การตั้งเป้าหมาย
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ก่อนที่จะวิ่งใดๆ เป้าหมายต้องมีเสียก่อน เพราะแต่ละเป้าหมาย มีพฤติกรรมทำตัวไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ออกตัว ไปจนถึงตลอดกระบวนการเลยทีเดียว
สงบนิ่งและถามตัวเองให้ได้ว่า "วิ่งเนี่ยะ...เราจะเอาไปทำอะไร" ต่างคนต่างจิตต่างใจ ไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย
การเข้าถึงเป้าหมายอะไรด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ ก็จะไม่มีวันไปถึง และไม่มีอะไรจะโหดร้ายกับมนุษย์มากเท่ากับ ไม่ถึงเป้าหมายสักที !!!
เอาละ...ในเมื่อการวิ่งมันดี แต่บริบทรอบๆมันมีพื้นที่ให้เลือกว่าจะเอาตรงไหน เพราะมันกว้างมาก ยากที่จะเอาให้ครบทุกตารางนิ้ว ถ้าโน่นก็จะเอา นี่ก็จะเอา สุดท้ายเป็นนกมีหูหนูมีปีก เลยไม่ได้อะไรสักอย่าง ควรเลือกเอาสักอย่างที่ชัดเจน
การวิ่งเพื่อแข่งขันย่อมเป็นการวิ่งที่สัมพัทธ์ อะไรเร็วกว่าอะไร แต่การวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือวิ่งเพื่ีอชีวิตที่ไพบูลย์ มันย่อมต่างออกไป
ไม่มีสุขภาพใครดีกว่าสุขภาพใคร ไม่มีชีวิตไพบูลย์ไหนดีกว่าชีวิตไพบูลย์อีกคน
เป็นเพียงแค่ว่า วิ่งเพื่อสุขภาพ เมื่อถึงแล้ว มีสุขภาพที่ดี มีความสามารถปกป้องตัวเองจาก ความเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ดูแลตัวเองได้ ไม่สิ้นเปลืองเดือดร้อน รวมถึงการไม่ตายก่อนเวลาสมควร(คำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก)
การวิ่งเพื่อแข่งขันนั้น จะคัดเอาหัวกะทิส่วนน้อยมาเชิดชูเท่านั้น ไม่ว่าแต่ละ Candidate จะเจ๋งเป้งขนาดไหนก็ตาม ผู้ที่ได้รับการยอมรับย่อมมีเพียงหยิบมือเดียว
แต่การวิ่งเพื่อสุขภาพ มันถึงเป้าแบบยกกลุ่มได้ ทุกคนย่อมเข้าถึงภาวะ Healthy ได้ทั้งหมด มันไร้ซึ่งความสัมพัทธ์
การวิ่งเพื่อสุขภาพ จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเปรียบเทียบ พอเข้าถึงการทำตัวที่เหมาะสมถูกต้อง เป็นอันสมบูรณ์ทุกคนไป
การวิ่งเพื่อสุขภาพ แท้จริง ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อสุขภาพตัวของมันเอง แต่มันเป็นเครื่องมือนำไปสู่สิ่งดีอื่นๆ
ทำงานหาเงินแทบตาย แต่ไม่ได้อยู่ใช้เงิน
ความสุขของการดูลูกๆเติบโต จะเกิดขึ้นได้ก่อต่อเมื่อ ดำรงอยู่อย่างมีคุณภาพ ไม่กระเซาะกระแซะ ถ้าติดบ้านติดเตียงจะเปลืองเงินรักษาพยาบาลมากมาย แล้วจะรู้ว่ามันทุกข์
สิ่งนี้ไม่ใช่ของฟรี แต่ต้องจ่ายด้วยเบี้ยประกันที่สม่ำเสมอ 4-5 วันต่อสัปดาห์ ด้วยความเหนื่อยขนาดกลางๆ ไม่หักโหม ไหลไปได้เรื่อยๆ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ที่อัตราชีพจร Heart rate ราว 50-70% (เลือกเอา)
เพื่อให้เราจะได้ถือครองกรมธรรม์นี้กันทุกคน กรมฯนี้ไม่ใช่มีเพียงกรมฯเดียวสำหรับผู้ชนะเลิศ แต่ได้เลยทุกคน ผมว่ามันคุ้มค่ามากนะ
สุดท้ายแม้จะเป็นสายวิ่งแข่งขัน พอวัยย่างมาได้ที่ นักวิ่งทุกคนก็ควรปรับเป้าหมายลงมาสู่วิ่งชนิดนี้ให้ได้ For the rest of my life.
ใครจะมาจากสายแข่ง สายแรง หรือสายโหดใดก็ตาม
สุดท้่ายต้องวิ่งตลอดอายุขัยให้ได้ เพื่อสิ่งที่ดีๆจากวิ่งบังเกิดกับตัวเอง
ตราบใดที่ไม่สามารถยึดกุมสภาพการจ่ายเบี้ยประกัน วิ่งให้เหนื่อย 4-5 วัน ที่ 60% ได้ เงื่อนไขความคุ้มครองก็จะไม่เกิด
สำหรับสายแข่ง เพื่อทำให้ได้จริง ควรหาโค้ชช่วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มอายุเช้าวันอาทิตย์
ค่าที่ว่าความที่ผู้เขียนเห็นมามากแล้ว นี่เป็นวิธีที่สั้นที่สุด ที่กันเราออกจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเยอะมาก
ที่งานหนักและเหนื่อยกว่า คือการยกระดับตัวเอง ให้สามารถ Coaching ตัวเองให้ได้ เชื่อลุงเถอะ
แต่ตอนที่เริ่มวิ่งกับตอนที่วิ่งแล้ว มันเป็นคนละอารมณ์กัน เป้าหมายมันจึงเปลี่ยนได้ แม้เริ่มเพื่อสุขภาพ แต่ วิ่งไปวิ่งมากลายเป็นสายทำความเร็ว ไปสู่สายแข่งในที่สุด ก็ไม่ผิด
ทำได้ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีฝึก เปลี่ยนแม้กระทั่งการทำตัวกินอยู่ให้สอดคล้อง
เครื่องยนต์ Moped ที่แต่ขับเคลื่อนให้ตัวเองและสัมภาระเล็กน้อยเคลื่อนไปได้ ย่อมเป็นคนละเครื่องซีซีกับเครื่องกะบะ หรือรถแข่ง
เมื่อเลือกวิ่งเป้าหมายที่ต่างกัน ทำตัวย่อมไม่เหมือนกัน ต้องทำตัวเสียใหม่ เริ่มตั้งแต่ "ทำใจ" เลยทีเดียว
หลายคนไม่ได้ทำใจ ยังทำตัวเหมือนเดิม แต่เป็นแอบจิต อยากขึ้นโพเดี้ยมบ้าง แต่กลับทำตัวแต่ละอย่าง มองไม่เห็นทางเลย
รู้กันมะ? แชมป์ๆเขาจ่ายเบี้ยประกันที่แพงมากนะ ฝึกแต่ละวัน ความพากเพียรแต่ละเม็ด กระเซ็นออมาทีละหยาด โหย...มันเหนื่อยยากนะ เพื่อถึงปลายทางที่สำเร็จแล้ว มันจะหอมหวานกว่ากันเยอะเลย แต่ต้องเริ่ม "ทำใจ" จ่ายเบี้ยประกันในอัตราใหม่ เพื่อจะได้ถือครองกรมธรรม์เล่มใหม่
นักวิ่งสมควรที่จะทบทวนเป้าหมายวิ่งทุก 2-3 ปีครั้ง ว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ยังคงอยู่ เพื่อตัวเองจะได้ทำตัวที่สอดรับกับเป้าหมายนั้น
บางคนลงขอดอ้่าวๆ แต่ปากบอกเพื่อสุขภาพแก้ขวย ชีวิตต้องลงแส้บ้างเพื่อความสำเร็จที่หอมหวาน มันจะแตกต่างกันมากนะ ต้องทนรับกับความที่อาจผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าให้ได้ ยังหนักแน่นที่จะตั้งใจต่อไปแม้ PB ไม่ยอมแตก
ต้องอดทนต่อความจ๋อยให้ได้ ความสามารถทนตรงนี้ได้ ถือเป็นต้นทุนการจ่ายเบี้ยประกันอย่างหนึ่งนั่นเอง กว่าครึ่ง เลิกราไป แต่บางคนยังปักหลัก พวกนี้ ควรได้รับปันผล
การสารภาพตามตรงออกมากับตัวเอง เพื่อให้เราได้รู้ว่า เราต้องทำและไม่ต้องทำอะไรบ้าง
ตราบใดที่ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความ(อาจจะ)ล้มเหลว อย่าได้เผยอมาขอสอยดวงดาว
เป้าหมายใหม่ที่เคลื่อนคล้อยออกมาหลังเริ่มวิ่งไปบ้างแล้ว ถ้าจะมีมา ต้องเป็นระดับที่ระทึกพอสมควร
มันจะเกินปัจจุบันที่ทำได้ไปแน่ แต่จะไปถึงขนาดไหน ต้องเป็นระดับที่นึกถึงแล้วระทึก แต่ให้ระวังติดกับความพยายามหลีกหนีความจ๋อย ด้วยการแอบตั้งเป้าไว้ต่ำ หรือนานเกินไป จนมันจืด ความระทึก คือเชื้อมูลที่จำเป็น
แต่ก็อย่าให้ห่างออกไปมาก การตั้งเป้าไว้สูงเกินไป ยังผลให้จืดไปเลยทีเดียวอีกทางหนึ่ง
บอกไม่ได้ว่า ต้องใช้กฎ 10% เพราะตรงนี้ ใช้กฎนี้ไม่ได้ ขอบข่ายมันกว้างมาก
ทำให้นึกถึงทริปจักรยานไปปักกิ่งของผมเอง เมื่อ พ.ศ.2553 ที่ผู้เขียนทำมันเพิ่มขึ้นไปถึง3 เท่า (300%)ของความสูงที่สุดที่เคยทำได้ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้
มันจะเพิ่มได้แค่ไหน ขึ้นกับหลายปัจจัยมาก ระยะเวลา? ต้นทุนเงินตรา? ต้นทุนความเหนียวแน่นร่างกาย? ต้นทุนความกระหาย ?
ย้อนกลับไปเพื่อถ่ายทอดให้พวกเราฟัง ที่ผมดีเดือดตั้งเป้าหมายทะลวงไส้ไปถึง 300% ได้เพราะวิธีคิดโดยแท้
เพราะคิดแบบเดิม ผมหมุนล้อไม่สำเร็จ เพราะเราคาดหวังว่าพอมีเค้่าสำเร็จบ้างจะจึงกล้าตัดสินใจสุดท้าย
แต่หาตระหนักไม่ว่า ด้วยการคิดเช่นนี้เอง ที่ทำให้ผมหมุนล้อไม่ได้เสียที โน่น ต้องรอให้พร้อมก่อนถึงจะไปจริง
แต่เพราะความจริงที่ชีวิตมันพลวัต ที่พร้อมแล้ว ขณะที่รออย่างอื่นพร้อมอีก มันกลับกลายเป็นไม่พร้อมอีก เก็บเงินต้นทุนเดินทางได้มากพอ วิกฤต 2540 กลับจนลงกว่าเดิม ถือว่าเป้าหมายถอยหลัง
จึงตรองแล้วเห็นว่า ถ้าคิดกับมันเยี่ยงนี้ คือผิดพลาด ยิ่งนับวัน ยิ่งห่างออกมาอีก
ผมจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็น
"ไปครั้งนี้เพื่อไปเอาบทเรียน" ไม่ใช่ไปเพื่อความสำเร็จ เพื่อการเดินทางยกต่อไปจะได้มีบทเรียนมาแก้มือ ว่าต้องเสริมจุดไหน
คิดอย่างนี้ เชื่อมะ !!! ทำได้เลย สำเร็จตั้งแต่ยกแรก
การลังเลออกเริ่มฝันใดไม่ได้ของบางคน อาจต้องการเพียงวิธีคิดใหม่ๆที่ปรับให้เข้ากับจริตของตัวเองอีกระดับหนึ่ง
สำหรับผม การเดินทางไปปักกิ่งครั้งนี้ คล้ายกับเดินทาง Zen ที่ทะลุออกมาจากผนังกระดาษบางๆสู่ห้องใหม่อย่างกระทันหัน ที่หากตัวเองปราศจากวิธีคิดใหม่ๆ ในเป้าหมายใหม่ๆ ย่อมไม่สามารถจัดการมันได้
ยอมรับว่า หากเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ชีวิตที่ย่างไปข้างหน้า จะไม่มีวันเหมือนเดิมเด็ดขาด
Pain is temporary but prides are forever.
เป้าหมายที่ดี คือเป้าหมายที่ แม้จะไม่บรรลุตอนนี้ แต่ก็ยังความไพบูลย์ให้เราได้ทุกโมงยาม
.
.
กฤตย์ ทองคง
16 มีนาคม 2564
.