Monday, November 30, 2020

ดัชนีถอยหลัง

ดัชนีถอยหลัง

.

.

โดย   กฤตย์  ทองคง

.

.

สิ่งที่นักวิ่งมักทำกันไม่ได้ แต่ก็ต้องหัดทำกันให้ได้

คือ  "ความสามารถที่จะหยั่งถึงระดับความเหนียวแน่นของตัวเอง"

ที่ความเหนียวแน่นนี้คือ  ความแข็งแกร่งของเรือนร่างที่จะทนรับมือกับแรงบีบเค้น (Stress) จากตัวการวิ่งทั้งฝึกและแข่งได้มากน้อยขนาดไหน

ที่แต่ละคนมีระดับตรงนี้ไม่เท่าเทียมกัน ที่แตกต่างกันไปตามต้นทุนเดิมทั้งจากกรรมพันธุ์และจากประสบการณ์ทางร่างกายที่ผ่านมา

เพราะอะไร  เพราะเราจะได้ใส่แผนฝึกลงไปด้วยตัวเอง  ความที่เราไม่มีโค้ช  เราต้องออกแบบแผนฝึกด้วยตัวเอง

ถ้าเราใส่แผนฝึกที่เข้มข้นเกินลงไป เราจะบาดเจ็บ(ที่เป็นกันมากมาย)  ถ้าเราใส่แผนที่เบาเกินลงไป เราก็จะไม่เกิดเนื้องาน  แต่ตรงนี้กลับมีเป็นส่วนน้อย  อย่างแรกกลับผิดพลาดกันอย่างท่วมท้น

แต่แผนที่เราต้องการคือ แผนฝึกวิ่งที่พอดีต่างหาก และตรงจุดนี้ คือที่ผู้เขียนเรียกว่า  "ความสามารถที่จะหยั่งถึงความเหนียวแน่นของตัวเอง"  นั่นเอง

จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่ามีนักวิ่งไม่มากนักที่สามารถหยั่งถึงตรงนี้

ผลลัพธ์ก็คือความบาดเจ็บที่เกลื่อนเมืองทั้งแนวหลังและแนวหน้า  ทั้งนักวิ่งใหม่และนักวิ่งเก่า

เราหยั่งถึงแบบแมนน่วลไม่ยากเลย คือด้วยวิธีใช้เครื่องมือที่เรียกว่า  "ดัชนีถอยหลัง"

เป็นการทดลองฝึกไปก่อนในท่วงท่าลองผิดลองถูก  เริ่มแต่น้อยให้เบาไปก่อน  เพื่อให้พบว่า "มันน้อยไป"  แล้วค่อยเพิ่ม

ฝึกไปข้างหน้าก่อนเพื่อจะให้รู้ว่าที่ลองไปนั้นมันน้อยไป และเพิ่มขึ้น(แต่น้อยอีก) ให้ใกล้ระดับที่เป็นเราเข้าไป

ฝึกไปข้างหน้าเพื่อให้ระบุภายหลังว่า ความเข้มข้นที่เราทดลองนั้น มันแก่หรืออ่อนไป นี่คือที่ผู้เขียนเรียกว่า "ดัชนีถอยหลัง"  ด้วยวิธีที่แนะนำนี้ ถ้าผิดพลาดก็ปลอดภัย

มันคือความสามารถที่จะ"ยืนได้" อย่างต่อเนื่องในแผนปฏิบัติการฝึกหนึ่งๆได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาหลายๆเดือน เป็นปีๆ  อย่างมี Pattern ที่จำเพาะเจาะจง (เช่นสัปดาห์ละครั้ง) อย่างปราศจากความบาดเจ็บ  เป็นดังนี้ จึงเรียกว่า  "ดัชนีถอยหลัง"

โดยปกติ เราจะเดินหน้าฝึกได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเราคือระดับไหน  เราถึงจะฝึกได้ใช่หรือไม่

แต่เพราะเราไม่รู้ไง  เราก็สุ่มเลือกลงไปก่อน เพื่อหยั่งรู้จะมาภายหลังจากที่ทดลองลงไปนั้นได้ผลเป็นอย่างไร  นี่คือ  "ดัชนีถอยหลัง"

และมีวิธีเดียวที่เราเข้าหามันได้อย่างปลอดภัยโดยไม่บาดเจ็บจากการสุ่มทดลอง คือ "แต่น้อยไปก่อน"

อย่าคาดหวังว่าเราจะรู้ระดับของเราเองในการลองครั้งแรกหรือไม่กี่ครั้ง  แต่มันคือ  "ตลอดชีวิต"

ทำไมตลอดชีวิต  เพราะเราก้าวหน้าขึ้นไง หรือไม่ก็ถอยหลังเพราะขาดซ้อมตกฟิต  วันคืนผ่านไปกับการเปลี่ยนแปลง

ตัวเราชั่วโมงนี้เป็นคนละคนกับตัวเราเมื่อสามเดือนที่แล้ว

ทุก Sessions ฝึกที่ผ่านไปแต่ละวัน ต้องดำเนินไปอย่างสังเกตตำแหน่งแหล่งที่ของระดับตัวเราอยู่ตรงไหน  สอดคล้องกับแผนฝึกที่เราสานก่ออยู่ในปัจจุบันหรือไม่

เพราะคนเรามักจะตีความเข้าข้างตัวเองมากเกินความเป็นจริงเสมอ  เราจึงมักประเมินผิดพลาดโดยง่าย

มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ตรงที่  เมื่อผิดพลาดไปก็เจ็บ  เมื่อเจ็บก็ต้องหยุด (ไม่หยุดไม่เบาและฝึกต่อก็ไม่ได้  จะเดี้ยงหนักยิ่งขึ้นไปอีก)  เมื่อหยุดก็ตกฟิตถอยหลังลงเพราะขาดซ้อม  ก็เจ็บใจ  พยายามที่จะกลับเข้าสนามซ้อมให้เร็วขึ้น  นี่ยิ่งกลายเป็นสถานการณ์ซ้ำเติมให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก

เส้นกราฟของการหายดีไม่ดำเนินไปอย่างปุบปับ แต่ทยอยลดลงทีละน้อย จนอาการหายไป  แต่ในความเป็นจริง มันยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง  มันยังแอบหลบซ่อนอยู่ จะกลับมาหากเราไปซ้ำ  แล้วเราเกือบทั้งหมดก็เข้าแผนมัน

นักวิ่้งเกือบทั้งหมดไร้เดียงสา  ทุกรายจะคิดว่ามันหายดีแล้ว และกลับไปวิ่ง too early  ในนามการทดสอบว่าหายดียัง ที่นั่นมันคือ"กระทืบตัวเองซ้ำ"

เพราะจากความจริง  แม้อาการจะหายไป แต่มันกลับยังอยู่  ต้องหยุดต่อ  เป็นแบบนี้เกือบทุกรายในทุกชนิดความบาดเจ็บ(ตามอ่านสูตรเจ็บคูณสองของผู้เขียน)

และเป็นอย่างที่อธิบายนี้ไง  นักวิ่งที่เพิ่งเข้ามาวงการใหม่ๆแท้ๆ กลายเป็นคนที่มีเรือนร่างเรื้อรังเสียหายในเวลาที่ไม่นาน  เกือบทั้งหมดเป็นเพราะหยั่งถึงตัวเองผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นนี้หนึ่ง  และกลับเข้าไปฝึกวิ่งทั้งๆที่ยังไม่หายดีอีกหนึ่ง

ชักขะเย่อตรงนี้ เจ็บสลับทุเลา สลับกลับไปวิ่ง too early สลับกลับไปเจ็บใหม่ไม่เคยหายดีเลย  หลายๆเดือน พวกที่เป็นอย่างนี้ คือเรือนร่างที่เสียแล้ว จนหมดอนาคตวิ่ง  เจอบ่อยจนไม่รู้ว่าจะกู้สถานการณ์นี้อย่างไร

กลับมาที่ต้นเรื่อง  ต้นสาเหตุคือไร้ความสามารถหยั่งถึงระดับเหนียวแน่นของตัวเอง  และสุ่มทดลองเข้าหาอย่างใจเติบ  เล่นความเร็วก่อนปูพื้นฐาน Endurance base

สิ่งเหล่านี้พวกเรามักทำกันไม่เป็น  แต่ก็ต้องหัดทำกันให้ได้  ที่สอนให้ตัวเองเข้าถึงด้วยใช้ "ดัชนีถอยหลัง" เป็นเครื่องมือ

อย่ากล่าวเชียวนะว่า"ใครจะไปทำได้"

ก็ผู้เขียนผ่านมาจนถึงวันนี้ได้ก็ด้วยวิธีเหล่านี้เอง

ถ้าผมทำได้ แต่บอกว่าคุณทำไม่ได้กระนั้นหรือ ?

กฤตย์ ทองคง

1 ธันวาคม  2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่