Saturday, August 22, 2020

สิ่งพิเศษที่เกิดจากคนธรรมดา (Symphonies)

 สิ่งพิเศษที่เกิดจากคนธรรมดา

(Symphonies)
.
.
.
.
มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ชุดหนึ่งที่หลงเข้่าใจเอาเองว่า สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นย่อมเกิดจากคนพิเศษเท่านั้น
1:59 เกิดมาได้เพราะคนวิ่งคือคิปโชเก้เท่านั้น และเพราะคิปนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ที่พวกเราวิ่งให้ตายก็ไม่มีทาง
ตรงนี้เป็นประเด็นให้พูดถึงมากมาย เผินๆห่างๆคือมันแค่เกือบใช่ แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับไม่ใช่
กำลังจะบอกว่า สิ่งที่พิเศษนั้น เกิดจากกระบวนความคิดที่ไม่ธรรมดาจากผู้คนธรรมดานี่ต่างหาก ที่เสกสรรปั้นแต่งให้ผู้คนธรรมดา ผลิตงานที่ไม่ธรรมดาออกมา
แล้วตัวความคิดที่ไม่ธรรมดานี้ เกิดเพราะการเรียนรู้บ่มเพาะทยอยฝังกล้าเติบโตจากที่ที่ไม่เคยมีอยู่ ไม่ใช่มาพร้อมติดตัวตั้งแต่เกิด
อาจมีบ้าง ที่เป็นแนวโน้ม , จริต และความถนัด แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ไอ้แนวโน้มจริต อะไรที่ว่านั่นก็ดันคลี่คลายออกมาจากการปลูกฝัง ที่ค่อยๆขยายออกมาจากการเรียนรู้อีกเหมือนกัน
เราผู้รับรู้ เพียงแต่โผล่เข้ามากลางเส้นทาง ได้มาประจักษ์ตั้งแต่กลางทางเป็นต้นไป หาได้ดูจากหนังต้นม้วนไม่ ว่าก่อนที่จะมาถึงนาทีนี้ ในบริบทก่อนหน้า องก์ที่หนึ่งท่อนโหมโรง ไม่ได้ดู ไม่ได้เห็น จึงไม่ได้นับเป็นคะแนน พลอยหลงไปว่า เป็น "พรสวรรค์"
แต่ผู้เขียนก็ยอมรับความบังเอิญประจวบเหมาะที่ไม่ได้เลือกอยู่ในเส้นทางที่เติบโตด้วยนะ
แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังพบเห็นบ่อยไป ที่ในสิ่งบังเอิญเดียวกัน คนหนึ่งมันคลี่คลายออกไปในทางบวก แต่ทำไมหนออีกคนกลับเป็นทางลบ
ขอยุติเรื่องที่ชวนสับสนและซับซ้อนนี้ไว้ก่อน ค่าที่ว่าเมื่อสืบเค้าให้ลึกลงไป เราจะพบคำตอบที่ยังจำกัด
ในการรับรู้ของผู้เขียน เลือกที่จะเชื่อว่า คิปโชเก้ นั้นโตมาจากเด็กเคนย่าธรรมดาทั่วไปที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นนัก มีภูมิหลัง มีวิธีคิด ไม่แตกต่างจากเด็กเคนย่าทั่วไป ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะทำ 1:59 ให้ได้ในชีวิตนี้ที่ดำริมาตั้งแต่เล็ก
ก็วิ่งมาแบบตามความจำเป็นเด็กเคนย่าทั่วไปสมัยนั้นไปและกลับจากโรงเรียน อย่างที่พวกเราทราบกันอยู่แล้ว
แต่เงื่อนปมใดเล่าที่เข้ามาถูกจังหวะ หล่อหลอมให้เด็กจากท้องที่ไร้พัฒนาคนหนึ่งมีวิธีคิดที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่อบรม หรือหนังสือที่เขาอ่าน กระทั่งโค้ชที่เขาเจอ หรือจากแรงกระตุ้นต่างๆที่สุดจะหยั่งคาดที่มาภายหลัง
มาเขย่ารวมกันในขวดที่มีตัวคิปโชเก้อยู่ข้างในด้วย ออกมาเป็นวิธีไตร่ตรองของคิปวันนี้ ออกมาเป็นวิธีคิดที่พิเศษ เป็นวิธีคิดที่ไม่ธรรมดา
เชื่อว่าหากชะตาชีวิตทำให้คิปไปเกิดในอาฟริกาใต้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ อีลอน มัสก์ จะพบคู่ประกบที่สมน้ำสมเนื้อ และหากชะตาให้คิปไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบบิลล์ เกต หรือสตีฟ จอบส์ บางทีทั้งสองคนนี้อาจไม่ใช่มือหนึ่งของโลกก็เป็นได้
ลองหันมาดูเด็กไทยบ้าง พวกเรามักเติบโตมาจากบ้านที่เลี้ยงดูเราแบบฮ่องเต้ โดนพะเน้าพะเนอความสบายและหนุนเสริมอัตตามาตั้งแต่ไม่รู้ความจากพ่อแม่ที่ครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาขาดแคลนและแหว่งโหว่ แต่เพราะความที่รักลูกมากแต่สิ้นไร้ไอเดียเลี้ยงลูกที่ฉลาด ไม่มีแนวทางดูแลเด็กอย่างเป้าหมายปลูกคนขึ้นสู่คนคุณภาพ ไม่แม้แต่เรื่องพื้นๆธรรมดา พวกเขาไม่ปรารถนาให้ลูกเจอสิ่งเสียดทานชีวิตใดๆเลย
ในช่วงจังหวะที่น่าจะให้เขาได้เรียนรู้เติบโตเพาะนิสัย กลับไปชะงักงันการพยายามจะสำรวจและพัฒนาของเด็กด้วยคำว่า "อย่า....."
กันเด็กๆผู้โชคร้ายเหล่านั้นออกจากสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นอุปสรรค นั่นคือ โอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ว่า โลกนั้นไม่ได้ราบรื่น แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามในชีวิตจริงเต็มไปหมด และการเลือกที่จะทำตัวอย่างไรของเด็กเองก็จะมีผลลัพธ์ต่อกระบวนการทั้งหมดด้วย
ลงเมื่อต่อมความอยากพัฒนาด้วยตัวเองมันฝ่อลงไปจากการประเคนถวายสิ่งดีๆจากพ่อแม่ แต่อ้อนแต่ออก จนเคยตัว
จนกระทั่งเมื่อเด็กเต็มวัย ย่อมเป็นธรรดาอยู่เองที่ เขาย่อมมีจินตนาการที่จำกัด ใดๆแม้จะเลิศก็ไม่ต้องขวนขวายแสวงหา อนาคตคงมีสิ่งที่เรืองรองภายนอกมาประเคนให้อยู่เหมือนเดิม ต่อให้ใช้ความเพียรพยายามตอนนี้ไปก็ไม่ได้อยู่ดี คำว่า "อย่า....." ก้องกังวานไม่หยุดในหู จะทำไปทำไม ในเมื่อ สิ่งดีๆจะมาเองจากการไม่ต้องทำอะไร จะไปขวนขวายทำไมให้เหนื่อยยาก
จนกลายมาเป็น "คนไทยที่ไร้คุณภาพจำนวนมาก"ในยุคนี้นั่นเอง
แม้จะยังมีคนไทยบางคนผ่าเหล่าแหวกความไม่ธรรมดาออกมาให้เห็นบ้างแต่ก็มีจำนวนน้อยมากจริงๆ นี่มาจากสิ่งที่ประจักษ์ ไม่ใช่มาจากความชังชาติใดๆ
ความตระหนักตนเอง ต้องมาก่อนความดำริแก้ไขใดๆเสมอ
ยิ่งญี่ปุ่น เป็นชาติตัวอย่างที่หนักขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยว่า คนญี่ปุ่นแตกต่างจากคนไทยอย่างไร ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มตา เต็มหูที่เคยได้ยิน เป็นร้อยๆเคส
พูดไปทำไมมี กระทั่งเด็กไทยที่โชคชะตาพาพลัดหลงบ้านลงเมือง เม็ดพันธุ์ไปตกอยู่ในเนื้อดินที่ไม่ใช่เมืองไทย บางคนกลับไปได้อย่างเติบโตทะลุทะลวงพุ่งพรวดในๆโลกสากลพร้อมกับความไม่ธรรมดาได้ ที่คนไทยน้อยนักจะผ่าออกมาได้จากสิ่งแวดล้อมฮ่องเต้มาจนถึงจุดนี้
ไม่ว่าจะเป็นไทเกอร์ วู้ดส์ , คีริน ตันติเวทย์ , เจน วงศ์วรโชติ พูดให้ชัด คนไทยพวกนี้ เติบโตมาจากเนื้อดินที่ไม่ใช่สังคมไทย
น่าคิดนักว่าถ้าโชคชะตาทำให้พวกนี้เติบโตในไทยแล้วล่ะก็ พวกเขาจะยังความสำเร็จถึงขนาดนี้หรือไม่ ?
คำถามที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งขึ้นมาท้าทายสังคมไทยมากไปกว่า พวกเราแต่ละรายที่โตมากับสังคมบ้านเราแล้ว นาทีนี้ How to จะขับเคลื่อนชีวิตไปอย่างไรต่อไปให้ทะลวงไปได้ไกลกว่าเดิมปัจจุบันนี้ ช่องว่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ห่างดีกรีกันไม่น้อย เป็นแก็ปที่กว้างมาก
ชายไทยที่เร็วที่สุดยังวิ่งช้ากว่าหญิงที่เร็วที่สุดอยู่ไกลมาก
ในการวิ่ง.....เราจะเอาวิธีคิดจากไหนอย่างไรให้ขับเคลื่อนตัวเองและวงการวิ่งไทยไปสู่กาแลคซี่ใหม่ๆ
สิ่งที่ขับเคลื่อนนี้มีหลายอย่างมากมาย อย่างจำเพาะใกล้ตัวลงมา มาราธอนก็สามารถเป็นฟืนท่อนหนึ่งต่อหน้าเตาไฟที่จะโหมพะเนียงให้หม้อที่หล่อหลอมมันเดือดขึ้น
เราจะยังไม่สามารถผลิตลูกไทยให้มีความเป็นพิเศษเกิดเองขึ้นมา ที่เราทำได้เพียงแสวงหาวิธีการหล่อหลอมใดให้คนธรรมดาที่เกิดมาแล้วนี้ เป็นคนธรรมดาที่มีวิธีไตร่ตรองที่ออกผลพิเศษขึ้นมาเท่านั้นเอง
George Sheehan (จอร์จ ชีแฮน) แพทย์ปราชญ์วิ่งกล่าวไว้ว่า "The Marathon brings out extraordinary traits in ordinary runners.
"มาราธอนไม่ได้ทำให้เราเป็นคนพิเศษขึ้นมา แต่มาราธอนเป็นเป้าล่อให้รังสรรค์วิธีคิดที่แตกต่างขึ้นมาต่างหากต่อโลกและต่อชีวิต เนรมิตให้เกิดความพิเศษขึ้นมาจากผู้คนธรรมดานี้เอง"
.
.
กฤตย์ ทองคง
22 สิงหาคม 2563
.

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.