เราจะหยุดวิ่งเมื่อไร
.
.
โดย กฤตย์
ทองคง
.
.
1)
เมื่อเราต้องการพักคืนเรือนร่างให้กลับสดดีดังเดิมจากการใช้สะสมใช้งานวิ่งที่หนักมาระยะหนึ่ง
2)
เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บจากทั้งการวิ่งและแม้ไม่ได้จากวิ่ง
แต่ป่วยไข้อย่างอื่น ค่าที่ว่า การวิ่งได้ผลิตแรง Stress กับเรือนร่างมากมาย
ผู้วิ่งควรจัดให้ตัวเองเผชิญหน้าการวิ่งในขณะที่สมบูรณ์ดี มิใช่ช่วงที่ดาวน์ลง
ไม่มีคำถามหรอกว่าไม่หยุดวิ่งได้หรือไม่ แต่มีคำถามว่า เราควรหยุดวิ่งนานขนาดไหน
สัปดาห์ละกี่วัน
ตอบเลย.....หยุดนานขนาดที่ผู้หยุดกลับมามีความสดพอเพียงที่จะวิ่งได้อีกครั้งอย่างปกติ
ที่น่าไตร่ตรองกันให้ดีคือ
ถ้าหยุดวิ่งแล้ว
ยังไม่หายล้า ยังไม่สด จะทำอย่างไร
ตอบชัดเจน
ไม่คลุมเครือ
"พักเพื่อให้ฟื้น"
"ถ้ายังไม่ฟื้น ก็ต้องกลับไปทำให้ฟื้น"
คือไปหยุดต่อ
(ห้ามกินยาใดๆ)
มันเป็นบทสะท้อนกลับที่บอกให้ผู้วิ่งไปปรับตารางใหม่ ที่ผ่านมา Too intensity เกินตัวตนปัจจุบันของเราไป
ตารางวิ่งที่ดี ไม่่ใช่ตารางที่ยิ่งเข้มข้นยิ่งดี
แต่เป็นตารางที่มีองศาเข้มข้นที่พอดีกับผู้ฝึก และพอดีกับเป้าหมายฝึก
สิ่งนี้ทำผิดกันยอดนิยมมากทั่วราชอาณาจักร
สูตร
More
is better ไม่ยอมตายเสียทีทั้งๆที่สูตรนี้ล้าสมัยไปตั้งนานแล้ว
มันมีโทษภัยตามมาเยอะกลบท่วมท้นประโยชน์มิด แต่ยังมีคนใช้สูตรนี้อยู่เรื่อยๆ ไม่จดจำ
และเพราะความที่แต่ละคนกลับมาสดได้ไม่เท่ากันในเวลาเท่าๆกันนี่เอง
จึงยังผลลัพธ์ให้แต่ละคนควรมีการหยุดไม่เท่ากันนั่นเอง
แต่ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายวิ่งแต่ละคนด้วย
แน่นอน
ผู้วิ่งที่มีเป้าหมายเอาไปแข่งขัน ย่อมต้องการช่วงการฝึกที่ใส่ใจหน่อย วันวิ่งจึงต้องเอาจริงเอาจัง แต่วันหยุดก็ต้องให้พอเพียงกับตัวเองด้วย
ส่วนผู้วิ่งที่มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ
หรือเพื่อการผ่อนคลายประจำวัน
การพักฟื้นกลับยิ่งมีความสำคัญมาก
การวิ่งอาจจางคลายลงตามส่วน
ก็ให้จัดไปตามนั้น
นี่คือคำตอบเหตุผลที่ว่า
การหยุดวิ่งของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่ต้องเท่ากัน
จังหวะการหยุด นักวิ่งอาจจะหยุดหลังวันยาวหรือหลังวัน SW
(Speedworks) ก็ได้ ไอเดียก็คือ
วันหยุดควรอยู่หลังวันที่ฝึกแล้วล้ามากที่สุด
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่มักจะล้ากับยาวหรือล้ากับ SW ใดมากกว่ากัน
ล้ามากที่สุดในวงรอบการฝึกวันไหน
ก็หยุดหลังวันนั้น
โดยมากมักเลือกที่จะหยุดหลังวันยาว
แต่ไม่เสมอไป
ในเมื่อความล้าที่สะสมตัวจากการฝึก
มันเป็น Relative คือไม่ได้ล้าสุดๆ แต่ก็ไม่ได้สดใสดีนัก หลายๆคราวที่กึ่งๆ กึ่งล้ากึ่งสด
จะฝึกต่อก็ได้ จะหยุดก็ได้
ให้ผู้วิ่งไตร่ตรองด้วยการเปลี่ยนคำถามดูว่า "เราได้ประโยชน์จากอะไรมากกว่ากัน
ก็เอาสิ่งนั้น"
เพราะมันเป็นคำถามที่ดี
ด้วยการถามเช่นนี้ มันจะให้ข้อเฉลยที่เหมาะสมกับเรา ทั้งๆที่อาจไม่ได้ล้ามากมายอะไร เช่น
ตัวอย่างที่หนึ่ง ใกล้วันแข่งขันเข้ามาที่เราต้อง Taper คืนความสดก่อนไปแข่ง
แม้เราอาจจะไม่ได้ล้ามากมาย
แต่เราต้องควรได้ประโยชน์จากความสดที่ทวีขึ้นสูงสุด มิใช่การฝึกเพิ่มขึ้นใดๆ จริงอยู่ฝึกนั้นได้แน่ แต่นาทีนี้กำลังTaper เตรียมไปสนาม เราจะได้ประโยชน์จากการหยุดมากกว่าฝึก ในเงื่อนไขนี้
เราจึงควรจัดหยุดมิใช่จัดใส่ความล้าเพิ่มเข้ามาในระบบ
ระยะนี้ความอยากวิ่งมิใช่สิ่งที่ควรจะระบายมันออก
แต่กลับควรสะสมไว้
ในขณะที่ตอนออกตัววันจริงยังต้องกั๊กไว้อีกด้วย จังหวะจะโคนมันต้องมี สิ่งนี้ถ้าจะว่าให้ละเอียด มีต้องเขียนอีกมาก
ตัวอย่างที่สอง ระหว่่างช่วงได้รองเท้าใหม่มา
รองเท้าวิ่งที่สั่งซื้อ เพิ่งมาถึง ของเพิ่งมาส่ง
อยากลอง
แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าอาการที่เป็นอยู่หายดีแล้วหรือยัง
เพื่อประโยชน์ที่ชัดเจนและมั่นใจ
เราควรหยุดต่อ ไม่ควรไปลองรองเท้าวิ่ง
รองเท้าจะลองเมื่อไรก็ได้ เมื่อสมบูรณ์ดี
แต่นักวิ่งหลายคนถะโหล่ไปลองรองเท้าใหม่
กลับได้องศาความบาดเจ็บที่ทบทวียิ่งขึ้น
เรื่องใดมันจะใหญ่หนักหนามากกว่ากัน ?
ตรองดู
ตัวอย่างที่สาม งานแข่งที่แย่งสมัครได้มา ภายหลังมีอาการเจ็บแทรก
จะหายทันสนามหรือไม่ไม่ทราบ
ให้ไตร่ตรองประโยชน์กับโทษภัย
ใดหนักหนากว่ากัน เราต้องหายดี
ไม่หวนมาเจ็บอีกครั้งหรือลงวิ่งทั้งๆที่เจ็บด้วยความเสียดายเงินสมัคร
เสียดายเหรียญเสียดายเสื้้อ
ก็ให้ลองไตร่ตรองดู
ใดที่สำคัญกับเรามากกว่ากัน เราก็ืเลือกสิ่งนั้น บางคนเลือกเพชร บางคนเลือกเศษกระเบื้องแตก
ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีเกณฑ์ละเอียดให้เลือกแบบนี้ เราจึงตัดสินใจผิดพลาด
ไปเลือกสิ่งที่มีความสำคัญน้อย
และปล่อยลากสิ่งที่มีค่ามากกว่าเสียหายมากเป็นทวีคูณอย่างไม่จำเป็น
จำไว้ว่า เราได้ประโยชน์จากการหยุดวิ่งนั้นหรือได้ประโยชน์จากการวิ่งต่อ
อันไหนได้ประโยชน์มากกว่า ก็เอาอันนั้น
แต่พวกเธอต้องวิเคราะห์ถูกเหมาะสม ต้องปกครองตัวเองได้ ควบคุมตัวเองเป็นนะ จงใช้ Passion ให้เป็นด้านคุณ ด้านเสียหายควรละเว้น
เช่นเดียวกันกับแนวคิด
AR (Active recovery) การยังไม่หายเจ็บ แต่มีคนบอกให้ออกไปจ็อกเพื่อคลายกรด
กันข้อติดยึดอะไรนั้น
ก็ลองตรองดูเองกันว่า
ตัวเราจะได้ประโยชน์อะไรมากกว่ากัน
ความสามารถชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบความรู้สึกปรีดากับการวิ่งที่ปรนเปรอตัวเรา
กับความบาดเจ็บเงียบๆข้างในอย่างไหนที่สำคัญกว่า
ที่มาตรวัดมันไม่เหมือนกัน
ที่เป็นความละเอียดอ่อนขนาดไหนต้องตามให้ทันและต้องแม่นยำด้วย
หลายราย
กะประมาณผิด กะจะให้ AR แต่กลายเป็นเจ็บเพิ่ม อันนี้ไม่รู้นะ ต้องประมาณกันเองให้ถูกด้วย
บ่อยครั้งถ้าเป็น
AR
จริง มันก็จะ Work หรอก แต่เนื่องจากตัวเองอ่อนควบคุม อันเกิดจากความกระหายวิ่งที่สะสมผ่านมา
แล้วไปเจอสิ่งแวดล้อมที่ กระตุ้น Passion ให้หลุดออกจาก AR ที่ควรจะเป็น
AR
นั้น เขาแนะนำให้เบาๆ
ช้าๆ น้อยๆ แต่ตัวเองกลับไปไม่ช้า ไม่เบา ไม่น้อย
แต่ระบายความอยากออก มันจึงไม่ใช้ AR
แต่มันคือการอ่อนควบคุมตัวเอง
ถ้่าเป็น
AR ต้องให้มันเป็น AR จริง ในสถานการณ์ที่ทุเลาแล้ว
ไม่ใช่หน้่าสิ่วหน้าขวาน แล้วมา AR
คำถาม
คือทุเลาแค่ไหน
ตัวพวกคุณนั่นแหละบอกตัวเอง
ไม่ใช่ผู้เขียนหรือแม้แต่โปรใดๆ
ที่เห็นและเป็นอยู่ พบเห็นบ่อย
ที่โจรมาในคราบโรบินฮู้ด
มาปล้นสะดมเรา แต่ปากบอกว่าเป็นโรบินฮู้ด
เป็น AR
ไอเดีย
AR
ไม่ผิดหรอก
แต่โจรที่มาในคราบ AR นี่แหละ ให้ระวัง
เจ็บที่กำลังจะหายดี
กลับมาเจ็บใหม่
ลองไตร่ตรองดู
ทางเลือกอะไรที่เราจะได้ประโยชน์มากกว่า
ก็เอาอันนั้น
.
.
กฤตย์
ทองคง
17 กันยายน
2563
.
กฤตย์
ทองคง
นาย
รัตนศิริ สุทธศิริ โค้ชท่านอื่น บอกไม่ทุกชนิดการเจ็บที่ต้องหยุด
พร้อมอธิบายเหตุผล
แต่ผมเห็นข้อดีของการเหมาหมด
คือ
เราไม่ต้องมาทำความเข้าใจแยกแยะว่า
การบาดเจ็บชนิดอะไรไม่
อะไรต้อง นี่อย่างนึงแล้วนะ
และไอ้ที่เราเป็นปัจจุบันนี้คืออะไร
มันใช่ นั้นหรือเปล่า บวกกับการดูผิดอีก เพราะเราเป็นนักวิ่ง ไม่ใช่แพทย์
คนบอกยังต้องเป็นแพทย์กีฬาอีกด้วยไม่ใช่แพทย์ธรรมดา
มันเยอะ
สรุปว่าข้อเสียของการเหมาหยุดหมดคืออะไร
ตราบใดถ้าไม่ได้หยุดนานเป็นเดือนๆ
แค่หยุดไม่กี่วัน
ไม่กี่สัปดาห์ หยุดไปเถิด แถมความสดอีกด้วย กลับมาวิ่งด้วยความกระตือรือล้นด้วยซ้ำ
ที่สำคัญตัดปัญหาแยกแยะซับซ้อน
อย่าลืมว่าเราเป็นนักวิ่งนะ
ไม่ใช่นักวิชาการ
เก็บความยุ่งยากไปทำความเข้าใจตรงอื่นดีกว่า
หยุดเหมาหมด มันไม่ได้เสียโอกาสวิ่งอะไรมากนักดอก
.
Sak
Matee รวมเวลาการบาดเจ็บครั้งที่ 1+2+3
จะยาวกว่าการหยุดครั้งเดียวคูณสอง ไม่เสี่ยงความเรื้อรังด้วย
ลงเด็ดแล้วต้องขาด
ใจต้องถึง
ทนทรมานจากการอดวิ่งให้ได้ ดีกว่าทรมานจากการไม่ยอมหายสักที
เรากำหนดได้อย่างหนึ่งกับอีกอย่างเรากำหนดไม่ได้
นรกขุมต่างกัน
.
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.