Wednesday, May 20, 2020

ความถูกบดบัง

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
"ความถูกบดบัง" คือสิ่งที่ควรจะได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจ จะได้ทำให้ถูก กลายเป็นยาก จนถึงอาจทำไม่ได้เอาเลย มาจากการถูกบดบัง

จากตัวหลักการที่เราจะไม่เพิ่มความเข้มข้นฝึกหนักมากกว่าเดิม 10% จากหลักการแช่เย็นฝึกซ้ำ Repeat และการสังเกตตัวเอง Listen your body เป็นหลัก
จะช่วยให้ผู้วิ่งปกป้องตัวเองจากการได้รับบาดเจ็บจากวิ่งอย่างชัดเจนและเป็นไปได้จริง

แต่ในการลงมือปฏิบัติแล้ว กลับไม่ง่าย ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความยาก หรือเพราะความจำกัดของสติปัญญา แต่พวกเราส่วนมากถูกบดบัง

การสังเคราะห์ว่าแผนฝึกของตัวเองให้มีเส้นแดงไม่เกิน 10% นี้อยู่ตรงไหน ไม่ใช่เรื่องที่ยากซับซ้อนจนหยั่งไม่ถึง แต่เพราะมันมีอะไรบางอย่างมาแย่งซีนความสนใจให้เขวออกไป

การซ้อมไม่ถึงตามที่ตั้งใจเพื่อไปสนามที่สมัครไว้ ได้แค่เกินครึ่งมาหน่อยเดียว ไม่พอแน่นอน

แต่เพราะสภาพที่สมัครไว้แล้ว ทำให้การตัดสินใจนาทีสุดท้าย ไม่ฉะฉานเท่าที่ควร

การตัดสินใจไปสนาม ไม่เท ทำด้วยความลังเล มีความเสียดายเข้ามาแทรก เสียดายค่าสมัคร เสียดายโอกาส ต้องรอใหม่ถึงปีหน้า หรือตั้งใจจะเก็บเหรียญสนามดวงใจนี้ให้ครบทุกปี การพลาดไป ทำให้เก็บได้ไม่ครบ ความตั้งใจที่เคยเซ็ทไว้ชะงักงัน

เพื่อให้ลุล่วงอุปสรรค กฎทองคำจึงถูกละเลยง่ายมาก "ลงก็ลง" เป้าหมายที่ฝันหวานจะถูกลดระดับจากที่น่าจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ มาตามหนี Sweeper เอาพอถึง ทัน Cut off

ตายละ แทนที่วิ่งไปจะมีพัฒนา กลับถอยหลัง?!!

ตรรกทำนองเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับกรณีบาดเจ็บด้วย ตอนสมัครยังสด แต่มาเจ็บเอาตอนฝึกเตรียมลงแข่ง หลังจากนั้น และหายไม่ทัน ควรจะต้องไม่ลง แต่แค่คิดก็ใจสลาย เสียดาย "ลงก็ลง" ถูกวางยาเสริมให้สติเพี้ยนจากสหายวิ่งอีกครั้ง

"อยู่ที่ใจ"
"กลัวไร"
"เจ็บได้ก็หายได้"
"นักรบต้องมีบาดแผล"
ฯลฯ

สารพัดปลุกระดมความฮึกเหิมในเรือนร่างที่กะรุ่งกะริ่ง

แค่เป้าหมายหนี Cut off จากที่ควรจะต้องไม่วิ่งเลย อาการก็แสดงตัวแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ครึ่งทาง ที่เหลือใช้ความอดทนแถกเหงือกปลาหมอต่อไป

จากคำแนะนำให้หยุดแต่ต้นมือเมื่อสัญญาณวาบแรกปรากฏ กลายเป็นเลยมาถึงเจ็บจริงแล้วก็ยังหยุดไม่ได้

แทนที่จะทิ้งทุกอย่าง เก็บที่สำคัญอย่างเดียว เป็นเก็บทุกอย่าง เอาทุกเม็ด ทิ้งไอ้ที่สำคัญอย่างเดียวนั้น คือรอยร้าวเรือนร่างตัวเองไม่ให้มีรอยประทับอยู่ เพื่อแลกกับไอ้เหรียญธรรมดาสนามเดียว เอาชีวิตวิ่งทั้งชีวิตไปแลกมันไว้ !!!

คุ้มตายละ...เอ่ยเตือนมาแบบนี้ คือโกรธ

แท้จริงประเด็นของเรื่องคือ "การลำดับความสำคัญ ใดสำคัญที่สุด ใดรองลงมา ใดทิ้งไปได้เลย ตามองศาดีกรีลดหลั่น แต่มันกลับเพี้ยนไปหมด เพราะความถูกบดบัง ไม่ใช่เพราะสติปัญญา

ใครจุดใต้ตำตอ อย่าโกรธ เพื่อตัวของเธอเอง ไม่ใช่เพื่อใคร

ว่างๆทำใจเย็นๆ ค่อยๆไตร่ตรองไป พินิจให้รอบด้านทุกมุม

อะไรที่สำคัญที่สุดของเราที่ควรเชิดชู เหรียญอันนี้ งานนี้ หรือความสามารถวิ่งได้ตลอดอายุขัย ไม่เสี่ยงกับการหยุดวิ่งถาวรตามแบบอย่างของรุ่นพี่ที่จากไป ออกจากวงการ

แม้จะครองถ้วยเต็มบ้าน แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนวิ่งแล้ว ไม่มีอะไรจะอัปยศสำหรับคนวิ่งไปมากกว่า "การวิ่งไม่ได้" อีกแล้ว

เมื่อชัดเจนขึ้น ความโกรธจะเย็นลง "การจัดการอย่างใหม่ๆ"จะถูกเซ็ทขึ้นอัตโนมัติ ก่อนสิ่งใดที่หนักที่สุดจะชิงมาเกิดขึ้นก่อน

การสะสมความเครียดล้ามาเป็นเวลานานต่อเนื่องโดยไม่เจ็บก็ยังหลงเหลืออยู่ ชวนให้หลงทาง แต่หลายราย เพียงการเคาะเบาๆครั้งสุดท้าย เส้นแห่งการร้าวถาวรที่ไม่มีทางประสานได้แล่นผ่าใจกลางเรือนร่าง หลังจากประหลาดใจว่านานแล้วทำไมไม่หายเสียทีไปสู่ใจที่สลายอีกทอด เมื่อประจักษ์ความจริง !!!

มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพที่เราต้องเรียนรู้และพยายาทหลีกเลี่ยงการสะสมความเครียดล้าให้มากที่สุด

การขีดเส้นแดงอนุญาตให้ตัวเองสะสมความเครียดล้าได้แค่ไหนคือสูงสุด ต้องถูกกำหนดขึ้นมาจากตัวเอง และเราเพียงโลดแล่นอยู่ใต้เส้นแดงนั้น

พลันที่เราอาจล่วงล้ำเส้นแดงขึ้นมาเพราะอะไรก็แล้วแต่ ทันทีที่รู้ตัว ทุกสิ่งต้องถูกโยนทิ้งทั้งหมด และไต่ลงมาอย่างเร่งด่วน

สิ่งนี้นักวิ่งร่วมสมัยไม่ได้คิดเตรียมไว้ วันๆหมกมุ่นอยู่แต่กับว่า "ฉันจะไปให้ถึงที่สุดตรงนั้นได้อย่างไร"

แต่นั่นแหละ ทุกความฝันที่สวยหรูใดๆ ต้องถูกกำหนดลิมิตด้วยเส้นแดงก่อนการแตกดับเสมอ

สิงนี้ต้องการการขีดเส้นใต้ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยเตลิดฝันหวาน

แล้วอย่าลืมด้วยว่า เส้นแดงนี้ มันไม่ตายตัว อยู่ตรงไหนแล้วจะอยู่ตรงนั้นตลอดไป มันขยับขึ้นลงตามความฟิตที่เปลี่ยนไป ตามการฝึกที่เกาะติด ตามเหตุผลวิทยาศาสตร์การกีฬาที่สมเหตุสมผล

ที่มีการใช้"ใจ" เพียงไม่กี่ัปอร์เซนต์เท่านั้นเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
20 พฤษภาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่