วิ่งเพื่อสุขภาพกับวิ่งเพื่อแข่งขัน
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ยังมีชาววิ่งอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจอยู่ว่า ผู้วิ่งได้เร็วเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีกว่าผู้ที่วิ่งช้า
การวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นการวิ่งชั้นต้นก่อนที่จะยกระดับมาเป็นวิ่งเพื่อแข่งขัน และนักวิ่งแข่งขันจะมีระดับสุขภาพที่แข็งแรงกว่านักวิ่งเพื่อสุขภาพโดยอัตโนมัติ
เมื่อเข้าใจผิดกันไปถึงเพียงนี้ นักวิ่งทั้งหลายจึงพยายามขวนขวายยกระดับการวิ่งของตัวเองให้วิ่งได้เร็วขึ้น โดยนำแบบอย่างของนักวิ่งเพื่อการแข่งขันเป็นแม่แบบ
นับว่าเป็นการสำคัญผิดเกี่ยวกับวิ่งเพื่อสุขภาพโดยสิ้นเชิง
ก่อนที่จะเข้าไปสู่การอธิบายโดยละเอียด ขอให้พวกเราเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อนว่า การวิ่งทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันในจุดประสงค์ และนักวิ่งเพื่อการแข่งขันหลายราย พบว่าเป็นผู้ไม่มีเงื่อนไขที่สุขภาพที่สมบูรณ์ ทำตัวสุ่มเสี่ยงจนเป็นอันตรายกับการพัฒนาวิ่งมากมาย และยังเข้าใจผิดอยู่แพร่หลายทั่วไป
การวิ่งเพื่อสุขภาพนั้น เน้นสภาพ "การป้องกัน" แต่การวิ่งเพื่อแข่งขันเน้นผลลัพธ์วิ่งให้ได้เร็ว เข้าเส้นก่อนผู้อื่นส่วนข้างในจะเข้าถึงสุขภาวะหรือไม่ เป็นเรื่องภายหลัง แม้ฝึกวิ่งชนิดนี้ยังต้องอาศัยความสมบูรณ์ของร่างกายเป็นเชื้อมูลวิ่งให้เร็วอยู่ แต่ก็เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
คนที่สุขภาพไม่สมบูรณ์เต็มที่ ยังสามารถฝึกเพื่อทำความเร็วได้
และความเลื่อมกันในความเข้าใจสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ ถูกนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์เข้าใจคลาดเคลื่อนจำนวนมาก
ขอฝากให้พวกเราย้อนมาดูคำจำกัดความขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ที่กล่าวถึงภาวะเพื่อสุขภาพไว้ว่า
คือ "The prevention of the unneccesary decaese and pre matture death. และสิ่งที่นักวิ่งและนักกีฬาเพื่อแข่งขันทั้งหลายมีพฤติกรรมกันอยู่นั้นไม่ได้ทำอย่างที่บรรยายไว้ข้างบน แต่ ไปเน้นที่ความฟิต ที่เอาความฟิตไปปะปนกับความีสุขภาพที่ดี
ที่ Fitness นั้น เป็นเพียง The ability to do physical work. เท่านั้นเอง
อธิบายต่อว่า แล้วไอ้ที่ work นั้น ก็ต้องเป็น work ที่ฝึกมาอย่างจำเพาะด้วย เมื่อฝึกมาอย่างหนึ่ง แต่ต้องมาทดสอบในอีกแบบหนึ่งก็เท่ากับคนที่ไม่ได้ฝึกมานั่นเอง
อาจได้เปรียบบ้างที่ตรงกลุ่มกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องมันอาจต้องใช้ด้วยเท่านั้นเอง
.
.
และผู้เขียนเข้าใจว่าเป้าหมายของสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และ ส.ส.ส. รณรงค์ให้ผู้คนมีกิจกรรมวิ่งกันนี่เพื่อเป้าหมายสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อแข่งขัน แม้ทั้งสองอย่างอาจมีพฤติกรรมวิ่งคาบเกี่ยวระหว่างกันของทั้งสองเป้าหมายนี้ก็ตาม
.
ตัวอย่างที่แสดงความแตกต่าง ให้เราเข้าใจความแตกต่างระหว่าง health and fitness นั้น เช่น
ลุงชาวสวนดายหญ้าด้วยจอบเล็กทั้งวันโดยไม่เหนื่อยเลย อย่างทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว ได้สนามหญ้าที่กว้างและเนื้องานคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว
แต่นักวิ่งทั้งเพื่อสุขภาพหรือต่อให้มาจากสายแข่งก็ตามมาดายหญ้าแบบเดียวกันนั้นบ้าง
จะเหนื่อยมาก หอบตัวโยน เหงื่อพลั่ก เงอะๆงะๆ เผลอๆจอบเข้าหัวแม่เท้าตัวเองได้เลือด
รุ่งขึ้นเมื่อยล้าทั้งตัวราวกับไปมาราธอนมา ถึงกับต้องหยุดซ้อม
ในขณะที่ลุงชาวสวน ถ้าให้มาวิ่งแข่งกับเรา จะแพ้ทุกระยะเป็นต้น
นี่คือ Ability ที่ฝึกมา การวัดเปรียบเทียบ ต้องเทียบกับพฤติกรรมเดียวกัน
.
กล่าวได้อย่างองอาจผึ่งผายว่า
พฤติกรรมนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ส่วนมากเกือบทั้งหมดมีพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ยังสุ่มเสี่ยง
อย่าทรนงตัวไปว่า พวกเราเป็นชุมชนเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง เราเพียงฟิตขึ้นมาบ้างจากวิ่งในบางอวัยวะและบางกลุ่มอวัยวะเท่านั้นเอง
ไม่ต้องมากอะไรให้พินิจที่แค่การงดเว้นเครื่องดื่มที่เข้าอนุพันธ์แอลกอฮอล์ทั้งหลาย ยังทำกันอย่างสิ้นเชิงไม่ได้เลย
พวกเรากว่า 80-90% ยังอาลัยการดื่มกิน มีความเสน่หา การการดื่มในวาระที่ตัวเองคิดว่า สำคัญอย่างท่วมท้น แต่เก็บงำกิริยาไว้เท่านั้นเอง ทั้งหญิงทั้งชาย
.
นี่ทำให้เข้าไปสู่ข้อสรุปการทำตัวของนักวิ่ง ทั้งสองเป้าหมายนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าจะนับวัดจากพฤติกรรมใดที่เอื้อต่อสุขภาพหรือไม่แล้วละก็ จะมีผู้หลุดนิยามวิ่งเพื่อสุขภาพมากมายทุกระดับ คงเหลือนักวิ่งเพื่อสุขภาพจริงๆเพียงไม่กี่คน
.
ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดมีเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพจริงๆแล้วละก็ จะต้องวิ่งกันเพียงเท่านี้ก็พอ
นักวิ่งเพื่อสุขภาพ เน้นที่ความสม่ำเสมอในกิจกรรมวิ่งวันละประมาณ 5k หรือครึ่งชั่วโมง ถึง หนึ่งชั่วโมง แล้วแต่ individual differences
4-6 วันต่อสัปดาห์ ในระยะทาง 5k หรือเวลา30-60 นาทีก่อน ก็เอาอันนั้น
เป็นการวิ่งช้าแบบ Conversation pace สามารถสนทนาโต้ตอบกับเพื่อนร่วมวิ่งได้ตลอดทั้งเส้นทางอย่างเป็นปกติ ไม่ out of control ใดๆ ไม่แม้กระทั่หอบทรมาน ชิวตลอดเส้น
ใครที่วิ่งเร็วกว่านี้ ไกลกว่านี้จนหลุดนิยาม ถูกถือว่ามีพฤติกรรมวิ่งเพื่อการอื่น ไม่ใช่เพื่อสุขภาพแล้ว
4-6 วันนี้ไม่กำหนดให้ตายตัว อยู่ที่ภารกิจแต่ละคน ที่ถือปฏิบัติ จะสอดคล้องราบรื่นไปกับความเป็นวิถีตัวเองได้ แค่ไหน เอาตรงนั้น มีจังหวะมาก เอามาก มีจังหวะน้อยเอาน้อย แต่พอช่วงหาจังหวะได้ก็พร้อมปรับเปลี่ยน
ไม่ใช่ขาดๆหายๆ ส่วนที่เป็น SW (Speedworks) ทั้งส่วนที่เป็นขอด interval และ tempo กับ fartlek ถูกพิจารณาว่าไม่จำเป็นจนถึงสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าถึงเป้าหมายเพื่อสุขภาพ ให้งดเว้น
.
ให้ผู้วิ่งเพื่อสุขภาพ อย่าเอากิจกรรมวิ่งไปผูกกับความว่างที่ต้องไม่บีซี่ ถึงมาวิ่งได้ เช่นจะมาวิ่งถ้าว่าง ไม่ว่างก็ไม่มา ถ้าเป็นอย่างนี้ ร้อยร้อยหลุดตั้งแต่เริ่มพูดแล้ว
ต้องเซ็ทเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ "ต้องทำ" ไม่ใช่ "ควรทำ"
เราต้องจัดการวิ่งอยู่ในบัญชีที่หนึ่ง ที่ถูกเซ็ทไว้้แล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องทำ เช่นเดียวกับ
ไม่ว่าแม่จะตาย ไฟไหม้บ้าน ตกงาน อกหัก สอบตกเอนทรานซ์ สอบสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เราก็ต้องแปรงฟันทุกวันแบบนั้น
การมีภารกิจจำเป็นอาจแทรกเข้ามา ต้องเอาอย่างอื่นออก ไม่เอาวิ่งออก
หากทำได้ถึงนี้ เป้าหมายจะถึงแน่นอน
ปัญหาของคนวิ่งแล้วล้มเหลวไม่ต่อเนื่องทุกวันนี้ก็คืออยู่ตรงนี้เอง
จัดการวิ่งไว้ใจบัญชีที่สอง ถ้าว่างก็มา ถ้าไม่ว่างก็ไม่มา
แนะนำว่า ถ้าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ จะเอามันไว้ในบัญชีสองไม่ได้ ต้องเอาไว้ในบัญชีหนึ่ง
ถ้ากิจใดจรเข้ามา ให้เอาอย่างอื่นออก เอาวิ่งสวมเข้าไปแทน
ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่า คุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ที่พอเพียง
แล้วผลร้ายจากการออกกำลังไม่เพียงพอมาถึง ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วก็เท่านั้นเอง
นี้ไม่ใช่ทัศนะที่โหดร้ายจากผู้เขียน แต่โลกมันเป็นเช่นนี้ของมันอยู่แล้ว ผมเพียงชี้ให้ประจักษ์เท่านั้นเอง
สมควรที่นักวิ่งจะเข้าใจความแตกต่างของสุขภาพและความฟิตนี้ นำมาเป็นฐานพินิจประเด็นต่างๆตามไปได้อีกมาก
งานที่ออกมาจะได้ถูกตะล่อมให้ตรงกับ Subjects ต่อไป
.
.
กฤตย์ ทองคง
15 พฤศจิกายน 2563
.
การมาวิ่งด้วยเป้าหมายเพื่อสุขภาพตั้งต้น
แต่ต่อมา ใจมันเหิมเกริม อยากเร็ว แสวงหาจุดที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ผิดอะไร
แต่ต้องยอมรับออกมาตรงๆ เพื่อจะได้ชัดเจนกับตัวเองว่า เราจะต้องวิ่งอะไร ไม่ควรทำอะไร
การปากยังแข็ง วิ่งเร็วกันโครมๆ บอกเพื่อสุขภาพ คนตามีแววเขามองเราทะลุ
เราเอาอุ่นใจไว้ก่อน ถ้าบอกเราเป็นสายพัฒนาแล้วกลัวทำไม่ได้แล้วจ๋อยเท่ไม่ออก ท่วงท่าเช่นนี้"เด็กมาก"ครับ
เรามาวิ่ง สภาพเงื่อนไขที่ดีอย่างหนึ่งคือ เป็นเวทีฝึกหัดความกล้า ออกมายอมรับกับความผิดพลาดที่อาจจะยังมาไม่ถึงเวลานี้
แล้วเราจะได้มีคำถามตัวเองว่า เวลาล่วงไปแต่ละวันฝึกอะไรไปถึงไหนบ้างแล้ว ไม่ใช่ถ้อยคำปลอบใจแผ่วๆว่า "สักวันหนึ่ง" แบบนี้ไม่แมนครับ
.
นักวิ่งทุกคนควรมองภาพปรากฏการณ์วิ่งของอดิเรกที่เรารักนี้ ให้ปรุโปร่งทุกคน เพื่อจะเป็นฐานไปจับงานพัฒนาต่อยอดที่ทำอยู่ถูกที่ถูกทางไปได้อย่างงดงาม ไม่ใช่จากความเข้าใจที่พร่ามัวจากความสับสน
.
ใดๆ ถ้าว่างค่อยทำ
ไม่ว่างไม่ทำ แสดงว่าเล่นเพียงครึ่งมือไม่เต็มมือ ก็จะได้เท่าที่ลงทุน นิดๆหน่อยๆ
ถ้าต้องการจริงๆ ต้องตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งนั้นในโลก
จะลดน้ำหนัก ก็ลดได้นิดหน่อย
จะเอาสุขภาพ ก็พอได้เป็นกิริยาบุญ
อยากได้สุขภาพเยอะๆ ก็ต้องทำการบ้านมากหน่อย ตั้งแต่ค้นคว้าว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้าง และตั้งใจทำจริงๆ
เราก็จะได้เต็มๆมือครับ
ทุกอย่างในโลกเลยด้วย
(ขนาดทำเต็มมือ ยังไม่ค่อยจะได้เลย)
.