Wednesday, July 8, 2020

เมื่อใดควรพักวิ่ง และเมื่อใดควรออกจ็อกคลายเส้น ในความบาดเจ็บจากวิ่ง

 เมื่อใดควรพักวิ่ง

และเมื่อใดควรออกจ็อกคลายเส้น

ในความบาดเจ็บจากวิ่ง
.
.
.
.
หลักของมันก็คือ พักใช้อวัยวะที่บกพร่องนั้นๆ
แต่จะหยุด หรือจะเบา ผู้วิ่งต้องนำไปคิดเองว่า
ระดับความบาดเจ็บนาทีนั้น มันขนาดไหน
เบา Easy = ยังใช้งานอยู่ ยังไม่ได้พัก แต่เป็นการผ่อนงานที่เคยหนักลงให้เบาลงกว่าเดิม เป็น Recovery อย่างหนึ่ง
แต่การหยุด = เป็นการยุติงานหนักนั้น เป็น Recovery ที่ดีที่สุด ยิ่งเป็นการนอนหลับข้ามคืน ยิ่งดีใหญ่ Absolutely rest
ในการบาดเจ็บเต็มรูปแบบ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพักแรมคืนหลายๆคืน ร่างกายจะเยียวยาตัวเองทีละนิดๆ
การที่ผู้วิ่งเลือกที่จะใช้ Recovery ชนิดไหน เบาหรือหยุด ควรต้องคำนึงทางหนีทางไล่ ข้อเสียเปรียบได้เปรียบรอบด้าน เช่น
ถ้าการหยุดไปเป็น Recovery ที่ดีที่สุด ทำไมเราไม่ทำ ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ จะเข้ามาถึงคำกล่าวว่า "ขาดซ้อม จะตกฟิต"
มุมที่เราจะพินิจต่อไปก็คือ การหยุดวิ่งนานเท่าไรถึงจะตกฟิต แค่3-4 วันจะตกหรือไม่
ถ้าตก ทำไมแผน Taper ก่อนมาราธอนที่โปรวิ่งระดับสากลจึงนานถึง 2 สัปดาห์ถ้าตกฟิตจริง? ถ้าเราตอบตรรกะตรงนี้ไม่ได้ เหตุผลจึงเทมาข้างให้หยุดมากกว่า
หรือเราจะหยุดพักวิ่ง แต่ใช้การเดินมาเป็นการทดแทน เพื่อเป็น Active recovery ก็มีเหตุผลอภิปรายกันได้แต่ก็เป็นรายๆ ไม่ใช่วินิจฉัยเดียวใช้ได้ทุกราย
ขอเพียงแต่อย่าใช้ความรู้สึกควบคุมแผนวิ่ง คือ "มโน" "รู้สึกเอาเอง" ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ
นักวิ่งมักสำคัญบทบาทการหยุดพักวิ่งมีความสำคัญต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะ "ติดวิ่ง" วิ่งตะพึดตะพือ ไม่มีการแยกแยะ ใดคือการขาดซ้อมจริง ใดคือพัก เพื่อให้ฟื้น เพื่อความสมบูรณ์พร้อม
ในอีกด้าน ผู้วิ่งหรือผู้ควบคุมการฝึก จะเลือกเบาหรือหยุด จะตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพก็ต่อเมื่อ ประเมินความร้ายแรงของความบาดเจ็บนั้นให้แตก มองให้ทะลุ ว่าที่ตัวเราหรือเด็กเราเป็นนั้น หนักหนาแค่ไหน
การบาดเจ็บยังมีอยู่ชัดเจน แต่ให้เด็กไป Active recovery ออกจ็อก คลายกล้ามเนื้อ จึงกลายเป็นการซ้ำเติมความชอกช้ำนั้น ผลักไสให้ความบาดเจ็บหายช้าและกลับมาชอกช้ำอีก
หลักการ Active recovery นั้นอยู่ที่การเจ็บต้องทุเลาลงเกือบหาย เสียก่อน จึงออกไปกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนนำเอาโปรตีนที่ได้จากอาหารไป Healing ด้วยการจ็อกนั้นถูกต้อง แต่ไม่ใช่เจ็บปุ๊บก็ออกจ็อก ที่นักวิ่งเข้าใจบทบาท Active recovery นั้นถูกต้องแล้ว แต่ขั้นตอนและลำดับยังสับสนอยู่
สมควรปรับการรับรู้และเข้าใจให้ตรงด้วยครับ
ส่วนความกังวลการกระตุ้นใช้งานไม่ให้กลไกติดขัดเมื่อหายดี กลับเข้าซ้อม ร่างกายทำได้แน่ อันเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไม่ได้หยุดไปอย่างสิ้นเชิง ยังลุกเดินนั่งนอนอาบน้ำกิจวัตรต่างๆหมุนวนไปๆมาๆ จึงให้นักวิ่งไม่ต้องไปให้ความกังวลกับ Active recovery นี้มากนัก
การติดขัดเพราะยุติการใช้งาน ต้องยุติสิ้นเชิงเป็นเวลานานกว่าหลายเดือนหรือเป็นปีเช่นการเข้าเฝือก การยุติการใช้งานเพียงแค่ A couple of weeks ไม่ทำให้ติดขัดแน่
ชีวิตประจำวันยังอดเคลื่อนไหวไม่ได้อยู่ดี
ตรงนี้เท่ากับเป็นการป้องกันการติดขัดได้เพียงพอแล้วครับ
สิ่งที่ควรชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบก็คือ
สิ่งที่เราคิดกังวลนั้น มันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
และในอีกด้านมุมตรงข้าม มันจะนำไปสู่อะไร?
ทั้งถ้าสำเร็จ ทั้งถ้าล้มเหลว
ระหว่างผลลัพธ์ความร้ายแรงของสองด้านสองมุมนี้ ใดจะร้ายแรงมากกว่ากัน หรือใดไม่มีผลร้ายแรง แต่อีกด้านเราต้องแม่นเป๊ะเลยพลาดไม่ได้เลยนะ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่
มนุษย์เราคือที่ชุมนุมของความเออเร่อบกพร่องไม่สมประกอบทั้งนั้นเลย เราควรคิดไว้หลายๆทาง เผื่อมันไม่เป็นทางที่คิดไว้ ความเสียหายไม่บาดลึก ทั้งทางนี้ และทางนั้น
ถ้าไปทางซ้าย แล้วพลาดบกพร่องจะทำอย่างไร
ถ้าไปทางขวา แล้วพลาดบกพร่องล่ะ เลือกทางใดจะสึกหรอน้อยที่สุด
ตรงนี้ พวกเรายังไม่แม่นยำนัก เอนโดฟินส์มันทำงานดีเกินไป การเสพติดทุกชนิด ไม่ใช่เรื่องที่ดี แม้สิ่งนั้นจะเป็นการวิ่งก็ตาม
ใดถ้าดี ก็ทำ แต่ทำนั้นต้องสติกำกับ ไม่ใช่ลุ่มหลง
ไม่เว้นแม้จะเป็นวิ่ง
.
.
กฤตย์ ทองคง
8 กรกฎาคม 2563
.
ระวังอย่าทำความเข้าใจอะไรเพียงด้านเดียวแล้วเป็นตุเป็นตะ เชื่อสุดใจ ในข้อมูลที่เข้ามาเพียงครั้งแรกครั้งเดียว การจะดี มันต้องขึ้นอยู่กับบางเงื่อนไข ที่ข่าวสารมาถึงเรา ไม่มาหมด ไม่เกลี้ยง ไม่รอบด้าน ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่อย่าพรวดพราด เก็บสิ่งแนะนำเหล่านั้นไว้ในส่วนหนึ่งของซีกสมอง ใจเย็นๆ วันหลังข้อมูลอีกซีกหนึ่งจะไหลมากับวาระที่เหมาะสม เข้ามุม สบเหลี่ยม สอดรับกันกับจิ๊กซอว์ตัวเก่าพอดีเปี๊ยบ ที่หากมีเพียงชิ้นเดียวเดิมหรือชิ้นใหม่ก็ตาม ย่อมอาจไม่รอบด้าน เช่นเดียวกับการพักหยุดวิ่ง ทั้งแบบ Active และ Passive recovery ให้ความแจ่มชัดกับเรา
.