Saturday, November 14, 2020

วิ่งเพื่อสุขภาพกับวิ่งเพื่อแข่งขัน

 วิ่งเพื่อสุขภาพกับวิ่งเพื่อแข่งขัน

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ยังมีชาววิ่งอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจอยู่ว่า  ผู้วิ่งได้เร็วเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีกว่าผู้ที่วิ่งช้า

การวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นการวิ่งชั้นต้นก่อนที่จะยกระดับมาเป็นวิ่งเพื่อแข่งขัน  และนักวิ่งแข่งขันจะมีระดับสุขภาพที่แข็งแรงกว่านักวิ่งเพื่อสุขภาพโดยอัตโนมัติ

เมื่อเข้าใจผิดกันไปถึงเพียงนี้  นักวิ่งทั้งหลายจึงพยายามขวนขวายยกระดับการวิ่งของตัวเองให้วิ่งได้เร็วขึ้น  โดยนำแบบอย่างของนักวิ่งเพื่อการแข่งขันเป็นแม่แบบ

นับว่าเป็นการสำคัญผิดเกี่ยวกับวิ่งเพื่อสุขภาพโดยสิ้นเชิง

ก่อนที่จะเข้าไปสู่การอธิบายโดยละเอียด  ขอให้พวกเราเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อนว่า  การวิ่งทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันในจุดประสงค์  และนักวิ่งเพื่อการแข่งขันหลายราย พบว่าเป็นผู้ไม่มีเงื่อนไขที่สุขภาพที่สมบูรณ์  ทำตัวสุ่มเสี่ยงจนเป็นอันตรายกับการพัฒนาวิ่งมากมาย  และยังเข้าใจผิดอยู่แพร่หลายทั่วไป

การวิ่งเพื่อสุขภาพนั้น เน้นสภาพ  "การป้องกัน"  แต่การวิ่งเพื่อแข่งขันเน้นผลลัพธ์วิ่งให้ได้เร็ว เข้าเส้นก่อนผู้อื่นส่วนข้างในจะเข้าถึงสุขภาวะหรือไม่ เป็นเรื่องภายหลัง  แม้ฝึกวิ่งชนิดนี้ยังต้องอาศัยความสมบูรณ์ของร่างกายเป็นเชื้อมูลวิ่งให้เร็วอยู่  แต่ก็เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

คนที่สุขภาพไม่สมบูรณ์เต็มที่ ยังสามารถฝึกเพื่อทำความเร็วได้

และความเลื่อมกันในความเข้าใจสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ ถูกนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์เข้าใจคลาดเคลื่อนจำนวนมาก

ขอฝากให้พวกเราย้อนมาดูคำจำกัดความขององค์กรอนามัยโลก (WHO)  ที่กล่าวถึงภาวะเพื่อสุขภาพไว้ว่า

คือ  "The prevention of the unneccesary decaese and pre matture death. และสิ่งที่นักวิ่งและนักกีฬาเพื่อแข่งขันทั้งหลายมีพฤติกรรมกันอยู่นั้นไม่ได้ทำอย่างที่บรรยายไว้ข้างบน แต่ ไปเน้นที่ความฟิต ที่เอาความฟิตไปปะปนกับความีสุขภาพที่ดี

ที่ Fitness นั้น เป็นเพียง The ability to do physical work. เท่านั้นเอง

อธิบายต่อว่า  แล้วไอ้ที่ work นั้น ก็ต้องเป็น work ที่ฝึกมาอย่างจำเพาะด้วย  เมื่อฝึกมาอย่างหนึ่ง แต่ต้องมาทดสอบในอีกแบบหนึ่งก็เท่ากับคนที่ไม่ได้ฝึกมานั่นเอง

อาจได้เปรียบบ้างที่ตรงกลุ่มกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องมันอาจต้องใช้ด้วยเท่านั้นเอง

.

.

และผู้เขียนเข้าใจว่าเป้าหมายของสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และ ส.ส.ส. รณรงค์ให้ผู้คนมีกิจกรรมวิ่งกันนี่เพื่อเป้าหมายสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อแข่งขัน แม้ทั้งสองอย่างอาจมีพฤติกรรมวิ่งคาบเกี่ยวระหว่างกันของทั้งสองเป้าหมายนี้ก็ตาม

.

ตัวอย่างที่แสดงความแตกต่าง ให้เราเข้าใจความแตกต่างระหว่าง health and fitness นั้น เช่น

ลุงชาวสวนดายหญ้าด้วยจอบเล็กทั้งวันโดยไม่เหนื่อยเลย อย่างทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว ได้สนามหญ้าที่กว้างและเนื้องานคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว

แต่นักวิ่งทั้งเพื่อสุขภาพหรือต่อให้มาจากสายแข่งก็ตามมาดายหญ้าแบบเดียวกันนั้นบ้าง

จะเหนื่อยมาก หอบตัวโยน เหงื่อพลั่ก เงอะๆงะๆ เผลอๆจอบเข้าหัวแม่เท้าตัวเองได้เลือด

รุ่งขึ้นเมื่อยล้าทั้งตัวราวกับไปมาราธอนมา ถึงกับต้องหยุดซ้อม

ในขณะที่ลุงชาวสวน ถ้าให้มาวิ่งแข่งกับเรา จะแพ้ทุกระยะเป็นต้น

นี่คือ Ability ที่ฝึกมา การวัดเปรียบเทียบ ต้องเทียบกับพฤติกรรมเดียวกัน

.

กล่าวได้อย่างองอาจผึ่งผายว่า

พฤติกรรมนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ส่วนมากเกือบทั้งหมดมีพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ยังสุ่มเสี่ยง

อย่าทรนงตัวไปว่า พวกเราเป็นชุมชนเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง เราเพียงฟิตขึ้นมาบ้างจากวิ่งในบางอวัยวะและบางกลุ่มอวัยวะเท่านั้นเอง

ไม่ต้องมากอะไรให้พินิจที่แค่การงดเว้นเครื่องดื่มที่เข้าอนุพันธ์แอลกอฮอล์ทั้งหลาย ยังทำกันอย่างสิ้นเชิงไม่ได้เลย

พวกเรากว่า 80-90% ยังอาลัยการดื่มกิน มีความเสน่หา การการดื่มในวาระที่ตัวเองคิดว่า สำคัญอย่างท่วมท้น แต่เก็บงำกิริยาไว้เท่านั้นเอง ทั้งหญิงทั้งชาย

.

นี่ทำให้เข้าไปสู่ข้อสรุปการทำตัวของนักวิ่ง ทั้งสองเป้าหมายนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถ้าจะนับวัดจากพฤติกรรมใดที่เอื้อต่อสุขภาพหรือไม่แล้วละก็ จะมีผู้หลุดนิยามวิ่งเพื่อสุขภาพมากมายทุกระดับ คงเหลือนักวิ่งเพื่อสุขภาพจริงๆเพียงไม่กี่คน

.

ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดมีเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพจริงๆแล้วละก็ จะต้องวิ่งกันเพียงเท่านี้ก็พอ

นักวิ่งเพื่อสุขภาพ เน้นที่ความสม่ำเสมอในกิจกรรมวิ่งวันละประมาณ 5k หรือครึ่งชั่วโมง ถึง หนึ่งชั่วโมง แล้วแต่ individual differences

4-6 วันต่อสัปดาห์ ในระยะทาง 5k หรือเวลา30-60 นาทีก่อน ก็เอาอันนั้น

เป็นการวิ่งช้าแบบ Conversation pace สามารถสนทนาโต้ตอบกับเพื่อนร่วมวิ่งได้ตลอดทั้งเส้นทางอย่างเป็นปกติ ไม่ out of control ใดๆ ไม่แม้กระทั่หอบทรมาน ชิวตลอดเส้น

ใครที่วิ่งเร็วกว่านี้ ไกลกว่านี้จนหลุดนิยาม ถูกถือว่ามีพฤติกรรมวิ่งเพื่อการอื่น ไม่ใช่เพื่อสุขภาพแล้ว

4-6 วันนี้ไม่กำหนดให้ตายตัว อยู่ที่ภารกิจแต่ละคน ที่ถือปฏิบัติ จะสอดคล้องราบรื่นไปกับความเป็นวิถีตัวเองได้ แค่ไหน เอาตรงนั้น มีจังหวะมาก เอามาก มีจังหวะน้อยเอาน้อย แต่พอช่วงหาจังหวะได้ก็พร้อมปรับเปลี่ยน

ไม่ใช่ขาดๆหายๆ ส่วนที่เป็น SW (Speedworks) ทั้งส่วนที่เป็นขอด interval และ tempo กับ fartlek ถูกพิจารณาว่าไม่จำเป็นจนถึงสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าถึงเป้าหมายเพื่อสุขภาพ ให้งดเว้น

.

ให้ผู้วิ่งเพื่อสุขภาพ อย่าเอากิจกรรมวิ่งไปผูกกับความว่างที่ต้องไม่บีซี่ ถึงมาวิ่งได้ เช่นจะมาวิ่งถ้าว่าง ไม่ว่างก็ไม่มา ถ้าเป็นอย่างนี้ ร้อยร้อยหลุดตั้งแต่เริ่มพูดแล้ว

ต้องเซ็ทเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ "ต้องทำ" ไม่ใช่ "ควรทำ"

เราต้องจัดการวิ่งอยู่ในบัญชีที่หนึ่ง ที่ถูกเซ็ทไว้้แล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องทำ เช่นเดียวกับ

ไม่ว่าแม่จะตาย ไฟไหม้บ้าน ตกงาน อกหัก สอบตกเอนทรานซ์ สอบสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เราก็ต้องแปรงฟันทุกวันแบบนั้น

การมีภารกิจจำเป็นอาจแทรกเข้ามา ต้องเอาอย่างอื่นออก ไม่เอาวิ่งออก

หากทำได้ถึงนี้ เป้าหมายจะถึงแน่นอน

ปัญหาของคนวิ่งแล้วล้มเหลวไม่ต่อเนื่องทุกวันนี้ก็คืออยู่ตรงนี้เอง

จัดการวิ่งไว้ใจบัญชีที่สอง ถ้าว่างก็มา ถ้าไม่ว่างก็ไม่มา

แนะนำว่า ถ้าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ จะเอามันไว้ในบัญชีสองไม่ได้ ต้องเอาไว้ในบัญชีหนึ่ง

ถ้ากิจใดจรเข้ามา ให้เอาอย่างอื่นออก เอาวิ่งสวมเข้าไปแทน

ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่า คุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ที่พอเพียง

แล้วผลร้ายจากการออกกำลังไม่เพียงพอมาถึง ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้วก็เท่านั้นเอง

นี้ไม่ใช่ทัศนะที่โหดร้ายจากผู้เขียน แต่โลกมันเป็นเช่นนี้ของมันอยู่แล้ว ผมเพียงชี้ให้ประจักษ์เท่านั้นเอง

สมควรที่นักวิ่งจะเข้าใจความแตกต่างของสุขภาพและความฟิตนี้ นำมาเป็นฐานพินิจประเด็นต่างๆตามไปได้อีกมาก

งานที่ออกมาจะได้ถูกตะล่อมให้ตรงกับ Subjects ต่อไป

.

.

กฤตย์ ทองคง

15 พฤศจิกายน 2563

.

การมาวิ่งด้วยเป้าหมายเพื่อสุขภาพตั้งต้น

แต่ต่อมา ใจมันเหิมเกริม อยากเร็ว แสวงหาจุดที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ผิดอะไร

แต่ต้องยอมรับออกมาตรงๆ เพื่อจะได้ชัดเจนกับตัวเองว่า เราจะต้องวิ่งอะไร ไม่ควรทำอะไร

การปากยังแข็ง วิ่งเร็วกันโครมๆ บอกเพื่อสุขภาพ คนตามีแววเขามองเราทะลุ

เราเอาอุ่นใจไว้ก่อน ถ้าบอกเราเป็นสายพัฒนาแล้วกลัวทำไม่ได้แล้วจ๋อยเท่ไม่ออก ท่วงท่าเช่นนี้"เด็กมาก"ครับ

เรามาวิ่ง สภาพเงื่อนไขที่ดีอย่างหนึ่งคือ เป็นเวทีฝึกหัดความกล้า ออกมายอมรับกับความผิดพลาดที่อาจจะยังมาไม่ถึงเวลานี้

แล้วเราจะได้มีคำถามตัวเองว่า เวลาล่วงไปแต่ละวันฝึกอะไรไปถึงไหนบ้างแล้ว ไม่ใช่ถ้อยคำปลอบใจแผ่วๆว่า "สักวันหนึ่ง" แบบนี้ไม่แมนครับ

.

นักวิ่งทุกคนควรมองภาพปรากฏการณ์วิ่งของอดิเรกที่เรารักนี้ ให้ปรุโปร่งทุกคน เพื่อจะเป็นฐานไปจับงานพัฒนาต่อยอดที่ทำอยู่ถูกที่ถูกทางไปได้อย่างงดงาม ไม่ใช่จากความเข้าใจที่พร่ามัวจากความสับสน

.

ใดๆ ถ้าว่างค่อยทำ

ไม่ว่างไม่ทำ แสดงว่าเล่นเพียงครึ่งมือไม่เต็มมือ ก็จะได้เท่าที่ลงทุน นิดๆหน่อยๆ

ถ้าต้องการจริงๆ ต้องตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งนั้นในโลก

จะลดน้ำหนัก ก็ลดได้นิดหน่อย

จะเอาสุขภาพ ก็พอได้เป็นกิริยาบุญ

อยากได้สุขภาพเยอะๆ ก็ต้องทำการบ้านมากหน่อย ตั้งแต่ค้นคว้าว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้าง และตั้งใจทำจริงๆ

เราก็จะได้เต็มๆมือครับ

ทุกอย่างในโลกเลยด้วย

(ขนาดทำเต็มมือ ยังไม่ค่อยจะได้เลย)

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.