ดัชนีถอยหลัง
.
.
โดย กฤตย์
ทองคง
.
.
สิ่งที่นักวิ่งมักทำกันไม่ได้
แต่ก็ต้องหัดทำกันให้ได้
คือ
"ความสามารถที่จะหยั่งถึงระดับความเหนียวแน่นของตัวเอง"
ที่ความเหนียวแน่นนี้คือ
ความแข็งแกร่งของเรือนร่างที่จะทนรับมือกับแรงบีบเค้น (Stress) จากตัวการวิ่งทั้งฝึกและแข่งได้มากน้อยขนาดไหน
ที่แต่ละคนมีระดับตรงนี้ไม่เท่าเทียมกัน
ที่แตกต่างกันไปตามต้นทุนเดิมทั้งจากกรรมพันธุ์และจากประสบการณ์ทางร่างกายที่ผ่านมา
เพราะอะไร เพราะเราจะได้ใส่แผนฝึกลงไปด้วยตัวเอง ความที่เราไม่มีโค้ช เราต้องออกแบบแผนฝึกด้วยตัวเอง
ถ้าเราใส่แผนฝึกที่เข้มข้นเกินลงไป
เราจะบาดเจ็บ(ที่เป็นกันมากมาย)
ถ้าเราใส่แผนที่เบาเกินลงไป เราก็จะไม่เกิดเนื้องาน แต่ตรงนี้กลับมีเป็นส่วนน้อย อย่างแรกกลับผิดพลาดกันอย่างท่วมท้น
แต่แผนที่เราต้องการคือ
แผนฝึกวิ่งที่พอดีต่างหาก และตรงจุดนี้ คือที่ผู้เขียนเรียกว่า
"ความสามารถที่จะหยั่งถึงความเหนียวแน่นของตัวเอง" นั่นเอง
จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่ามีนักวิ่งไม่มากนักที่สามารถหยั่งถึงตรงนี้
ผลลัพธ์ก็คือความบาดเจ็บที่เกลื่อนเมืองทั้งแนวหลังและแนวหน้า ทั้งนักวิ่งใหม่และนักวิ่งเก่า
เราหยั่งถึงแบบแมนน่วลไม่ยากเลย
คือด้วยวิธีใช้เครื่องมือที่เรียกว่า
"ดัชนีถอยหลัง"
เป็นการทดลองฝึกไปก่อนในท่วงท่าลองผิดลองถูก เริ่มแต่น้อยให้เบาไปก่อน เพื่อให้พบว่า "มันน้อยไป" แล้วค่อยเพิ่ม
ฝึกไปข้างหน้าก่อนเพื่อจะให้รู้ว่าที่ลองไปนั้นมันน้อยไป
และเพิ่มขึ้น(แต่น้อยอีก) ให้ใกล้ระดับที่เป็นเราเข้าไป
ฝึกไปข้างหน้าเพื่อให้ระบุภายหลังว่า
ความเข้มข้นที่เราทดลองนั้น มันแก่หรืออ่อนไป นี่คือที่ผู้เขียนเรียกว่า
"ดัชนีถอยหลัง"
ด้วยวิธีที่แนะนำนี้ ถ้าผิดพลาดก็ปลอดภัย
มันคือความสามารถที่จะ"ยืนได้"
อย่างต่อเนื่องในแผนปฏิบัติการฝึกหนึ่งๆได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาหลายๆเดือน
เป็นปีๆ อย่างมี Pattern ที่จำเพาะเจาะจง (เช่นสัปดาห์ละครั้ง) อย่างปราศจากความบาดเจ็บ เป็นดังนี้ จึงเรียกว่า "ดัชนีถอยหลัง"
โดยปกติ
เราจะเดินหน้าฝึกได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเราคือระดับไหน เราถึงจะฝึกได้ใช่หรือไม่
แต่เพราะเราไม่รู้ไง เราก็สุ่มเลือกลงไปก่อน
เพื่อหยั่งรู้จะมาภายหลังจากที่ทดลองลงไปนั้นได้ผลเป็นอย่างไร นี่คือ
"ดัชนีถอยหลัง"
และมีวิธีเดียวที่เราเข้าหามันได้อย่างปลอดภัยโดยไม่บาดเจ็บจากการสุ่มทดลอง
คือ "แต่น้อยไปก่อน"
อย่าคาดหวังว่าเราจะรู้ระดับของเราเองในการลองครั้งแรกหรือไม่กี่ครั้ง แต่มันคือ
"ตลอดชีวิต"
ทำไมตลอดชีวิต เพราะเราก้าวหน้าขึ้นไง
หรือไม่ก็ถอยหลังเพราะขาดซ้อมตกฟิต วันคืนผ่านไปกับการเปลี่ยนแปลง
ตัวเราชั่วโมงนี้เป็นคนละคนกับตัวเราเมื่อสามเดือนที่แล้ว
ทุก
Sessions
ฝึกที่ผ่านไปแต่ละวัน
ต้องดำเนินไปอย่างสังเกตตำแหน่งแหล่งที่ของระดับตัวเราอยู่ตรงไหน
สอดคล้องกับแผนฝึกที่เราสานก่ออยู่ในปัจจุบันหรือไม่
เพราะคนเรามักจะตีความเข้าข้างตัวเองมากเกินความเป็นจริงเสมอ เราจึงมักประเมินผิดพลาดโดยง่าย
มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ตรงที่ เมื่อผิดพลาดไปก็เจ็บ เมื่อเจ็บก็ต้องหยุด
(ไม่หยุดไม่เบาและฝึกต่อก็ไม่ได้
จะเดี้ยงหนักยิ่งขึ้นไปอีก)
เมื่อหยุดก็ตกฟิตถอยหลังลงเพราะขาดซ้อม
ก็เจ็บใจ พยายามที่จะกลับเข้าสนามซ้อมให้เร็วขึ้น
นี่ยิ่งกลายเป็นสถานการณ์ซ้ำเติมให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก
เส้นกราฟของการหายดีไม่ดำเนินไปอย่างปุบปับ
แต่ทยอยลดลงทีละน้อย จนอาการหายไป
แต่ในความเป็นจริง มันยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง มันยังแอบหลบซ่อนอยู่ จะกลับมาหากเราไปซ้ำ แล้วเราเกือบทั้งหมดก็เข้าแผนมัน
นักวิ่้งเกือบทั้งหมดไร้เดียงสา ทุกรายจะคิดว่ามันหายดีแล้ว และกลับไปวิ่ง too
early ในนามการทดสอบว่าหายดียัง
ที่นั่นมันคือ"กระทืบตัวเองซ้ำ"
เพราะจากความจริง แม้อาการจะหายไป แต่มันกลับยังอยู่ ต้องหยุดต่อ
เป็นแบบนี้เกือบทุกรายในทุกชนิดความบาดเจ็บ(ตามอ่านสูตรเจ็บคูณสองของผู้เขียน)
และเป็นอย่างที่อธิบายนี้ไง นักวิ่งที่เพิ่งเข้ามาวงการใหม่ๆแท้ๆ
กลายเป็นคนที่มีเรือนร่างเรื้อรังเสียหายในเวลาที่ไม่นาน
เกือบทั้งหมดเป็นเพราะหยั่งถึงตัวเองผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นนี้หนึ่ง และกลับเข้าไปฝึกวิ่งทั้งๆที่ยังไม่หายดีอีกหนึ่ง
ชักขะเย่อตรงนี้
เจ็บสลับทุเลา สลับกลับไปวิ่ง too early สลับกลับไปเจ็บใหม่ไม่เคยหายดีเลย หลายๆเดือน พวกที่เป็นอย่างนี้
คือเรือนร่างที่เสียแล้ว จนหมดอนาคตวิ่ง
เจอบ่อยจนไม่รู้ว่าจะกู้สถานการณ์นี้อย่างไร
กลับมาที่ต้นเรื่อง ต้นสาเหตุคือไร้ความสามารถหยั่งถึงระดับเหนียวแน่นของตัวเอง และสุ่มทดลองเข้าหาอย่างใจเติบ เล่นความเร็วก่อนปูพื้นฐาน Endurance
base
สิ่งเหล่านี้พวกเรามักทำกันไม่เป็น แต่ก็ต้องหัดทำกันให้ได้ ที่สอนให้ตัวเองเข้าถึงด้วยใช้
"ดัชนีถอยหลัง" เป็นเครื่องมือ
อย่ากล่าวเชียวนะว่า"ใครจะไปทำได้"
ก็ผู้เขียนผ่านมาจนถึงวันนี้ได้ก็ด้วยวิธีเหล่านี้เอง
ถ้าผมทำได้
แต่บอกว่าคุณทำไม่ได้กระนั้นหรือ ?
กฤตย์
ทองคง
1
ธันวาคม 2563
.