Sunday, March 14, 2021

การวิ่งว่ายากแล้ว การเกาะติดให้อยู่ยากยิ่งนัก

 การวิ่งว่ายากแล้ว  
การเกาะติดให้อยู่ยากยิ่งนัก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

สิ่งที่สำคัญในการวิ่งอย่างหนึ่ง ก็คือ

"จงพยายามให้ขาดซ้อมต่อเนื่องมีให้น้อยที่สุด  เพราะการขาดหายไป  ร่างกายจะตกฟิต และเราจะต้องมาซ่อมเสริมให้มันคงระดับสภาพเดิม ก่อนที่จะฝึกเพิ่มขึ้นต่อไปเสมอ

กล่าวไม่ผิดนักว่า หากชีวิตวิ่งของใคร ถ้าไม่มีวันตกฟิตหรือจางคลายการฝึกลงเลย  ฝึกมาเท่าไร อยู่คงเดิม เหมือนหมูออมสิน  ไม่ติดลบความฟิตจากการจางคลายฝึกลง ก็คงจะดีไม่น้อย

แต่ในเมื่ีอชีวิตเป็นคนละอย่างกับที่เราปรารถนา  มีสิ่งเร้าอื่นๆมากมาย เข้ามาดึงดูดความสนใจให้เราไขว้เขวออกจากการการฝึกที่อาจน่าเบื่อหน่ายประจำวัน

เราจึงต้องพัฒนาท่วงท่าที่ต้องพร้อมเสมอจะจัดการซ่อมเสริมความฟิตระดับเก่าที่ได้มาแล้ว ให้กระชับ อยู่กับเราไปนานที่สุดเสมออย่างห้ามเบื่อหน่ายใดๆ

แต่มีเพียงบางครั้งที่อุปสรรคเข้ามาบดบังการฝึกสามารถอธิบายได้  แต่ก็มีหลายครั้ง ที่เราจางคลายลงไปเฉยๆเสียอย่างนั้น  เพราะอะไรกลับหาสาเหตุไม่พบ

แต่ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไหน  ทันทีที่เรารู้ตัว  เราต้องปรับเข้าหาแผนเดิมที่คลาดเคลื่อนทันที

ทำให้ผู้เขียนนึกถึงครั้งที่ตนเองมีความจำเป็นต้องละวางการฝึกวิ่งประจำวันลงจากการเดินทางไปปักกิ่ง  ที่มีผลให้จำต้องขาดซ้อมต่อเนื่องไปมากกว่า 2 เดือนติดกัน

ครั้นเมื่อลุล่วง กลับมาแล้ว  ผมจึงรีบกลับมาซ้อมโดยเร็ว  ก่อนที่ความเคยชินใหม่ที่เกิดขึ้นจากความปราศจากการวิ่ง  จะนำสิ่งเร้าใหม่ๆเข้ามาสวมแทน  ในช่องว่างที่เราทิ้งไว้  และนั่นคืออันตราย จากการ"ต่อไม่ติด"  ทำการวิ่งหลุดมือ

ตัวผู้เขียนผ่านการตอบคำถามจากพวกเรามามากมาย หลากมุมหลายปัญหา  จึงพบความขัดข้องที่ดกดื่นมาก  ที่เมื่อพวกเรากลับมาฝึกใหม่จากที่หายไป ด้วยความเข้มข้นฝึกเท่าเดิมจากที่ขาดหายไป  แล้วก็ได้รับบาดเจ็บ  เนื่องจากต้นทุนร่างกาย มันไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

แผนที่ตัวเองเคยทำได้นั้น  แม้จะเหมาะสมกับเรือนร่างตอนนั้น  แต่ในชั่วโมงนี้กลับไม่ใช่เรือนร่างเดิม

จากการสนทนากับตัวเองว่า "รู้ใช่มะ  ว่าจะกลับมาเริ่มวิ่งด้วยท่วงท่าอย่างไร?"

จากที่เคยวิ่งซ้อมประจำอยู่ที่ 4-5 รอบต่อวันในรอบละ 3.3k  ผมออกแบบลดลงให้เหลือเพียงรอบเดียวเพื่ออนุญาตให้ร่างกายมีเวลาปรับตัว  ในความเร็วที่ช้ามากๆเท่าที่อาการมันจะนำเราไปได้  ด้วยความเร็วเท่าไร ก็ต้องเท่่านั้น  และแช่ซ้ำไปสัปดาห์หนึ่ง  อย่างปราศจากการกดดันตัวเองใดๆ

หลังจากนั้นจึงทยอยเพิ่มน้อยมากวันละ 200 เมตรเข้าไปไม่มากกว่านี้  จนเราแตะระยะ วันละ 10k  โดยที่ไม่มี SW (Speedworks) ใดๆเลย  อย่างไม่มีสนามเป้าหมายใดๆด้วย

น้ำหนักกิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นมา ผมไม่ได้ใส่ใจกับมัน มากเท่าจำนวนกิโลเมตรที่ผมโฟกัสจะนำกลับมาอย่างไรที่บีบเค้นตัวเองให้น้อยที่สุด  โจทย์ที่สำคัญคือ  แผนที่เข้ามาจะต้องไม่ให้ตัวเองได้รับความบาดเจ็บเป็นอันขาดเป็นตัวตั้ง

ด้วยการออกแบบฝึกเช่นนี้ ทำให้ผมสามารถแตะระดับความฟิตเท่าเดิมก่อนไปปักกิ่งได้ภายใน 3 เดือน

สำหรับใครๆอาจจะมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่สมควรให้ค่าอะไรมากนัก  แต่กับที่ตัวเราเองมองให้ค่ามันถือเป็นงานชิ้นโบว์แดงของตัวผมเองเลยทีเดียว

ค่าที่ว่า  ในโจทย์ที่คล้ายๆกันนี้  ยังมีนักวิ่งอีกมากมายข้ามไม่พ้นด่านนี้  พวกเขาแม้จะตระหนักรู้ภาวะที่ตกฟิตอยู่นาทีนี้  แต่พวกเขาล้มเหลวที่ดีไซน์แผนฝึกใหม่ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไม่เบาเพียงพอกับต้นทุน  ยังผลให้การกลับมาซ้อม แผนฝึกบีบเค้นเขาจนเกินไป  และนำไปสู่เจ็บในที่สุด  การที่นักวิ่งอยู่ในวงการฝึกจะรู้ว่ามีใครบ้างที่เข้าข่ายนี้บ้าง

และอีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง  ที่ผมจางคลายการฝึกวิ่งขึ้นเขา Hill running วิ่งขึ้นทางชัน  ด้วยสาเหตุบางประการ

จากระยะทางขึ้นเขาชัน 1,500 เมตร  ที่มีจำนวนถึง 6 เที่ยว  แต่เพราะความที่เราขาดซ้อมไปนาน  การกลับมาเพียงเที่ยวแรก ยังความพรึงเพริศให้กับตัวเราเองว่า  เราตกฟิตลงไปถึงขนาดนี้เลยหรือ?  เพียงครึ่งรอบแรกเท่่านั้น  อาการที่ปวดล้าจากกล้ามเนื้อมีปฏิกิริยาผลักดันร่างกายขึ้นที่สูง ให้ความรู้สึกปวดล้าไปทุกส่วน ตั้งแต่ต้นขา  ลำตัว  แก้มก้น  กลีบกล้ามเนื้อหลัง  ไหล่  แขน  แม้แต่ต้นคอ  ทั้งๆที่เราไม่ได้ใช้คอวิ่งใดๆเลย !!! มันไม่เห็นจะเกี่ยว  

สิ่งนี้บอกให้เราตระหนักว่า  จำนวน 6 เที่ยวเดิมนั้นได้กลายเป็นอดีตเสียแล้ว  และเรามีงานหนักที่จะต้องซ่อมเสริมมากทีเดียว

ที่อาศัยความชำนิชำนาญกับประสบการณ์วิ่งของตัวเอง มีพรรษาวิ่งมากแล้ว  จึงสามารถกลั่นกรองสังเคราะห์้เป็นแผนฝึกใหม่ที่เราออกแบบมาสำหรับตัวเอง ให้เราจะต้อง Approach กับการแรกเข้ามาอย่างไร  ลดลงนั้น ลดลงขนาดไหน

และไม่เพียงจุดมุ่งหมายที่ฝึกใหม่เท่านั้นที่เราต้องให้ความสนใจ  แต่ตารางเวลาที่เราต้องเข้าจัดการอย่างไรด้วยที่จะทำให้เราฝึกได้เป็นจริง ตามแผนที่ออกแบบไว้

ที่มันต้องรวมเอาการจัดการอีกหลายอย่างหลายอย่างเข้ามาในบริบทพินิจด้วย  เช่นมื้ออาหาร  ที่มันย่อมมีผลกระทบกับกิจวัตรตัวอื่นๆทั้งหมดเป็นชั้นๆ  เดิมที่ทำอะไรได้ กลับทำไม่ได้แล้วต่อหน้าแผนฝึกใหม่  และนั่นเป็นเรื่องปริทัศน์ที่เราต้องก้าวเข้าไปจัดการ

มีแต่หนทางนี้เท่านั้นที่เป็นจริง  เราไม่สามารถเลือกจัดการกับกิจวัตรที่เปลี่ยนแปลงวิ่งได้โดยไม่กระทบกระเทือนสิ่งอื่นๆ

สิ่งที่สำคัญคือ พวกเราที่ออกแบบแผนฝึกใหม่ให้ตัวเองกลับไปวิ่งหลังจากหยุดไปนาน  มักพบว่า  เราปรับแผนให้แผ่วลงไม่พอ  เราลดมันน้อยไป  แม้จะได้ปรับให้อ่อนลงบ้างแล้ว  ก็มักต้องปรับลงอีก เรากะประมาณเข้าข้างตัวเองไปมาก

ทันทีที่เราก้าวเข้ามาฝึกใหม่อีกครั้ง  เราจะรู้เลยจากอาการเพียงรอบแรกๆของฝึกใหม่ ว่าไม่เคยเป็นขนาดนี้เลย

ถ้าเราเก๋าพอ  ถ้่าเราวิ่งมานาน  เราย่อมสามารถสังเคราะห์แผนฝึกใหม่ได้เกือบจะในทันทีว่าเราต้องลดลงขนาดไหน  ต้องอาศัยการแช่กระทำซ้ำนานขึ้น  เราย่อมสามารถกลับทำได้แน่ครับ

ตราบใดที่เราไม่สามารถควบคุมตัวแปรให้ชีวิตคงที่ได้  เราก็ต้องพัฒนาท่วงท่า  ให้ตัวเองมีความชำนิชำนาญในการปรับเปลี่ยนแผนฝึกให้คล่องแคล่วทดแทนด้วยเช่นกัน  ค่าที่ว่า ชีวิตย่อมเป็นเช่นนั้นเอง

จุดที่อ่อนของการวิ่งก็คือ  การฝึกไว้ได้เท่าไร  ธรรมชาติมันจะไม่ให้อยู่กับเราถาวรตลอดไป

มันไม่เหมือนกับหมูออมสิน  ออมไว้เท่าไร  แม้จะไม่ออมอีก  เพิกเฉย ละเลยไป  สิ่งที่สะสมไว้มันก็ยังอยู่ปริมาณเท่าเดิม เท่าที่เราออมไว้จากครั้งสุดท้าย  ไม่ว่าจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม

แต่การวิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น  มันจะตกฟิตลง  และก่อผลสะเทือนต่อเป้าหมายใหญ่ที่เราตั้งไว้

เรากลับมาสานก่อต่อเติมจากที่เคยทำไว้ไม่ได้ เพราะตรงนั้นมันไม่อยู่แล้ว

ถ้าโลกนี้ ต้องเปลี่ยนแปลง  สรรพสิ่งไม่คงที่  มีความเป็นพลวัตทุกนาทีที่๋านไป

เราต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้เสมอ  พร้อมๆต่อเนื่องการซ่อมเสริมตลอดชีวิตวิ่ง

และทุกสิ่ง  ทุกกิจกรรมที่น่าสนใจ ทยอยเข้ามาในชีวิตของเรา  เราจึงไม่ใช่จะกระโดดเข้าฮุบทุกสิ่งที่เห็นว่าชอบ  แต่จะต้องเลือกสรร  ว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน

ที่อย่างค่อนข้างแน่ว่ามันต้องมีความสำคัญมาก  ขนาดที่เรายินยอมให้มีการซ้อมซ่อมเสริม  นานเท่าหรือนานกว่าเวลาที่ขาดไป

เราจะยินยอมเปิดพื้นที่รับมันเข้ามาหรือไม่

ผลกระทบแต่ละสิ่งที่เราเลือกกระทำมันจะส่งผลต่อเราลึกซึ้งยิ่งนัก  ชีวิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  การรับตรงที่หนึ่งที่ใด ย่อมมีผลสะเทือนไปอีกอย่่างอย่างช่วยไม่ได้  เด็ดดอกไม้  ดวงดาวยังหม่นหมองลง

ถ้าชีวิตต้องเป็นเช่นนี้หลีกไม่พ้น  นอกจากเราต้องพัฒนาความคล่องแคล่วเข้าจัดการทุกนาทีแล้ว

เราอาจต้องก้าวล่วงไปถึงการนิยามถึงความสำเร็จวิ่งเอาเลยทีเดียวว่าความสำเร็จสุดท้ายจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือในความสัมฤทธิ์นั้นๆ  มันประกอบด้วยความยิ่งใหญ่มากมายกว่าที่เราเคยคิดกัน

.

.

กฤตย์  ทองคง

14  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่