Thursday, March 4, 2021

Just do it

 Just do it

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

วันนี้เป็นวันครบรอบวิ่งปีที่ 28 ของกฤตย์  จึงขอเขียนเล่าถึงการออกวิ่งเป็นครั้งแรก  วันที่ 5 มีนาคม  2536 ของผมครับ

เราตัดสินใจวิ่งเพราะเป็นตัวของเราโดยแท้ ไม่ใช่จากสิ่งอื่น

ย้อนมาที่ตัวผม  ในความพยายามวิ่งครั้งแรกๆตั้งแต่เยาว์วัย  ความที่คุณแม่เป็นคนส่งเสริม  ท่านมีทัศนคติที่ดีต่อการวิ่ง  แม้ว่าท่านจะไม่ได้วิ่งเอง

แต่หมาในซอยบ้านไม่ขานรับเจตนารมณ์ของท่าน  สุดท้ายก็ต้องเลิกไป

ครั้งต่อมาอีกหลายปีทีเดียว  เริ่มวิ่งอีกครั้งตามแฟน  แฟนเป็น "คนวิ่ง"  แต่ไม่ถึงกับเป็น "นักวิ่ง"   เธอเป็นแต่ผู้ที่ใช้การวิ่งให้เป็นประโยชน์  ไม่ได้มียูนิฟอร์มเป็นแบบนักวิ่งด้วยซ้ำ

แต่สุดท้าย เพราะความที่ไม่ได้วิ่งด้วยความเป็นตัวของตัวเอง  เราวิ่งเพราะตามจีบเธอ  จึงไม่ติดวิ่ง

ความพยายามครั้งที่สามต่อมา จากเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศสำนักงานเดียวกันชักชวนวิ่ง

แต่เพราะเขาชวนเราตรงๆว่า การวิ่งมันดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้  การวิ่งมันมีประโยชน์นะ  ความที่ผมเป็นคนหัวดื้อ  จึงปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกัน  ความพยายามตื้อของเขาไม่เป็นผล

แต่การชักชวนก็ยังไม่จบลง  วันหลังยังชวนคุยถึงประโยชน์จากวิ่งต่อ

สำหรับเรา รู้มานานแล้วว่า  การวิ่งเป็นยาครอบจักรวาล  ใครเป็นอะไรก็หายดี  วิ่งแล้วแก่ช้า  ชลอวัย  เพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวา ฯลฯ  บลา...บลา...  ที่แปลว่าเราเริ่มรำคาญ

ถ้าเปรียบคำชักชวนวิ่งเป็นสรรพคุณยา ก็ต้องเรียกว่า  "ไม่น่าเชื่อ"  น่าจะโม้เกินขนาด  เป็นอะไรอยู่หายหมด  มันจะเป็นไปได้อย่างไร

เออ..เป็นก็เป็น  ขี้เกียจเถียง  ไม่อยากฟัง  และจะไม่ต่อความด้วย  มันจะโม้ก็ปล่อยให้มันโม้ต่อไป ไม่ขัดคอ  เพียงแต่เราไม่วิ่ง

สรรพคุณวิ่งเป็นยาครอบจักรวาล  หาได้ทำให้เราเริ่มวิ่งไม่

แต่สหายผู้นั้นกลับวางปริศนาให้เราไปตอบตัวเองว่า  ที่อ้างว่ารู้มานานแล้ว  "ถ้ารู้ว่าดีอย่างนั้นแล้ว  ทำไมไม่วิ่ง"

เมื่อไวยากรณ์ชักชวนเริ่มเปลี่ยนไป  ไม่ได้เป็นคำเกลี้ยกล่อมถึงข้อดีของวิ่งแล้ว แต่เป็นคำอภิปราย

จำได้ว่าตัวเองตอบคำอภิปรายนี้ไม่ได้  แต่อยากให้เค้าเปลี่ยนประเด็นสนทนามากกว่า

เพราะความที่ถ้าลงละเอียดเรื่องนี้แล้ว  เราจะรับลูกไม่ได้  จึงเงียบไป  ลึกๆก็คือ  "เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า  ทำไมเราไม่วิ่ง" เท่านั้นเอง  ยังไม่ทันจะเริ่มวิ่งเลย ก็จ๋อยแล้ว

มาถึงนาทีนี้  เราวิเคราะห์ได้แล้วว่า  คนเราจะกอปรพฤติกรรมใดขึ้นมา  ย่อมมี  "ความเคยชิน" เป็นเชื้อมูลประกอบที่สำคัญ  การที่ได้เคยมาบ้างแล้ว  ย่อมจะเอื้อต่อการต่อเนื่องได้ง่ายกว่าการลงมือทำใหม่เป็นครั้งแรก  นี่คือเหตุที่อยู่เบื้องหลังของการแจกฟรีชิ้นสินค้าตัวอย่างจากทุกผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดใหม่นั่นเอง

โดยเฉพาะสำหรับบางคน  คำชักชวนให้ริเริ่มออกกำลังกาย  ที่ไม่ได้คำนึงถึงจิตวิทยา  จะยิ่งกลายเป็นตัวต้านเอาเลย

ค่าที่ว่า ฟังมาจนเบื่อแล้ว  ว่าการออกกำลังมันดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้  คนทำงานรณงค์ออกกำลังวิ่งตามพฤติกรรมคิดผู้บริโภคไม่ทัน

สหายผู้เขียนคนนั้น  ไม่ได้โน้มน้าวให้เราวิ่งด้วยเหตุผลเดิมๆอีกแล้ว  เพียงแต่โยนคำถามทิ้งไว้ให้เราว่า  "ถ้ารู้แล้วว่าวิ่งมันดีเช่นนี้ละก็  ทำไมไม่วิ่งเล่า"

นั่นคือสเต็ปต่อไป ผมต้องมีหน้าที่ครุ่นคิดกับมันจริงๆว่า  เราต้องหาคุณความร้าย(ไม่ใช่คุณความดี)ของการวิ่งให้พบ เพื่อให้ตัวเองมีเหตุผลที่ต้องชอบธรรมปฏิเสธวิ่งได้  คือมีเหตุผลที่จะไม่วิ่ง

และถ้าเราหาคุณความร้ายไม่เจอ  เราก็ต้องลงมือวิ่งเท่านั้นเอง  แม้จะเป็นไปอย่างกลัวๆ  ตั้งแต่การเริ่มออกวิ่งครั้งแรกด้วยการออกตัวว่า  "เราจะวิ่งเพียงได้แค่ไหนแค่นั้น  ไม่ไหวก็หยุด  คุณไปต่อได้เลย ไม่ต้องรอกัน"  แต่มันก็ได้ผล

นี่คือการวิ่งวันแรกของกฤตย์  5  มีนาคม  2536

ล่วงมาจนทุกวันนี้ ผมได้ข้อสรุปว่า  เรามาวิ่งกันด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลสารพัดดีให้กับชีวิตเรา

ความครอบจักรวาลเหล่านั้น ฉาบทาหน้าไว้เท่านั้นเอง  แต่หาได้มีความหมายใด

จริงๆแล้วเราอาจไม่วิ่งก็เพราะคำพรรณาที่เหลือเชื่อนี้ด้วยซ้ำ  ว่าการวิ่งมันดีอย่างนั้นอย่างโน้น  ที่เรารำคาญจนต้องผินหน้าออก  ทั้งๆที่ควรจะให้ความสนใจ  เผลอๆ ผมเชื่อว่า บางคนอาจต่อต้านอยู่ลึกๆด้วยซ้ำ

เราจะวิ่งก็ต่อเมื่อเรา "คลิก" เอง ไม่มีใครช่วยคลิกให้

มุมไตร่ตรองของคนช่างคิด ย่อมไม่ใช่แง่มุมความดี มหาศาลของการวิ่งใดๆ  เพียงแต่เป็นแง่มุมพินิจใดๆก็ได้ ที่หลุดออกจากกรอบใคร่ครวญแบบเดิมๆ ถ้ามันต้องเป็นพฤติกรรมดีๆเท่านั้น

การรณรงค์วิ่งก็คงถึงขีดจำกัดเพราะความที่มนุษย์นี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง

สำหรับใครๆอาจจะโอเค  แต่สำหรับกฤตย์ ในวันแรกๆของการวิ่ง  คำนิยมสรรเสริญวิ่งมันดีต่างๆ ถึงกับต้องห้ามเอาเลย

ความประการนี้มีอยู่จริง แต่นักรณรงค์วิ่งหาได้ทำความกระจ่างชัดในงานของเขาอย่างเพียงพอ

มนุษย์เป็น Subjects ที่มีชีวิตซับซ้อน  ที่ประกอบด้วยทั้งเหตุผลและไร้เหตุผล  ที่ฉลาดกว่านั้นอีก คือโน้มน้าวไปสู่ความไร้เหตุผลด้วยเหตุผลด้วยซ้ำ !!!

พวกเรามีความละเอียดที่ซ้อนทับกันหลายชั้น  มีมิติความรำคาญจากการเกลี้ยกล่อมให้มาออกกำลังกายด้วย !

ยิ่งหากเจอท่วงท่าเกลี้ยกล่อมแบบเดิมๆ จะยิ่งเป็นภัยต่องานของคุณ  ยิ่งชวนมาก งานของคุณยิ่งถอย !!!

แต่ควรต้องเปลี่ยนการใช้ไวยากรณ์ใหม่ในการเข้าหา Approach  วิธีชักชวนหนึ่งๆ ใช้ได้กับบางคนเท่านั้น

บางรายอาจต้องเข้าหาด้วยการท้าทายก็ได้  แต่จะได้ผลหรือไม่ ก็ยังต้องแล้วแต่บุคคล  บางคนใช้แผนนี้ก็กระโดดเข้างับเลย  บางคนกลับเฉยๆไม่ได้ผล

คนทำงานวิ่งต้องตามสถานการณ์ให้ทัน

"หน้าอย่างนาย อย่าสะเออะวิ่งเลย  ไม่มีทางหรอก  ต้องตัวเล็กๆหน่อย  นายตัวใหญ่เกินไป  พนันกันก็ได้"

หลักๆของมันก็คือ ไวยากรณ์ที่เอามาใช้จะเป็นอะไรก็ได้ที่มันได้ผล  คนใช้งานต้องควานให้พบ

ถ้าไวยากรณ์ใดด้านเจาะเข้าไม่ถึงต้องเปลี่ยน  อย่าดันทุรัง

พวกนักวิ่งเราหลากหลายรายมีความสามารถมาก  ชักชวนให้คนมาวิ่งกันได้หลายราย  เป็นผลงานที่น่าชื่นชมมาก  ทั้งๆที่เขาอาจไม่ได้มีความรู้เรื่องวิ่งมากอะไรเลย  ตัวเขาเองวิ่งผิดๆถูกๆ  แต่คนที่เขาคุยด้วย  ออกมาวิ่งหลายรายแล้ว  เออ..เอากับมันดิ..!!!

คนเราสามารถไม่เท่ากัน  เขาอ่อนทางไหน แต่อาจไปแข็งทางอื่นก็มี  งานชักชวนให้คนมาออกกำลังกายสำหรับผม  อ่อนเปลี้ยมาก  "ไม่วิ่งก็เรื่องของเธอ"  เซลล์คนนี้ ไม่ง้อลูกค้า

แต่เราขอยืนอยู่ที่จุดคุยกับคนที่ออกวิ่งแล้ว  วิ่งไปแล้วพบปริศนาอะไรบ้าง  How to...ต่างๆ  ทำไมมันออกมาเป็นอย่างนี้  แบบนี้ถามได้  แต่เราจะไม่อ้อนวอนเกลี้ยกล่อมใดๆเลย

นั่นคือในคลังบทความของผม จึงไม่พบแม้แต่บทความเดียวที่ชักชวนให้คนที่ยังไม่วิ่ง มาวิ่งกัน

เป็นกลุ่มผู้อ่านมุ่งหวัง ที่ลงมือวิ่งมาบ้างแล้ว กับแง่มุมต่างๆ  ผมวางตำแหน่งของตัวเองไว้ตรงนี้  ตรงที่ต้องผ่านด่านแรกวิ่งเข้ามาก่อนแล้ว

ลำพังในมุมมองของกฤตย์เอง  มาวิ่งเพราะเหตุแห่งอหังการเอามากๆ  ไม่ได้มาเพราะเป้าหมายสุขภาพใดๆ

เรามาวิ่งเพราะต้องการเกียรติประวัติให้เพียงได้ชื่อว่า  "มาราธอนเหรอ  พ่อเคยวิ่งมาแล้ว"  ไม่ใช่เป้าหมายเอาแชมป์ แต่เป้าหมาย Finisher  แม้นวิ่งได้แล้ว ก็จะเลิกวิ่ง  ไม่ได้ตั้งใจจะวิ่งต่อยาวนาน  ขอเพียงชั่วคราว

เรานึกจินตนาการไม่ออกเลยว่า  การใช้ชีวิตที่จมปลักอยู่กับการวิ่งถาวรตลอดไป  มันไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่านัก  ทำไมเราเลือกตัดโอกาสชีวิตตัวเองเช่นนั้น

สำหรับคนนอกที่มองเข้ามา  แค่การได้วิ่งมาราธอนจนถึงเส้นชัยได้เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต  เป็นลำดับสำคัญที่น่าเอ่ยถึงแล้ว

แต่เราหาตระหนักไม่ว่า นั่นเท่ากับเป็น Commitment ที่มีพลังมหาศาล บังคับให้ตัวเองสานก่อ เกาะติดพฤติกรรมวิ่งไปนานเพียงพอที่ทำให้มันซึมซับเข้าไป  เพาะพูนไม่แต่ร่างกายแต่หล่อหลอมวุฒิภาวะที่จะสถาปนาให้เจริญงอกงามต่อเนื่องไปสู่การติดวิ่งในที่สุด

ความประการนี้  ผมหาได้รู้ตัวมาก่อนไม่

เป็นการหยั่งถึงพลังฝึกวิ่งที่กว่าที่มันจะสามารถเพาะพูนให้เกิดกับตัวคนได้  ที่เข้ามากับกระบวนการเวลา  ที่ผู้คนสมัยใหม่ ไม่เคยชิน  ชอบเร่งรัด Intensive course  เราต้องอยู่กับมันอย่างสิ้นไร้ความคาดหวังว่าจะมาถึงเมื่อไร  เราถึงจะอยู่กับแผนฝึกได้อย่างไม่ทรมาน

ย้อนกลับมาที่เดิม  แรกๆเราวิ่งกันด้วยตัวเองโดยแท้  มันย่อมมีแง่มุมหนึ่งแง่มุมใดที่พินิจแล้ว  "คลิก" ได้ลงตัว จนผลักดันให้วิ่งได้

นั่นไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ดีใดๆมาวิ่ง  เพียงแต่ Just run เท่านั้นเอง

มันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากแบบออกทัพจับศึก  ที่สำนึกภาระที่หนักหน่วงแบบนั้นมันจะกลายเป็นอุปสรรคให้ท้อเสียก่อน

ตรงกันข้าม  ด้วยวิธีเข้าหาอะไรก็ได้ ที่ทำให้เราก้มลงกระชับเชือกผูกรองเท้า(ที่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งด้วย  แต่้เป็นรองเท้าที่มีอยู่)  ลงมือวิ่ง  และอีกครั้งไปเรื่อยๆ

ถ้่ามันจะเป็นเหตุผล ก็ต้องเป็นเหตุผลแบบง่ายๆเบาๆ  อย่าต้องให้ไปถึงกับต้องเป็น Manifesto ใดๆเลย

สำหรับตัวผม กลวิธีคิดเยี่ยงนี้ จะได้ผลดี  และอีกหลายคนด้วยเช่นกัน  คือ "ได้แค่ไหนแค่นั้น  หยุดได้ทุกเมื่อ"

มันต้องเบา  มันต้องปลอดโปร่ง  มันถึงจะWork

ยังจำได้อยู่เลยวันนั้นผมใส่รองเท้า Converse All star Chuck Tylor ลายพรางทหาร  กับกางเกงยีนส์ Livi's ตัดขาสั้น ตัดเองไม่เย็บชาย ปล่อยขุ่ยรุ่งริ่ง กับเสื้อยืดที่ไม่ใช่เสื้อวิ่งใดๆ  ไร้นากาผูกด้วย

แต่กลับมีเครื่องมือที่สำคัญคือ  "สำนึกที่เลิกวิ่งได้ทุกเมื่อที่ต้องการ"

ธงที่ตั้งไว้ 1 รอบ  (3.3k) มันช่างไกลมากนะนั่น!

ถ้าสมัยนั้นมีอุปกรณ์วิ่งที่ต้องมากมายซื้อหาเหมือนทุกวันนี้ ผมคงถอยไปแล้ว  ไม่วิ่งแน่นอน

สำหรับเรา  ของวิ่งพวกนี้  เป็นตัวอุปสรรค

การลองอะไรในครั้งแรกๆ ต้องเป็นอะไรที่ Simple and easy ให้ได้

ผมชอบมากเลยกับคำโฆษณาของไนกี้ว่า  Just do it 

คำนี้โดนจริงๆ ใครคิดนะ !

นึกไม่ออกเอาเลยว่า ถ้าผู้คิดคำนี้ออกมา ไม่ได้เป็นนักวิ่ง จะเกิดไอเดียนึกคำนี้ออกมาได้อย่างไรกัน

ครับ  ไม่ต้องมีเหตุผลร้อยแปดว่าวิ่งมันดีอย่างไร  แค่เหตุผลที่ Simple ที่สุด  Just do it  ก็โดนพอแล้ว  ขอชมไนกี้ครับ

.

.

กฤตย์  ทองคง

5  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


ระวัง...อย่าวิ่งกันแบบนี้

 ระวัง...อย่าวิ่งกันแบบนี้

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ให้ระวังตอนที่เมื่อพวกเราเจ็บจากวิ่งแล้ว  พักแล้ว  อาการดีขึ้น  ค่อยยังชั่ว  แต่จะหายดี พร้อมวิ่งต่อหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ

จะรู้ได้อย่างไร  พวกเราหลายคน ไปทดลองวิ่ง

การไปทดลองวิ่งในด้านหนึ่งคือสุ่มเสี่ยงไปรบกวนการซ่อมแซมที่กำลังดำเนินอย่างก้าวหน้า  แต่ถ้าไม่ทดลองวิ่งแล้วจะรู้ได้อย่างไร

พวกเราทำไมมีความช่างสังเกตต่ำ  แค่เดินไปมาจะไม่รู้เชียวหรือ  การขึ้นลงบันไดบ้าน ก็น่าจะรู้สึกถึงระดับความเมื่อยล้าเราขนาดไหนพอที่จะวิ่งวันนี้เหมาะสมหรือไม่  ต้องไปสนามวิ่งทดสอบ  ทั้งๆที่การจ็อกหน้าบ้านกลับไปกลับมา  ก็น่าจะบอกได้

พอเจ็บในสนามซ้อม ก็ไม่หยุดทันที บอกยังไม่ครบรอบ  ครบรอบก็บอกว่ามาวิ่งแค่นี้เปลืองแฟ็บ  คุณหาเหตุผลที่จะวิ่งให้ได้ทั้งๆที่ควรหยุด แต่ทำไม่ได้

เพราะการไปสนามเป็นทางการมีต้นทุนเวลาและการเสียโอกาสที่แทนจะได้ทำอย่างอื่น  แต่กลับไปทดสอบ  ขออภัยที่จะกล่าวว่า ทำไมผู้เขียนหยั่งถึงจากแค่ทำตามที่บรรยายข้างต้นเท่านั้น  ไม่เห็นต้องไปสนามเลย

พอไปสนาม  เมื่อลองออกวิ่งแล้ว  ผลลัพธ์มันแสดงตัว  เป็นอย่างไร  ก็ต้องเป็นอย่างนั้น  ถ้ามันบอกเราว่ามันยังอยู่  ก็ต้องหยุดต่อ

แต่ส่วนใหญ่  พวกเราไม่ได้ทำอย่างนี้  พวกเรามีความอึดอัดจากการไม่ได้วิ่งมานาน

จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะวิ่งให้ได้  แม้สัญญาณเจ็บมาแสดงตัว  ก็พยายามผลักไสพยายามไม่รับรู้  เพิกเฉย

แม้เจ็บจะเด่นชัด  ก็ผลักไสมันเข้าไปอยู่ในลิ้นชักของความอดทน  บากบั่น  มานะ  พากเพียร  ที่พฤติกรรมอย่าวนี้มันก็คือ  การฝืนใช้งานในอวัยวะมี่ชำรุดนั่นเอง

รถยนต์ที่ยังซ่อมไม่เสร็จ  ถอยออกจากอู่เอาไปใช้งานก่อนเวลา  จะพังกว่าเก่า

ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง จะกลายเป็นชำรุดไปด้วยเพิ่มขึ้น  ส่วนที่เจ็บนั้นยิ่งชัดกว่าเก่า

ก็ทนฝืนต่อ  ก็ทนเท่าที่ทนได้  จนถึงระดับหนึ่ง  เมื่อความเจ็บกลับมาเต็มรูปแบบ  ย่างก้าวที น้ำตาร่วง  มันก็ต้องหยุดไปเองอยู่ดี  ไม่เห็นใครฝืนต่อได้สำเร็จสักราย

แทนที่จะเป็นเช่นนี้  ทำไมไม่หยุดต่อตั้งแต่มีสัญญาณเตือนแรกๆ ที่ทดสอบวิ่งว่ามันหายหรือยัง  เมื่อพบว่า มันยังอยู่  ทำไมไม่หยุดตั้งแต่ตอนนั้น  แต่ดื้อรั้น  เป็นเช่นนี้มากมายหลายราย

จึงกลายเป็นว่า  ที่ผ่านมา  ไม่ได้เป็นการทดสอบวิ่งจริง  แต่ดื้อรั้นจะเอาชนะให้ได้ในนามทดสอบวิ่ง  แล้วพบว่า  ไม่เคยมีรายไหนชนะมันได้เลยสักรายเดียว

บางรายมีอาการคล้ายดีขึ้น  หลังจากที่ทนวิ่ง  ทนเจ็บตอนต้น  วิ่งสักพัก  พอเอนโดฟินส์หลั่ง  ความเจ็บมลายไป  แท้จริงมิได้หายไปไหน  แต่หลบใน  ผู้วิ่งโดนเอนโดฟินส์หลอก

กรณีที่ถูกเอนโดฟินส์หลอกบ่อยที่สุดก็คือ  "รองช้ำ" นี่เอง  Plantar Fasciitis  บางรายหายไปเองทั้งๆที่ฝืนวิ่ง จึงรับสัญญาณที่ผิดนั้นตีความเข้าข้างตัวเอง

วันดีคืนดี มันจะกลับมาหลังจากที่สงบไปหลายปี  เป็นสิบปีก็เคยพบ  จนนักวิ่งทำใจแล้ว  วิ่งมันทั้งๆแบบนี้แหละ  ไม่ก็เลิกวิ่งไปเลย

รูปแบบที่ปรากฏ คือ

ที่ว่า "หายแล้ว" นั้น  ได้แค่ "อย่าเร็ว"  ถึงจุดจุดหนึ่ง ตรงนั้นมันจะมา  ลองมาหลายครั้ง  ที่พยายามจะเข้าสูตรฝึก  แต่พบว่ามันมาทุกครั้งที่ลงหนัก  ทำให้ไม่สามารถเข้าสูตรฝึกใดๆได้เลย

ค่าที่ว่าสูตรฝึกนั้นต้อง Stress เรือนร่างมากขึ้นบ้างแน่นอน  แต่ทันทีที่ Stress มันก็มาปุ๊บเลย

มันดำเนินเข้า Pattern นี้ตลอดไป  ชื่อจึงเปลี่ยนเป็น  "เจ็บตลอดอายุขัย"  ไม่ใช่วิ่งตลอดอายุขัย  เพราะความที่อดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่เป็น

1)  ไม่หยุดวิ่งจริงๆ ตั้งแต่ยกแรก  ตั้งแต่สัญญาณแรกๆมา   กว่าจะหยุดจริง ก็ฝืนมาพักใหญ่  จนน้ำตาร่วง ผลักไสความบาดเจ็บสู่โหมดเรื้อรังร้ายแรงเสมอ คือ ไม่หายง่ายๆอีกต่อไปแล้ว

2)  ไม่หยุดจนหายดี  ไม่ยอมใช้สูตรเจ็บคูณสอง  คือวิธีที่ทำให้คุณหายเจ็บจริงๆ  คือหยุดต่อนานเท่าที่มันเป็น และต่ออีก รวมเป็นสองเท่า

ในทุกความบาดเจ็บ  จะไม่มีหายจริงเลย  มันยังอยู่ทั้งสิ้น  แต่ไม่มีอาการ  แล้วมันจะกลับมาเมื่อเราไปซ้ำที่หนักพอ  ทุกชนิดของความเจ็บด้วย

ณ วันแรกที่เจ็บแล้วหยุดวิ่งทันที  นับไว้ด้วยกี่วัน  พออาการเจ็บหายไป ให้หยุดต่ออีกเท่าหนึ่ง เช่น 10 วันหาย  ให้หยุดรวมทั้งสิ้น Total 20 วัน  (หาย 1 เดือน = หยุด 2 เดือน)

เป็นสูตรที่เข้าใจง่ายมาก แต่ทำตามยากสุดๆ

ตอกย้ำซ้ำเติมกับคำของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นที่แนะนำให้ Active recovery  ก็ตีความกันผิดๆ  คือมันเท่ากับไปซ้ำเติมแทนที่จะต้องพักเยียวยาในนาม AR  จู่ๆมา AR ทั้งๆยังเจ็บ ก็เรียบร้อยสิท่าน  ไม่ใช่ AR ผิด  ไม่่ AR ไม่สมควร  แต่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่จริงมองไม่ขาด  ควร AR ตอนไหน

เมื่อ Pattern ทำตัวหลังเจ็บของนักวิ่งเป็นแบบนี้แทบจะทุกราย  เพราะความที่ไม่เข้าใจว่า  อวัยวะที่ใช้งานมากหนักเกินไปชำรุด ต้องพักใช้งาน

หลักการมีสั้นๆแค่นี้เอง  ไม่ได้ซับซ้อนใดๆ  แต่ไม่ปฏิบัติกันเอง

เมื่อคนเจ็บจากวิ่งคุยกับผู้เขียน มักไม่บอกว่ามีการฝืนวิ่งมาก่อนหลายครั้งแล้ว  ร้อยทั้งร้อย  แต่โทษอย่างอื่นไม่โทษตัวเอง เช่นโทษรองเท้า

สิ่งที่นักวิ่งเก่าๆทำผิดพลาดมา ควรจะเป็นบทเรียนของนักวิ่งผู้มาที่หลังสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดนั้นๆ  อย่าก้าวซ้ำ  อย่ามาเร่งศึกษาในการเจ็บตอนมาเจ็บแล้ว  จะไม่ทันการ ปวดขี้แล้วค่อยมายกส้วมขี้ย่อมราด เราต้องทำความชัดเจนทั้งกระบวนตั้งแต่ยังเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ยังไม่เคยเจ็บเลย เมื่อเจ็บจะได้ดูแลตัวเองทันท่วงที

แม้เราจะไม่สามารถระบุได้ว่า  "มีใครบ้างที่ไม่เคยเจ็บ"  กล่าวเช่นนี้ราวกับว่า  "ความบาดเจ็บเป็นปรากฏการณ์สามัญ"

พวกเราจึงมีท่วงท่าฝึกวิ่งกันแบบ "แสกหัวรับกระบอง"  รู้ทั้งรู้ ยังแส่เข้าไปหา  รู้ทั้งรู้ว่าห้ามหนักต่อหนัก พักฟื้นต้องนำมาสลับ  สัญญาณเตือนต้องฟัง  อย่าไปซ้ำ  ที่ละเมิดเช่นนี้เพราะเห็นมันสามัญนั่นเอง

ผลลัพธ์คือ  จึงมีปริมาณนักวิ่งที่เป็นหน่ออ่อนที่จะเติบโตเพียงพอให้รับการคัดเลือกออกจากดิวิชั่นวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ไปสู่มืออาชีพน้อยมาก ไม่มีตัว

ปรากฏการณ์ Running Boom ไม่ได้ช่วยเหลือให้ประเทศเรามีช้างเผือกให้เลือกใดๆเลย  น้ำเข้าตุ่มข้างบน  แต่ก้นตุ่มรั่วออก

นักวิ่งใหม่เข้ามาเติมเมื่อไรจะเต็ม ถ้่าเข้ามาแล้วหายออกไปเช่นนี้

ความข้อนี้ไม่เว้นแม้แต่แนวหลัง  นึกว่าไม่ได้ฝึกเร็วจะไม่เจ็บงั้นรึ?  เปล่าเลย  เป็นกันทั่วไปหมด  ค่าที่ว่า  สาเหตุที่บาดเจ็บไม่ได้มีแต่  too fast เท่านั้น  แต่ยังมี too much  และ  too soon อีกด้วย

ถ้าปรากฏการณ์บาดเจ็บ(จากวิ่ง)  เป็นปรากฏการณ์สามัญแล้วละก็  ทำไมบางคนจึงยกเว้น  ทำไมบางคนมีประวัติการเจ็บน้อยมาก  เจ็บแล้วก็หายจริง  ไม่เรื้อรัง  ทำไมบางคนวิ่งได้ตลอดอายุขัย  คนพวกนี้มีอยู่จริง  ที่คุณไม่สามารถอธิบายได้  ไม่้เห็นเอามาเป็นตัวศึกษาเทียบเคียงเลย

.

.

กฤตย์  ทองคง

5  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่