Friday, September 25, 2020

ตึกแถวสามชั้นกับคอนโดยี่สิบชั้น สร้างต่างกัน

 ตึกแถวสามชั้นกับคอนโดยี่สิบชั้น สร้างต่างกัน

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

เกือบทุกคนเมื่อเริ่มเข้ามาวิ่ง ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสุขภาพหรือวิ่งเพื่อควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น

แทบจะหาไม่ได้เลยที่มีเป้าหมายวิ่งเอาอันดับตั้งแต่แรก

แต่พอวิ่งมาได้สักระยะ พบว่าพัฒนาขึ้น  เป้าหมายเดิมชักเหิมเกริม ถูกป้ายยา

ตึกแถว3 ชั้นริมถนนที่สร้างมาแล้วอยากต่อเติมให้เป็นคอนโด20ชั้น

ไปสืบมาว่าต้องฝึกอย่างไร  เขาว่า  "ต้องลงขอด"

แต่ตัวความรู้ที่ไปสืบมานั้น ไม่ได้บอกว่าต้องปูพื้นความแข็งแกร่งเสียก่อน  คิดว่าก็แค่วิ่งเร็วเป็นเที่ยวๆ น่าจะพอไหว  แต่กลับหยั่งไม่ถึงความโหดของการวิ่งเร็วมัน Force เรือนร่างว่ามันขนาดไหน

สิ่งแรกจากเงื่อนไขเดิมๆมันบอกว่า "สร้างไม่ได้"  ต่อให้สร้างได้ ตึกก็จะถล่ม  แค่ต่อเติมได้นิดๆหน่อยๆ ถ้าต่อมากขึ้น ต้องดูฐานราก  ยิ่งมากแตกต่างจากเดิมเยอะไม่คุ้มความเสียหาย...อย่าสร้าง

จะได้ตึกแบบใหม่นั้น ต้องมีแผนเฉพาะ  มีพิมพ์เขียวลงเข็มลึก  เข็มใหญ่  ไม่ใช่เข็มสามชั้น

แค่ต่อเติมดาดฟ้าตีหลังคากั้นห้องเป็นชั้นที่ 4 ตกแต่งสวย  พอได้  การฝึกนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ให้ชนะในรุ่นวัยไล่เลี่ยกันนั้นเสี่ยงน้อยหน่อย  แต่ถ้าโลภมากหวังเอาเยอะ สรุปว่าบางที อาจไม่ได้อยู่เลย ทั้งสามชั้นด้วย  โดนตึกกลบร่างอีกต่างหาก

การจะวิ่งเอาดีไปประกวดวิ่งในวัยผู้ใหญ่ เพื่อให้ชนะผู้ใหญ่ด้วยกัน  ต้องมีประสบการณ์วิ่งหมักบ่มมาตั้งแต่เด็กๆจึงจะได้เปรียบ   แผนฝึกที่ต่อเนื่องจะส่งเป็นทอดๆ กว่าจะถึงโพเดี้ยม ระยะทางยาวไกล

บอกสั้นๆว่า มันไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิด  เคนย่า เกือบทุกตัว วิ่งมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก  อายุราชการวิ่ง เกือบเท่าอายุร่างกาย  เราคนไทยมาวิ่งเอาเมื่อเข้ากลางคนแล้ว ย่อมมีความจำกัด  มันหมักบ่มเข้าฝักสู้เขาไม่มีทางได้

ยิ่งนิสัยตามใจได้คือไทยแท้ อย่างที่คุ้นๆกัน ยิ่งทำให้ความยากมากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่พ่อบางคนปั้นลูกให้เป็นนักวิ่งแข่งขันตั้งแต่เล็กๆแบบที่เห็นในบ้านเรา

วัยน้อยๆไม่ควรวิ่งไกล แต่ต้องเริ่มวิ่งบ้างแล้ว จากระยะสั้น ทยอยเก็บพรรษาและประสบการณ์ บ่มเพาะความรักกีฬามาแต่เล็ก  กันเด็กออกห่างจากอบาย

ทยอยเพิ่มระยะตามวัยที่เพิ่มขึ้น  วัยที่ต่ำกว่า 20   อย่าว่าให้วิ่งมาราธอนเลย  แค่ฮาล์ฟ ก็ยังไม่ควรด้วยซ้ำ

ประสบการณ์กฤตย์ตลอดหลายสิบปีเจอมา  ไม่เห็นเด็กไหนที่ผู้ปกครองป้ายยาไว้ ยังวิ่งอยู่จนปัจจุบันเลย  หายเกลี้ยง

การปั้นตัวทีมชาติไทยระยะไกล ต้องสานก่อจากแผนแม่บทใหญ่  มองไกล  ต่อเนื่องให้ครบทุกปัจจัย

จากจุดยืนของเด็ก  จุดสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่แชมป์ และก็ไม่ได้อยู่เพียงแค่เป็นโค้ช ส่งเด็กรุ่นใหม่ต่อไป  แต่แผนแม่บทใหญ่ต้องมีทางไปให้กับเขาแต่ละคนด้วยได้สูงมาก  ไม่ใช่แค่ครูพละโค้ชกรีฑา  มันเป็นแรงจูงใจที่ไม่พอ

เด็กที่มีแววดีๆ  โดนผู้ปกครองไล่ให้ไปเรียนสาขาอื่นหมด  ไปแล้วไปเลยด้วย  เสียดายพรสวรรค์ตรงนั้น

การปั้นตัวทีมชาติวิ่งระยะไกล  ปัจจุบันยังไม่ออกภาพใหญ่ให้เห็น เรายังใช้วิธีโบราณอยู่  ไล่จับช้างเผือกในป่าลึก  เอามาปั้นต่อทีละเชือก

แทนที่จะสร้างฟาร์มผลิตช้างเผือกโคลนนิ่งที่วิ่งดีทุกตัว  เอามาเป็น Candidate  ให้โค้ชเลือกอีกทอด

เพราะจุดหมายใหญ่  เราไม่ได้หยุดที่คอนโด 20 ชั้น  ชาวบ้านเขาไปกันเป็นร้อยๆชั้นแล้ว

นักวิ่งถนนก็ต้องเป็นนักวิ่งถนน  คนละภาคส่วน  ไม่ใช่หาตัววิ่งไม่มี ต้องจกเอามาจากนักวิ่งถนน  กลไกเดิมต้องเปลี่ยนแปลง

ทำไมคนไทยพอได้สิ่งแวดล้อมนอกเข้าถึงมีแววฉายออกมาให้ปรากฏ  ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น  เพราะสิ่งแวดล้อมในประเทศมันจำกัดหรือ  อะไรที่จำกัด มันอาจมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนเยอะมาก

ผู้เขียนปรารถนาที่จะเห็นแชมป์ไทย  โตมาจากเนื้อดินสังคมไทยจริงๆครับ

.

.

กฤตย์  ทองคง

25  กันยายน  2563


[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Sunday, September 20, 2020

ควรคาดหวังการพัฒนาวิ่งให้ถูกจุด

 ควรคาดหวังการพัฒนาวิ่งให้ถูกจุด

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

นักวิ่งสายพัฒนา ควรเริ่มจากมุ่งเป้าให้พัฒนาตนเองให้ "เข้าฝัก" ก่อนเป็นสิ่งแรกๆ  จากนั้นคุณสมบัติที่ดีๆต่างๆจะทยอยเกิดขึ้นมาเอง  ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว , ผลงานเวลา  หรือ PB ใหม่ๆ  รวมถึงระยะทางที่ท้าทายใหม่ๆก็จะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย  อีกทั้ง "ความทนได้" ของเรือนร่างที่จะรับมือกับแผนฝึกโหดๆ  โดยเจ็บยากขึ้น

ในทุกๆแผนฝึกที่จะเอื้อให้เราประสบความสำเร็จขั้นสูง  จะไม่มีแผนใดที่ส่งเราจากต่ำไปสูงได้เลย  มีแต่แผนที่จะเอื้อให้เราพัฒนาขึ้นเล็กน้อย  จากที่ต่ำไปสู่ต่ำน้อยลง  หรือจากกลางค่อนข้างต่ำ ไปเป็นกลางสูง หรือจากสูงไปสูงมาก ทีละสเต็ป  เราควรคาดหวังทีละขั้นแบบนี้

แท้จริงแล้วแผนฝึกเทพที่จะทำให้เรามีฝีเท้าพัฒนาขึ้นจากมีต่ำไปสูงเลยไม่มีในโลก  แต่มีความพยายามที่จะทำให้ตัวเองก้าวพรวดๆแบบนั้นต่างหากที่จะทำให้เราเจออุปสรรค(เจ็บ)

ไม่ว่าเป้าหมายพัฒนาตรงนั้นจะสูงส่งขนาดไหนก็ตาม  แผนพัฒนาจะสานก่อได้ในเรือนร่างที่เหนียวและเข้าฝักแล้วเท่านั้น

เรือนร่างที่โอนละอ่อนต่อนแต่น ย่อมทำอะไรไม่ได้เลย  และการที่จะเหนียวขึ้นมา ก็มิสามารถทำได้ปุบปับ  การสร้างมันขึ้นมาจะทำได้  นอกจากถูกฝึกอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ยังต้องบ่มเพาะนานปี

กล่าวไม่ผิดนัก  คุณสมบัติฝึกที่จะเอื้อให้เราเข้าฝักอย่างสั้นๆนั้น ไม่มี  มีแต่เป็นปีๆ  เราควรคาดหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

ความเข้าใจที่ผิดจากความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาวิ่ง นอกจากจะก่อให้เกิดความบาดเจ็บแล้ว  ต่อให้ไม่เจ็บ และสานก่อต่อไป  ก็ไม่มีวันพัฒนาได้อีกนั่นแหละ  เพราะความที่เราไปริบเอาเวลาออกจากกระบวนการ

เราจะวิ่งมาราธอนกันกี่ครั้งถึงจะสำเร็จถูกใจเรา  มีแต่ค่อยๆกระเถิบเข้าไปแรมปีทั้งนั้น 

แต่มันขึ้นให้นะ  ไม่ใช่ไม่ขึ้น  แต่มันไม่ยั่งยืน

เห็นมามากแล้วที่การพัฒนาก้าวพรวดๆเส้นกราฟวิ่งพัฒนาสูงชัน  มักลงท้ายที่เส้นกราฟตกชันด้วยเช่นกัน  โค้ชที่ระมัดระวังจะรีบชะลอฝึกเด็กทันทีที่เขาเริ่มสังเกตกราฟที่ขึ้นชันผิดปกติเกิดขึ้นกับระเบียนฝึกเด็กของเขา

จากวิ่งได้วิ่งถึง  ควรคาดหวังวิ่งอย่างไรไม่ให้ทรมาน  นรกไม่กิน เสียก่อนที่จะได้เวลาดีๆ

แต่นี่ พวกเราคาดหวังอะไรกัน  จะเอาเวลาดีๆเหมือนตัวเลขที่อยู่ในใจ  ในขณะที่ซ้อมก็กระท่อนกระแท่น  จบมาราธอนด้วยอาการบักโกรกทุกครั้ง  ฝันนั้นย่อมยังเป็นไปไม่ได้

การบักโกรกมันเริ่มทำกับเราตั้งแต่เรายังไม่ทันรู้ตัวว่ามันกำลังจะมาด้วยซ้ำ  เราจึงยังสร้างเงื่อนไขบักโกรกที่ต่อเนื่อง  แต่ Pace ที่มันตกโดยไม่รู้ตัว  แต่ถ้าเราซ้อมถึง ตรงนี้จะไม่มี

และตรงนี้คือการเข้าฝักนั่นเอง  ที่สานก่อมาได้จากการฝึก WM (Weekly Mileage) ที่สูงยิ่ง  จะกันเราจากความช้าลง

ส่วนตัวเร็วนั้น ยังไม่ต้องไปรีบให้ความสนใจกับมันให้มากความ เพราะมันเป็นหนึ่งใน การ Perform ที่ตอบสนองฝึกขึ้นง่าย  มันตอบสนองการฝึกได้เร็ว  แต่เพราะจุดอ่อนเบ้อเริ่มตรงอื่น จึงทำให้มันไม่มีฐานที่ตั้งอยู่ได้ต่อเนื่องนาน  มันจึงไม่สัมฤทธิ์ แม้จะฝึกขอดได้เกรียงไกรมากก็ตาม

จงใฝ่ใจอยู่แต่กับความเหนียวแน่นปูพื้นฐานรองรับความเร็วที่จะฝึกตอนนั้นในขวบปีข้างหน้า  เมื่อมันมา  มีฐานรับอยู่แล้ว  ที่ต่างจากตอนนี้ต่อให้เร็ว ก็จะไม่มีฐานให้มันตั้งได้อยู่  "เสาบ้านและการลงฐานรากย่อมมาก่อนจั่วบ้านและการตกแต่งภายใน"

แต่งเสียหรู  แต่บ้านพัง ลงมากองกับดิน  ที่ตกแต่งไว้งดงาม หายเกลี้ยง  แต่ยังชอบทำกัน

กว่าจะเล่นความเร็ว  มันยังอยู่หลายเดือนหลายปีข้างหน้า  จากการที่เราเข้าเส้น 42 ให้ได้เสียก่อนในการลองครั้งแรก  และในครั้งต่อมา  ที่เราต้องเอาความทรมานบักโกรกออกไปก่อน  อย่าเพิ่งฝึกความเร็ว

ตราบใดที่เราทำ 42 ให้เป็นขนมไม่ได้  ก็อย่าคาดหวังเลยว่าเราจะทำเวลาใน 42 ได้น่าประทับใจ

ตัวการฝึกจะฝึกอะไรนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ใหญ่มากแล้ว  แต่การคาดหวังได้อะไรจากการฝึก และในลำดับขั้นตอนไหน ก็มีความสำคัญ  มิเช่นนั้น  เราจะท้อเสียก่อน  ตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่ทันจะลงมือฝึก ถ้าคาดหวังผิดจุด

ความก้าวหน้าในการวิ่งระยะไกล  มันต้องขอทดสอบการปักหลักไม่โลเลของผู้ฝึกจนหนำใจมันเสียก่อน  กว่าที่จะให้รางวัลปลอบใจเร็วขึ้นหนึ่งนาที

ยิ่งกว่านั้น  หากการจะได้มาสัก 5 นาที หรือ 10 นาที หรือครึ่งชั่วโมง อย่างที่ใจปรารถนา  มันจะต้องถูกเคี่ยวกรำอีกหนักหนาเท่าไรกัน  มันจึงเบื่อหน่ายกับการล้มลุกคลุกคลานเสียก่อนจะถึงวันสำเร็จเพราะอย่างนี้เอง

จิตใจดวงไหนกัน  ที่สามารถทนทานกับความเหน็ดเหนื่อยวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า อย่างไม่ท้อถอย จนถึงจุดที่ปรารถนา

ย่อมไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาเพียงไม่นานแน่นอน

มาราธอน ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย กับแค่การลองได้ทำ เอาแต่ถึง  ค่าที่ว่า  ใครๆก็ทำได้  แต่หลังจากนั้น  เราจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน  หรือจะอยู่กับกิจกรรมนี้นานปี ไม่เบื่อหน่าย นี้ต่างหาก  เราจะอยู่กับมันจนแก่  อยู่กับมันตลอดอายุขัย

จะเป็นการเข้าใจผิดว่า  พวกเรามีเป้าหมายวิ่งเพื่อให้อายุยืน  แต่ความเป็นจริง พวกเรากลับคาดหวังคุณภาพชีวิตตอนที่เราอยู่ต่างหาก

ถ้าชะตาชีวิตกำหนดมาเพียงแต่นี้  ตายได้ตายไป  แต่ถ้ามันเอื้อให้เรายังอยู่จน 80  เมื่อนั้นเราควรยังวิ่งได้  ถ้ามันสัก 90  เราก็ควรยังวิ่งได้  ไม่ได้บอกว่าต้องวิ่งให้เร็ว  แต่ตามสภาพ  ชะตากำหนดให้เราอยู่ได้แค่ไหน  เราก็จะวิ่งแค่นั้น  ตรงนี้ต่างหากที่ไม่ง่ายเลย  และในการลงมือทำ  แม้จะยังไม่สำเร็จ  แต่สามารถรับประกันได้ว่า

ผลของมัน  จะทำให้เราไม่ติดเตียง  ไม่ติดยาที่ต้องกินเป็นกำๆ เป็นถาดๆ  จะตาย ก็ตายไปเลย กับเกียรติประวัติการวิ่งได้ แม้ในชั่วโมงสุดท้าย

ความยิ่งใหญ่ของมาราธอนสนามแรกของใคร ย่อมอยู่ที่การลงมือ "เริ่มต้น"

ใช่หรือไม่ว่า  ทุกอย่างที่น่าชื่นใจ  ย่อมต่องเริ่มจากก้าวแรกเสมอ  การสานก่อต่อเนื่องจะพาไปเองหลังจากที่มีการเริ่มต้นที่ถูกทางแล้ว

การที่มีโอกาสประจักษ์กับผู้ที่มีฝีเท้าเก่งๆ  ที่เขาสามารถทำได้ในขณะที่เรายัง ควรเอื้อให้เราเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน  ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร  ถ้าเขาไม่แน่จริง  ย่อมไม่สามารถมีวันนี้ได้  ไม่สามารถเกาะติดการฝึก  ฟันฝ่าความน่าเบื่อหน่ายมาจนได้ผลงานขนาดนี้ปรากฎ

เมื่อหันมามองตัวเองแล้ว  เราจะเริ่มเห็นตัวเองเล็กลง  จนเราน้อมนำเอามาเป็นแบบอย่างลงมือฝึกบ้าง  ตรงนั้นแหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง

.

.

กฤตย์  ทองคง

20  กันยายน  2563



[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Friday, September 18, 2020

เพื่อระยะที่เราเลือกลงแข่ง ควรมี WM. เท่าไรดี

 เพื่อระยะที่เราเลือกลงแข่ง  ควรมี WM. เท่าไรดี

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ถาม..........

WM (Weekly Mileage) ของตารางฝึก 10 , 21 , 42k  ต่างกัน คิดอย่างไรคะอาจารย์

Sam Klaikluan

ตอบ..........

เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก แสดงว่ายังมีความเข้าใจบทบาท WM ต่อการวิ่งยังไม่เคลียร์

จะเปรียบ WM กับเงินตรา ให้ฟังดังนี้ เพื่อเข้าใจง่ายๆ

ในระดับต้น  ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรเราต้องพยายามหาเงินรายได้ให้มากไว้เสมอ  ให้มากที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นสามล้อ  แม่ค้า  หรือเป็นนักธุรกิจ

โลกไม่ได้มีข้อกำหนดว่า  ถ้าอาชีพใดแล้ว ต้องมีเงินมากเข้าไว้ และถ้ามีอาชีพอย่างนี้  หารายได้แค่นั้นก็พอแล้ว

เงินที่ทีจำนวนมาก ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกอาชีพ  ไม่ว่าจะเป็นนักเลง หรือดอกเตอร์ครูอาจารย์  กระทั่งกรรมกรก่อสร้าง  ก็ล้วนแต่พยายามขวนขวายหารายได้เข้าให้มากที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะทำได้  มันเปรียบเสมือนวิ่งที่ให้มี WM มากนั่นเอง

WM  จึงเป็นตัวเลขที่นักวิ่งทุกคนพยายามที่จะเข้าถึงให้ได้มากเข้าไว้  เท่าที่ผู้นั้นจะสามารถทำได้เพื่อการยกระดับฝีเท้า

แต่ในระดับที่สูงกว่า  สูงขึ้นมา  เพื่อชีวิตวิ่งที่ไพบูลย์  For the rest of my life. วิ่งเพื่อสุขภาพ  เป้าหมายคือความสุขที่สมบูรณ์ ไม่ทุกข์ยาก  ไม่ติดเตียง ไม่มีค่ารักษาพยาบาลท่วมตัว  พึ่งพาตัวเองได้  ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลขเวลาใดๆที่วิ่งได้เลย  WM ไม่ต้องมาก  เงินทองที่ต้องเตรียมเพื่อชีวิตนี้ให้มีความสุขไม่ต้องมากเลยอย่างที่เคยคิด

เงินมิใช่ตัวความสุข  เป็นอย่างสูงแค่ เครื่องมือ(ในระดับต้นด้วย)ที่จะเข้าถึงความสุขเท่านั้นเอง  มีตัวอย่างมากมาย ไม่จำเป็นต้องยกให้ฟัง

นักวิ่งก็เช่นกัน  ชีวิตวิ่งที่ไพบูลย์  ถึงที่สุดแล้ว  WM ไม่จำเป็นต้องมากเลย  ถึงจุดนั้น WM กลายเป็น  "ความสม่ำเสมอ"  ต่างหาก

นักวิ่งพึงเลือกเอาความสามารถที่เราจัดสม่ำเสมอได้นั้นเป็นตัวตั้งที่เราจะ Keep เอาไว้ได้  แน่นอนว่า  การที่เราจะ Keep ไว้ได้นั้น  ต้องมีต้นทุน  ทั้งต้นทุนที่เป็นเรือนร่าง และต้นทุนความใส่ใจที่เราต้องจ่ายออกมา

ที่เป้าหมาย For the rest นั้น ไม่ได้จำเป็นต้องมี WM มากมายอะไรเลย  เพียงแค่เราจัดสม่ำเสมอให้ได้เท่านั้นเอง  ก็เลือกเอาระดับหนึ่ง ที่เรารู้ตัวเองจัดให้เป็นจริงได้  ไม่จำเป็นต้องมากมาย

กลับไปพินิจการดำรงอยู่ในสังคมแข่งขัน  ถ้าในระดับต้น  เราอาจต้องขวนขวายหาเงินทองให้มากเข้าไว้  มีเท่าไร ก็พยายามมีมากขึ้นไปอีก

ถ้าเพื่อแข่งวิ่ง  เพื่อ PB  หรือเพื่อให้สูงที่สุดเท่าที่ศักยภาพธรรมชาติให้มา  เราต้องจัด WM ให้มากเข้าไว้เหมือนกับบทบาทเงินตราต่อชีวิตเลย

ไม่ว่าเป้าหมายเพื่อ 10k , 21k , 42k  ที่ดีที่สุด  เธออาจต้องพยายามเก็บ WM ให้มากที่สุดนั่นเอง  ไม่ได้หมายความว่า เพื่อ 10k  ไม่จำเป็นต้องมี WM น้อยกว่าเพื่อ 42k

แชมป์เคนย่าเพื่อ ระยะตั้งใจเอาดี  10k  หรือกระทั่ง 5k ก็ตาม ที่เขามีดีกรี สถิติโลก  พวกเขาเหล่านั้นล้วนมี WM ระดับเกิน 100k/w ทั้งนั้น  อาจเกิน 160 ด้วยซ้ำ  (แต่แน่นอน มีการฝึก Keys ตัวอื่นๆด้วยไม่ได้มีแค่ WM อย่างเดียว)

ดังนั้นคำถามนี้  จึงไม่ได้ต้องตอบไปในทิศที่ผู้ถามคาดว่าจะต้องออกมาเป็นตัวเลข

แต่ถ้าจะเฉลยว่า  ให้ WM ยิ่งมากยิ่งดี  ก็ยังไม่ใช่อยู่นั่นเอง  เพียงแต่ให้มากตราบเท่าที่ตัวเองเอาตัวให้รอดด้วย

ความพยายามหาเงินให้ได้มากที่สุด  อาจต้องลงเอยที่เข้าซังเตติดคุก หรือถึงแก่ความตาย  เราจึงไม่ทำ  เราทำเท่าที่ทำได้ในเงื่อนไขที่เป็นจริง

เราทุกคนพึงแสวงหาเงินตราตามต้นทุนชีวิตที่เป็นของตัวเองอย่างสุจริต

WM ต้องเพียรจัดสะสมให้มากตราบเท่าที่เรามีต้นทุน  โดยค่อยๆเพิ่มแค่ 10% ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ  อย่างใส่ใจบากบั่นพากเพียร  ที่ในระดับชาวไทยทุกคนสามารถไปถึง 100k ได้แน่นอน  ทุกวัย ทุกอาชีพ

อย่าว่าต้องให้ WM ถึง 100k เลย  แค่ 70-80k ก็น่าจะติดอันดับทุกกลุ่มอายุแล้ว

ที่กล่าวเช่นนี้แล้วมิได้หมายความว่า เร็วขึ้นเพราะ WM

เราเร็วขึ้นเพราะจาก SW  (Speedworks) ต่างหาก

ระหว่างทางที่เราสะสมให้ WM มากขึ้นนี้เอง ช่วยให้เรา "เข้าฝัก" ระดับหนึ่ง  มีความทนทาน  ตกปลายที่น้อยลงต่างหาก เวลารวมจึงดูดีขึ้น  ทำให้คิดไปว่าเร็วขึ้น  แท้จริงไม่ได้เร็วขึ้น  แต่ตกน้อยลง เพราะความอึดขึ้นเท่านั้นเอง ทำให้คนไม่ชัดเจนสับสน

แต่การสะสม WM ก็ให้มีความ(คล้ายกับ)เร็วที่จำกัด ถึงที่สุด ก็แค่ความเร็วระดับหนึ่งถ้าปราศจากการฝึก SW เข้ามาเสริม

ในชีวิตจริง นักวิ่งไม่ได้มีแต่ For the rest เท่านั้น แต่ระหว่างทาง เราอาจจะ Reaching for peak ได้ PB หรือได้ถ้วยรางวัลสนาม ก็เอา

มันมักจะปนๆกันอยู่ทั้งสองระดับในคนๆเดียว

1)  เอาตัวเองให้รอดไม่บาดเจ็บ  ถือครอง ปริมาณ WM ที่ตัวเองเลือกนั้นได้สม่ำเสมอ ยาวนาน  ที่ประสานกับ Keys ตัวอื่นๆหลายเดือนหลายปี ก้าวหน้าขึ้น

2)  ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสม่ำเสมอให้สำเร็จด้วย  เพราะถ้ายัด WM มากไป  เราก็เสมอไม่ได้

คำตอบคือพอดีๆกับความเป็นตัวเอง

ที่ไม่ใช่คือ  เพื่อระยะฝึกเอาดี 10k  ต้องมีระยะ WM เท่านั้นเท่านี้  ให้เราต้องเอาไปฝึก  ฝึกแล้วจะได้  อย่างนี้ไม่ใช่ครับ

กฤตย์  ทองคง

18  กันยายน  2563

.

.

ไม่มีความสำเร็จวิ่งใดจะทำได้ใน WM น้อยๆได้เลย

จะวิ่งน้อยๆ มี WM นิดหน่อย ให้สำเร็จไม่มี

เตือนว่า เรากำลังอยู่ในกีฬาวิ่งระยะไกลนะ จะให้วิ่งกันสั้นๆวิ่งกันน้อยๆหรือ ?

ตัวอย่างของพวกโหม SW โหมขอดต่างๆ มี WM น้อยๆ อาจมีเหมือนกันที่วิ่งได้อันดับ แต่เพราะ ตัวไม่มา สนามชนกัน จึงแจ้งเกิด หลงดีใจว่าข้าแน่

แต่จะอยู่ไม่นาน เดี๋ยวก็ร่วง ผู้มี WM น้อย จะร่วงแล้วร่วงเลย ร่วงหนัก ไม่ยั่งยืนให้เห็นสักรายเดียว

.

Narin Keawsompak

ขอเรียนถามครับอาจารย์

ผมวิ่ง WM ที่ 100-120 โดยแบ่งการวิ่งเป็นเช้า-เย็นตามความพร้อมและสภาพกาย

โดยการวิ่ง SW อยู่ที่ 60-80 %ของความเร็วแข่งขันหรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มี SW ก็ว่าได้ครับจึงทำให้มีความเร็วที่จำกัด

หากผมต้องการเพิ่มความเร็วควรเพิ่ม SW แล้วลด WMลง

หรือเพิ่ม SW แล้วรักษา WM เอาไว้จึงเหมาะสมกว่าครับหรือผมควรปรับตรงไหนก่อนดีครับขอบคุณครับ

กฤตย์ ทองคง

Narin Keawsompak ขณะเพิ่มเข้าไป ไอเดียคือ ไม่ลด WM แต่มีบางเสียงของโค้ช แนะให้ลดลงนิดหนึ่ง 5-10% เพียงในสัปดาห์แรกๆ แล้วตบกลับเข้ามาหลังจากมันตั้งมั่นแล้ว ทั้งนี้เป็นเคล็ดลับเพื่อลดแรงปะทะระหว่างปัจจัยทั้งสองชนิดลง

แต่ไม่ลดนาน เพราะฝีเท้าจะขึ้นก็อยู่ที่ SW ในขณะที่มีฐาน WM นั่นเอง

จะไม่ลด WM ก็ได้ แต่ตัว SW นำเข้าไปอย่างช้าๆ เช่นถ้าเลือก SW ที่เป็นขอด interval เอาระยะเดียวก่อน และน้อยๆเช่น เริ่มที่ 4X400 เมตร หลังจากวอร์มรอบคอบแล้ว (มีคูลดาวน์หลังเสร็จแล้วด้วย)

ที่เห็นนักวิ่งคนอื่นทำ มากไป เริ่มที่ 10 เที่ยวเป็นต้นไป

คำถามคือ จำนวน ที่น้อยขนาด 4 เที่ยวนั้น ไม่พอเนื้องานจะบันดาลอะไรให้พัฒนาได้ นั้นก็จริง แต่การจะทยอยเพิ่มภายหลังทำได้ หลังจากเริ่มนัวแล้ว

เนื้องานอาจไม่เกิด แต่ลดแรงปะทะ จาก4 เที่ยวขึ้นไป 5 เที่ยว ยังดีกว่าจาก 0 เที่ยวขึ้นเป็น 10 เที่ยว

มองอะไรที่ไปพ้นจากตัวประโยชน์เนื้องานมากกว่าการปรับตัวได้สำเร็จ โดยเวลามีทั้งชัวิต จะรีบฝึกไปไหนกัน

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

เพื่อระยะที่เราเลือกลงแข่ง ควรมี WM. เท่าไรดี

 เพื่อระยะที่เราเลือกลงแข่ง  ควรมี WM. เท่าไรดี

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ถาม..........

WM (Weekly Mileage) ของตารางฝึก 10 , 21 , 42ต่างกัน คิดอย่างไรคะอาจารย์

Sam Klaikluan

ตอบ..........

เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก แสดงว่ายังมีความเข้าใจบทบาท WM ต่อการวิ่งยังไม่เคลียร์

จะเปรียบ WM กับเงินตรา ให้ฟังดังนี้ เพื่อเข้าใจง่ายๆ

ในระดับต้น  ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรเราต้องพยายามหาเงินรายได้ให้มากไว้เสมอ  ให้มากที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นสามล้อ  แม่ค้า  หรือเป็นนักธุรกิจ

โลกไม่ได้มีข้อกำหนดว่า  ถ้าอาชีพใดแล้ว ต้องมีเงินมากเข้าไว้ และถ้ามีอาชีพอย่างนี้  หารายได้แค่นั้นก็พอแล้ว

เงินที่ทีจำนวนมาก ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกอาชีพ  ไม่ว่าจะเป็นนักเลง หรือดอกเตอร์ครูอาจารย์  กระทั่งกรรมกรก่อสร้าง  ก็ล้วนแต่พยายามขวนขวายหารายได้เข้าให้มากที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะทำได้  มันเปรียบเสมือนวิ่งที่ให้มี WM มากนั่นเอง

WM  จึงเป็นตัวเลขที่นักวิ่งทุกคนพยายามที่จะเข้าถึงให้ได้มากเข้าไว้  เท่าที่ผู้นั้นจะสามารถทำได้เพื่อการยกระดับฝีเท้า

แต่ในระดับที่สูงกว่า  สูงขึ้นมา  เพื่อชีวิตวิ่งที่ไพบูลย์  For the rest of my life. วิ่งเพื่อสุขภาพ  เป้าหมายคือความสุขที่สมบูรณ์ ไม่ทุกข์ยาก  ไม่ติดเตียง ไม่มีค่ารักษาพยาบาลท่วมตัว  พึ่งพาตัวเองได้  ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลขเวลาใดๆที่วิ่งได้เลย  WM ไม่ต้องมาก  เงินทองที่ต้องเตรียมเพื่อชีวิตนี้ให้มีความสุขไม่ต้องมากเลยอย่างที่เคยคิด

เงินมิใช่ตัวความสุข  เป็นอย่างสูงแค่ เครื่องมือ(ในระดับต้นด้วย)ที่จะเข้าถึงความสุขเท่านั้นเอง  มีตัวอย่างมากมาย ไม่จำเป็นต้องยกให้ฟัง

นักวิ่งก็เช่นกัน  ชีวิตวิ่งที่ไพบูลย์  ถึงที่สุดแล้ว  WM ไม่จำเป็นต้องมากเลย  ถึงจุดนั้น WM กลายเป็น  "ความสม่ำเสมอ"  ต่างหาก

นักวิ่งพึงเลือกเอาความสามารถที่เราจัดสม่ำเสมอได้นั้นเป็นตัวตั้งที่เราจะ Keep เอาไว้ได้  แน่นอนว่า  การที่เราจะ Keep ไว้ได้นั้น  ต้องมีต้นทุน  ทั้งต้นทุนที่เป็นเรือนร่าง และต้นทุนความใส่ใจที่เราต้องจ่ายออกมา

ที่เป้าหมาย For the rest นั้น ไม่ได้จำเป็นต้องมี WM มากมายอะไรเลย  เพียงแค่เราจัดสม่ำเสมอให้ได้เท่านั้นเอง  ก็เลือกเอาระดับหนึ่ง ที่เรารู้ตัวเองจัดให้เป็นจริงได้  ไม่จำเป็นต้องมากมาย

กลับไปพินิจการดำรงอยู่ในสังคมแข่งขัน  ถ้าในระดับต้น  เราอาจต้องขวนขวายหาเงินทองให้มากเข้าไว้  มีเท่าไร ก็พยายามมีมากขึ้นไปอีก

ถ้าเพื่อแข่งวิ่ง  เพื่อ PB  หรือเพื่อให้สูงที่สุดเท่าที่ศักยภาพธรรมชาติให้มา  เราต้องจัด WM ให้มากเข้าไว้เหมือนกับบทบาทเงินตราต่อชีวิตเลย

ไม่ว่าเป้าหมายเพื่อ 10k , 21k , 42ที่ดีที่สุด  เธออาจต้องพยายามเก็บ WM ให้มากที่สุดนั่นเอง  ไม่ได้หมายความว่า เพื่อ 10ไม่จำเป็นต้องมี WM น้อยกว่าเพื่อ 42k

แชมป์เคนย่าเพื่อ ระยะตั้งใจเอาดี  10หรือกระทั่ง 5k ก็ตาม ที่เขามีดีกรี สถิติโลก  พวกเขาเหล่านั้นล้วนมี WM ระดับเกิน 100k/w ทั้งนั้น  อาจเกิน 160 ด้วยซ้ำ  (แต่แน่นอน มีการฝึก Keys ตัวอื่นๆด้วยไม่ได้มีแค่ WM อย่างเดียว)

ดังนั้นคำถามนี้  จึงไม่ได้ต้องตอบไปในทิศที่ผู้ถามคาดว่าจะต้องออกมาเป็นตัวเลข

แต่ถ้าจะเฉลยว่า  ให้ WM ยิ่งมากยิ่งดี  ก็ยังไม่ใช่อยู่นั่นเอง  เพียงแต่ให้มากตราบเท่าที่ตัวเองเอาตัวให้รอดด้วย

ความพยายามหาเงินให้ได้มากที่สุด  อาจต้องลงเอยที่เข้าซังเตติดคุก หรือถึงแก่ความตาย  เราจึงไม่ทำ  เราทำเท่าที่ทำได้ในเงื่อนไขที่เป็นจริง

เราทุกคนพึงแสวงหาเงินตราตามต้นทุนชีวิตที่เป็นของตัวเองอย่างสุจริต

WM ต้องเพียรจัดสะสมให้มากตราบเท่าที่เรามีต้นทุน  โดยค่อยๆเพิ่มแค่ 10% ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ  อย่างใส่ใจบากบั่นพากเพียร  ที่ในระดับชาวไทยทุกคนสามารถไปถึง 100k ได้แน่นอน  ทุกวัย ทุกอาชีพ

อย่าว่าต้องให้ WM ถึง 100k เลย  แค่ 70-80k ก็น่าจะติดอันดับทุกกลุ่มอายุแล้ว

ที่กล่าวเช่นนี้แล้วมิได้หมายความว่า เร็วขึ้นเพราะ WM

เราเร็วขึ้นเพราะจาก SW  (Speedworks) ต่างหาก

ระหว่างทางที่เราสะสมให้ WM มากขึ้นนี้เอง ช่วยให้เรา "เข้าฝัก" ระดับหนึ่ง  มีความทนทาน  ตกปลายที่น้อยลงต่างหาก เวลารวมจึงดูดีขึ้น  ทำให้คิดไปว่าเร็วขึ้น  แท้จริงไม่ได้เร็วขึ้น  แต่ตกน้อยลง เพราะความอึดขึ้นเท่านั้นเอง ทำให้คนไม่ชัดเจนสับสน

แต่การสะสม WM ก็ให้มีความ(คล้ายกับ)เร็วที่จำกัด ถึงที่สุด ก็แค่ความเร็วระดับหนึ่งถ้าปราศจากการฝึก SW เข้ามาเสริม

ในชีวิตจริง นักวิ่งไม่ได้มีแต่ For the rest เท่านั้น แต่ระหว่างทาง เราอาจจะ Reaching for peak ได้ PB หรือได้ถ้วยรางวัลสนาม ก็เอา

มันมักจะปนๆกันอยู่ทั้งสองระดับในคนๆเดียว

1)  เอาตัวเองให้รอดไม่บาดเจ็บ  ถือครอง ปริมาณ WM ที่ตัวเองเลือกนั้นได้สม่ำเสมอ ยาวนาน  ที่ประสานกับ Keys ตัวอื่นๆหลายเดือนหลายปี ก้าวหน้าขึ้น

2)  ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสม่ำเสมอให้สำเร็จด้วย  เพราะถ้ายัด WM มากไป  เราก็เสมอไม่ได้

คำตอบคือพอดีๆกับความเป็นตัวเอง

ที่ไม่ใช่คือ  เพื่อระยะฝึกเอาดี 10ต้องมีระยะ WM เท่านั้นเท่านี้  ให้เราต้องเอาไปฝึก  ฝึกแล้วจะได้  อย่างนี้ไม่ใช่ครับ

กฤตย์  ทองคง

18  กันยายน  2563

.

.

ไม่มีความสำเร็จวิ่งใดจะทำได้ใน WM น้อยๆได้เลย

จะวิ่งน้อยๆ มี WM นิดหน่อย ให้สำเร็จไม่มี

เตือนว่า เรากำลังอยู่ในกีฬาวิ่งระยะไกลนะ จะให้วิ่งกันสั้นๆวิ่งกันน้อยๆหรือ ?

ตัวอย่างของพวกโหม SW โหมขอดต่างๆ มี WM น้อยๆ อาจมีเหมือนกันที่วิ่งได้อันดับ แต่เพราะ ตัวไม่มา สนามชนกัน จึงแจ้งเกิด หลงดีใจว่าข้าแน่

แต่จะอยู่ไม่นาน เดี๋ยวก็ร่วง ผู้มี WM น้อย จะร่วงแล้วร่วงเลย ร่วงหนัก ไม่ยั่งยืนให้เห็นสักรายเดียว

.

Narin Keawsompak

ขอเรียนถามครับอาจารย์

ผมวิ่ง WM ที่ 100-120 โดยแบ่งการวิ่งเป็นเช้า-เย็นตามความพร้อมและสภาพกาย

โดยการวิ่ง SW อยู่ที่ 60-80 %ของความเร็วแข่งขันหรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มี SW ก็ว่าได้ครับจึงทำให้มีความเร็วที่จำกัด

หากผมต้องการเพิ่มความเร็วควรเพิ่ม SW แล้วลด WMลง

หรือเพิ่ม SW แล้วรักษา WM เอาไว้จึงเหมาะสมกว่าครับหรือผมควรปรับตรงไหนก่อนดีครับขอบคุณครับ

กฤตย์ ทองคง

Narin Keawsompak ขณะเพิ่มเข้าไป ไอเดียคือ ไม่ลด WM แต่มีบางเสียงของโค้ช แนะให้ลดลงนิดหนึ่ง 5-10% เพียงในสัปดาห์แรกๆ แล้วตบกลับเข้ามาหลังจากมันตั้งมั่นแล้ว ทั้งนี้เป็นเคล็ดลับเพื่อลดแรงปะทะระหว่างปัจจัยทั้งสองชนิดลง

แต่ไม่ลดนาน เพราะฝีเท้าจะขึ้นก็อยู่ที่ SW ในขณะที่มีฐาน WM นั่นเอง

จะไม่ลด WM ก็ได้ แต่ตัว SW นำเข้าไปอย่างช้าๆ เช่นถ้าเลือก SW ที่เป็นขอด interval เอาระยะเดียวก่อน และน้อยๆเช่น เริ่มที่ 4X400 เมตร หลังจากวอร์มรอบคอบแล้ว (มีคูลดาวน์หลังเสร็จแล้วด้วย)

ที่เห็นนักวิ่งคนอื่นทำ มากไป เริ่มที่ 10 เที่ยวเป็นต้นไป

คำถามคือ จำนวน ที่น้อยขนาด 4 เที่ยวนั้น ไม่พอเนื้องานจะบันดาลอะไรให้พัฒนาได้ นั้นก็จริง แต่การจะทยอยเพิ่มภายหลังทำได้ หลังจากเริ่มนัวแล้ว

เนื้องานอาจไม่เกิด แต่ลดแรงปะทะ จาก4 เที่ยวขึ้นไป 5 เที่ยว ยังดีกว่าจาก 0 เที่ยวขึ้นเป็น 10 เที่ยว

มองอะไรที่ไปพ้นจากตัวประโยชน์เนื้องานมากกว่าการปรับตัวได้สำเร็จ โดยเวลามีทั้งชัวิต จะรีบฝึกไปไหนกัน

.


[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Thursday, September 17, 2020

เราจะหยุดวิ่งเมื่อไร

 เราจะหยุดวิ่งเมื่อไร

.

.

โดย   กฤตย์  ทองคง

.

.

1)  เมื่อเราต้องการพักคืนเรือนร่างให้กลับสดดีดังเดิมจากการใช้สะสมใช้งานวิ่งที่หนักมาระยะหนึ่ง

2)  เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บจากทั้งการวิ่งและแม้ไม่ได้จากวิ่ง แต่ป่วยไข้อย่างอื่น  ค่าที่ว่า  การวิ่งได้ผลิตแรง Stress กับเรือนร่างมากมาย  ผู้วิ่งควรจัดให้ตัวเองเผชิญหน้าการวิ่งในขณะที่สมบูรณ์ดี  มิใช่ช่วงที่ดาวน์ลง

ไม่มีคำถามหรอกว่าไม่หยุดวิ่งได้หรือไม่  แต่มีคำถามว่า เราควรหยุดวิ่งนานขนาดไหน สัปดาห์ละกี่วัน  ตอบเลย.....หยุดนานขนาดที่ผู้หยุดกลับมามีความสดพอเพียงที่จะวิ่งได้อีกครั้งอย่างปกติ

ที่น่าไตร่ตรองกันให้ดีคือ

ถ้าหยุดวิ่งแล้ว ยังไม่หายล้า ยังไม่สด จะทำอย่างไร

ตอบชัดเจน ไม่คลุมเครือ

"พักเพื่อให้ฟื้น"

"ถ้ายังไม่ฟื้น  ก็ต้องกลับไปทำให้ฟื้น"

คือไปหยุดต่อ

(ห้ามกินยาใดๆ)

มันเป็นบทสะท้อนกลับที่บอกให้ผู้วิ่งไปปรับตารางใหม่  ที่ผ่านมา Too intensity เกินตัวตนปัจจุบันของเราไป

ตารางวิ่งที่ดี  ไม่่ใช่ตารางที่ยิ่งเข้มข้นยิ่งดี แต่เป็นตารางที่มีองศาเข้มข้นที่พอดีกับผู้ฝึก และพอดีกับเป้าหมายฝึก

สิ่งนี้ทำผิดกันยอดนิยมมากทั่วราชอาณาจักร

สูตร More is better ไม่ยอมตายเสียทีทั้งๆที่สูตรนี้ล้าสมัยไปตั้งนานแล้ว  มันมีโทษภัยตามมาเยอะกลบท่วมท้นประโยชน์มิด  แต่ยังมีคนใช้สูตรนี้อยู่เรื่อยๆ  ไม่จดจำ

และเพราะความที่แต่ละคนกลับมาสดได้ไม่เท่ากันในเวลาเท่าๆกันนี่เอง จึงยังผลลัพธ์ให้แต่ละคนควรมีการหยุดไม่เท่ากันนั่นเอง

แต่ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายวิ่งแต่ละคนด้วย

แน่นอน ผู้วิ่งที่มีเป้าหมายเอาไปแข่งขัน ย่อมต้องการช่วงการฝึกที่ใส่ใจหน่อย  วันวิ่งจึงต้องเอาจริงเอาจัง  แต่วันหยุดก็ต้องให้พอเพียงกับตัวเองด้วย

ส่วนผู้วิ่งที่มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อการผ่อนคลายประจำวัน  การพักฟื้นกลับยิ่งมีความสำคัญมาก  การวิ่งอาจจางคลายลงตามส่วน  ก็ให้จัดไปตามนั้น

นี่คือคำตอบเหตุผลที่ว่า  การหยุดวิ่งของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน  ไม่ต้องเท่ากัน

จังหวะการหยุด  นักวิ่งอาจจะหยุดหลังวันยาวหรือหลังวัน SW (Speedworks) ก็ได้   ไอเดียก็คือ วันหยุดควรอยู่หลังวันที่ฝึกแล้วล้ามากที่สุด ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่มักจะล้ากับยาวหรือล้ากับ SW ใดมากกว่ากัน

ล้ามากที่สุดในวงรอบการฝึกวันไหน ก็หยุดหลังวันนั้น

โดยมากมักเลือกที่จะหยุดหลังวันยาว แต่ไม่เสมอไป

ในเมื่อความล้าที่สะสมตัวจากการฝึก มันเป็น Relative  คือไม่ได้ล้าสุดๆ  แต่ก็ไม่ได้สดใสดีนัก  หลายๆคราวที่กึ่งๆ  กึ่งล้ากึ่งสด  จะฝึกต่อก็ได้ จะหยุดก็ได้

ให้ผู้วิ่งไตร่ตรองด้วยการเปลี่ยนคำถามดูว่า  "เราได้ประโยชน์จากอะไรมากกว่ากัน ก็เอาสิ่งนั้น"  เพราะมันเป็นคำถามที่ดี  ด้วยการถามเช่นนี้ มันจะให้ข้อเฉลยที่เหมาะสมกับเรา  ทั้งๆที่อาจไม่ได้ล้ามากมายอะไร  เช่น

ตัวอย่างที่หนึ่ง    ใกล้วันแข่งขันเข้ามาที่เราต้อง Taper คืนความสดก่อนไปแข่ง  แม้เราอาจจะไม่ได้ล้ามากมาย  แต่เราต้องควรได้ประโยชน์จากความสดที่ทวีขึ้นสูงสุด  มิใช่การฝึกเพิ่มขึ้นใดๆ  จริงอยู่ฝึกนั้นได้แน่  แต่นาทีนี้กำลังTaper เตรียมไปสนาม  เราจะได้ประโยชน์จากการหยุดมากกว่าฝึก  ในเงื่อนไขนี้  เราจึงควรจัดหยุดมิใช่จัดใส่ความล้าเพิ่มเข้ามาในระบบ

ระยะนี้ความอยากวิ่งมิใช่สิ่งที่ควรจะระบายมันออก แต่กลับควรสะสมไว้  ในขณะที่ตอนออกตัววันจริงยังต้องกั๊กไว้อีกด้วย  จังหวะจะโคนมันต้องมี  สิ่งนี้ถ้าจะว่าให้ละเอียด  มีต้องเขียนอีกมาก

ตัวอย่างที่สอง   ระหว่่างช่วงได้รองเท้าใหม่มา รองเท้าวิ่งที่สั่งซื้อ เพิ่งมาถึง ของเพิ่งมาส่ง  อยากลอง  แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าอาการที่เป็นอยู่หายดีแล้วหรือยัง

เพื่อประโยชน์ที่ชัดเจนและมั่นใจ เราควรหยุดต่อ ไม่ควรไปลองรองเท้าวิ่ง  รองเท้าจะลองเมื่อไรก็ได้ เมื่อสมบูรณ์ดี  แต่นักวิ่งหลายคนถะโหล่ไปลองรองเท้าใหม่ กลับได้องศาความบาดเจ็บที่ทบทวียิ่งขึ้น  เรื่องใดมันจะใหญ่หนักหนามากกว่ากัน ?  ตรองดู

ตัวอย่างที่สาม    งานแข่งที่แย่งสมัครได้มา ภายหลังมีอาการเจ็บแทรก จะหายทันสนามหรือไม่ไม่ทราบ

ให้ไตร่ตรองประโยชน์กับโทษภัย ใดหนักหนากว่ากัน  เราต้องหายดี ไม่หวนมาเจ็บอีกครั้งหรือลงวิ่งทั้งๆที่เจ็บด้วยความเสียดายเงินสมัคร เสียดายเหรียญเสียดายเสื้้อ   ก็ให้ลองไตร่ตรองดู  ใดที่สำคัญกับเรามากกว่ากัน  เราก็ืเลือกสิ่งนั้น  บางคนเลือกเพชร  บางคนเลือกเศษกระเบื้องแตก

ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีเกณฑ์ละเอียดให้เลือกแบบนี้  เราจึงตัดสินใจผิดพลาด ไปเลือกสิ่งที่มีความสำคัญน้อย  และปล่อยลากสิ่งที่มีค่ามากกว่าเสียหายมากเป็นทวีคูณอย่างไม่จำเป็น

จำไว้ว่า  เราได้ประโยชน์จากการหยุดวิ่งนั้นหรือได้ประโยชน์จากการวิ่งต่อ อันไหนได้ประโยชน์มากกว่า  ก็เอาอันนั้น

แต่พวกเธอต้องวิเคราะห์ถูกเหมาะสม  ต้องปกครองตัวเองได้  ควบคุมตัวเองเป็นนะ  จงใช้ Passion ให้เป็นด้านคุณ  ด้านเสียหายควรละเว้น

เช่นเดียวกันกับแนวคิด AR  (Active recovery) การยังไม่หายเจ็บ  แต่มีคนบอกให้ออกไปจ็อกเพื่อคลายกรด กันข้อติดยึดอะไรนั้น  ก็ลองตรองดูเองกันว่า  ตัวเราจะได้ประโยชน์อะไรมากกว่ากัน

ความสามารถชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบความรู้สึกปรีดากับการวิ่งที่ปรนเปรอตัวเรา กับความบาดเจ็บเงียบๆข้างในอย่างไหนที่สำคัญกว่า  ที่มาตรวัดมันไม่เหมือนกัน  ที่เป็นความละเอียดอ่อนขนาดไหนต้องตามให้ทันและต้องแม่นยำด้วย

หลายราย กะประมาณผิด  กะจะให้ AR  แต่กลายเป็นเจ็บเพิ่ม  อันนี้ไม่รู้นะ  ต้องประมาณกันเองให้ถูกด้วย

บ่อยครั้งถ้าเป็น AR จริง มันก็จะ Work หรอก  แต่เนื่องจากตัวเองอ่อนควบคุม  อันเกิดจากความกระหายวิ่งที่สะสมผ่านมา แล้วไปเจอสิ่งแวดล้อมที่ กระตุ้น Passion ให้หลุดออกจาก AR  ที่ควรจะเป็น

AR นั้น เขาแนะนำให้เบาๆ  ช้าๆ  น้อยๆ  แต่ตัวเองกลับไปไม่ช้า ไม่เบา  ไม่น้อย  แต่ระบายความอยากออก  มันจึงไม่ใช้ AR แต่มันคือการอ่อนควบคุมตัวเอง

ถ้่าเป็น AR  ต้องให้มันเป็น AR จริง  ในสถานการณ์ที่ทุเลาแล้ว ไม่ใช่หน้่าสิ่วหน้าขวาน แล้วมา AR

คำถาม คือทุเลาแค่ไหน  ตัวพวกคุณนั่นแหละบอกตัวเอง  ไม่ใช่ผู้เขียนหรือแม้แต่โปรใดๆ

ที่เห็นและเป็นอยู่  พบเห็นบ่อย  ที่โจรมาในคราบโรบินฮู้ด  มาปล้นสะดมเรา แต่ปากบอกว่าเป็นโรบินฮู้ด  เป็น AR

ไอเดีย AR ไม่ผิดหรอก  แต่โจรที่มาในคราบ AR นี่แหละ ให้ระวัง

เจ็บที่กำลังจะหายดี กลับมาเจ็บใหม่

ลองไตร่ตรองดู ทางเลือกอะไรที่เราจะได้ประโยชน์มากกว่า  ก็เอาอันนั้น

.

.

กฤตย์ ทองคง

17  กันยายน  2563

.

กฤตย์ ทองคง

นาย รัตนศิริ สุทธศิริ โค้ชท่านอื่น บอกไม่ทุกชนิดการเจ็บที่ต้องหยุด พร้อมอธิบายเหตุผล

แต่ผมเห็นข้อดีของการเหมาหมด คือ

เราไม่ต้องมาทำความเข้าใจแยกแยะว่า

การบาดเจ็บชนิดอะไรไม่ อะไรต้อง นี่อย่างนึงแล้วนะ

และไอ้ที่เราเป็นปัจจุบันนี้คืออะไร มันใช่ นั้นหรือเปล่า บวกกับการดูผิดอีก เพราะเราเป็นนักวิ่ง ไม่ใช่แพทย์

คนบอกยังต้องเป็นแพทย์กีฬาอีกด้วยไม่ใช่แพทย์ธรรมดา

มันเยอะ

สรุปว่าข้อเสียของการเหมาหยุดหมดคืออะไร ตราบใดถ้าไม่ได้หยุดนานเป็นเดือนๆ

แค่หยุดไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ หยุดไปเถิด แถมความสดอีกด้วย กลับมาวิ่งด้วยความกระตือรือล้นด้วยซ้ำ

ที่สำคัญตัดปัญหาแยกแยะซับซ้อน

อย่าลืมว่าเราเป็นนักวิ่งนะ ไม่ใช่นักวิชาการ

เก็บความยุ่งยากไปทำความเข้าใจตรงอื่นดีกว่า หยุดเหมาหมด มันไม่ได้เสียโอกาสวิ่งอะไรมากนักดอก

.

Sak Matee รวมเวลาการบาดเจ็บครั้งที่ 1+2+3 จะยาวกว่าการหยุดครั้งเดียวคูณสอง ไม่เสี่ยงความเรื้อรังด้วย

ลงเด็ดแล้วต้องขาด

ใจต้องถึง ทนทรมานจากการอดวิ่งให้ได้ ดีกว่าทรมานจากการไม่ยอมหายสักที

เรากำหนดได้อย่างหนึ่งกับอีกอย่างเรากำหนดไม่ได้

นรกขุมต่างกัน

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่