย่างฟุ่มเฟือย  เติบโตมาอย่างถูกกดทับ จนหิวโหยการยอมรับจากผู้อื่นอย่างผิดปกติ

พอเติบใหญ่ขึ้น  ก็ชดเชยทุ่มโถมทรัพยากรที่มีทั้งกระเป๋าเงินและร่างกาย เพื่อประทีปที่ตัวเองจุดมันขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตาย

แล้วจำนวนมากเหล่านั้นกลับรักษาไว้ไม่ได้  มี Extremer กี่คนกันที่รักษาความหลุดโลกนี้ไว้ได้จนสุดอายุขัย  ได้สุดเอื้อมเหยียดพักหนึ่ง 

หายเกลี้ยง เกลี้ยงจริงๆ

ก่อนที่นักวิ่งจะเลือกสรุปทางของตัวเอง จะเอาอะไรให้ไปถึงไหน  ควรดูตัวเอย่างของคนรุ่นก่อนด้วยว่า  พวกเขาทำอะไร แล้วในที่สุดเขาพบกับอะไรบ้างในที่สุด  แล้วใช้จ่ายอะไรเพื่อไปสังเวยบูชายัญนั้น  เรารับได้ไหมเพื่อการนั้นบ้าง

การวิ่งเป็นแค่กิจกรรมออกกำลังกาย  ที่น่าจะช่วยให้มีพลานามัยที่ปกติ  แข็งแรง  มีภูมิต้านทานความเจ็บป่วย ไม่ตาย ไม่เจ็บในสิ่งที่ไม่น่าเป็น หรือก่อนวัยอันควร

รวมความในแง่นี้ การวิ่งคือ การจัดการกับชีวิตอย่างหนึ่งที่เป็นศิลปะในการครองชีวิตที่ต้องถือ "ความพอดี" เป็นเครื่องมือ

ไม่ใช่ไม่ใช้เลย  และก็ไม่ใช่ใช้มันเป็นอาวุธบั่นทอนตัวเองวันแล้ววันเล่า

นักวิ่งทั้งหลายพึงไตร่ตรอง  และดำริสานก่อการวิ่งให้เป็นคุณกับตัวเองเถิด

.

.

16  กุมภาพันธ์  2564

.

ทำนองเดียวกัน.....

การอยู่อย่างปราศจากภาวะออกกำลังกาย สะสมความอ่อนแอ ต่อเนื่องหลายปี ก็เป็นเช่นเดียวกัน

วัยที่ยังไม่มาก แม้ไม่ออกกำลังใดๆ ก็อยู่ได้ด้วยต้นทุนเก่า ไม่ทั้งป่วย ไม่ทั้งอ้วน

จึงกลั่นกรองข้อสรุปควรทำไม่ออกว่า ควรทำตัวอย่างไร จึงยังหลงไปเรื่อยๆว่า โลกจะยังเป็นของฉันทุกสถานการณ์ ยังนึกว่า ไม่ออกแรงฉันก็อยู่ได้ตลอดไป

ต้องให้แก่ตัว เส้นกราฟแห่งความเสื่อมสะสมการทำงานของมันมากพอ จึงเริ่มแสดงตัว จึงค่อยสำนึกว่า ควรทำอะไรต่อไป

ก็ยังมีบ้างที่สัญญาณที่เข้ามาเตือน เจาะกะโหลกไม่เข้่า แกะสภาพที่ตัวเองเคยชินไม่ออก

ยิ่งวัยที่มากเข้า ต้นทุนเรือนร่างที่จะต้องเป็นต้นทุนออกกำลังยิ่งถดถอย ออกวิ่งไม่ไหวในที่สุด

เช่นเดียวกับการค้า การจะมีกำไร ต้องลงทุน

ถ้าไม่มีต้นทุน ไม่ได้ลงไป กำไรจะได้ไหนมา

แก่มากพอวิ่งไม่ไหว หมดสภาพออกกำลัง จึงเอื้อมไม่ถึงการฟื้นฟูตัวเอง พุธารแห่งชีวิตไม่ได้ผุดอย่างอนันต์ แต่ในช่วงต้นที่จำกัดเท่่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การออกกำลังจึงต้องออกตั้งแต่เมื่อยังมีแรง อย่าปล่อยให้ต้นทุนเกลี้ยง ต้องงัดเอามาลงทุนบ้างก่อนจะหมดสิ้นลง เหมือนกับตัวการค้าเลย

.

เมื่อ Perform เกินไป การหยุดวิ่งนั้นมีแน่

ว่าแต่ว่าจะหยุดวิ่งแบบไหน

ผู้วิ่งจัดหยุดเอง หรือธรรมชาติมันจัดหยุดให้

วิ่งไม่ไหว ย่างเท้าไปน้ำตาแทบร่วง

เลือกเอา.....

.

ภีรเดช ศรีวิภาต

อ่านทั้งหมดสะดุดตรง

"แช่นานเกินไป วิ่ง ณ ความเข้มข้นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ร่างกายชินกับ perform นั้น ทำให้วันจริงเค้นไม่ออก เร่งไม่ขึ้น"

...

ผมมีความรู้สึก ผมกำลังเจอมันครับ อาจารย์

 ·

กฤตย์ ทองคง

ภีรเดช ศรีวิภาต มันคือรอบด้าน

ด้านนี้ก็มีจริงๆ นำเสนอให้พวกเราเห็นภาพ Perspective เพื่อจัดหาตำแหน่งตัวเองลงได้ดีที่สุดตรงไหน(พอดี)
.