Thursday, March 24, 2022

การทำตัวให้ฝีเท้าตก

 การทำตัวให้ฝีเท้าตก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ไม่มีนักวิ่งผู้ใดตั้งใจให้ฝีเท้าตกเลย  แต่พวกเราก็พบภาวะฝีเท้าตกกันเสมอๆเป็นระยะๆ เพราะพฤติกรรมวิ่งอย่างไม่ตั้งใจ  ทั้งสายแข่งและสายสุขภาพ

ทั้งสองสาย ฝีเท้าจะเพี้ยนจางลงจากคนละสาเหตุ คนละสองข้างปลายเลย

สายสุขภาพมาจากเพราะหย่อนคลายจางลงเพราะวิ่งมานาน วิ่งเท่ากันทุกวัน หลายปีเข้า แก่เองลงไปตามจำนวนปี  ผัดผ่อนตัวเองลงไปในทางอ่อนมากกว่ากระชับขึ้น

บ้างก็ถูกเป่าหู จากผู้ที่ไม่ใช่นักวิ่ง ประมาณว่า วัยมากแล้ว ให้วิ่งดูตัวเองบ้าง  เราไม่ใช่หนุ่มๆอย่างอดีตแล้ว  แล้วยกตัวอย่างคนตายตอนออกกำลังมาขู่ทับ แล้วกันไปเชื่อเขา  จางลงไปๆ  แต่ไม่ดูตัวเอง  เป็นกันแบบนี้ไม่น้อย  จางลงแล้วไง  อัตราเผาผลาญ Metabolic rate ได้ไม่ถึงเป้า  เป้าหมายสายสุขภาพไม่ถึง

ส่วนสายแข่ง  ฝีเท้าตกกันเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากคนละปลายข้างกับสายสุขภาพ คือ เข้มข้นไป  เกินไป  จนหลุดความพอดีกับตัวเอง

ฝีเท้าตกจากสายแข่งบางคน  ดำเนินไปในลักษณะนี้  เพราะจัดแผนฝึกตัวเองเข้มข้นเกินไป ยังผลให้เจ็บ  เจ็บแล้วยังผลให้ไม่สามารถต่อเนื่อง  ต้องหยุดวิ่งนานเกิน  พอกลับไปวิ่งก็พบว่าตกฟิตจากขาดซ้อม  ไม่ได้ตกเพราะเจ็บ

เป็นภัยจากการวิ่งที่หลุดความพอดีของเรา วิ่งที่เข้มข้นเกินไป  ทำให้เราฝีเท้าตกด้วยอย่างนี้เอง

จุดที่ดีที่สุดที่เอื้อให้การฝึกก้าวหน้ามีหลายอย่าง หนึ่งในประการที่สำคัญคือ  "จุดที่พอดี"

พอดีของนาย.ก  กับ  พอดีของ น.ส.ข ก็ไม่เท่ากัน  ที่ต้องเป็นความพอดีของผู้นั้น

เพราะสายแข่งที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมวิ่งว่า "อยู่ที่ใจ"  อยู่ที่ความพากเพียร บากบั่น มานะ พยายาม ไม่ย่อท้อ  ที่ใช้ก็จริง  แต่ยังไม่ใช่ยามนี้  ใช้คุณธรรมผิดที่

เพราะเราใช้ใจนี่เอง  ทำให้ไม่มีตัวเบรคจากร่างกายที่เตือนมา  การพักฟื้นไม่ทัน  ร่างกายปรากฎเตือนหลายครั้ง  แต่กลับถูกเจ้าตัวตีความว่า ต้องเร่ง  "ลงแส้ต่อ"  ต้องตีเหล็กตอนร้อน  ฝีเท้ากำลังขึ้น  กำลังฮิตหลักการคิปโชเก้  วินัย set me free ผิดเวลา  เอาคำแนะนำของคิปมาทำเป็นลัทธิแก้

ทั้งๆที่หาประจักษ์ไม่ว่าตัวเองกำลังละเมิดกฎทองคำของการวิ่งประการสำคัญ  Listen your body

ระดับต้นทุนความเหนียวแน่นของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน  ทั้งจากประสบการณ์กีฬา  ทั้งจากประสบการณ์ชีวิตเก่าก่อนเจออะไรมา  ทั้งจากกรรมพันธุ์  และประวัติการใช้ร่างกายดั้งเดิมกับประวัติความบาดเจ็บอดีต  ล้วนบางบอกระดับการฝึกที่พอดีที่จะเกิดเนื้องานที่เป็นของผู้นั้นอย่างจำเพาะเจาะจง

ในการวิ่งครั้งหนึ่งๆ ในการฝึกแต่ละคราว  ถ้าเบาไป จะไม่เกิดเนื้องาน  ถ้าหนักไปจะเจ็บ  หรือที่หนักอยู่  แต่ไม่ถึงกับเจ็บก็จะเข้าโหมดสะสม  ที่มีทิศทางมุ่งบาดเจ็บอยู่ดีในอนาคต ตรงหนึ่งตรงใด

รวมทั้งปัจจุบันที่จะมีอัตราซึมซับสิ่งที่ฝึกไปได้ต่ำ  พูดง่ายๆ ฝึกเหนื่อยฟรี  ไม่ซึมซับ  ขาดทุน เก็บเกี่ยวกำไรไม่ได้

เมื่อนักวิ่งจะวิ่ง  ก่อนอื่น เขาต้องหาเป้าหมายเสียก่อน

1)  เป้าหมายระยะยาว จะเอาวิ่งไปทำอะไร เพื่อสุขภาพจริงหรือเพื่อแข่งขัน  มีการทำตัวที่แตกต่างกันมากมาย  มักพบไม่น้อยที่สายแข่งเอ่ยว่า "ตนเองสายสุขภาพ"  แต่ทำไม่จริง

2)  เป้าหมายระยะสั้น  วันนี้ คนนึงอาจตั้งเป้าวิ่งเบา Recovery pace  เขามาจากสายแข่ง  ทั้งช้าทั้งน้อยทั้งเบา  แต่คนหนึ่งอาจมาจากสายสุขภาพจริงช้าทุกวัน  อาจวิ่งด้วยกันได้

เมื่อเราพบเป้าหมาย#2)แล้ว  วันนั้นเราจะวิ่งกับใครค่อยส่ายหามอง  ผู้ที่ Pace วิ่งวันนั้นคล้ายกัน

ที่ไม่ใช่คือ  เข้ากลุ่มฝึกสายแข่งกลุ่มเดียว

คนนึงตรงกับวัน SW (Speedworks)

อีกคนตรงกับวันวิ่งยาว Long run (บังคับต้องช้า)

อีกคนตรงกับ Easy pace เพื่อ Recovery

แล้วทั้งหมดก็มาวิ่งด้วยกัน  เพราะเราเอากลุ่มเป็นตัวตั้ง  ไม่ได้เอาเป้าหมายของแต่ละคนเป็นตัวตั้ง

คนวิ่งจึงถูกรั้งกันไปรั้งกันมา  เหมือนผูกเชือกล่ามติดกันเอาไว้เป็นกลุ่มนักโทษ  นึกภาพวิ่งด้วยกันและผูกขาติดกันเป็นกลุ่มดู แบบนั้นแหละ

การวิ่งเป็นกลุ่ม จะดีมีประโยชน์ต่อเมื่อ  กิจกรรมวิ่งของกลุ่มเอื้อต่อสมาชิกทุกคน  ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน(แต่ก็ต้องไม่ทอดทิ้งเราด้วย)

ถ้าการวิ่งมันรั้งกันไปมา  ไปด้วยกันไม่ได้  หมายความว่า Session วันนั้นไม่ตรงกัน  ก็ควรแยกกันฝึก  ที่ไม่ได้หมายความว่าหน่ายแหนงกันและกัน  ถ้า pace เราวันนี้  ไม่มีใครวิ่งด้วย  การวิ่งโดยลำพังก็เป็นความจำเป็น

อย่านิยามว่า Easy pace ใน Recovery เป็นพฤติกรรมที่ไม่ต้องเอาจริงเอาจัง ปรับได้

ไม่ใช่นะ  ถ้าเพื่อเป้าหมายแข่ง  ต้องตั้งใจทุก Session ฝึก  เมื่อเบา  ต้องบังคับตัวเอง"จัดเบา"ให้จงได้

หมายหัวทุกคนที่กล่าวว่า "ผมวิ่งเบาไม่เป็น" นั้น  เขาจะไม่มีวันแรงได้เลย  ไม่ได้สำนวน  ไปดูได้เลย สิงห์หมูทั้งนั้น(สิงห์สนามซ้อม หมูสนามแข่ง)

ไม่ใช่เบาไม่พอ อย่างที่เป็นกันบ่อยๆ  เมื่อเบาต้องเบาจริง  ทั้งนี้เพื่อวันต่อไป Session ข้างหน้า  เมื่อกำหนดให้แรง  ต้องแรงให้ได้  ไม่ใช่ไม่ยอมฟื้น เพราะเมื่อวานอวดขิง  วันนี้จึงฝืน  นำไปสู่เจ็บ

เรากำลังนิยาม Session ที่เป็น Easy เป็นกิจกรมที่ไม่ต้องจริงจัง  ปรับได้  กำลังเข้าใจผิดนะ  "ต้องเบา" ไม่เบาไม่ได้  รู้ว่าแรงได้  แต่ห้ามทำ

อย่าทำราวกับว่า การวิ่งลำพังเป็นการวิ่งที่น่ารังเกียจ  ต้องหาสหายร่วมวิ่งให้ได้  ถ้าวิ่งคนเดียว วิ่งไม่ออก  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเคยชินมา  ต้อง Break พฤติกรรมวิ่งนี้ให้แตก

ค่าที่ว่าหาคนวิ่ง Pace เดียวกัน หาได้บ้าง หาไม่ได้บ้าง  ถ้าไม่ได้ อย่าฝืน

อนึ่ง...จากประสบการณ์เรานะ  เมื่อหาเพื่อนวิ่ง

บางทีเราทั้งคู่ก็เบาเหมือนกัน  แต่มิได้หมายความว่า เบาเท่ากันนะ

คนนึงเบาแต่ก็ยังเร็วกว่านี้

แต่อีกคนนึง เบาแต่ก็ช้ากว่านี้

ในการวิ่งไปด้วยกัน  ยังผลให้คนหนึ่งต้องปรับตัวเข้ามาหา หรือไม่ก็ไม่ถึงเป้าทั้งคู่เลย

ทดลองวิ่งกันไปไม่กี่ครั้ง จะจับทางได้แล้วว่า เราไม่สามารถไปด้วยกันได้  ใครขนาดไหน  ก็ไม่เป็นไร แยกวิ่งกัน  แต่การคบหาเสวนากันหลังวิ่งเสร็จตอนยืดเส้นเท่านั้น

ค่าที่ว่า  การวิ่งระยะไกล เป็นกีฬาปัจเจก  Individual sport 

พึงปฏิบัติต่อ I.S.ในฐานะให้ I.S. เกื้อหนุนเรา  อย่าให้ IS. เสียดทานกับเรา 

การวิ่งนั้น  วิ่งแล้วฝีเท้าตกก็มี  วิ่งแล้วประเทืองจุดหมายก็มี  อยู่ที่ How to approach it

ไหนๆเสียเวลาฝึกวิ่งแล้ว ควรเก็บเกี่ยวให้ถึงเป้าหมายวิ่งได้ทุกคน

การวิ่งด้วยบุคลิกอย่างไร  นำไปสู่อะไร  มาเป็นนักวิ่งแล้วต้องรู้

ไม่ใช่เอาแต่วิ่งๆ ไม่ใฝ่ใจรับรู้เลย  ถ้าเป็นเช่นนี้  จะมีแนวโน้มจัดเข้มเกินระดับที่พอดีกับตัวเองทั้งสิ้น  เกินความเป็นตัวเองไป  จนนำพาตัวเองไปสู่ปัญหาวิ่งไม่รู้จบ

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  มีนาคม  2565

.

เรียนรู้ทางอ้อม ว่าทางยังผลให้ฝีเท้าตก ทางไหน

ก็จะได้ตั้งรับได้ถูกทาง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบนั้น

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


การวิ่งทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น

 การวิ่งทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ใช้ชื่อเรื่องแบบนี้ หนาวกันทั้งเมือง

รู้กันใช่มะ?  การวิ่งช่วยให้ติดโควิดง่ายขึ้นตรงไหน

ตรงที่วิ่งแล้วภูมิต้่านทานตก  โดยเฉพาะสายแข่ง

การพัฒนาวิ่งตัวเองจากสายแข่งตอนนี้ยากก็ตรงนี้แหละ

ตะก่อนแค่ระวังฝึกไว้  แต่คำว่าภูมิต้่านทานตก ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ด้วยตัวของมันเอง

ติดเชื้อก็มีแค่เป็นหวัดสามัญ  แต่ตอนนี้ ไม่ใช่ภาวะแบบเดิม

ถ้อยคำที่น่ากลัวไม่ได้อยู่ที่  "โอมิครอน" มากกว่า(ติดแล้วปอด)"ไม่ฟื้นเหมือนเดิม"

คำหลังนี้เป็นคำพิพากษาชีวิตเลยนะ

ที่ว่าโอเมครอนเบากว่านั้น  สถานะลงปอดแล้วกลับเหมือนเดิมหรือไม่จาการที่มันเบากว่า มันอยู่ตรงนี้มากกว่า  แพทย์ยังไม่กล้ายืนยันเลย  ต้องเก็บตัวอย่างกันระยะยาวกว่าจะได้ข้อสรุป

จริงอยู่  นักวิ่งมีภาวะร่างกายแข็งเหนียวทนทานกว่า Average แต่ก็ทนทานในระดับปกติกับปกติด้วยกัน  ไม่ใช่ปกติกับตอนภูมิตก  อันเกิดจากการถลำซ้อมหนักไปหน่อย

สายแข่งนี้ ถ้าจะบอกให้ต้องซ้อมให้พอดีนะ ห้ามหนักไป  ห้ามภูมิตก นี่จะฝึกกันไม่เป็นเลยนะ  บอกให้ออกจากสายแข่งจะง่ายกว่า

ที่ผ่านมา ฝึกวิ่งหนักจนภูมิตก เราไม่ค่อยคำนึงตรงนี้มากนัก  ค่าที่ว่าแบบเดิมตกมาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่  แค่ถึงเป้าหมายวิ่งช้าลงเท่านั้น  แต่ไม่ถึงเป็นคำพิพากษา

ถึงตรงที่สำคัญแล้ว  คำถามจะมาเต็มกล่องเลย  "สายแข่งจะฝึกอย่างไรไม่ให้ภูมิตก"

ไม่มีคำตอบที่แน่นอนจากสวรรค์  ไม่มีใครจะให้ความมั่นใจได้ไม่ว่าจากแพทย์หรือจากโค้ช

"ภูมิตก"   ไม่ได้หมายความว่า ตกแล้วต้องตรวจแล้วเป็นบวกเสมอไป

ยิ่งในสภาพปัจจุบันมันผันผวนมากมาย  แม้จะเป็นลบแล้วก็เชื่อถือไม่ได้อีก  อาจแฝงบวกก็เป็นได้  ในขณะที่เราจะไปตรวจทำไม การตรวจบ่อยครั้งเป็นความเสี่ยงในตัวของมันด้วย

ปวดหัวว่ะ  ที่จะตอบฝึกอย่างไรไม่ให้ภูมิตก  เงื่อนไขการถามนี้ไม่ใช่สังคมปกติ  พวกเราคิดกันอย่างไร  โดยเฉพาะนักวิ่งสายสาธารณสุขทุกสายงาน

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  มีนาคม  2565

.


.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่