Tuesday, March 3, 2020

ใช้สามัญสำนึกพัฒนาตัวเองได้แน่

ใช้สามัญสำนึกพัฒนาตัวเองได้แน่
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การที่คนเราจะวิ่งได้เก่งนั้น มาจากต้นทุน2-3 แหล่ง

ต้นทุนร่างกายที่เติบโตมาจากพันธุ์ที่มีแนวโน้มที่จะวิ่งได้ดีกว่าอีกคนในเงื่อนไขฝึกเท่าๆกัน(กรรมพันธุ์) (ตรงนี้ขอละไว้)

และต้นทุนด้านความพากเพียรบากบั่นที่เป็นนิสัยใจคอเข้ามาเสริม

ยังต้นทุนที่เป็นประสบการณ์กีฬาเก่าก่อนที่มาวิ่ง มีอะไรมาบ้าง

ยังไม่พอ ยังมีต้นทุนการรับรู้ว่าวิธีการวิ่งที่ถูกต้อง(องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา) แต่ก็เพียงแต่เสี้ยวส่วนเดียวเท่านั้น แต่ประสบการณ์ชีวิตและสามัญสำนึกต่างหาก ที่มีความสำคัญมาก

และกว่าจะหล่อหลอมสิ่งสังเคราะห์แต่ละชิ้นจิ๊กซอว์ที่หลากหลาย เข้ามาให้ได้สอดรับกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน หมักบ่มที่นานพอเพียง เราย่อมเก่งขึ้นมาได้ในที่สุด

ตัวอย่างที่ผู้เขียนใช้สามัญสำนึกล้วนๆ ปราศจากวิทยาศาสตร์การกีฬาใดๆเลยก็คือ

ครั้งที่ผมครุ่นคิดเกี่ยวกับทำอย่างไร เราจะวิ่งเร็วขึ้นมาได้เมื่อยี่สิบปีก่อน

เราต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง นั่นคือ "วิ่งต้องเร็ว" ที่ตรงนั้นมัน Stressเรือนร่างของเราเอามากๆ ส่วนที่สองคือ "ความอึด" ที่เป็นความทนทาน แม้จะยังผลให้ความเร็วลดลงไปบ้าง แต่มีความเหนียวแน่นแกร่งในที่แตกหักยากขึ้น เข้ามาแทน

สองลักษณะนี้ น่าจะเป็นคุณสมบัติตัวเรา ที่ทำให้วิ่งได้ดีขึ้นนั่นเอง

เพราะเท่าที่สติปัญญาเราตอนนั้นมองเห็นหยาบๆ ก็เพียงสองปัจจัยนี้เท่านั้น ที่จะทำให้คนเราวิ่งเร็วกันขึ้นมาได้

ถ้านักวิ่งใด เร็วแต่้เพียงอย่างเดียว ตอนท้ายย่อมตกเร็วเสมอ อันนี้เป็นสัจจธรรม ก็จะโดนแซงตอนสิ้นเรี่ยวแรง แสดงว่าความเร็วที่ทำเอาไว้ตอนต้น สามารถล้างมันได้จากความที่อึดกว่าต่อมา

แต่ขณะเดียวกัน นักวิ่งใดที่ดีแต่อึดและเร็วไม่พอ ก็จะโดนแซงอีกนั่นแหละ แม้จะเข้าเส้นชัยก็ตามแต่ถ้าเข้าหลังเขาก็ไม่มีความหมายอันดับรางวัล
.
.
คนที่เข้าเส้นก่อนเราแม้จะเข้าอย่างหมดสภาพ สะบักสะบอมไม่สดใสแบบเรา
ความที่เราเหนือกว่าแห่งสภาพ หาได้เข้ามาเป็นแต้มต่อใดๆไม่ ถ้าเพียงเขาสามารถระดมสรรพกำลังรีดออกมาได้ทุกเม็ดในนาทีวิกฤต
เข้าเส้นก่อนไปแล้ว ไม่มีใครพูดถึงเรี่ยวแรงที่เรายังเหลืออยู่
จากทั้งสองกรณีจะเห็นว่า การที่มีเพียงคุณสมบัติเดียว เร็วหรืออึด ไม่ได้เป็นลักษณะที่พอจะชนะได้
แต่เราต้องมีทั้งสองลักษณะ ให้ถึงเส้นชัยก่อนใครนั่นเอง
นี่คือชิ้นจิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่ผู้เขียนใช้สามัญสำนึก มิใช่วิทยาศาสตร์การกีฬาใดๆ
สัจจธรรมจากสามัญสำนึกชิ้นที่สองของผู้เขียน คือ "ทุกอย่างต้องฝึก" ต้องหัดทำก่อนมาล่วงหน้า ไม่มีใครที่เก่งมาแต่อ้อนแต่ออก ที่ถ้ามีก็น้อยมาก
แต่ถึงมี หน้าที่ผู้วิ่งจะต้องไปขยายสิ่งที่เก่งดีอยู่แล้วให้ขึ้นไปอีก
รายที่อ่อนด้อยด้วย ก็ต้องฝึกปรือขึ้นมาเท่าเทียมด้วยหลักการเดียวกัน
.
รวมความว่า ไม่ว่านักวิ่งจะมีพรสวรรค์หรือไม่ เขาก็ต้องฝึกเพิ่มเสมอ
ป่วยการที่จะมานั่งถกเถียงกันว่าตัวเรามีพรสวรรค์ทางวิ่งหรือไม่ ในเมื่อไม่ว่าจะสรุปออกมาได้อย่างไรทางไหน ไม่ว่าโลกเราจะมีพรสวรรค์หรือพรแสวงเป็นตัวขับเคลื่อน เราจะหลีกเลี่ยงการบากบั่นพยายามไม่ได้เลย
ความพากเพียรพยายามยังต่องครองบทบาทนำในการลงมือปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นกีฬาใดก็ตาม
ความพากเพียรมานะอดทน ย่อมเป็นคุณสมบัติแบบเหมาหมด สำหรับนักวิ่งพรสวรรค์หรือพรแสวงก็ตาม
ที่ต่อมา วิทยาศาสตร์การกีฬาก็ได้ให้หลักการที่สอดคล้องกับวิ่งที่เราใช้นั่นเอง เพียงแต่เรียกมันด้วยคนละถ้อยคำ
วิทยาศาสตร์การกีฬา บอกกับเราว่า การฝึกใดๆก็ตาม ต้องเป็นไปตามกฏแห่งความจำเพาะเจาะจง Law of Specific
ต้องการความเร็วให้ฝึกเร็ว ต้องการให้ได้ความอึด เราต้องฝึกอึด
ถ้าต้องการทั้งสองอย่าง ต้องฝึกทั้งสองอย่าง
ผู้เขียนจึงเข้าถึงวิธีการฝึกวิ่งที่ถูกต้องนี้ด้วยสามัญสำนึก ส่วนเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา เพิ่งมายืนยันเอาในภายหลัง
ผู้เขียนฝึกความอึดใน LSD (Long Slow Distance) จากการวิ่งยาว
ผู้เขียนฝึกเพิ่มสมรรถนะการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการลงขอด ยกระดับประสืทธิภาพของการถือครองกรดแลคติคใน Tempo และกิจกรรม Speedworks ทั้งหลาย
.
และด้วยสามัญสำนึกอีกเช่นกันที่บอกเราว่า การทำทั้งสองสามอย่างไปพร้อมๆกัน เราไม่น่าจะทำได้ดีเท่ากับอย่างเดียวทำทีละอย่าง
ประสิทธิภาพที่ได้รับจากการทำพร้อมๆกันจะถูกลดทอนลงโดยปริยาย
เราพบเห็นความประการนี้มาจากประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็กมาเลยทีเดียว ไม่ต้องมีใครมาเน้นย้ำ
ปัญหาที่ว่าถ้าการฝึกทีละชนิด วันจริง เราจะสามารถระดมลักษณะที่ถูกฝึกออกมาพร้อมๆกันได้หรือไม่ ผู้เขียนยังไม่แน่ใจ
ที่ได้รับการยืนยันจากบรรดาเหล่าเพื่อนโค้ชหลายท่านว่า "เราระดมออกมาได้แน่ในเงื่อนไขเตรียมพร้อที่เหมาะสม"
แม้จะไม่เท่ากับการทำอย่างเดียวในตอนซ้อมก็ตาม
ค่าที่ว่า ในการทำพร้อมกัน มันย่อมมีข้อเสียเอกอุ คือ การเพิ่มอัตราเสี่ยงบาดเจ็บ
(Injury risk) และผลดีจากการฝึกเรียนรู้ไปในสภาพเหมือนจริง แต่ความเสี่ยงมันมากกว่า จึงมีบางไอเดียเสนอว่า
ต้องแยกทำ ฝึกมันคนละ Session เปิดแนวรบทีละด้าน อย่าประเดประดังซ้ายก็เอา ขวาก็เอา เราอาจพ่ายศึกโดยง่าย
.
การไม่เปิดศึกสองด้านจะได้เท่ากับระดมสรรพกำลังเด็ดขาดไปกับอีกฝั่งให้ลุล่วงเสียก่อน ที่จะได้จัดการกับฝั่งอื่นต่อไป คือเคล็ดลับของซุ่นวู่ ปรมาจารย์พิชัยสงครามเอ่ยไว้ นำมาประยุกต์กับศาสตร์แห่งการงึกวิ่งระยะไกล
นั่นคือฝึกเร็ววันหนึ่ง ฝึกอึดอีกวันหนึ่ง
วันที่ฝึกอึดคือยาว ที่ห้ามเร็ว
วันที่ฝึกเร็วห้ามยาว เพื่อมิให้ทั้งแรง Stress
จากทั้งยาวและแรงมาบีบเค้นให้เรือนร่างบาดเจ็บ
พอหมักบ่มฝึกได้ที่ ก็ออกมาลองวิชา หนักทั้งหลายด้านในวันแข่งพร้อมๆกัน แต่อย่าให้บ่อย
อย่าแข่งติดกัน
ป้องกันภาวะสะสมความเครียดล้ามิให้ท่วมระบบ ด้วยการนานๆทำที ทำแล้วพัก อย่าเพิ่งไปฝึกต่อ รอให้ร่างกายฟื้นก่อน ค่อยกลับไปทำทีละอย่างต่อไป
และถ้าจะมีคุณสมบัติของนักวิ่งระยะไกลอะไรอีกบ้าง เราก็ต้องจัดการแบบนี้อีกเหมือนกัน
คือแยกออกมาฝึก และวันนั้นฝึกตรงนั้นที่เดียว โดยระงับตรงอื่นๆไว้หมด
เพื่อให้รุ่งขึ้นก็ไปฝึกอีกลักษณะต่อไป
วันจริงเราจะงัดเอาออกมาใช้หมดเลย
.
คำถามคือ ถ้าเราเกรงว่าจะบาดเจ็บจากการ Stressพร้อมๆกันหลายทาง วันจริงมันมาหลายทางจริง มีมาทดสอบเราทั้งความเร็วทั้งความยาว อย่างนั้นจะไม่เจ็บหรือ ?
เป็นคำถามที่ดีครับ.....ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอก หญิงที่สวยงามและขยันการงานดีพร้อมในคนๆเดียวกัน ที่เราควรจะเลือกร่วมหอลงโรงด้วยมันมีน้อยหรืออาจหาไม่ได้เอาทีเดียว
แต่มันพอจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่ พอจะมีความขยันการงานรับผิดชอบที่ดีส่วนหนึ่ง ในขณะที่ต้องลดความคาดหวังสวยงามลง เหลือพอแค่ไม่ขี้เหร่ก็เอาได้แล้ว
นี่คือวิ่งที่เราอยู่กับโลกที่เป็นจริง ที่เราสามารถยังเลือกได้
.
การที่ร่างกายถูก Stress หลายๆอย่างพร้อมกัน แต่ถ้านานๆทำทีด้วยท่วงท่าปราศจากการสะสมความเครียดล้า เราย่อมทำได้แน่ ขอให้อย่าทำบ่อย ด้วยความคะนองเหิมเกริม
การไปแข่ง คือ วันนั้นนั่นเอง
วันที่เราไม่สมควรจะทำบ่อย จนกว่าจะมีการฟื้นตัวที่สมบูรณ์แบบ ตามด้วยการฝึกต่อ ต่อด้วย Taper เพื่อคืนความสดและ Perform อีกครั้ง
นี่คือวิถีที่สามัญสำนึกที่ถูกใช้ในการวิ่งระยะไกลเกือบล้วนๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม หากผู้วิ่ง วิ่งด้วยสามัญสำนึกที่เต็มเปี่ยม และใช้ร่างกายให้มันสุดศักยภาพ เราย่อมเข้าถึงองค์ความรู้วิ่งระยะไกลได้แน่(แต่อาจไม่ทั้งหมด) ที่เหลืออาจจะต้องค้นคว้าบ้าง มีกูเกิ้ลให้ถาม มีเพจวิ่งให้ปรึกษา ก็ว่าไป
.
ทั้งหมดนี้คือ วิถีที่นักวิ่งรุ่นพี่ๆที่พวกเราเติบโตกันมา ยุคสมัยที่ไม่อนุญาตให้เรามีเครื่องไม้เครื่องมือวิ่งที่มากมายใดๆ
แม้กระทั่งนาฬิกาก็มีเพียงแบบจับเวลาเดินหน้าอย่างเดียว ก็เพิ่งมีมาในระยะหลังไม่นานมานี้เองที่ผูกติดข้อมือนักวิ่ง
ดั้งเดิมทั้งสนามมีแต่นาฬิกาเพียงเรือนเดียวคือเรือนใหญ่จับเวลาแบบเข็มที่ห้อยคอโค้ชเท่านั้น
ปุ่มไม่ใช่แบบเม็ดมะยม แต่ลูกมะยมทีเดียว
พวกเราวิ่งกันแบบตัวโล่งๆ
นีกวิ่งทุกคนถูกสถานการณ์แข่งขันเร่งเร้าให้ใช้ทุกผัสสะระดมมาจัดการรับมือกับปัญหาวิ่งทุกชิ้น
แต่เราก็พัฒนามากันจนได้จนถึงทุกวันนี้ และผลประกอบการพบว่าเรายังเร็วกว่าพวกเราทุกวันนี้โดยเฉลี่ยอีกด้วย
สิ่ว้หล่านี้ เป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่วช่เพราะประสามนับร๔่ของพวกเราว่ได้ถูกใช้งาน ไม่ได้สังเกตและพัฒนาหน่วยหารรับร๔้นี่เอง เอะอะอะไรก็เชื่อนาฬิกา
ไม่ได้อวดอ้างว่สตัวเองมาจากสามัญสำนึกล้วน ความรู้หลายอย่างมาทีหลัง เช่นคุณสมบัติชองความประสานร่วมมือกันระหว่างประสามรับรู้กับกล้ามเนื้อที่ต้องฝึกหัด Neuro Muscular Coordinator จากการฝึก Drills และการวิ่งในพื้นที่ Cross Country บ้างเป็นระยะๆ ที่นักวิ่งต้องจัดให้มีบ้าง
ที่มาถึงตรงนี้ เราสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนัก คลิกเข้าไปในยูทูปว่า Running drills มันจะออกมาให้ดูเป็นร้อยๆ ปัญหาตือไม่ยอมทำกันต่างหาก
แต่ก่อนสนามสเตเดี้ยมอย่างที่เห๋นทุกวันนี้มีน้อยมาก พื้นผิวที่มีเป็นกินลูกรัง ไม่ใช่ตาตั้น นอกเขตเมืองไปมีแต่ป่าเขากับทุ่งนา เราก็พัฒนาฝีเท้าด้วยระบบนี้ กับการไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า ไอ้ Neuro Muscular Coordinator มันคืออะไร แต่เราฝึกมันอยู่ทุกวัน เท่าพวกเราจึงแพลงน้อยมากกว่านักวิ่งสมัยนี้ด้วยซ้ำ !!!นี่คือเรื่องจริง
.
นักวิ่งร่วมสมัย มีอุปกรณ์หลายอย่าง แต่กลับใช้สามัญสำนึกธรรมดาน้อยมาก แต่ด้วยคำถามที่มากมาย
ถามมาแบบฟังแล้วรู้เลย ไม่ได้เคยผ่านการทดลองทำมาก่อน
การได้ลองทำในก่อนบ้าง ปริศนาคลุมเครือหลายประการจะชำระของมันเอง ในประสบการณ์ลงมือทำไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง
การเข้าถึงความรู้ของเด็กสมัยนี้ แม้การตามไปเฉลยทุกคำถามก็เถอะ ก็หาได้หายสงสัยไม่ ตราบใดที่ไม่ลองทำไปพร้อมๆกัน
ผู้คนถูกการศึกษาในระบบมะเร็งเก็งกอย
หล่อหลอมมาให้เป็นคนเช่นนี้เองจากการหมักอยู่ในระบบโรงเรียนนานเกินไป
ทุกชั้นของความรู้ ต้องมาจากที่อื่น และต้องมีวิจัยให้อ้างอิง ตัดขาดจากการรับรู้ที่มีตนเองอยู่ในนะบบด้วย ปฏิเสธตัวเองว่าเป็นผู้หนึ่งในกระบวนการรับรู้และสร้างองค์รู้ได้ ปฏิเสธสามัญสำนึก นิยามมันคือเออเร่อและไบแอซ
.
เขียนเรื่องเหล่านี้ทำไม
เขียนมาเพื่อบอกให้พวกเราเข้าใจว่า เนื้อหาที่สำคัญของการวิ่งระยะไกลอยู่ที่ไหน
เครื่องมือใหม่ๆถ้ามันจะเป็นเครื่องช่วย ก็ให้เป็นเครื่องช่วยงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ให้ยุ่งยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น สิ้นเปลืองมากขึ้น เฟอะฟะมากขึ้น
ตราบใดถ้าใช้แบบ Manual ได้ ควรลงมือใช้เลย พัฒนาผัสสะตัวเราเองรับรู้เข้าไปหา ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างต้องผ่านเครื่องมือ
มีอย่างที่ไหน วิ่งโซน5 นานเป็นชั่วโมงได้ ยังเชื่อเครื่องมือนี้อยู่ต่อไปอีก ทั้งๆที่มันขัดแย้งกับสภาพวิชาการอย่างโจ่งแจ้ง
กราฟที่แดงเถือกปานนั้น ป่านนี้ตายไปนานแล้ว ยังเอามาอวดกันอีก บอกให้รู้ว่า องค์ความรู้พื้นฐาน เดี้ยงสนิทเลยแบบนี้
ถ้าเรามีความเข้าใจกับเนื้อหาที่เป็นจริงของเรือนร่างมนุษย์ เข้าใจการทำงาน ของกลไกร่างกายประสานกันอย่างไร ถ้ามันให้โซน 5 ออกมาทั้งอาการสดใสดีตลอดการฝึก ควรสังหรณ์มันและถอดมันออกวางลงไปนานแล้ว ไสยล้วนๆ หลงปลื้มกันไป
.
การไม่มีโค้ช ยืนเคียงข้างเรา จะต้องไม่ใช่ข้อจำกัด และเป็นจุดตายของการพัฒนาวิ่งของเรา
ถ้าเราใช้สามัญสำนึกให้มากเราจะพัฒนาวิ่งได้เอง
วิ่งทุกวันนี้ ต้องทยอยเขยิบการรับรู้ไปวันละเล็กละน้อยสานก่อถักทอความรู้ใหม่กับการลองปฏิบัติเองอยู่ทุกวัน
เราย่อมเข้าถึงตัวองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาได้แน่
การเป็นโค้ชตัวเอง ยังมีความจำเป็นอยู่ และการมีโค้ชจริงอาจจะยังขาดแคลนไปอีกนาน
เมื่อดีมานด์ในสังคมทุนนิยมที่มากพอ ย่อมจะมีซัพพลายออกมา เตรียมรับมือโค้ชคิดเงินมีมาแน่ แล้วไม่ถูกราคาเลยด้วย
ทั้งๆที่สิ่งจำเป็นกับยุคสมัยที่นักวิ่งต้องพัฒนาคือ การพึ่งพาตนเองและสามัญสำนึกต่างหากที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นใด
.
.
กฤตย์ ทองคง
4 มีนาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่