Thursday, July 23, 2020

ความที่มักจะผิดพลาดเสมอๆจากผู้ที่โค้ชตัวเอง

 ความที่มักจะผิดพลาดเสมอๆจากผู้ที่โค้ชตัวเอง

.
.
.
.
วิ่งหน่ะวิ่งได้ แต่จะวิ่งให้ได้ดี ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มันมีวิธีวิ่งจำเพาะ ไปแต่ละเป้าหมาย ไม่เหมือนกัน ต้องดำเนินไปตามครรลองผู้รู้ที่ควบคุมแผนฝึก
เข้าใจครับว่า หาโค้ชยังไม่ได้ ก็เลยต้องวิ่งเอง ที่กำลังเขียนนี้ ประมวลมาจากที่พบเห็นพวกเราฝึกผิดพลาดกันเสมอๆจากการฝึกวิ่งเอง
เมื่ออ่านแล้ว และพบจุดแล้วให้นำเอาไปประยุกต์ให้ได้ทันทีที่ประจักษ์
หลายกรณี พวกเราไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัองฝึกอะไร หากแต่ฝึกในสัดส่วนแต่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของฉันนี้มักจะประเมินไม่แม่น ที่เป็นเพราะว่า ประสบการณ์พบเห็นการฝึกรายต่างๆไม่มากเท่าโค้ชตัวจริง
ผู้กำกับการฝึก นอกจากเรียนมาทางวิชาชีพนี้ ยังมีประสบการณ์พบเห็นการฝึกแบบต่างๆ และผู้ฝึกชนิดใดฝึกแผนนั้นแล้วผลลัพธ์มักจะออกมาอย่างไรด้วย โค้ชผู้มากประสบการณ์ แค่ได้เห็นลิ้นไก่เรา ก็รู้แล้วว่าน่าจะออกผลอย่างไร
ต้องยอมรับว่าโค้ชเขามีความปรุโปร่งในอาชีพของเขาเสียจนหลับตาได้ยินเสียงลดพัดใบไม้ซู่เสียงอย่างไร ก็บอกได้ว่า เป็นไม้พันธุ์อะไรแล้ว
จะเตือนว่าภาพรวมของการฝึกทั้งหมด ต้องมองให้รอบด้าน ผู้ฝึกเองมักจะมองเป็นจุดๆ มองเป็นแต่ละ Session เป็นอย่างๆ เป็นชิ้นๆเป็นท่อนๆ
มีความเป็นจริงบอกเราว่า การฝึกอะไรอย่างหนึ่ง ย่อมจะมีผลกระทบกับผู้นั้นอย่างไรด้วย และจะไปมีผลกระทบต่อผู้นั้นต่อไปเป็นทอดๆ ซึ่งนั่นคือ ต้นทุนการฝึกของ Sessions คุณภาพใดๆต่อไป
การเทน้ำหนักเข้มข้นฝึกที่หนักหน่วงเกินไป ปราศจากการควบคุมที่เหมาะสมใน Session หนึ่งๆย่อมล้ามาก จนมีผลกระทบการฝึกในวันมะรืน ที่การพักพรุ่งนี้ หรือวิ่งเบาเพียงวันเดียว จะเอาไม่อยู่ ขาไม่ฟื้น ไม่พร้อมต่องานหนักที่รออยู่ ตารางวิ่งจะรวน นี้คือธรรมชาตินักวิ่งถนน แต่ไม่ใช่เด็กโรงเรียนกีฬา การควบคุมเด็กจากโรงเรียนเหล่านี้ให้ฝึกวิ่ง เป็นคนละชนิดกับนักวิ่งถนน ต่างกันราวฟ้ากับดิน
1) หากผู้วิ่งเป็นเช่นนี้ ต้องไปหยุดต่อ ไปเบา ไป Easy หรือ Crosstrainingเพิ่มใดๆก็ว่าไป แม้ว่าตารางถูกออกแบบไว้ให้เดินหน้าก็ตาม เมื่อร่างกายฝืนหนักไปจากการไม่มีผู้ควบคุมขณะฝึก จนล้ามากเกินไป วันต่อไปจะฝึกต่อไม่ได้ ห้ามรอให้เกิดเรื่องก่อนแล้วค่อยดำริตั้งรับเป็นอันขาด
ผู้วิ่งที่มีประสบการณ์หนาหรือโค้ช จะต้องรีบปรับตัวตารางวิ่งทันทีที่เด็กหรือตัวเรา มีอาการไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จะไม่รอให้เจ็บก่อน แค่เขาไม่มี"ความสด"ที่เพียงพอ ก็จะปรับตารางวิ่งทันทีไม่เหมือนนักวิ่งถนนใหม่ ที่แอ่นอกเข้าหาการฝึกเพิ่มเข้ามาอีกอย่างห้าวหาญ
2) รีบกลับไปเอาตารางฝึกที่ออกแบบไว้มากางดูอีกครั้ง บอกกับตัวเองว่า "เราดูผิดไป" แรกๆกะว่า แค่นี้น่าจะพอดี แต่เมื่อพิสูจน์ด้วยการลงมือฝึกพบว่า "มันหนักไป" ก็รีบปรับใหม่ ถ้าเป็นโค้ชตัวเอง ต้องวิเคราะห์ตรงนี้ให้ออก
.
.
สิ่งที่สำคัญสิ่งแรกๆของผู้ที่ปรารถนาจะ Coaching ตัวเอง คือการยอมรับและปรับเปลี่ยน การต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาให้ได้ ตลอดชีวิตวิ่ง นี่คือสำนวนผมที่เขียนไว้ว่า "ตารางวิ่งต้องเขียนไว้ด้วยดินสอ" มันแปลว่าพร้อมต่อการลบได้เสมอ
ที่เห็นมา ไม่เคยเห็นผู้วิ่งเองรายไหนฝ่าฝืน Sessions ที่หนักเกินตัวตนออกมาได้แม่แต่คนเดียว คุณธรรมบากบั่น พากเพียร มานะ ต้องถูกเลือกใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ตรงนี้ ยังนึกแปลกใจว่า ความสามารถของผู้ฝึกวิ่งเองมิได้อยู่ที่ร่างตารางวิ่งเก่งแต่เพียงประการเดียว แต่ในระดับลึกๆมันบอกว่า ถ้าเขาไม่เก๋าเกมพอ จะไม่สามารถประคับประคองปรับตัวตนให้ยอมรับกับความเป็นจริงใหม่ๆที่ไหลเข้ามารายวันได้ มันผันแปรได้ตลอดเวลา ที่ถ้าจะฝืนไป ย่อมจะพาเป้าหมายรวมล้มทั้งเครือได้ กำลังบอกกว่า คุณสมบัติ Self wareness ย่อมเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับนักวิ่งฝึกเองไม่มีโค้ชทุกคน . ที่เห็นและเป็นอยู่ มักจะพยายามปรับทุกชนิด ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ เราต้องรับความหนักหน่วงตรงนี้ให้ได้ ที่ทุ่มเทไปแล้ว ต้องอุทิศมากขึ้นอีก สรรหาทุกพลังปลุกปลอบเพื่อให้ลุล่วงงานหนักนี้ไปให้ได้ โดยไม่ยอมปรับตารางให้อ่อนลง ถ้าฝึกในตารางที่รับมานี้ไม่ได้ เอาไม่อยู่ มันเท่ากับการยอมรับความล้มเหลวอย่างหนึ่ง หากคุณมีสายตามองการฝึกแบบนี้ จะไม่เป็นคุณกับโอกาสสัมฤทธิ์ เพราะมันเป็นระยะยาว ทำได้วันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะผ่านได้ตลอดไป จะล้มคว่ำแน่ๆข้างหน้า หากฝืนไป มันไม่ทันที แต่จะสะสมๆจนถึงจุดแตกหักวันหนึ่ง แชมป์ๆที่เห็นทำกันได้เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับแผนฝึกแบบนี้ แม้ขนาดแชมป์มือพระกาฬยังมีการปรับเปลี่ยนทดลองใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่เบื่อหน่าย สิ่งนี้ต่างหาก ตรงประเด็น . การบริหารความเข้มข้นฝึกคือสิ่งสำคัญที่เราต้องถือครองให้ได้ 1) Session ฝึกต่างๆต้องมีปริมาณเข้มข้นเป็นสัดส่วนต่อกันอย่างเหมาะสม ที่ไม่ใช่ เช่น จารย์ครับ ผมวิ่ง 42 ผมควรจะวิ่งขอดกี่เมตร กี่เที่ยว เที่ยวละกี่วิ สัปดาห์ละกี่ครั้งครับ แบบนี้เจอบ่อย ครูจะไปรู้เธอเรอะว่าเธอมี WM (Weekly Mileage) เท่าไร นานเท่าไรแล้ว 2) เธอต้องรู้ตัวเองว่าการฝึกแบบที่ต้องการจะถามนั้นๆ เธอจะถือครองได้ตลอดโดยไม่บาดเจ็บ ต่อเนื่องการฝึกได้ทุกสัปดาห์หรือไม่ เมื่อมันบวกรวมกับ Sessions อื่นๆ ผลลัพธ์ออกมาขายังไม่ตาย วิ่งได้ตามเป้าหมายที่ออกแบบไว้โดยไม่บาดเจ็บด้วย พวกเรามักจะสักแต่คิดเพียงว่า ทำให้ได้ครบจำนวนเที่ยววันนี้ ในเวลาที่กำหนด ในจำนวนเซ็ตที่รับมาวันนั้นตามที่ก็อปมา เท่านั้น แต่จะทำได้นานกี่สัปดาห์ก่อนที่จะคว่ำลงไป หาตริตรองกันไม่ . 3) เธอต้องทำ1)+2) ไปสักระยะ(ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน) และผลจากการทดสอบสนามจริง ย่อมจะได้พัฒนาการที่ดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้น แสดงว่าน่าจะมีอะไรติดขัดบางอย่างที่ต้องนำมาพิจารณารื้อตารางกันใหม่ทั้งหมด ทั้งสามประการนี้ต้องนำมาขึ้นตาชั่งเปรียบเทียบกันใหม่หมด แต่พวกเรากลับนึกเพียงว่าทำอย่างไรให้ผ่านขอดวันนั้นๆเพียงวันเดียวโดยไม่ขายหน้าเพื่อนหมู่ร่วมฝึกด้วยกันว่าเอาแผนไม่อยู่เท่านั้น แต่ผลลัพธ์รวมมันจะตกชิ่งกระทบไปส่วนอื่นๆไปมากขนาดไหน ไม่อยู่ในครรลองที่ไตร่ตรองกันแระ วิ่งเต็มร้อยกันจนเกลี้ยงแรง ควานหาทางกลับบ้านไม่ถูก นี่ไม่ใช่ระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม การแผ่กลางสนามหรือการสำรอกลมน้ำลายยืด เหล่านี้แหละคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังปฏิเสธโอเวอร์โหลด และการจำได้หมายรู้ ในความทรงจำฝึกมักจะจำกัดเพราะเหตุนี้ไปด้วย และนี่คือหมุดหมายการฝึกที่ไม่สมควรเดินมาถึงจุดนี้ แน่นอน...นี่ไม่ใช่โค้ชทุกท่านที่ถือปฏิบัติ บางท่านยังนิยมใช้วิธีนี้ การที่เด็กฝึกจนอ้วก คือความพึงพอใจถึงเป้าหมาย แต่เมื่อท่านเจ็บไป ท่านเองที่ต้องรับไปเนื้อๆ นั่งแห้วดูเขาฝึก โค้ชเขาไปดูรายอื่นแล้ว ตัวของเราต่างหากที่จะเผชิญชะตากรรมเยี่ยงไรต่อไปนานขนาดไหน ก็รับไปคนเดียว สูตรผมแตกต่างออกไป จะเอาผู้วิ่งเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะสำเร็จเป้าหมายฝึกหรือไม่ นักวิ่งต้องไม่เจ็บ ชีวิตของเขาเมื่อเลือกทางเดินวิ่งนี้แล้วต้องเป็นไปอย่างไพบูลย์ ไม่ใช่วิ่งไม่ได้อีกแล้ว ถึงที่สุด ไม่ได้ถ้วยรางวี่รางวัลอะไรก็ไม่สำคัญไปกว่าชีวิตของเด็กที่เลือกเดินทางวิ่งนี้แล้วต้องดีขึ้น นั่นคือหากจุดหมายแบบนี้ เราต้องฝึกกันในความเข้มข้นแต่พอดี ไม่ใช่หนักที่ล้นเกิน คือแกนกลางฝึกของสูตรกฤตย์ และที่พอดี คือสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างบนนั่นเอง เอาไปปรับใช้ . . กฤตย์ ทองคง 23 กรกฎาคม 2563 .