กรมธรรม์ที่ต้องซื้อ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
กรมธรรม์ที่เป็นเอกสารคู่สัญญาที่ออกมาจากบริษัทประกัน แท้จริงมิใช่การประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพใดๆ ลงถ้ามีเงื่อนไขเจ็บป่วยล้มตายตามธรรมชาติ มันก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อลงโลงกันทุกคน ไม่มีเจตจำนงค์ใดๆระงับได้
แต่กรมธรรม์เหล่านั้นเป็นการประกันรายได้(ให้คงอยู่)หรือประกันรายจ่าย(ไม่ให้ต้องจ่ายไปมากนักยามที่เกิดเรื่องขึ้น)ต่างหาก
จะได้เอาเงินจากบริษัทประกันไปจ่ายให้โรงพยาบาลหรือแพทย์เพื่อการรักษา
แต่การประกันสุขภาพ มิให้จ่ายมากมายยามเจ็บป่วย ย่อมเกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น
ที่เราต้องจ่ายเบี้ยประกันไม่น้อยเลย ในรูปความเหนื่อยรายวัน
แต่ความเหนื่อยนี่ เป็นคนละอย่างกับที่เราเหนื่อยในหน้าที่การงาน ที่การงานนั้น เราต้องประสานร่วมกับผู้อื่นไป "ด้วยกัน" ที่เราไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ ที่ทำให้ความเหนื่อยนั้นส่วนมากมากับความคับข้องใจ (Frustration) ที่ไม่เป็นคุณกับสุขภาพเลย
แต่การออกกำลังกายเป็นความเหนื่อยทางร่างกายที่เราควบคุมได้และต้องควบคุมให้ได้ด้วย ที่ปราศจากข้อยุ่งยากทางจิตใจทุกชนิด
เมื่อกล่าวถึงความเหนื่อยทางร่างกาย ธรรมชาติคนเรามีขีดจำกัดในความอึด ความทนทาน ที่จะทนกับความหนักหน่วงด้วยความเร็ว ที่แต่ละคนมีองศาดีกรีไม่เท่ากัน
ส่วนที่กำลังพอดีของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องที่หมูมากสำหรับอีกคนหนึ่ง และอาจเป็นของหนักหนายากเย็นกับอีกคนหนึ่งมากมายหลายระดับ
การออกกำลังกายต้องเป็นระดับที่พอดีไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดีของผู้นั้นด้วย ที่จะผันแปรไปกับเป้าหมายออกกำลังนั้นเอาไปเพื่ออะไร แข่งขันหรือเพื่อสุขภาพ หรือ ฯลฯ
เมื่อจ่ายเบี้ยประกันครบ ธรรมชาติก็ให้สภาพเรือนร่างที่ปกติมา หรือแข็งแรงขึ้น เอาไปรับมือกับอุปสรรคทุกชนิด
ต้องเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ใช่พวกออกกำลังกายไม่เหนื่อยนะ ต่อหน้างานหนักใดๆ หรือการออกแรงประจำวัน
ข้อแตกต่างระหว่างคนออกกำลังกับคนไม่ออกกำลังก็คือ พวกเขาเหนื่อยแต่ทำได้ แต่อีกพวกที่ไม่ออกกำลังฯ เหนื่อยและทำไม่ได้ด้วยนั่นเอง
แต่สิ่งเหล่านี้ ทุกคนสามารถเลือกที่จะจ่ายเบี้ยประกันได้ทุกคน แม้จะเป็นผู้ขัดสนเพราะมิใช่จ่ายเบี้ยประกันด้วย"เงินตรา" แต่เป็นจ่ายด้วย "เวลา"
อันความเหนื่อยนั้น ทุกคนที่ออกกำลังกายย่อมสามารถทำได้ทุกคน ค่าที่ว่า ไม่ใช่หนักเหนื่อยเสียจน "ฉันทำไม่ได้" หรือทำแล้วบาดเจ็บ แต่ต้องเป็นการออกแรงที่หนัก "พอดี" ต่างหาก ถึงจะเกิดผล
งานที่หนักแต่พอดีนี่ จึงเป็นระดับที่แตกต่างกันไปแต่ละคน ทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนป่วย ก็ยังต้องการออกกำลัง Rehabilitation เพื่อ Recovery เหมือนกับคนที่ไม่ป่วยทุกอย่าง
เป็นความเข้าใจผิดเอามากๆว่ามีใครบางประเภทที่ต้อง "งดเว้นการออกกำลังกาย" เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ที่เห็นคนไม่ออกกำลังนั้นแล้วก็ยังอยู่ได้ไม่เห็นเป็นไรมาจากความเข้าใจผิดกันทั้งประเทศ ก่อความสับสนให้เข้าใจไปว่า "ไม่ออกกำลังก็ไม่เห็นเป็นไรเลย" โดยเนื้อหาคือล้วนกินบุญเก่าทั้งนั้น หมดบุญเมื่อไร ก็จะถึงคราวต้องจ่ายตามบิลที่เรียกเก็บภายหลัง
คนเราขับเคลื่อนพฤติกรรมด้วยความเคยชิน ในเมื่อไม่มีการออกกำลังครั้งแรก จึงย่อมไม่อยู่ในสถานะ "เริ่มปรับตัว"
และต้องมีการเริ่มเสียก่อน จึงจะกลายเป็นกิจวัตรวันหนึ่งในทุกๆสเต็ป
ส่วนลำดับต่อไปที่ต้องนำมาใช้เป็นเรื่องของ"ความสม่ำเสมอ" จึงจะตามมาอีกที โดยใช้ความบากบั่น พากเพียร เป็นตัวเจือประสาน มีความชัดเจนในจุดหมายจำเพาะเป็นหางเสือทิศทาง
ทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างกระบวนการสะสม ที่มากพอได้ระดับ หาใช่ความหนักหน่วงใดๆไม่ เมื่อทำดังนี้ได้แล้ว กรมธรรม์จะส่งมาถึงหน้าบ้านเราเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อผู้คนไม่พร้อมที่จะจ่ายเบี้ยประกันที่เป็น "เวลา" ลงในกระบวนการ พวกเขาจึงใช้คำแก้ตัวว่า "ไม่มีเวลา" เป็นการเอาการออกกำลังกายไปไว้ในลำดับสุดท้ายนั่นเอง เพื่อให้ฟังดูน่าเห็นใจ
เอาสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาไว้ก่อนในลำดับแรกๆ และสำคัญรองๆลงไปถัดไปเรื่อยๆ(หลายคนสำคัญผิดว่าอะไรสำคัญด้วยซ้ำไป แต่ตรงนี้ไม่ขอเอ่ย)
.
.
แต่ตัวการออกกำลังกลับเอาไปไว้ท้ายที่สุด ความหมายที่แท้จริงของการไม่มีเวลาก็คือ "มีเวลาค่อยไป ไม่มีก็ไม่ไป" นั่นเอง
สำหรับพวกเรา ประชาคมสุขภาพ ทุกคนเป็นเหมือนกัน คือเลือกที่จะใช้จ่ายเวลา(ที่มีจำกัด)ไปกับอะไรที่คิดว่าสำคัญที่สุด ที่ใน List สิ่งที่สำคัญมากเป็นบัญชีที่หนึ่ง คือการออกกำลังกายด้วย
ส่วนใครที่จัดออกกำลังมีความสำคัญในลำดับต่อไปก็เอาไปไว้ในบัญชี List ที่สอง
อีกพวกที่เห็นสำคัญน้อยลงไปอีก ก็เอาไปไว้ในบัญชีที่สาม ถ้ามีเวลาเหลือก็ค่อยทำ จึงพบว่า "เวลามันหมดแล้ว"
มีเพียงวิธีเดียวที่จะออกกำลังให้ได้ในการบริหารทรัพยากรเวลาที่มีจำกัดคือ เอาการออกกำลังกายไปไว้ในบัญชีที่หนึ่ง ถ้าเต็มแทรกไม่ได้ ก็ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งอย่างใดออก และสวมการออกกำลังเข้าไปแทน ก็เท่านั้นเอง
นอกนั้นเป็นสิ่งตามมา เช่นการเรียนรู้ที่จะพยายามรักในสิ่งที่ทำ แรกๆก็"ยี้"กันทุกคน ค่าที่ว่าเพราะความไม่คุ้นเคยกับความเหนื่อยที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อน
เพียงแตะนิดแตะหน่อยเป็น "หอบแดก"ทันที
การสะสมเรียนรู้และทยอยปรับตัวจึงเป็นคำตอบที่วางไว้สำหรับทุกชนิดการเกาะติด มีบากบั่นพากเพียรอุตสาหะต้องถูกงัดขึ้นมาเป็นเครื่องมือ
ส่วนความหนักหน่วงความเร็ว ความเหนื่อย ยังไม่มีความจำเป็นในชั้นต้น อย่างที่พวกเราเห็นนักวิ่งผู้มาก่อนเล่นให้ดู
นี่กำลังจะสื่อสารกับพวกนักวิ่งเก่าอีกโสตหนึ่งว่า การทำตัวของพวกเราอย่างไรที่ปรากฏในที่สาธารณะว่าท่วงท่าการวิ่งของพวกท่านก็มีผลในการจะเข้ามาวงการวิ่งหรือไม่ของผู้คนด้วย เช่นการแผ่หรากลางสนามหญ้าหลังลงขอด
ความหนักหน่วงในชั้นต้นๆของมือใหม่ ถึงกับเป็นเรื่อง "ต้องห้าม" ด้วยซ้ำ กับ Novice runner ที่มือใหม่ทุกคนไม่สมควรทำ
.
เมื่อวิ่งไป ฝึกไปเรื่อยๆ ไม่มีใครที่จะเป็น จูเนียร์ตลอดไป สักวันต้องเป็นซีเนียร์บ้าง เมื่อวันนั้นมาถึง ร่างกายเราก็จะเปลี่ยนไปโดยเราไม่รู้ตัว วิ่งตามพวกขาแรงได้ แม้จะแซงพวกเขายังไม่ได้ แม้จะเหนื่อยจนลมออกหู แต่ก็ทำได้ ดีใจมากๆ ตะก่อนเราทำได้ที่ไหนกัน !!!
ดังนั้น ใครที่ "ไม่ให้เวลา" กับการลงมือเริ่มต้น สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือความอ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐานปลอดภัย พลานามัยต่ำ ฯลฯ จึงย่อมเป็นเช่นนั้น(ตถตา)
ก็คุณเลือกที่จะเป็นแบบนี้เอง มีเพียงสิ่งเดียวที่คนออกกำลังมีสุขภาพดีจะแสดงความเห็นก็คือ "เมื่อไม่มีเวลาให้ ก็เป็นเรื่องของคุณ" จบ...
ไม่จำเป็นต้องเกลี้ยกล่อม เพราะเกลี้ยกล่อมก็ไม่เคยสำเร็จ
ผลลัพธ์ปลายทางคุณเลือกแล้วจากพฤติกรรมวันนี้
พวกเราไม่ได้ความแข็งแรง(ถ้าจะเรียกเช่นนั้น)มาฟรีๆ แต่เราเลือกหนทางได้มาด้วยการจ่ายแลกเปลี่ยนที่เยอะมาก ไม่ใช่ด้วยเงินตรา จ้างใครมาวิ่งแทนก็ไม่ได้ แต่ด้วยเวลา
.
ชีวิตสมัยนี้ การอยู่อย่างไม่มีกรมธรรม์ใดๆเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากชีวิต ย่อมเป็นความเสี่ยงเอามากๆ
พึงเลือกซื้อกรมธรรม์
1) จงซื้อกรมธรรม์ตัวจริงให้ได้ คือ "การออกกำลังกายด้วยเบี้ยประกัน "เวลา"
2) ซื้อกรมธรรม์ปกป้องรายได้ ประกันรายจ่ายจากบริษัทเสริมเข้ามาอีก
กรมธรรม์แรกสำคัญกว่า จงทำให้ได้ ต่อมาถ้าเงินทองพอมี ก็ค่อยทำกรมธรรม์ที่สองตามมา
ทุกวันนี้ที่ไม่้เกิดอะไรขึ้นมา ก็แต่มันยังไม่เกิดเท่านั้นเอง พอมันจะเกิดขึ้นมา(ไม่มีเตือน) ก็ครวญ "ทำไมถึงต้องเป็นเรา"
ถึงตรงนี้ไม่ต้องครวญใดๆแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ จงรับไปอย่างหน้าชื่นให้สุดทาง
อ่านไปย่อยไป สาระสำคัญอยู่ที่ไหน จับประเด็นถูกต้องได้เมื่อไร เชื่อมะ ?
"มันมีเวลาขึ้นมาเอง"
แม้รายที่บีซี่ที่สุดในโลก ลงถ้าตรองตกแล้ว คลิกออกมา ก็จะตัดสิ่งที่อยู่ในบัญชีที่หนึ่งอย่างหนึ่งอย่างใดออก แล้วเอาการออกกำลังสวมลงไปแทน อย่างนี้เห็นมาเยอะแล้ว เปลี่ยนได้แน่นอน
ลงถ้ารอให้ว่างก่อน จะไม่มีเลยทั้งชาติ
.
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเตือนไว้ ใครที่ชักลังเล อยากเริ่มก็อยาก แต่ยังไม่มีพลังพอ
"เลื่อนการตัดสินใจออกไป"
เพราะความที่กรมธรรม์สมัยนี้(ออกกำลัง)จะได้มาต้องสะสม ต้องมีต้นทุนลงไปก่อน แบบเดียวกับการค้าขาย
ลงแรงไปก่อนจนเหนื่อยอ่อนเป็นรายวัน ก่อนที่จะได้กรมธรรม์มา ถ้าจอจนแก่ รอจนอ่อนแรง ที่เราถดถอยลงไปทุกวัน
ชั่วโมงนั้น ที่เริ่มต้น เราจะมีต้นทุนต่ำมากไม่พอเพียงที่จะเอาไปลงทุนใดๆ
แน่นอนเมื่อมีแรงลงไปนิดเดียว ก็ได้กลับมานิดเดียว
กำลังจะบอกว่า เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ต้องเลือกลงมือทำตั้งแต่ยังเหลือแรง รอให้แรงหมด ไม่มีทุนเหลือไปออกกำลัง มันจะไปได้อะไรมา
นี่ไม่ใช่อย่างที่คุณกำลังจะถามว่า ห้าสิบแล้ว หกสิบแล้วจะเริ่มได้ไหม ผู้เขียนไม่รู้ว่าคุณแต่ละคนมีต้นทุนขนาดไหน
แน่ใจเพียงว่า เรามีความจำเป็นต้องซื้อกรมธรรม์ทุกคนทันทีที่รู้ตัวว่าเรามีความจำเป็นต้องมี "กรมธรรม์"
เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ
.
ทุกคนที่เริ่มเข้ามา ย่อมมีความรู้สึกแปลกแน่นอน ค่าที่ว่าไม่คุ้นเคยกับเบี้ยประกันแปลกๆที่ต้องจ่าย จาก "เงินตรา" เป็น "เวลา"
ไตร่ตรองให้ดีเถิด คุณพร้อมจะจ่ายหรือไม่
เมื่อตกลงแล้ว How to..... อะไรบ้างค่อยว่ากันทีหลัง
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ "ความหนักหน่วง" ที่พวกเรามักจะให้ความโฟกัส อย่างที่เห็นพวกนักวิ่งเขาทำกัน นั่นเป็นพวก Advanced แต่มันอยู่ที่ "ความสม่ำเสมอ" บอกแล้วว่า มันอยู่ที่ "เวลา"
ตกลงสมัครใจที่จะจ่ายเบี้ยประกันกันแล้วหรือยัง ?
.
.
กฤตย์ ทองคง
30 มิถุนายน 2563
.