Monday, August 31, 2020

แค่ไหนจะเรียกว่า "ซ้อมหนักเกินไป"

 แค่ไหนจะเรียกว่า "ซ้อมหนักเกินไป"

.
.
.
.
การซ้อมวิ่งที่หนักเกินไปไม่ได้อยู่ที่ว่าเอาเกณฑ์คนทั่วไปมาเป็นตัวตั้ง ว่าอายุเท่านั้นเท่านี้แล้ว ควรซ้อมเท่าไร กี่โล มากกว่านี้แล้วคือซ้อมหนัก แล้วกี่โลคือซ้อมเบา
ที่ไม่ใช่ คือ.....
"อายุก็มากแล้ว ดูตัวเองเสียบ้าง จะวิ่งให้ดูอายุตัวเองด้วย นึกว่ายังหนุ่มอยู่รึไง กดตามหนุ่มๆเค้า เดี๋ยวจะตายคาสนามสักวัน"
มีคำเตือนที่หวังดีแบบนี้เหมือนกัน แต่ผู้วิ่งไม่ได้สุ่มเสี่ยงทุกราย เราไม่รู้ประวัติการวิ่งเก่าก่อนเขา ที่เป็นต้นทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และที่แก่จริง ต้นทุนไม่ถึงก็มีอยู่ แต่ไม่เจียมตัวก็มี
ผู้พูดเตือนต้องรู้
1) วิทยาศาสตร์กีฬาพื้นฐานบ้าง
2) รู้ระดับตัวผู้นั้น
คนส่วนใหญ่ที่พูดแบบนี้ เจตนาดี แต่ไม่รู้ทั้งสองข้อ
การซ้อมหนัก เรามองกันที่ระยะเวลาที่เพิ่มความเข้มข้นจากน้อยเป็นมากนั้นสั้นกระชับเกินไป ไม่นานพอเอื้อให้ร่างกายซึมซับ แต่เพิ่มอีกแล้ว ร่างกายทุกคนเหมือนกัน คือ ต้องใส่ความเข้มข้นฝึกเพิ่มในปริมาณที่จำกัด และแช่เย็นทำซ้ำ และเอื้อระยะเวลาให้ ไม่เร่งรัด
การที่จะระบุว่าใด"หนัก"นั้น อยู่ที่ Performเกินความสามารถเหมาะสมที่ตัวผู้นั้นจะรับได้ โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่มากกว่าสูงสุด ที่เคยทำได้อยู่แค่ 10% ต่อสัปดาห์(นี้คือระดับประมาณจากค่าเฉลี่ย Average ถ้าเอาให้แน่ ว่าเราเท่าไรต้องระบุเป็นรายๆจากการสังเกตของโค้ช)
การที่นักวิ่งใดจะรับได้หรือรับไม่ได้นั้นคือ ต้นทุนความเหนียวแน่นของเรือนร่างที่เคยฝึกมานานก่อน และที่ฝึกนั้นฝึกอะไรมาด้วย ไม่ใช่แม้วิ่งมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่วิ่งไม่เป็นโล้เป็นพาย สั้นๆยาวๆ โดยปราศจากกฎเกณฑ์ใดๆ ไม่มีโค้ชควบคุม หรือคุมจริง ตอนเป็นทีมแข่งนักเรียน จบมาทำงานทำการอื่นหลายสิบปีเลิกไป มาวิ่งอีกตอนสี่สิบ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ค่าเท่ากับคนเริ่มใหม่เลย อย่างนี้ประสบการณ์กีฬาเก่าก็ไม่มีความหมาย
เคนย่าวิ่งมาตั้งแต่สิบขวบ มีประสบการณ์วิ่งไปกลับโรงเรียน สะสมเพราะความสิ้นไร้ทางสังคม ปัจจุบันผันตัวมาวิ่งเอาดี มีโค้ชดูแล turn pro มีระยะสะสมเป็นร้อยๆต่อสัปดาห์ตามตารางที่ผู้เชี่ยวชาญดูแล
คนทั่วไปถ้ามาเห็นตารางวิ่งของเขา ทั้งระยะทางและเพซวิ่งก็ร้องจ๊าก มันหนักมาก แต่รู้หรือไม่ นั่นไม่หนักเกินไปสำหรับพวกเขาเลย
แต่ใจอีกด้านหนึ่ง นักวิ่งชาวไทยเริ่มเข้ามาวิ่งที่วัยกลางคน มีอายุราชการวิ่งเพียง 2 ปี ก่อนหน้านี้ไม่มีระเบียนออกกำลังกายใดๆเลย Sedentarian ล้วนๆ ที่กำลังเลียนแบบแผนฝึกแนวหน้า ก้มหน้าก้มตาวิ่งเอาวิ่งเอา ลงขอดกันปากเบี้ยว อย่างนี้อาจเรียกว่าฝึกมากเกินไปได้
ค่าที่ว่ามีพื้นฐานที่ปูมาบางนิดเดียว
ขอย้ำว่า จะหนักหรือไม่นั้น ไม่ได้ดูที่ความหนักหน่วงของตัว Perform หรือตัวความเร็วเท่านั้น แต่ให้ดูที่ประวัติความสามารถเคยฝึกทำอะไรมาก่อนอย่างต่อเนื่อง ได้โดยไม่เจ็บ ที่แสดงว่าเรือนร่างนั้นเหนียวแน่น(ภายใน 3-4 เดือนล่าสุด)
การดูที่อายุ ยิ่งไม่ใช่เลย
มีตัวอย่างมากมายที่อายุมากแล้ว กลับ Perform ได้ไล่เลี่ยกับหนุ่มๆแล้วปลอดภัยด้วย
เขียนมาเพื่อให้พวกเรามีความเข้าใจในบริบทของความหมายการซ้อมหนัก หรือซ้อมเบา คืออะไร ในสาระ
.
.
กฤตย์ ทองคง
31 สิงหาคม 2563
.

Friday, August 28, 2020

Running Extreme

 Running Extreme

.
.
.
.
ทุกชนิดกีฬา จะมีระดับปกติกับระดับพิเศษ (Extreme) สมควรที่ผู้ลงเล่นต้องสังวรให้ดีว่าตัวเองหยั่งถึงระดับถึงตรงที่จะเล่นแล้วหรือยัง มิเช่นนั้นอันตรายจะมาถึง
ในกีฬาวิ่ง ระยะมาราธอนขึ้นไป เป็นระยะที่พิเศษนั้น
เพราะค่าเฉลี่ยของคนธรรมดาทั่วไปจะวิ่งไม่ถึง อย่าว่าแต่คนไม่วิ่งเลย แต่นักวิ่งนี้แหละ ที่เป็นนักวิ่งสามัญไม่ได้ตั้งใจฝึกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะจะมาเผชิญหน้ากับระยะที่ไกลนี้ได้ดีนัก
แต่เป็นโชคดีของกีฬาวิ่งที่ผลร้ายของความเป็น Extreme ไม่ได้ร้ายแรงหนักหนาถึงชีวิตหรือบาดเจ็บหนัก อย่างน่าเสียใจก็แค่ DNF (Did not finish)ขึ้นรถ และอย่างร้ายแรงที่สุดคือความพยายามแถกเหงือกไปให้ได้ในเงื่อนไขที่ไม่พร้อม ฝืนวิ่งอยู่ทั้งๆที่ชนกำแพงแล้ว ก็แค่ฟุบกับพื้นถนน ลงไปท่าไหนก็อยู่ท่านั้น รอให้ Staff และรถพยาบาลมาแซะออกไปจากตรงนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ร้ายแรงมากนัก มันเอื้อให้นักวิ่ง 90 กว่า% ทั้งสนาม "ทำได้" แม้จะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ได้เหรียญกลับบ้านกันแทบจะทุกคน เพราะกีฬาวิ่งไม่จัดว่าเป็นอันตราย
ยังไม่พบสักรายเดียวที่ผ่านชันสูตรร่างหลังตาย แล้วถูกบันทึกว่า "ตายเพราะวิ่ง" เลยสักคนเดียว แต่เขาจากไปเพราะเหตุอื่น โดยมากเหตุอื่นนั้นก็จะเป็นเหตุผสม 1+2+3 เช่น ซ้อมไม่ถึง+อดนอน+พิษเคมีที่ได้รับบางขนาน
แต่จะว่าอย่างนี้ก็ยังไม่สนิทปากนัก ตั้งแต่เห็นคลิปในยูทูปที่นักวิ่งพระกาฬวิ่งเทรลไต่สันเขา ที่ทั้งซ้ายทั้งขวาเป็นเหว วิ่งอยู่บนสันคมมีด เป็นกิจกรรมที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด แล้วมนุษย์ที่ไม่เคยผิดพลาด มีที่ไหน คนอยู่ที่ไหน คนก็ตามไปผิดพลาดที่นั่น นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ สักวันหนึ่งคงจะพลาดกันบ้าง
ยิ่งนักวิ่งไทยวิ่งกันแบบ "ลัทธิเอาอย่าง" ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนวิ่งด้วยตนเอง แต่ต้องอาศัยอะไรบางอย่าง เป็นเชื้อมูลสร้างแรงบันดาลใจให้วิ่งต่อไปด้วยความท้าทาย
เมื่อหมดไอดอลหนึ่ง ก็ต้องแสวงหาอีกไอดอลใหม่ แต่หามีหลักคิดใดๆด้วยตัวเอง ที่จะเป็นหลักเกาะของตัวได้เลย ที่มาพร้อมกับการนำเสนอของสื่อขนาดใหญ่อย่างยูทูป
การวิ่งที่ไม่ใช่กีฬาอันตราย จึงเริ่มเป็นขึ้นมา
นาทีนี้ยังไม่เกิดกรณีตกลงมาตาย แต่สักวันคงมี ตราบใดที่ผู้วิ่งไม่ได้ขับเคลื่อนการวิ่งอย่างอย่างมีสติ พินิจความสามารถของตน หรือดูเป้าหมายวิ่งของเราเพื่ออะไร Just follow my KJ.อย่างเดียว
ทีนี้แหละตายเพราะวิ่งจะมีจริงเข้่าสักวัน สมควรที่ผู้สนใจตรงนี้จะได้ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงมือใดๆ
กีฬาที่จะได้ชื่อว่าเป็นกีฬาที่ดี เป็นกีฬามวลชนก็คือ กีฬาที่ปลอดภัย มีส่วนอันตรายให้ต้องระวังน้อย ผิดพลาดอย่างไรไป ก็ไม่ควรจะร้ายแรง
จึงเตือนไว้ กีฬานั้นดี แต่เลือกชนิดให้เหมาะสมกับตัวเอง เหมาะสมอย่างไร คิดเอง วิ่งเอง ตกลงมาเอง ตายเอง รอดเองครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
28 สิงหาคม 2563
.

Thursday, August 27, 2020

ความถูกต้อง , เหมาะสม , ความสมดุลและความเป็นตัวของเรา คือฐานพินิจการพัฒนาวิ่งทุกเป้าหมาย

 ความถูกต้อง , เหมาะสม , ความสมดุลและความเป็นตัวของเรา คือฐานพินิจการพัฒนาวิ่งทุกเป้าหมาย

.
.
.
.
เมื่อพินิจการฝึกของนักวิ่งสายแข่งจำนวนมาก พบว่า ความก้าวหน้าที่จำกัดของพวกเขา ถูกกำหนดมาจากการผิดสัดส่วนฝึกที่เหมาะสมในแต่ละ Key Session ใดควรเท่าใด ใดควรมากเท่าไร ใดควรน้อยกว่า
หาใช่สิ้นไร้ความรู้วิ่งใดๆไม่
และความสำคัญผิดของพวกเราที่มโนเองว่า มีตัว Sessionใดที่พิเศษจนต้องฝึกยิ่งมากยิ่งดี จึงโหมประโคมการฝึกที่ตัวให้ความสำคัญนั้นมากเกินไป
เมื่อหลุดจากสัดส่วนที่เหมาะสมไป ผลลัพธ์ก็ไม่ดีขึ้น หลายรายตื้อ ฝึกทั้งหนัก ฝึกทั้งมาก แต่คืบหน้าได้เพียงนิดน้อย ไม่คุ้มค่าการทุ่มเท อุตส่าเก็บตัวตั้งใจฝึกเพื่องานสำคัญข้างหน้า แต่ผลประกอบการออกมาเท่าเดิม ยังความคลางแคลงใจให้กับผู้วิ่งยิ่งนัก
จำไว้เป็นฐานคิดเลย หากเป็นเช่นนี้เมื่อไร แสดงว่าสิ่งที่พวกคุณต้องทำ คือ ต้องถอดรื้อแผนฝึกเก่า ในคาบระยะเวลา 3 เดือนล่าสุด Re engineering ออกให้หมด และดีไซน์ใหม่ ประกอบกลับเข้าไปอีกครั้ง (สังเคราะห์ใหม่)
นาทีนี้บอกได้เพียงว่า แผนเดิมไม่ได้ผล ต้องปรับเปลี่ยน การดันทุรังฝึกเดินหน้าต่อ นอกจากผลจะเหมือนเดิมไม่พัฒนาขึ้นแล้ว โอกาสได้รับบาดเจ็บ(จากการสะสมความเครียดล้า)จะมีสูงยิ่ง ทีนี้เรื่องจะยาวแระ เราจะรอให้เกิดอย่างนี้ไม่ได้ ต้องเบนหัวเรือออกจากวังน้ำวนข้างหน้าทันทีที่เห็น
ไม่มีตัวการฝึก Key Session ใดที่มันทรงค่าและสำคัญมากเสียจนเราต้องฝึกมันให้มากยิ่งดี More is better เป็นฐานคิดที่ล้าสมัยไปหลายปีแล้ว แต่นักวิ่งไทยยังติดตรึงกับฐานติดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และความเหมาะสม กับความสมดุล และความเป็นตัวของเรา "เข้ามาแทนที่"
แล้วไอ้อย่างหลัง ความเหมาะสม , ความสมดุล , และความป็นตัวของเรา จะรู้ได้ไง โค้ชคือคำตอบ ถ้าไม่มีโค้ชก็ต้องได้มากจากการลอง(จากน้อยไปก่อน)
แม้ในอุดมทัศน์บอกเราว่า ถ้าลองแล้วมากไปให้ปรับน้อยลง ถ้าน้อยไป ปรับมากขึ้นก็จริง แต่ในขั้นตอนการลงมือทำจริงๆ ให้หนักไปทางอย่างหลังจะดีกว่า จัดน้อยไว้ก่อน พอแน่ใจว่ามันยังรับได้อีก ค่อยเพิ่มทีละนิด(ต่ำกว่า 10%และแช่เย็น repeat) จะเข้าท่ามากกว่าการมากไปแล้วปรับน้อยลง ค่าที่ว่า มันมีความเสี่ยงบาดเจ็บ Injury risk สูงกว่านั่นเอง
ในสายตาผู้เขียน ให้ค่าแผนฝึกที่มีคุณภาพคือ แผนที่บีบเค้น Stress เรือนร่างผู้ฝึกน้อยที่สุด ในขณะที่ได้ผลลัพธ์พอสมควร(ไม่ใช่ให้ได้รับผลลัพธ์ที่มากที่สุด) ไม่ใช่ฝึกแล้วก้าวหน้าพรวดๆ ที่นั่นมันคือสัญญาณอันตรายสัญญาณแรกๆที่เราจับได้ก่อนที่เด็กจะเจ็บ
ความที่ฝึกแล้วเด็กหรือผู้ฝึก ปลอดภัยไม่เจ็บต้องเป็นความคำนึงที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนความก้าวหน้าจะต้องเป็นตัวตาม มีความสำคัญเป็นลำดับที่สอง คือแกนกลางคอนเซ็ปส์ของสูตรกฤตย์ทุกชนิด การฝึก keys ใดๆที่อาจถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงจะต้องถูกตัดออกเป็นสิ่งแรก
*เด็กจะต้องเป็นตัวตั้งในสายพัฒนา ไม่ใช่ความสำเร็จของผู้เป็นโค้ช*
ให้ขีดเส้นใต้สีแดงความข้อนี้ไว้
ความบาดเจ็บของเด็กย่อมมีได้เป็นธรรมดาของทุกการฝึกที่พลาดพลั้งไปได้ แต่มันไม่มีทางที่จะหลุดจากความรับผิดชอบของผู้กำกับการฝึกเลยในจรรยาบรรณ
แม้เด็กจะแอบไปทำหรือไปฝึกในสิ่งที่เราไม่ได้สั่งแถมเพิ่มหรือเพราะดำเนินการฝึกไปอย่างไม่ได้ระมัดระวังพอเพียง ก็ต้องย่อมถือว่า อยู่ในความรับผิดชอบของผู้เป็นโค้ชอยู่ดี แสดงว่าที่ผ่านมา กำกับหละหลวมเกินไป หาใช่ถกตูดหนีไปปั้นเด็กใหม่จะทำได้อย่างปราศจากความละอาย ตัวเองต้องอยู่ Stand by อยู่ช่วยเด็กแก้ปัญหาต่อไป
แม้ว่าในทางการฝึกที่ถูกต้อง จะเริ่มทยอยเพิ่มอัตราของ WM (Weekly Mileage) ให้มากขึ้นเป็นฐานการฝึกใดๆ แต่การทยอยเพิ่มนั้นต้องถูกควบคุมให้มีการขยายที่จำกัด ตราบเท่าที่มันสามารถ get along ไปกันได้กับ Tempo ขอด เขา ยาว และความสด(ปลอดภัยไม่บาดเจ็บ)
เมื่อเอาทั้งหมด เขย่าให้เข้ากัน ผู้วิ่งต้องพอไปได้เด็กสามารถประคับประคองได้ผ่านไปทีละวันอย่างปลอดภัยใน Long term ถ้าไม่ได้ ถ้ารู้สึกตึงตัว ต้องรีบถอย WM ทันที
อย่ามีคำถามว่า เพื่อระยะ 42k 21k 10k ในอายุเท่านี้.....เพศชาย...เพศหญิง...จะต้องฝึก WM ให้ได้ระยะเท่าใด เพราะแสดงว่า เธอยังไม่เข้าใจ
ย้ำว่าสายแข่งให้โฟกัสที่ WM ให้มากตราบที่"ยกพวง" เหล่า Key workouts ทั้งหลายเอาไปทั้งพวงได้ในระยะยาว อย่างไม่บาดเจ็บ ไม่ใช่ WM อย่างเดียวแล้วมันจะเร็วให้
ยังสงสัยตรงไหนอีก?
.
.
กฤตย์ ทองคง
27 สิงหาคม 2563
.

Wednesday, August 26, 2020

จะต้องใช้ประสบการณ์สักกี่ครั้ง

 จะต้องใช้ประสบการณ์สักกี่ครั้ง

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
"ประสบการณ์เป็นครูที่ดี แต่มันคิดราคาแลกเปลี่ยนแพง เป็นความสูญเสีย"
"Experience is a good teacher but she sends in terrific bills."
Minna Artreim
แต่บางคนเจ็บกว่านั้น จ่ายไปแสนแพงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย
"The only real mistake is the one from Which we learn nothing."
John Powell
นักการเมืองอังกฤษ 1912
รู้ทั้งรู้ ถ้าออกตัวแรง ปลายจะตก ก็ยังทำอยู่ทุกครั้ง ทั้งๆที่จบท้ายเป็นเหมือนเดิมตลอด ก็ยังดักดาน วิ่งเหมือนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นเพราะเปลี่ยนไม่ได้หรือไม่ยอมเปลี่ยน ผลของมันก็ไม่ต่างอะไรกัน
.
.
26 สิงหาคม 2563
.
ไม่ฝึกในสนามซ้อม จะให้ทำในสนามจริงเลย ไม่มีทาง และยังต้องลองฝึกหลายครั้งด้วย . เราต้องนำเรื่องนี้มาไตร่ตรองกันอย่างจริงๆจังๆเสียที ถ้าไม่ เราก็จะเหมือนเดิม คือรู้ แต่ก็ทำผิดอีกไปเรื่อยๆ ค่าของมันก็คือ เราจึงไม่ได้ใช้องค์ความรู้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตเลย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น มันจะก้าวหน้าได้อย่างไร ทั้งๆที่เราก็ยอมรับกันไม่ใช่หรือว่า อยากวิ่งให้ดีขึ้น แม้ว่าการวิ่งต้องการอารมณ์อยากวิ่งเป็นเชื้อมูลเบื้องต้นก็ตาม แต่จะเอาเพียงเชื้อมูลนี้อย่างเดียวเห็นจะไม่ได้ Passion นำเราไปสู่ดีก็มี ไปสู่ร้ายก็ได้ . สำหรับผู้เขียน เคยมีประสบการณ์มา ทั้งตัวเองเจอมาและเก็บความจากประสบการณ์คนอื่นมาบอกต่อ การช้าต้นจะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าปราศจากการซ้อม วิ่ง NS (Negative Splits)หรือวิ่งแบ่งนิเสธ(คือวิ่งครึ่งหลังไม่ช้ากว่าครึ่งแรก) ซ้อม NS ซ้อมอย่างไร ทุก Sessions ต้องทำ NS ทั้งหมด วอร์ม ก็ NS ซ้อมตอนกลางก็ NS LR (Long run) ก็ NS ขอดก็ NS Tempo ก็ NS ล้มเหลวบ้างสำเร็จบ้างในเบื้องต้น แต่ทุกราย ไม่มีอะไรเสียใจเบื้องปลาย แถมค้นพบอีกต่างหาก
.

Saturday, August 22, 2020

สิ่งพิเศษที่เกิดจากคนธรรมดา (Symphonies)

 สิ่งพิเศษที่เกิดจากคนธรรมดา

(Symphonies)
.
.
.
.
มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ชุดหนึ่งที่หลงเข้่าใจเอาเองว่า สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นย่อมเกิดจากคนพิเศษเท่านั้น
1:59 เกิดมาได้เพราะคนวิ่งคือคิปโชเก้เท่านั้น และเพราะคิปนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ที่พวกเราวิ่งให้ตายก็ไม่มีทาง
ตรงนี้เป็นประเด็นให้พูดถึงมากมาย เผินๆห่างๆคือมันแค่เกือบใช่ แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่ใช่
กำลังจะบอกว่า สิ่งที่พิเศษนั้น เกิดจากกระบวนความคิดที่ไม่ธรรมดาจากผู้คนธรรมดานี่ต่างหาก ที่เสกสรรปั้นแต่งให้ผู้คนธรรมดา ผลิตงานที่ไม่ธรรมดาออกมา
แล้วตัวความคิดที่ไม่ธรรมดานี้ เกิดเพราะการเรียนรู้บ่มเพาะทยอยฝังกล้าเติบโตจากที่ที่ไม่เคยมีอยู่ ไม่ใช่มาพร้อมติดตัวตั้งแต่เกิด
อาจมีบ้าง ที่เป็นแนวโน้ม , จริต และความถนัด แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ไอ้แนวโน้มจริต อะไรที่ว่านั่นก็ดันคลี่คลายออกมาจากการปลูกฝัง ที่ค่อยๆขยายออกมาจากการเรียนรู้อีกเหมือนกัน
เราผู้รับรู้ เพียงแต่โผล่เข้ามากลางเส้นทาง ได้มาประจักษ์ตั้งแต่กลางทางเป็นต้นไป หาได้ดูจากหนังต้นม้วนไม่ ว่าก่อนที่จะมาถึงนาทีนี้ ในบริบทก่อนหน้า องก์ที่หนึ่งท่อนโหมโรง ไม่ได้ดู ไม่ได้เห็น จึงไม่ได้นับเป็นคะแนน พลอยหลงไปว่า เป็น "พรสวรรค์"
แต่ผู้เขียนก็ยอมรับความบังเอิญประจวบเหมาะที่ไม่ได้เลือกอยู่ในเส้นทางที่เติบโตด้วยนะ
แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังพบเห็นบ่อยไป ที่ในสิ่งบังเอิญเดียวกัน คนหนึ่งมันคลี่คลายออกไปในทางบวก แต่ทำไมหนออีกคนกลับเป็นทางลบ
ขอยุติเรื่องที่ชวนสับสนและซับซ้อนนี้ไว้ก่อน ค่าที่ว่าเมื่อสืบเค้าให้ลึกลงไป เราจะพบคำตอบที่ยังจำกัด
ในการรับรู้ของผู้เขียน เลือกที่จะเชื่อว่า คิปโชเก้ นั้นโตมาจากเด็กเคนย่าธรรมดาทั่วไปที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นนัก มีภูมิหลัง มีวิธีคิด ไม่แตกต่างจากเด็กเคนย่าทั่วไป ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะทำ 1:59 ให้ได้ในชีวิตนี้ที่ดำริมาตั้งแต่เล็ก
ก็วิ่งมาแบบตามความจำเป็นเด็กเคนย่าทั่วไปสมัยนั้นไปและกลับจากโรงเรียน อย่างที่พวกเราทราบกันอยู่แล้ว
แต่เงื่อนปมใดเล่าที่เข้ามาถูกจังหวะ หล่อหลอมให้เด็กจากท้องที่ไร้พัฒนาคนหนึ่งมีวิธีคิดที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่อบรม หรือหนังสือที่เขาอ่าน กระทั่งโค้ชที่เขาเจอ หรือจากแรงกระตุ้นต่างๆที่สุดจะหยั่งคาดที่มาภายหลัง
มาเขย่ารวมกันในขวดที่มีตัวคิปโชเก้อยู่ข้างในด้วย ออกมาเป็นวิธีไตร่ตรองของคิปวันนี้ ออกมาเป็นวิธีคิดที่พิเศษ เป็นวิธีคิดที่ไม่ธรรมดา
เชื่อว่าหากชะตาชีวิตทำให้คิปไปเกิดในอาฟริกาใต้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ อีลอน มัสก์ จะพบคู่ประกบที่สมน้ำสมเนื้อ และหากชะตาให้คิปไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบบิลล์ เกต หรือสตีฟ จอบส์ บางทีทั้งสองคนนี้อาจไม่ใช่มือหนึ่งของโลกก็เป็นได้
ลองหันมาดูเด็กไทยบ้าง พวกเรามักเติบโตมาจากบ้านที่เลี้ยงดูเราแบบฮ่องเต้ โดนพะเน้าพะเนอความสบายและหนุนเสริมอัตตามาตั้งแต่ไม่รู้ความจากพ่อแม่ที่ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาขาดแคลนและแหว่งโหว่ แต่เพราะความที่รักลูกมากแต่สิ้นไร้ไอเดียเลี้ยงลูกที่ฉลาด ไม่มีแนวทางดูแลเด็กอย่างเป้าหมายปลูกคนขึ้นสู่คนคุณภาพ ไม่แม้แต่เรื่องพื้นๆธรรมดา พวกเขาไม่ปรารถนาให้ลูกเจอสิ่งเสียดทานชีวิตใดๆเลย
ในช่วงจังหวะที่น่าจะให้เขาได้เรียนรู้เติบโตเพาะนิสัย กลับไปชะงักงันการพยายามจะสำรวจและพัฒนาของเด็กด้วยคำว่า "อย่า....."
กันเด็กๆผู้โชคร้ายเหล่านั้นออกจากสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นอุปสรรค นั่นคือ โอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ว่า โลกนั้นไม่ได้ราบรื่น แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามในชีวิตจริงเต็มไปหมด และการเลือกที่จะทำตัวอย่างไรของเด็กเองก็จะมีผลลัพธ์ต่อกระบวนการทั้งหมดด้วย
ลงเมื่อต่อมความอยากพัฒนาด้วยตัวเองมันฝ่อลงไปจากการประเคนถวายสิ่งดีๆจากพ่อแม่ แต่อ้อนแต่ออก จนเคยตัว
จนกระทั่งเมื่อเด็กเต็มวัย ย่อมเป็นธรรดาอยู่เองที่ เขาย่อมมีจินตนาการที่จำกัด ใดๆแม้จะเลิศก็ไม่ต้องขวนขวายแสวงหา อนาคตคงมีสิ่งที่เรืองรองภายนอกมาประเคนให้อยู่เหมือนเดิม ต่อให้ใช้ความเพียรพยายามตอนนี้ไปก็ไม่ได้อยู่ดี คำว่า "อย่า....." ก้องกังวานไม่หยุดในหู จะทำไปทำไม ในเมื่อ สิ่งดีๆจะมาเองจากการไม่ต้องทำอะไร จะไปขวนขวายทำไมให้เหนื่อยยาก
จนกลายมาเป็น "คนไทยที่ไร้คุณภาพจำนวนมาก"ในยุคนี้นั่นเอง
แม้จะยังมีคนไทยบางคนผ่าเหล่าแหวกความไม่ธรรมดาออกมาให้เห็นบ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยมากจริงๆ นี่มาจากสิ่งที่ประจักษ์ ไม่ใช่มาจากความชังชาติใดๆ
ความตระหนักตนเอง ต้องมาก่อนความดำริแก้ไขใดๆเสมอ
ยิ่งญี่ปุ่น เป็นชาติตัวอย่างที่หนักขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยว่า คนญี่ปุ่นแตกต่างจากคนไทยอย่างไร ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มตา เต็มหูที่เคยได้ยิน เป็นร้อยๆเคส
พูดไปทำไมมี กระทั่งเด็กไทยที่โชคชะตาพาพลัดหลงบ้านลงเมือง เม็ดพันธุ์ไปตกอยู่ในเนื้อดินที่ไม่ใช่เมืองไทย บางคนกลับไปได้อย่างเติบโตทะลุทะลวงพุ่งพรวดในๆโลกสากลพร้อมกับความไม่ธรรมดาได้ ที่คนไทยน้อยนักจะผ่าออกมาได้จากสิ่งแวดล้อมฮ่องเต้มาจนถึงจุดนี้
ไม่ว่าจะเป็นไทเกอร์ วู้ดส์ , คีริน ตันติเวทย์ , เจน วงศ์วรโชติ พูดให้ชัด คนไทยพวกนี้ เติบโตมาจากเนื้อดินที่ไม่ใช่สังคมไทย
น่าคิดนักว่าถ้าโชคชะตาทำให้พวกนี้เติบโตในไทยแล้วล่ะก็ พวกเขาจะยังความสำเร็จถึงขนาดนี้หรือไม่ ?
คำถามที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งขึ้นมาท้าทายสังคมไทยมากไปกว่า พวกเราแต่ละรายที่โตมากับสังคมบ้านเราแล้ว นาทีนี้ How to จะขับเคลื่อนชีวิตไปอย่างไรต่อไปให้ทะลวงไปได้ไกลกว่าเดิมปัจจุบันนี้ ช่องว่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ห่างดีกรีกันไม่น้อย เป็นแก็ปที่กว้างมาก
ชายไทยที่เร็วที่สุดยังวิ่งช้ากว่าหญิงที่เร็วที่สุดอยู่ไกลมาก
ในการวิ่ง.....เราจะเอาวิธีคิดจากไหนอย่างไรให้ขับเคลื่อนตัวเองและวงการวิ่งไทยไปสู่กาแลคซี่ใหม่ๆ
สิ่งที่ขับเคลื่อนนี้มีหลายอย่างมากมาย อย่างจำเพาะใกล้ตัวลงมา มาราธอนก็สามารถเป็นฟืนท่อนหนึ่งต่อหน้าเตาไฟที่จะโหมพะเนียงให้หม้อที่หล่อหลอมมันเดือดขึ้น
เราจะยังไม่สามารถผลิตลูกไทยให้มีความเป็นพิเศษเกิดเองขึ้นมา ที่เราทำได้เพียงแสวงหาวิธีการหล่อหลอมใดให้คนธรรมดาที่เกิดมาแล้วนี้ เป็นคนธรรมดาที่มีวิธีไตร่ตรองที่ออกผลพิเศษขึ้นมาเท่านั้นเอง
George Sheehan (จอร์จ ชีแฮน) แพทย์ปราชญ์วิ่งกล่าวไว้ว่า "The Marathon brings out extraordinary traits in ordinary runners.
"มาราธอนไม่ได้ทำให้เราเป็นคนพิเศษขึ้นมา แต่มาราธอนเป็นเป้าล่อให้รังสรรค์วิธีคิดที่แตกต่างขึ้นมาต่างหากต่อโลกและต่อชีวิต เนรมิตให้เกิดความพิเศษขึ้นมาจากผู้คนธรรมดานี้เอง"
.
.
กฤตย์ ทองคง
22 สิงหาคม 2563
.

Thursday, August 20, 2020

ถ้าลองฝึกแล้วไม่ผ่าน ก็อย่าฝืน กลับไปลดขั้นบันไดลง

 ถ้าลองฝึกแล้วไม่ผ่าน ก็อย่าฝืน

กลับไปลดขั้นบันไดลง
.
.
.
.
ธรรมชาติการฝึกพัฒนาใดๆ ไม่ใช่ดำเนินด้วยการเพิ่มขึ้นอย่างเดียว เพิ่มเอาๆ
แต่ให้ผู้ฝึกควบคุมปริมาณให้พัฒนาที่จำกัด ไม่เกิน 10 % ของระดับสูงสุดที่ตัวเองทำได้อยู่แล้ว สลับหยุดพัก และทำซ้ำแช่เย็น Repeat สลับเพิ่มอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
สักระยะหนึ่ง เพื่อให้ความพิเศษกลายเป็นความสามัญธรรมดา อย่างที่ศัพท์พวกเราเคยพูดกัน "ทำให้.....เป็นขนม" นั่นแหละ
ใหม่ๆจะหนักหน่อย อาศัยที่เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มาก(10%) และเสริมด้วยการหยุดพักเอา "ความสด" กลับคืนมา กลับไปฝึกอีกแบบนี้ในสัปดาห์หน้า หยุดพักอีก ซ้ำอีก มันจะกลายเป็นขนมเข้าวันหนึ่งจนได้ ที่สำคัญคือทำได้จริง ไม่บาดเจ็บ
ในแต่ละสเต็ปการเขยิบความเข้มข้นขึ้น เสมือนขั้นบันไดแต่ละขั้น ขั้นหนึ่งจะไม่ทำให้ถึงเป้าหมายเลย แต่มันมีระดับความแตกต่างให้เห็นเปรียบเทียบ แม้จะนิดเดียว แต่หลาขยๆนิด รวมเข้าในระยะเวลาที่ยาวนาน มันจะเยอะเอง และทำได้จริง
การพัฒนาการวิ่ง จึงมีท่วงท่าทยอยขึ้นทีละน้อยใน Long term ของความสูงแต่ละขั้นบันไดที่จำกัด ขีดเส้นใต้ "ที่จำกัด" อย่าเร่งรัดใจร้อน จบเห่มาเสียไม่รู้เท่าไรแล้วกับการหักโหม
ให้โอกาสกระบวนการเวลาฝึก + การพักฟื้น + ซ้ำ + พักอีก + ซ้ำอีก จนแผนฝึกที่แค่ฉาบทาผิวหนังจะซาบลงเนื้อ ซึมเข้ากระดูก
เป็นอย่างนี้เมื่อไร คือ "เข้าฝัก" เมื่อนั้น
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ออกแบบไว้ในตารางวิ่งมันอาจเข้มข้นเกินไป เป็นสเต็ปก้าวหน้าที่ทะยานแรงไป ไม่เหมาะกับตัวเรา ลองทำไปแล้ว อาการจะฟ้อง
ถ้าตั้งใจสังเกตจะประจักษ์ไม่ยาก คนขี้ถามไม่ชอบฝึกก็จะถามอยู่นั่นแหละ คนสายปฏิบัติลงมือไป ที่เจอมันจะเฉลยสิ่งที่คลางแคลงนั้นไปในตัว
ลองแล้วติด เจอปริศนา ค่อยถามมา
หากไม่สำเร็จในการทดลอง เราพยายามแล้ว ไม่ลุล่วงโดยง่าย อย่าต้องลองถึงครั้งที่สาม เพราะความที่ทั้งสองครั้งแรกของการลองได้ดูดพลังที่เรามีให้พร่องลงไปมากแล้ว
ตรงกันข้ามกับการใช้การฮึดสู้ จงใช้ด้านของความอ่อนละมุนเป็นทัพหน้าเข้าปะทะ อย่าพยายามเอาหัวเข้าพุ่งชน หมัดที่แรงเข้ามา อย่าเอาหน้าเข้าไปรับ แต่ให้หลบ
ผลประกอบการสองครั้งแรก บอกกับเราโดยนัยแล้วว่า เราดีไซน์ความเข้มข้น (Intensity of training) ที่น่าจะทำได้นั้นไว้สูงเกินไป ตัวเรามิได้แกร่งขนาดนั้น การประมาณการครั้งแรกไม่ผ่านไม่เป็นไร เพราะเป็นธรรมชาติของการหยั่งถึงทดลองแต่ละครั้ง ถ้าไม่ขาดก็ต้องเกินไปเป็นธรรมดา
กำลังจะบอกว่า ขั้นบันไดที่เราพัฒนาปูให้ตัวเองไต่ขึ้นไปนั้นมันสูงเกินไปในแต่ละขั้นนั่นเอง
กลับไปออกแบบใหม่ กลับไปดีไซน์อีกครั้ง ให้ขั้นบันได้เตี้ยลงกว่านี้ สูงมากเอาไม่อยู่ และให้จดจำความคลาดเคลื่อนนี้ไว้ให้ดีในความเป็นตัวเรา แค่ไหนพอดี แค่ไหนหนักไป แค่ไหนเบาไป
ที่ไม่ใช่ คือฝึกเป็นหมู่ วิ่งตามกลุ่มและห้อยท้ายทุกครั้ง สร้างความอ่อนด้อยให้ประจักษ์กับหมู่สหายวิ่งและเรา(คิดเอง)ทนไม่ได้ เสียหน้า ต้องเร่งขับตามกลุ่มไปวิ่งให้ทันพวกเขา ยังผลให้เรา "หลุดความพอดี" ที่ผลของการหลุดพอดีนี้ กระทบฟาดชิ่งต่อไปเรื่อยๆเป็นชั้นๆ
1) เที่ยวต่อไปก็เหี่ยวอยู่ดี เพราะสิ้นเรี่ยวสิ้นแรงจากเที่ยวต้นๆแล้ว
2) จำนวนเที่ยวทั้งหมดไม่ได้ครบ เวลาก็รูดลง
3) เป้าหมายการฝึกคลาดเคลื่อน
4) ผ่านการพักหยุดเพียงวันเดียว เอาความล้าไม่อยู่ ต้องหยุดนานกว่านั้น(ไม่หยุดก็ไม่ได้เสียหายเสี่ยงเจ็บยิ่งกว่า) มันคือขาดโอกาสต่อเนื่องการซ้อม นี่คือความเสียหายต่างหาก ไม่ใช่การฝึกแล้วได้กำไรมา
ภาพรวมของ Key Workouts เราต้องมองแบบ Bird eye view มองจากไกลๆภาพที่รวมเต็มบริบท ว่าเราทำ Interval ได้ไปพร้อมๆกับความล้าจาก Long run แบกการฝึกขึ้นเขาไปด้วย ไม่ใช่แต่ขอดอย่างเดียว อย่างทำได้จริง ครบจำนวนตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ในเวลาที่กำหนดหรือไม่ เป็น NS. หรือไม่ (Negative Splits)
ถ้าคำเฉลยออกมาไม่ได้ หมายความว่า นาทีนี้ยังไม่ได้ แต่จากการเกาะติดแผนฝึกที่เหมาะสม ไม่มากไม่หนักเกิน ในเวลาที่นาน เราจะนัวขึ้น และทำได้เอง
แต่ทั้งนี้ต้องกลับไปลดโวลุ่มที่ออกแบบไว้ อย่าฝืนเป็นอันขาด
การฝึกเป็นกลุ่ม สมาชิกแต่ละคนต้องช่วยกันให้ทั้งกลุ่มและตัวของเราเองผ่านมันไปลงให้จงได้
การลุล่วงได้เพียงคนเดียวของหัวลาก ในขณะที่ผู้ตามหลุดขบวน นับเป็นความล้มเหลวของหัวลากและคนร่างตารางฝึก ที่ตามตัวผู้ฝึกไม่ทัน หาใช่คนฝึกผิดพลาดที่ตามตารางไม่ไหว
ให้กาดอกจันทน์ไว้ คนต้องเป็นตัวตั้งในทุกสายของการพัฒนา ไม่ใช่คนต้องดัดแปลงเข้ากับแผนฝึก แผนฝึกต้องเป็นตัวตามดัดแปลงเข้ากับคน
เวทีนี้(สนามซ้อม)คือเวทีช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปัน)(ถ้ามันช่วยได้) ไม่ใช่เวทีแข่งขันฟาดฟัน ชิงอวดขิงกัน
เอดมุนด์ เบริ์ก (Edmund Burke) กล่าวว่า
"Patience will achieve more than force"
"ความอดทน เอื้อให้เราประสบความสำเร็จได้มากกว่าการใช้กำลัง"
.
.
กฤตย์ ทองคง
21 สิงหาคม 2563
.
เน้นย้ำ... อย่าตำหนิตัวเอง ที่ตามหัวลากไม่ทัน มันเป็นสิ่งที่บอกว่า ตรงนั้นมันยังไม่ใช่ระดับของเราเวลานี้ การจัดแยกกลุ่มฝึกของโค้ชยังบกพร่อง หรือเพราะไม่มีผู้กำกับการฝึกนั่นเอง ที่ปล่อยให้นักวิ่งที่หลากหลายระดับไปด้วยกัน หรือไม่ก็ตารางวิ่งที่กำหนดความเป็นตัวเราให้เวลาแต่ละเที่ยวเข้มข้นเกินไป และมีจำนวนเที่ยวมากเกินไปนั่นเอง ให้หรี่ลง ยิ่งหัวลากพาไปแรงกว่าที่กำหนดตกลงกันก่อนออกตัวสตาร์ทละก็ เป็นความผิดพลาดของหัวลาก โค้ชควรเปลี่ยนเอาคนใหม่ จับหัวลากเดิมมาให้เป็นคนวิ่งตาม ในกลุ่มที่มีความเข้มข้นที่เหมาะสมใหม่ ที่ผ่านมาฝึกกันแบบไม่มีโค้ช หัวลากจึงแสดงควาทเป็นเต้นอวดขิง พรกลุ่ทแตก นักวิ่งหลงทางกันมากทั้งมือเก่าและมือใหม่
.
ในขั้นบันไดแต่ละขั้น จะต้องแช่เย็น Repeat นานเท่าไร ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่ใช่ 1-2 ครั้งแบบที่พวกเราทำกันแน่นอน แต่ละคนมีระดับการพัฒนาไม่เท่ากัน บางคนเร็ว บางคนช้า บางคน 3-5 ครั้ง บางคน 7-8 ครั้งก็มี เรือนร่างถึงจะจดจำ
ให้ผู้วิ่งกำหนดเองจากฟิลลิ่งว่าอาการฝึกครั้งต้นๆเป็นอย่างไร แล้วเอาไปเทียบกับการฝึกครั้งหลังๆ
เมื่อนัวขึ้นเมื่อไร เราจะรู้เอง เน้นเรียนรู้ไปพร้อมๆกับตัวการฝึกให้มันคลี่คลายออกมาพร้อมๆกัน
.
ในการเพิ่มจริงที่ทยอยขึ้น กว่าจะพ้นไปแต่ละขั้นมันจึงช้า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น เพราะต้อง Repeat ต้องสลับพัก ต้องมีวิ่งเบา บลา...บลา... กว่าจะขึ้นบันได้ขั้นต่อไปจนรวมหลายๆขั้น ผลจึงเริ่มแสดงตัวให้เห็นในสนามแข่ง จะเล่าให้ฟัง มันจะนานจนใจผู้ฝึกเริ่มคลายจากความกระตือรือร้นสำเร็จนั่นแหละ ของการกัดแผนฝึกไม่ปล่อย ตุุ่มตาถึงจะงอกให้เห็น ตราบใดที่จิตใจยังวนเวียน อยากได้ความสำเร็จนั้นอยู่ ยังคงไม่นานพอ ส่วนใหญ่มันนานจนผู้ฝึกลืม แต่ความที่ล็อกคันเร่งไว้แล้ว ฝึกไปอัตโนมัติเหมือนหุ่นยนต์ตามตารางที่กำหนดไว้ ไม่แหนงหน่ายขาดซ้อม ไม่เกียจคร้าน ไม่มีข้ออ้าง ไม่หลบฝน เมื่อนั้นแหละ ความสำเร็จจึงจะมาเริ่มเคาะประตูบ้าน ความสัมฤทธิ์ในการวิ่งไม่ใช่จะได้มาง่ายๆชั่วข้ามคืน อย่าเอาแบบเร่งรัดเรียนเร็ว เอาสูตรเร่งรัดจากคนโน้นคนนี้ เพราะเกือบทั้งหมดของผู้ฝึกยังไม่เข้าฝึก เนื้อหาฝึกยังลงไม่เข้าแกนกระดูก มันจะร่วงง่าย แล้วร่วงง่ายอย่างนี้ ต้องการกันรึ? ถ้าเข้าฝัก มีการปูพื้น Endurance base มาเหนียวพอเพียง ขึ้นแล้วจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ยังยืนและไม่บาดเจ็บ ไปสนามไหนก็ติด ชีวิตเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางลัด ทางลัดสั้นที่สุดคือทางตรง
.