Tuesday, December 31, 2019

หัวเข่า


หัวเข่า
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง,.
.
.
ขึ้นหัวเรื่องแบบนี้ ฟังเหมือนว่าผู้เขียนจะเขียนแบบแพทย์ ชี้แจงความบาดเจ็บหัวเข่า ผมจะไม่เขียนแบบนั้นแน่ครับ แต่จะเขียนจากมุมมองของนักวิ่งคนหนึ่ง ที่เข่าดีมาตลอดทั้งๆวิ่งในภาวะสูงวัย

บ่อยครั้งมาก ที่ได้ยินคนนอกวงการวิ่งกล่าวถึงการวิ่งว่าเป็นอันตรายต่อหัวเข่า อย่างรู้ไม่จริง อย่างเหมาหมดว่า คนวิ่งทุกราย เข่าจะพังในที่สุด เพราะการวิ่งเป็นชนิดกีฬาที่ทำลายเข่า แบบนี้คุ้นหูบ้างไหม ฟังมาเยอะ

คนเราจะเข่าไม่ดี ถ้าไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพภายใน แต่ภายนอก ย่อมเกิดจากสาเหตุหลักๆอยู่สองอย่าง คือใช้เข่าน้อยเกินไปกับใช้เข่ามากเกินไป
(Underuse กับ Overuse) เกินพอดีเกินเหมาะสมกันไปคนละทาง

คนที่มักไม่ออกกำลัง มักจะนั่งแช่นาน ไม่ว่าเกิดจากความจำเป็นทางอาชีพ หรือเพราะอะไรก็ตาม ความพยายามใช้เข่าให้น้อยลง จึงเป็นการแก้ไขรับมือที่ผิดทิศผิดทาง ยิ่งพยายามใช้เข่าให้น้อยลง เข่าจะยิ่งเสื่อมเร็ว อย่าเข้าใจสะบัดกลับนะว่า ถ้าอย่างนั้นใช้ให้มากๆกระนั้นหรือ!!!

เมื่อยิ่งใช้น้อย ธรรมชาติบอกกับเราว่า ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันแข็งแรงเกินจำเป็นเสียแล้ว ถ้าไม่ใช้อะไรเลย จะแข็งแรงไปทำไม มันคือรูปแบบหนึ่งของการปรับตัวเข้าสู่สมดุลธรรมชาตินั่นเอง

เหตุผลที่เข่าไม่ดีในสูงอายุ มักจะถูกนำมากล่าวอ้าง
อธิบายความบกพร่องว่าเป็นความปกติธรรมชาติ "คนมันแก่ ก็เข่าไม่ดีทั้งนั้นแหละ"

แม้โดยสภาพความเคลื่อนคล้อยจากธรรมชาติ มันอาจจะเป็นเช่นนั้นก็จริง แต่คำกล่าวนี้ถูกนำมาอ้างโดยผู้ที่ยังสามารถออกกำลังกายได้ แต่ไม่ยอมออกมากกว่า เอาความเป็นธรรมชาติมาเป็นข้อแก้ตัว
.
.
แต่ก่อนคนเรามีปัญหาเข่าไม่ดกดื่นเท่าคนยุคปัจจุบัน ตราบเท่าที่ย่างเข้าร่วมสมัย มีเครื่องทุ่นแรงมากมายมาเป็นตัวช่วย ประโยชน์ที่เราควรพลอยได้จากการใช้แรงกายก็พลอยสูญไปด้วย เรื่องเข่า จึงเป็นเรื่องที่ตามมาจากการสิ้นไปของการใช้งาน
จะว่าไป เรือนร่างมนุษย์ถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับสังคมอดีตมากกว่าปัจจุบัน
เมื่อสังคมตักน้ำผ่าฟืน เดินไกล พึ่งตนเอง สิ้นลงแล้ว จึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวกันว่า
"มนุษย์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการรังสรรค์สังคมและเทคโนโลยี(ที่จะถูกออกแบบขึ้นมา)ให้เข้ากับธรรมชาติและตัวความเป็นมนุษย์เองต่างหาก"
.
สำหรับผู้ที่มีพลานามัยปกติ คนเราน่าจะสามารถ้งานเข่าได้ตลอดอายุขัย แม้ว่าจะได้น้อยลง เบาลง ตามวัยตามส่วน แต่เขาย่อมสามารถทำได้
ผ่านการพักผ่อน ผ่านการกินอยู่หลับนอนที่พอดี มนุษย์เราก็จะกลับมาแข็งแรงอีก และใช้งานเหมือนเก่าได้แน่
ความที่ยุคสมัยเราเป็นยุคสมัยที่มีแนวโน้มผู้คนขาดการออกกำลังกายเป็นกระแสหลักเสียแล้ว จึงทำให้หลายสายตา พินิจว่า เข่าไม่ดีในคนแก่ คือความปกติ ทั้งๆที่ไม่ใช่ เข่าคนแก่ ก็ใช้ได้ในภารกิจคนแก่ ไม่ใช่คนแก่ที่หักโหมเพื่อจะเอาถ้วยรางวัล
.
เมื่อกล่าวถึงเข่าที่เป็นต้นเรื่อง ชนิดกีฬาที่ช่วยให้เข่ากลับแข็งแรงอันดับต้นๆก็คือ การวิ่งนั่นเอง
ใช่ครับ ตัว"แรงกระแทก"นั่นแหละ แต่เป็นแรงกระแทกที่ถูกควบคุม แรงกระแทกที่พอดี ที่การพักฟื้นกินอยู่หลับนอน ตามธรรมชาติ จะทำให้ฟื้นตัว (ไม่ใช่แรงกระแทกที่หักโหม)
กีฬาวิ่ง ในทัศนะผู้เขียน จึงไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ผู่มุ่งหวังเข่าแข็งแรงพึงหลีกเลี่ยง
กลับกันกับกระแสหลักที่เขามองกัน
ปัจจุบันมีความเข้าใขผิดที่แพร่หลายไปว่า การวิ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อเข่าไปเสียแล้ว
การที่พระเอกกลายเป็นผู้ร้ายไปได้ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แต่เพราะพวกเราเองนี่แหละ "นักวิ่ง" ที่เป็นตัวอย่างที่คนนอกนำมายกตัวอย่างว่า "เดี้ยง"
เพราะ"วิ่่ง" นี่เอง
"เราว่งกันในท่วงท่าอย่างไร" ถึงทำให้ีนนอกเข้าใจไปแบบนั้น
.
เมื่อเรานักวิ่งเจ็บ ไม่ว่าจะเข่าหรืออย่างอื่น เราโทษไปหมด โทษรองเท้า โทษแผนฝึกที่โหดไป โทษท่าวิ่ง โทษสนามแข่ง โทษไปหมดยกเว้นโทษตัวเอง
วิ่งกันไม่บันยะบันยัง ปรากฏการณ์เจ็บจึงแพร่หลายให้คนเขาเอาพวกเราไปยกตัวอย่าง "เดี้ยง" เพราะวิ่ง
แต่ที่วิ่งแล้วเข่าดี เข่าแข็งแรงขึ้น ไม่เห็นใครยกตัวอย่างกันบ้าง
พวกเราพอเจ็บแล้วหยุดไปแค่สองสามวัน ยังไม่ทันจะหายดี พอแค่ทุเลาก็กลับมาวิ่ต่อ จึงเรื้อรังเป็นขี้ปากให้คนนอกเขาวิจารณ์
คนในแท้ๆ แทนที่จะเป็นตัวอย่างของชุมชนพลานามัย ของคนที่มีเข่าแข็งแรง จึงกลายเป็นตัวอย่างของความคิดฝั่ง "จงอย่าไปวิ่ง" เพราะเดี๋ยวจะเป็นแบบนั้นบ้าง
.
จะวิ่งแล้วให้ออกผลเป็นอย่างไรก็ได้
วิ่งแล้วให้แข็งแรงก็ได้ วิ่งแล้วสุขภาพดีก็ได้ หรือวิ่งแล้วให้เดี้ยงก็ยังมี อยู่ที่เราเลือกที่จะเผชิญหน้ากับการวิ่งอย่างไร
เหมือนกับชีวิตที่โหดร้าย จะมีผลต่อผู้คน ให้แข็งแกร่งขึ้นก็ได้ หรือทำลายคนลงก็มาก ถึงบอกไง อยู่ที่เราเลือกเผชิญกับมันอย่างไร
"The miles can build you up or the miles can wear you down,
it's all about how you approach it.
Josh Cox
Elite Marathoner
.
เอาละ เมื่อเข่าเจ็บไปแล้ว เราจะไปวิ่งได้อย่างไร ก็ต้องหยุดไป คนเราจะวิ่งได้ ก็ต้องมีเข่าและส่วนจำเป็นต่างๆที่สมบูรณ์ดี ไม่บาดเจ็บรองรับแรงกระแทกระดับหนึ่งใช่หรือไม่
มันจึงกลายะป็นยุทธศาสตร์ที่เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาว่าระหว่างการออกกำลังก่อน เข่าค่อยดี หรือเข่าต้องดีก่อน ถึงจะออกกำลังได้ ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน
.
คำเฉลย...ในทางปฏิบัติ เราควรใช้เข่าเพื่อให้ร่างกายได้ใช้การอยู่ อย่ารอจนเข่าสิ้นสภาพก่อนแล้วค่อยดำริมาออกกำลัง เพราะฟื้นไม่ทัน
ยิ่งการร้าวลึกจากการใช้งานวิ่งเยอะ มันพังไปมาก ยิ่งฟื้นยาก ระวังอย่าให้ภาวะนี้เกิดกับตัวเอง
เมื่อพินิจจากมุมนี้ ภาวะเข่าจึงเป็นเรื่องที่เราต้องเผชิญหน้าทั้งนักวิ่งและไม่วิ่งทั้งหลาย
หากเป็นเช่นนั้น มันจะนำพาอย่างอื่นเสื่อมไปด้วย เช่นเข่าเสีย เลยไม่ได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อก็พลอยฟีบไปด้วยเพราะไม่ได้วิ่ง
เมื่อปล่อยปละละเลยให้พังก่อน แล้วค่อยดำริซ่อมแซม แทนที่จะรีบดูแลบำรุงตั้งแต่ตอนยังดี ให้มันรับใช้เราได้ตลอดไป
.
ผู้เขียนพินิจว่า ภาวะสิ้นไร้เข่าที่ดี ไม่มีเข่าที่สมบูรณ์ให้เป็นฐานออกกกำลัง เมื่อได้เพิกเฉยละเลย โทษภัยยิ่งหนักจากดินพอกหางหมู จะยิ่งดำเนินไปอย่างสะสม
ผู้ซึ่งสิ้นไร้สภาพยึดกุมการออกกำลัง ทำให้พลานามัยอื่นรอบๆพลอยย่ำแย่ไปด้วย เป็นตัวอย่างให้คนเข่าที่ยังดีได้สังวร เตือนตัวเอง อย่าเป็นอย่างเขา ตัวอย่างมีอยู่เต็มเมือง
ใครที่เข่ายังเดินได้ ควรมีภาวะฉุกคิด คนเราเลือกได้ทั้งนั้น ที่จะจบแบบไหม
.
แม้ว่ามนุษย์จะก้าวหน้ามากขึ้น ไปคิดค้น ไปสรรหาเคมีภัณฑ์ ไปสังเคราะห์มาช่วยกัน ก็นับว่าดีอยู่
แต่ที่จะคาดหวังว่าให้บทบาทของกลูโคซามีนมาทดแทนการออกกำลังกาย(ที่เหมาะสม) นั้นอย่างพึงหวัง
ณ ชั่วโมงนี้ ยังไม่มีใครทำได้เท่าเทียม แค่ค่อยยังชั่ว พอใช้งานได้ พอหายทรมาน พอประคับประคองยืดเวลาที่ผิดปกติออกไปเท่านั้น
สุดท้าย ถ้าไม่เปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตออกกำลังกาย มันก็เท่านั้นแหละ
การออกกำลัง ควรออกตั้งแต่ยังมีแรงให้ออก เมื่อรอจนสิ้นสภาพแล้ว จะเอาแรงที่ไหนเป็นเชื้อมูลสร้างเข่าให้พัฒนา
.
จงเขียนประโยคเหล่านี้ไว้หัวนอน
"ยามแก่ตัว ไม่มีอะไรจะเลิศไปกว่า
อยากกินอะไรได้กิน
อยากไปไหนได้ไป
อย่าทำอะไรได้ทำ"
อุตส่าสรรหา ตะหาย สะสม อดออม ได้มาเยอะแยะ สุดท้ายหมอห้ามกิน ตะกายไปเที่ยวไม่ได้ ภูกระดึงขึ้นไม่ไหว อยากจะทำอะไร ก็ไม่มีแรง
ถ้าเป็นแบบนี้ คิดกันบ้างหรือไม่ว่า แล้วงี้เกิดมาทำไม? จงดำเนินชีวิตต่อไป อย่าให้ล้มเหลวอย่างที่ผ่านมา
.
หนุ่มเอยสาวเอย พอมีวัย วาระมันจะเปลี่ยนไปหมด เงินทอง สถานะ ตำแหน่ง ล้วนมายา ของพวกนั้นจะพ้นวาระไป และมันมาถึงเร็วเสียด้วย
วาระที่เหลือคือวาระสุขภาพต้องถูกยกเป็นวาระแห่งชาติ และเราจะเข้าถึงได้ด้วยการออกกำลังกายเท่านั้น ไม่สามารถซื้อหา
.
แต่นั่นแหละ ในท่ามกลางความรันทด ยังอาจพบความหวังปลายทาง แม้เข่าจะมีปัญหา ก็ยังคงเดินได้บ้าง ยังใช้การได้อยู่ ใช่หรือไม่?
นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า เข่ายังใช้การได้ดีอยู่ ตราบใดที่ยังเดินได้ เข่าย่อมมีทางฟื้นฟูได้แน่
แผนฝึกใช้ข้อเข่าต้องถูกออกแบบมาให้พอเหมาะพอสมกับความเป็นบุคคลนั้นๆ เป็นเรื่องสำคัญ
.
การทยอยจัดใช้งานมากขึ้นต้องไม่เป็นไปอย่างหักโหม จากระดับที่เป็นตัวของผู้นั้น ทีละนิด ทีละหน่อย อย่างฉลาดและสม่ำเสมอ เตือนให้ร่างกายจำได้หมายรู้ งานที่เพิ่มเข้ามา เป็นการจำลองให้ร่างกายปรับตัวก่อนที่จะเจอเนื้องานจริงๆ
.
แม้ว่าแผนการฟื้นฟูกายภาพที่เหมาะสมที่สุดในโลกใดๆ ย่อมไม่หนีหลักตรรกะนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะมาจาก Trainer ร้านฟิตเนสราคาแพง
หรือจากแพทย์กายภาพโรงพยาบาล หรือมาจากสามัญสำนึกของเราเอง
ย่อมเคลื่อนไปในทางเดียวกัน อาจจะตกต่างกันที่ระดับองศาผู้ถูกฟื้นฟู
.
ผู้เขียนกล้าฟันธง ตราบใดที่ยังเดินได้ ผู้นั้นย่อมเข้าแผนฟื้นฟูเข่าได้เสมอ
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เข่าเพียวอย่างเดียว อยู่ที่ความคาดหวัง อยู่ที่ทัศนคติก็ไม่น้อย
ส่วนบทบาทของแพทย์ เป็นเพียงเข้ามาเสริมให้สมบูรณ์ที่สุดเท่านั้น ตัวของตัวเองต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางฟื้นฟูด้วยตัวของเขาเองอย่างองอาจ
ไม่มีทางอื่น
.
.
กฤตย์ ทองคง
21 พฤศจิกายน 2558
ลงในเฟซบุ๊คเมื่อ 31 ธันวาคม 2562



มาราธอนเตือนตนรู้ประมาณ

มาราธอนเตือนตนรู้ประมาณ
.
.
ศรีสวัสดิ์ คมลึก ผนึกก้าว
เส้นทางยาว ย่ำไป ดั่งใจหมาย
มาราธอน สอนเจ้า เร้าใจกาย
ฝึกยักย้าย ย่ำย้ำ กระทำการณ์

ทุกทุกก้าว ยาวสั้น หมั่นกำหนด
ทุกทุกบท ผ่านฝึก ลึกประสาน
ทุกทุกแบบ พากเพียร เวียนเนิ่นนาน
ทุกทุกด้าน ผลลัพธ์ นับอุดม

ศรีประสิทธ์ จิตใจ ให้เป็นสุข
ปลดความทุกข์ แนบเนียน เพียรประสม
แกร่งทั้งใจ แกร่งกาย หมายนิยม
แกร่งและคม ควรค่า มาราธอน

* * * * * * * * * * * * * * * * *

มาราธอน สอนจิต รู้ผิดถูก
มาราธอน หว่านปลูก อุดมผล
มาราธอน กอบเกื้อ เอื้อกมล
มาราธอน เตือนตน รู้ประมาณ

ตะวันฉาย
12 เมษายน 2553
.
ตะวันฉาย ไม่ใช่ลุงกฤตย์
และผมขออนุญาตเธอนำมาลงแล้ว
.
ถูกที่สุด...มาเป็นนักวิ่งแล้ว ควรน้อมรับเอาการวิ่งมาราธอนมาสอนใจตัวเอง
วิ่งแบบใด แล้วได้ผลแบบใดบ้าง เราจะได้แกร่งขึ้นจากเวทีชีวิต
.
ตะวันฉายแต่งไว้เมื่อไรไม่ชัด
แต่เชื่อว่าในปี 2553 นั้นเอง
ขอจารไว้ว่า 13 เมษายน 2553
คือวันที่นำบทนิพนธ์นี้ลงในหน้าเวปบอร์ด
forrunsmag.com เป็นครั้งแรกครับ
.
มาราธอน สอนจิต คิดรู้ก้าว
เส้นทางยาว รู้แบ่ง รู้แข่งขัน
กำลังกาย รู้เกลี่ย เฉลี่ยปัน
รู้เท่าทัน ทุกจังหวะ พละตน
กำหนดทิศ ผิดถูก ที่ปลูกฝัง
ควรยับยั้ง หรือบรรเลง ในเพลงผล
ขยับโน้ต โรจน์รุ่ง เฝ้าปรุงปน
ฝึกให้ทน มาราธอน ขจรนาม
ตัวของตัว ทั่วถ้วน ควรคมเข้ม
เติมให้เต็ม พลิ้วเพลง อย่าเกรงขาม
แต้มอดทน ขวนขวาย ทุกหมายความ
ครบนิยาม เส้นทาง อย่างแหลมคม
จงเยี่ยมยอด ตลอดแนว ด้วยแน่วแน่
การณ์เที่ยงแท้ บ่มเพาะ จนเหมาะสม
เพลงวิถี ลีลา ฟังน่าชม
เพลินภิรมย์ ย่างก้าว ทางยาวไกล
เพลินวิชา มาราธอน สอนกายแกร่ง
เพลินลงแข่ง มาราธอน จรแจ่มใส
เพลินเส้นทาง สร้างสรรค์ บากบั่นไป
เพลินดวงใจ โลดวิ่ง ไม่กริ่งเกรง...อิอิ
ตะวันฉาย
27 เมษายน 2554
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Monday, December 30, 2019

มาราธอน.....เครื่องหล่อหลอมชีวิต


มาราธอน.....เครื่องหล่อหลอมชีวิต
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ไม่เคยมีมาราธอนใดที่เราวิ่งได้ดีสมบูรณ์พร้อมสักสนามเดียว แม้ว่าเราจะซ้อมดีขนาดไหนก็ตาม แต่ไม่ยากเลย ถ้าจะหาข้อบกพร่องได้เสมอในจุดหนึ่งจุดใด ที่เราจะเห็นได้ว่า ถ้ามันไม่ได้เป็นตรงนั้นขึ้นมา จะดีมากเลย

อย่านึกว่าโชคไม่เข้าข้างเรา โชคไม่เคยเข้าข้างใครเลยที่ไม่เคยพร้อมการซ้อมต่างหาก

แต่แน่ละ การไม่เคยพร้อมเหล่านี้ก็เป็นความยุติธรรมเสมอหน้ากับทุกนักวิ่ง แม้ในระดับแชมป์ๆเอง ก็ยังไม่มีการวิ่งที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาย่อมมีอุปสรรคตามประสาพวกเขา และพวกเราก็มีแรงเสียดทานในระดับของพวกเรา

เป้าหมายของนักวิ่งมาราธอนทุกคน จึงอยู่ที่การบริหารจัดการให้มันพร้อมที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะได้แอ่นอกรับผลของมันอย่างหน้าชื่น ที่อย่างดีที่สุดก็คือ "เกือบดี" เท่านั้นเอง

เราซ้อมก็เพื่อจำลองเหตุการณ์วันจริง เราจะทำให้ดีขึ้น เพื่อให้องคาพยพและจิตใจรับแรงเสียดทานจำลอง ฝึกหัดเข้าจัดการความยากที่เราน่าจะพบครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่ากรดแลคติกที่มาท่วมระบบ ทั้งๆที่หมดสิทธิ์การชะลอลง เราจะจัดการกับมันอย่างไร ให้เราสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้เรื่อยๆโดยที่ต้องไม่มีอันเป็นไปต่างๆ

แม้กระทั่งมันเกิดหนักหนาจนท้อถอย เราต้องสรรหาวิธีคิดอย่างไร เพื่อก้าวข้ามให้พ้นตรงนั้น จำไว้ "เราต้องไปต่อให้ได้"

เราควรเห็นภาพว่า สิ่งที่ไม่พึงใจที่มันโคจรเข้ามาขณะวิ่งหรือเตรียมวิ่ง มันจะเป็นเครื่องหลอมหล่อให้ตัวเรามีเหลี่ยมมุมแพรวพราว สามารถจัดการได้รอบด้าน ออกจากมุมอับได้ทุกมุม ถ้ามันจะเกิดขึ้น

ชีวิตจริง นอกมาราธอน ก็เป็นเช่นคล้ายๆกันนี้ หนทางไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบหรือดอกดาวเรืองใดๆ ที่กลีบดอกเหล่านั้นต่างหากที่จะตรึงให้เราอ่อนเปลี้ยไปตลอดกาล...หากอยู่กับมันในท่วงท่าอีกอย่าง ถ้าจัดการไม่เป็น

กลีบดอกเหล่านั้น ถ้ามันจะมา กลับไม่ใช่เรื่องที่น่าปลาบปลื้มเพียงอย่างเดียว จงมองให้ทะลุปรากฏการณ์

จงมองทุกเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนที่คาดคิดอย่างสงบระงับ (แก้ปัญหาอย่างเบิกบาน มิให้ดำเนินไปอย่างระทมขมทุกข์) ไม่ว่าในมาราธอนหรือในชีวิตจริง

ปัญญาอันเกิดจากชีวิตที่ได้เรียนรู้มาราธอน ถ้าอยู่ในครรลองของผู้ถนัดไตร่ตรองสรุปบทเรียนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเป็น ย่อมจะช่วยให้มีเหลี่ยมมุมที่สวยสดงดงามและทรงคุณค่ากับชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเรา
.
.
กฤตย์ ทองคง
13 มกราคม 2559

(บทความเมื่อ 4 ปีที่แล้ว)

Friday, December 27, 2019

เราก็อปเอาแผนฝึกของ EK มาลดทอนลงได้ไหม

เราก็อปเอาแผนฝึกของ EK
มาลดทอนลงได้ไหม
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
(EK = Eliud Kipchoge แชมป์มาราธอนโลกชาวเคนย่าที่เคยวิ่ง 42 กิโลเมตรต่ำกว่า 2 ชั่วโมง)

ความสำคัญประการที่ต้นๆถูกกล่าวเตือนอยู่เสมอในการฝึกวิ่งก็คือ ทุกคนมีความจำเพาะเจาะจงที่จะลอกเลียนแบบกันไม่ได้

แต่เพราะความขาดแคลนคนดูแลแผนฝึกให้เรา เราจึงมีความจำเป็นต้องเอียงคอ ลอกการบ้านของเพื่อนอยู่เป็นระยะๆ ด้วยการแอบเสี่ยงเอาเอง ที่ถ้ามีโค้ชที่หาง่าย เราจะไม่ทำกันหรอก แต่เพราะหาไม่ได้นี่เอง "มันจำเป็นครับลุง"

ถ้าจะก็อปมา เรามีความจำเป็นต้องก็อปแบบทำความเข้าใจด้วยว่า เรือนร่างของมนุษย์เรา จะตอบสนองต่อ Performance แต่ละตัว อย่างไรบ้าง และในแต่ละ Session ที่ก็อปมา ด้วยความระแวดระวังความ Stress ที่จะต้องควบคุมไม่ให้มากเกินระดับของตัวเอง หากกว่าการก็อปปี้ไปแบบเซื่องๆ

และตราบใดถ้าเราไม่สามารถระบุข้อบ่งชี้ใดๆว่าที่ฝึกนั้นไปเพราะอะไร เราไม่ควรฝึกทั้งสิ้น

เราต้องรู้ว่าในแต่ละการฝึก Session หนึ่งๆ มันมีเป้าหมายฝึกเพื่อพัฒนาอะไรบ้าง และเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นในความเป็นเรา อาจจะต้องมีเนื้อหาฝึกอย่างไร มันถึงจะเป็นได้จริง และไม่บาดเจ็บ

นักวิ่งเกือบทุกคน เคยลอกการบ้านทั้งนั้น เพราะความจำเป็น แต่การลอกที่ปลอดภัย ต้องมาจากต้นแหล่งที่มีสิ่งแวดล้อมไล่เลี่ยกับเรา มีต้นทุนไม่แตกต่างจากเรามากนัก เพราะหากแตกต่างกันมาก การฝึกอาจล้มเหลวจากประยุกต์มาใช้

บางท่านอาจเข้าใจ และกำลังทำอยู่ด้วยคือ ก็อปเอาแผนฝึกของแชมป์มาทำ โดยแอบฝากความหวังว่าจากผลของการลดทอน ความเข้มข้นและปริมาณสูตรฝึกจะเข้ากับเราได้

ที่ผู้เขียนกำลังจะบอกพวกเราว่า มันผิดพลาดอย่างไร

เรากำลังอนุมานว่า แชมป์ผู้นั้น เมื่อก่อนตอนเขายังไม่เป็นแชมป์ยังอ่อนฟิตอยู่ เขามีปัจจัยต้นทุนเหมือนกับเราทุกประการนั่นเอง ซึ่งพวกเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้

การที่เราเอาแผนเขาก็อปมาย่อส่วนลง ก่อนมาฝึก จึงผิดหวังค่อนข้างมาก และมันร้ายแรงตรงที่ไม่มีใครคอยวิเคราะห์สรุปผล คำเตือนเมื่อแรกเข้าก็ไม่มี คำเตือนให้ออกจากแผนก็อปก็ไม่มีเช่นเดียวกัน

ไหนๆจะก็อปสูตรแล้ว นักวิ่งหลายคนจึงคิดว่า ก็ไปเอาสูตรที่เจ๋งที่สุดละกัน นั่นคือสูตรของแพททริค คิปแซง โค้ชของคิปโชเก้ ให้หมดเรื่องหมดราว เอามาลดทอนลงเยอะๆ ลดลงมากจนแน่ใจว่าเราทำได้ แน่

กำลังจะบอกว่า คุณกำลังมีวิธีคิดที่ผิดที่จะเลือกเลี้ยวไปทางนั้น

ไหนลองบอกผมซิว่าคุณจะยาว Long run แบบไหน เพราะ EK ไม่มียาว และลองบอกกับผมซิว่าคุณจะ Day off อย่างไร เพราะ EK ไม่มี Day off เขาไม่มีวันที่หยุดซ้อมใดๆเลยสักวันเดียว

เพียงแค่สองข้อนี้เท่านั้น คุณก็จะยืนงงเป็นไก่ตาแตกแล้วว่าจะยาวอย่างไร จะเซ็ทวันหยุดไว้ตรงไหน

ไม่ว่าโค้ชใดๆในโลก ถ้าเห็นใครตัดแผนยาว และตัดหยุดออกแล้ว ต้องร้องเสียงหลงแน่นอน

ในนักวิ่งทั่วไป นักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ การไม่มียาว และการวิ่งอย่างไร้วันหยุด จะเท่ากับเป็นการเข้าโจมตีและเผาค่ายของเราเอง โดยแทบจะไม่ต้องเสียเวลาหันไปพินิจ Sessions อื่นๆว่าเป็นอย่างไรเอาเลย

เหตใดที่ EK ไม่มียาว และไม่มีหยุดนั้น ไม่ใช่เหตุผลของเรา

ประเด็นคือ ตัวของเราจะฝึกอย่างไรให้ Keep up ตัวเอง และมีผลประกอบการที่พัฒนาขึ้น และปลอดความบาดเจ็บอย่างไรนั่นต่างหาก

คือระหว่างเรา กับ EK มันมีความแตกต่างมากเสียจนกระทั่ง สิ้นสภาพการลดทอนใดๆ ที่จะเอามาทำกับตัวเอง แม้แต่น้อยหนึ่ง (ขีดทั้งเส้นใต้และกาดอกจันทน์)

มันไม่ใช่แผนคนละโลก แต่เป็นแผนที่มาจากคนละกาแลคซี่เลยทีเดียว

ใครที่ยังแอบคิด แอบก็อป แอบฝึก แอบคาดหวัง นำมาลดทอนแผนแชมป์เอามาทำเองบ้าง จงยุติเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เพราะโค้ชจะขายไม่ออก แต่เพราะถ้าพวกเธอไม่เดี้ยงไป ก็ไม่ออกผลประกอบการใดๆ
.
.
กฤตย์ ทองคง
27 ธันวาคม 2562
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

เราฟังตัวเองกันจริงๆหรือเปล่า


เราฟังตัวเองกันจริงๆหรือเปล่า
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การวิ่งสอนให้เราตั้งใจสดับตัวเอง ที่มันจะสะท้อนตัวตนของเราต่อหน้าแผนฝึกต่างๆ แต่พวกเราตั้งใจฟังจริงๆหรือไม่

ความที่บรรยายไว้ "Listen your body"

แต่เรากลับไม่ฟัง ไปเงี่ยฟังสรรพสำเนียง Listen their progress. เฝ้าสังเกตแต่คู่ประกบ เพื่อนๆเขาซ้อมอะไรกัน และกังวลว่าเขาจะล่วงหน้าห่างเราออกไปหากเราหยุดพักวิ่ง แต่เรากลับไม่ได้ฟังตัวเองกันจริงๆ

เราเฝ้าแต่ดูความคืบหน้าสนามเดือนข้างหน้าจะวิ่งตรงไหนบ้าง จะได้สมัครให้ทัน หาใส่ใจไม่ว่า สมัครแล้วจะวิ่งได้หรือเปล่า วิ่งแล้วจะได้ผลอย่างไร ก้าวหน้าขึ้นหรือถอยลง ถ้าเท่าเดิมหรือถอยลงถามว่าจะลงไปทำไมให้เปลืองเงิน ทั้งๆที่ภาวะการซ้อมไม่ถึงก็ประจักษ์อยู่ทนโท่

พวกเรามองทุกอย่างยกเว้นมองตัวเอง ความเสียหายจึงบังเกิด และเพราะความใจร้อนนี้ด้วยทำให้เราฝึกอะไรที่คิดว่ามันน่าจะทำให้เร็วนั้น มากขึ้น บ่อยเกินไป

ระลึกและตระหนักความประการนี้ให้บ่อยๆ แล้วจะทำตัวอยู่กับร่องกับรอยที่ควรจะเป็นจะคลี่คลายออกมาเอง
.
.
บอกไป Listen your body รู้กันทุกคนแหละ มันความหมายความอะไร
แต่ใครจะน้อมนำเอาความนี้ไปยังประโยชน์จากการฝึกของตัวเองประจำวัน มีไม่ครบทุกคน
.
บางทีสิ่งที่ยาก คือสิ่งที่ง่ายที่สุด หญ้าปากคอกมากที่สุดนั่นเอง
.
เพราะลุงไปตามอ่านทวนงานเก่าของเราที่ถูกดีดขึ้นมาครบวาระ หลายครั้งจึงพบเห็นสิ่งที่เราเขียนไว้อีกครั้ง มีทั้งดีทั้งห่วย
ที่ดีก็เสียดาย อยากให้แพร่กระจายกันมากๆ เพราะยังบกพร่อง เป็นไปตามที่เขียนอยู่นั้นทุกประการ ยังไม่คืบหน้าไปไหนเลย
เราก็อปออกมาวางข้างนอก ไม่ถูกซ่อนอยู่ข้างใน วอนพวกเราอย่าเห็นว่าอ่านซ้ำ แต่จะได้เป็นโอกาสย้ำหัวตะปูกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งนี้ที่ไม่ได้ชวนตำหนิติเตียนใครภายนอกมากกว่าการกลับมาหยั่งดูภายในตัวเราล้วนๆ นับว่าเหมาะสมแน่นอน
.

เจ็บแล้วไม่หยุดวิ่ง แต่หายด้วย มันคืออะไร

เจ็บแล้วไม่หยุดวิ่ง แต่หายด้วย มันคืออะไร
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เท่าที่สังเกตอาการบาดเจ็บจากวิ่งที่เราพบกันอยู่เสมอ มักจะมีอาการให้เจ้าตัวประจักษ์ชัดเจนทุกรายมาพักนึงแล้ว แต่พวกเราไม่เลือกที่จะหยุดวิ่ง

เราพร้อมที่จะทำตามคำแนะนำทุกอย่าง ไม่ว่าแสนแพงหรือยากเย็นหนักหนา ก็จะสรรหามาประเคนให้ได้ ขอเพียง ยังวิ่งต่อได้ ไม่หยุดวิ่ง

พวกเรากำลังสำคัญผิดกับบาบาทความบาดเจ็บว่า เราสามารถวิ่งต่อได้ทั้งๆที่มีอาการ ด้วยหัวใจที่ใหญ่ และคาดหวังว่า ด้วยความมีมานะอุตสาหะที่มากพอเพียง เราย่อมจะฝ่าข้ามไปได้ เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง

เรากำลังตีความบาดเจ็บเท่ากับความเกียจคร้าน ความร้อน ความหนาวความอุปสรรคต่างๆที่ต้องใช้ความอดทน เข้าไปต่อกรกับมัน

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะเท่ากับเราฉีกตำราแพทย์ทิ้งทั้งปึกว่า Injuries สามารถจัดการด้วย Stress ต่อเนื่อง ไม่ต้อง Recovery ใดๆทั้งๆที่ความเป็นจริงก็คือไม่มีความบาดเจ็บชนิดใดฝ่าจนทะลุได้ ไม่มีเลย

บางท่านอาจเถียงว่า "มี" พร้อมยกตัวอย่าง ขอวิจารณ์ว่า นั่นเป็นอาการตอบรับของธรรมชาติที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับแรง Stress ใหม่ๆที่ถาโถมเข้ามา เป็นอาการตอบรับที่ชวนให้ผู้วิ่งหลงทาง มันดูคล้ายหาย มันดูคล้ายดีขึ้น ในทิศทางปรับตัวอยู่ได้ในสภาพทั้งๆที่เป็นปัญหา และทำให้ผู้วิ่งเข้าใจว่า เส้นกราฟแห่งความบาดเจ็บจะต่ำลงไปเรื่อยๆ และหายไปในที่สุด

แต่จากประสบการณ์ที่พบมา นั่นเป็นเพราะเธอยังแค่ต่อเนื่องเท่าเดิมๆ ยังไม่ได้เพิ่ม Force แรงเข้ามา จากแผนฝึกที่ทำต่อ เรือนร่างอยู่ในช่วงปรับตัวได้ทั้งที่ยัง Stress อยู่ และมันทำได้สำเร็จ

ที่ทำได้แค่เท่าเดิม เท่าที่เคยทำได้อยู่ ระดับประคอง หล่อเลี้ยง ให้รอดตัวเป็นคราวๆเป็นวันๆ เป็น Eventๆ รอดได้เหรียญได้เสื้อไปทีละงาน แต่ถ้าเรื่องดวงดาวที่ใฝ่ฝันจากกาแลคซี่ไกลโพ้น นั่นเลิกพูดไปได้เลย

ตราบใดก็ลอง Force ดูซิ นาทีนี้เป็นระดับปัจจุบัน มิใช่แผนฝึกที่จะต้องเข้มข้นขึ้นเพื่อเอื้อไปให้ถึงสุดปลายโค้งรุ้งที่ยอดปรารถนานี่นา

ที่เราจะไล่ไปให้ถึงสุดปลายรุ้งนั้นได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้การฝึกระดับเดิมๆ

เราต้องฝึกหนักขึ้นกว่านี้ ก็ขนาดในเรือนร่างที่สมบูรณ์ดี ยังไม่รู็ว่าจะได้หรือเปล่าเลย แต่ตรงนี้ กับร่องรอยบาดเจ็บที่ถ่วงรั้งตัวเบ้อเริ่มประจักษ์อยู่ด้วยซ้ำ มันจะเป็นไปได้อย่างไร และเรากำลังคิดอะไร?

ลอง Force แรงที่เข้มกว่าเดิมลงไป ความเรื้อรังที่แอบซ่อนอยู่จะเข้ามาทันที ทำให้เราชะงัก ไม่กล้าเข้าไปต่อกรกับมัน แหยงต่อแผนฝึกที่จะติดปีกให้เราทะยานขึ้นไป ได้แค่เท่าเดิม คือ

แค่นี้คือ เต็มที่
ไม่ใช่เต็มที่อยู่ข้างหน้า
นาทีนี้ ปริ่มขอบแล้ว
ยิ่งอยู่ตรงนี้นาน ร่างกายยิ่งจัดการกับการปรับตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ถามว่า ชีวิตวิ่งเรา จะเอาแค่นี้หรือ ?
ที่สุดปลายโค้งรุ้งไม่ควรจะมีแค่นี้
นี่อย่างโชคดีที่สุด ไม่ต่อเนื่องลุกลาม ประคับประคองไปได้ไม่เจ็บเพิ่ม แต่จะหายไม่หาย สิงสถิตย์กับเรือนร่างเป็นปีๆ รอแก่ รอเปลี่ยนวัย รอโรยรา

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเราอดใจไม่ได้ อดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่เป็น (ไม่เคยพักวิ่งอย่างจริงๆจังๆเลย) เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า (คิดเองว่าเป็นประโยชน์)

วันๆเยียวยาชีวิตวิ่งที่อับเฉาน่าเบื่อเดิมๆด้วยกระแสรองเท้าใหม่ทีละรุ่น ที่หาได้ประโยชน์จากมันไม่ได้ไม่มีเนื้อได้หนังใดๆ ได้แต่ดอมๆดมๆ

รายที่วิ่งต่อไม่หยุดแล้วกล่าวว่า "หาย" แต่รายละเอียดจะเป็นไปแบบที่เล่ามา ไม่กล้า Force ใดๆ อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า "หาย" แต่เรียกเอง นึกว่าที่ผ่านมาเลี้ยวมาถูกทางแล้ว

มันหายที่ไหนเล่า นายแน่จริงก็ลอง Force ขึ้นไปกว่าเดิมดิ!!! มันจะมาปุ๊บเลย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ้นไร้ผู้ควบคุมแผนฝึกที่ปราศจากการกระตุ้นภาพใหญ่ที่อลังการภายหน้า ตัวเองจึงได้แต่ปลาบปลื้มติ่งน้ำหวานจากปลายเกสรที่หล่นรายทางไว้ แล้วปลื้มว่ามาถูกทาง

นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนกล้าระบุว่า การฝ่าวิ่งฝึกต่อทั้งความบาดเจ็บยังไม่หายแล้วหายเอง ไม่มีในโลก

มีแต่หลบใน และมันจะกลับมาให้เราประจักษ์ว่ามันไม่ได้ไปไหนเลย เมื่อเราก้าวเท้าเข้าพรมแดน Force ใหม่ๆ ที่เราไม่พร้อมในเรือนร่างอย่างจริงๆ
.
.
กฤตย์ ทองคง
25 ธันวาคม 2562
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่