Tuesday, June 30, 2020

กรมธรรม์ที่ต้องซื้อ

 กรมธรรม์ที่ต้องซื้อ

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

กรมธรรม์ที่เป็นเอกสารคู่สัญญาที่ออกมาจากบริษัทประกัน แท้จริงมิใช่การประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพใดๆ  ลงถ้ามีเงื่อนไขเจ็บป่วยล้มตายตามธรรมชาติ  มันก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อลงโลงกันทุกคน ไม่มีเจตจำนงค์ใดๆระงับได้

แต่กรมธรรม์เหล่านั้นเป็นการประกันรายได้(ให้คงอยู่)หรือประกันรายจ่าย(ไม่ให้ต้องจ่ายไปมากนักยามที่เกิดเรื่องขึ้น)ต่างหาก

จะได้เอาเงินจากบริษัทประกันไปจ่ายให้โรงพยาบาลหรือแพทย์เพื่อการรักษา

แต่การประกันสุขภาพ มิให้จ่ายมากมายยามเจ็บป่วย ย่อมเกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น

ที่เราต้องจ่ายเบี้ยประกันไม่น้อยเลย ในรูปความเหนื่อยรายวัน

แต่ความเหนื่อยนี่ เป็นคนละอย่างกับที่เราเหนื่อยในหน้าที่การงาน  ที่การงานนั้น เราต้องประสานร่วมกับผู้อื่นไป "ด้วยกัน"  ที่เราไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้  ที่ทำให้ความเหนื่อยนั้นส่วนมากมากับความคับข้องใจ (Frustration)  ที่ไม่เป็นคุณกับสุขภาพเลย

แต่การออกกำลังกายเป็นความเหนื่อยทางร่างกายที่เราควบคุมได้และต้องควบคุมให้ได้ด้วย  ที่ปราศจากข้อยุ่งยากทางจิตใจทุกชนิด

เมื่อกล่าวถึงความเหนื่อยทางร่างกาย  ธรรมชาติคนเรามีขีดจำกัดในความอึด ความทนทาน ที่จะทนกับความหนักหน่วงด้วยความเร็ว  ที่แต่ละคนมีองศาดีกรีไม่เท่ากัน

ส่วนที่กำลังพอดีของคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องที่หมูมากสำหรับอีกคนหนึ่ง และอาจเป็นของหนักหนายากเย็นกับอีกคนหนึ่งมากมายหลายระดับ

การออกกำลังกายต้องเป็นระดับที่พอดีไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดีของผู้นั้นด้วย  ที่จะผันแปรไปกับเป้าหมายออกกำลังนั้นเอาไปเพื่ออะไร  แข่งขันหรือเพื่อสุขภาพ หรือ ฯลฯ

เมื่อจ่ายเบี้ยประกันครบ  ธรรมชาติก็ให้สภาพเรือนร่างที่ปกติมา  หรือแข็งแรงขึ้น  เอาไปรับมือกับอุปสรรคทุกชนิด

ต้องเข้าใจให้ถูกว่า  ไม่ใช่พวกออกกำลังกายไม่เหนื่อยนะ ต่อหน้างานหนักใดๆ หรือการออกแรงประจำวัน

ข้อแตกต่างระหว่างคนออกกำลังกับคนไม่ออกกำลังก็คือ   พวกเขาเหนื่อยแต่ทำได้  แต่อีกพวกที่ไม่ออกกำลังฯ เหนื่อยและทำไม่ได้ด้วยนั่นเอง

แต่สิ่งเหล่านี้  ทุกคนสามารถเลือกที่จะจ่ายเบี้ยประกันได้ทุกคน แม้จะเป็นผู้ขัดสนเพราะมิใช่จ่ายเบี้ยประกันด้วย"เงินตรา" แต่เป็นจ่ายด้วย "เวลา"

อันความเหนื่อยนั้น  ทุกคนที่ออกกำลังกายย่อมสามารถทำได้ทุกคน  ค่าที่ว่า ไม่ใช่หนักเหนื่อยเสียจน "ฉันทำไม่ได้"  หรือทำแล้วบาดเจ็บ  แต่ต้องเป็นการออกแรงที่หนัก "พอดี" ต่างหาก ถึงจะเกิดผล

งานที่หนักแต่พอดีนี่ จึงเป็นระดับที่แตกต่างกันไปแต่ละคน  ทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนป่วย ก็ยังต้องการออกกำลัง Rehabilitation เพื่อ Recovery เหมือนกับคนที่ไม่ป่วยทุกอย่าง

เป็นความเข้าใจผิดเอามากๆว่ามีใครบางประเภทที่ต้อง "งดเว้นการออกกำลังกาย" เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ที่เห็นคนไม่ออกกำลังนั้นแล้วก็ยังอยู่ได้ไม่เห็นเป็นไรมาจากความเข้าใจผิดกันทั้งประเทศ  ก่อความสับสนให้เข้าใจไปว่า "ไม่ออกกำลังก็ไม่เห็นเป็นไรเลย"  โดยเนื้อหาคือล้วนกินบุญเก่าทั้งนั้น  หมดบุญเมื่อไร ก็จะถึงคราวต้องจ่ายตามบิลที่เรียกเก็บภายหลัง

คนเราขับเคลื่อนพฤติกรรมด้วยความเคยชิน  ในเมื่อไม่มีการออกกำลังครั้งแรก จึงย่อมไม่อยู่ในสถานะ "เริ่มปรับตัว"

และต้องมีการเริ่มเสียก่อน จึงจะกลายเป็นกิจวัตรวันหนึ่งในทุกๆสเต็ป

ส่วนลำดับต่อไปที่ต้องนำมาใช้เป็นเรื่องของ"ความสม่ำเสมอ" จึงจะตามมาอีกที  โดยใช้ความบากบั่น พากเพียร เป็นตัวเจือประสาน  มีความชัดเจนในจุดหมายจำเพาะเป็นหางเสือทิศทาง

ทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างกระบวนการสะสม ที่มากพอได้ระดับ  หาใช่ความหนักหน่วงใดๆไม่  เมื่อทำดังนี้ได้แล้ว  กรมธรรม์จะส่งมาถึงหน้าบ้านเราเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อผู้คนไม่พร้อมที่จะจ่ายเบี้ยประกันที่เป็น "เวลา"  ลงในกระบวนการ  พวกเขาจึงใช้คำแก้ตัวว่า "ไม่มีเวลา"  เป็นการเอาการออกกำลังกายไปไว้ในลำดับสุดท้ายนั่นเอง เพื่อให้ฟังดูน่าเห็นใจ

เอาสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาไว้ก่อนในลำดับแรกๆ และสำคัญรองๆลงไปถัดไปเรื่อยๆ(หลายคนสำคัญผิดว่าอะไรสำคัญด้วยซ้ำไป  แต่ตรงนี้ไม่ขอเอ่ย)

.

.

แต่ตัวการออกกำลังกลับเอาไปไว้ท้ายที่สุด ความหมายที่แท้จริงของการไม่มีเวลาก็คือ "มีเวลาค่อยไป ไม่มีก็ไม่ไป" นั่นเอง

สำหรับพวกเรา ประชาคมสุขภาพ ทุกคนเป็นเหมือนกัน คือเลือกที่จะใช้จ่ายเวลา(ที่มีจำกัด)ไปกับอะไรที่คิดว่าสำคัญที่สุด ที่ใน List สิ่งที่สำคัญมากเป็นบัญชีที่หนึ่ง คือการออกกำลังกายด้วย

ส่วนใครที่จัดออกกำลังมีความสำคัญในลำดับต่อไปก็เอาไปไว้ในบัญชี List ที่สอง

อีกพวกที่เห็นสำคัญน้อยลงไปอีก ก็เอาไปไว้ในบัญชีที่สาม ถ้ามีเวลาเหลือก็ค่อยทำ จึงพบว่า "เวลามันหมดแล้ว"

มีเพียงวิธีเดียวที่จะออกกำลังให้ได้ในการบริหารทรัพยากรเวลาที่มีจำกัดคือ เอาการออกกำลังกายไปไว้ในบัญชีที่หนึ่ง ถ้าเต็มแทรกไม่ได้ ก็ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งอย่างใดออก และสวมการออกกำลังเข้าไปแทน ก็เท่านั้นเอง

นอกนั้นเป็นสิ่งตามมา เช่นการเรียนรู้ที่จะพยายามรักในสิ่งที่ทำ แรกๆก็"ยี้"กันทุกคน ค่าที่ว่าเพราะความไม่คุ้นเคยกับความเหนื่อยที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อน

เพียงแตะนิดแตะหน่อยเป็น "หอบแดก"ทันที

การสะสมเรียนรู้และทยอยปรับตัวจึงเป็นคำตอบที่วางไว้สำหรับทุกชนิดการเกาะติด มีบากบั่นพากเพียรอุตสาหะต้องถูกงัดขึ้นมาเป็นเครื่องมือ

ส่วนความหนักหน่วงความเร็ว ความเหนื่อย ยังไม่มีความจำเป็นในชั้นต้น อย่างที่พวกเราเห็นนักวิ่งผู้มาก่อนเล่นให้ดู

นี่กำลังจะสื่อสารกับพวกนักวิ่งเก่าอีกโสตหนึ่งว่า การทำตัวของพวกเราอย่างไรที่ปรากฏในที่สาธารณะว่าท่วงท่าการวิ่งของพวกท่านก็มีผลในการจะเข้ามาวงการวิ่งหรือไม่ของผู้คนด้วย เช่นการแผ่หรากลางสนามหญ้าหลังลงขอด

ความหนักหน่วงในชั้นต้นๆของมือใหม่ ถึงกับเป็นเรื่อง "ต้องห้าม" ด้วยซ้ำ กับ Novice runner ที่มือใหม่ทุกคนไม่สมควรทำ

.

เมื่อวิ่งไป ฝึกไปเรื่อยๆ ไม่มีใครที่จะเป็น จูเนียร์ตลอดไป สักวันต้องเป็นซีเนียร์บ้าง เมื่อวันนั้นมาถึง ร่างกายเราก็จะเปลี่ยนไปโดยเราไม่รู้ตัว วิ่งตามพวกขาแรงได้ แม้จะแซงพวกเขายังไม่ได้ แม้จะเหนื่อยจนลมออกหู แต่ก็ทำได้ ดีใจมากๆ ตะก่อนเราทำได้ที่ไหนกัน !!!

ดังนั้น ใครที่ "ไม่ให้เวลา" กับการลงมือเริ่มต้น สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือความอ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐานปลอดภัย พลานามัยต่ำ ฯลฯ จึงย่อมเป็นเช่นนั้น(ตถตา)

ก็คุณเลือกที่จะเป็นแบบนี้เอง มีเพียงสิ่งเดียวที่คนออกกำลังมีสุขภาพดีจะแสดงความเห็นก็คือ "เมื่อไม่มีเวลาให้ ก็เป็นเรื่องของคุณ" จบ...

ไม่จำเป็นต้องเกลี้ยกล่อม เพราะเกลี้ยกล่อมก็ไม่เคยสำเร็จ

ผลลัพธ์ปลายทางคุณเลือกแล้วจากพฤติกรรมวันนี้

พวกเราไม่ได้ความแข็งแรง(ถ้าจะเรียกเช่นนั้น)มาฟรีๆ แต่เราเลือกหนทางได้มาด้วยการจ่ายแลกเปลี่ยนที่เยอะมาก ไม่ใช่ด้วยเงินตรา จ้างใครมาวิ่งแทนก็ไม่ได้ แต่ด้วยเวลา

.

ชีวิตสมัยนี้ การอยู่อย่างไม่มีกรมธรรม์ใดๆเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากชีวิต ย่อมเป็นความเสี่ยงเอามากๆ

พึงเลือกซื้อกรมธรรม์

1) จงซื้อกรมธรรม์ตัวจริงให้ได้ คือ "การออกกำลังกายด้วยเบี้ยประกัน "เวลา"

2) ซื้อกรมธรรม์ปกป้องรายได้ ประกันรายจ่ายจากบริษัทเสริมเข้ามาอีก

กรมธรรม์แรกสำคัญกว่า จงทำให้ได้ ต่อมาถ้าเงินทองพอมี ก็ค่อยทำกรมธรรม์ที่สองตามมา

ทุกวันนี้ที่ไม่้เกิดอะไรขึ้นมา ก็แต่มันยังไม่เกิดเท่านั้นเอง พอมันจะเกิดขึ้นมา(ไม่มีเตือน) ก็ครวญ "ทำไมถึงต้องเป็นเรา"

ถึงตรงนี้ไม่ต้องครวญใดๆแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ จงรับไปอย่างหน้าชื่นให้สุดทาง

อ่านไปย่อยไป สาระสำคัญอยู่ที่ไหน จับประเด็นถูกต้องได้เมื่อไร เชื่อมะ ?

"มันมีเวลาขึ้นมาเอง"

แม้รายที่บีซี่ที่สุดในโลก ลงถ้าตรองตกแล้ว คลิกออกมา ก็จะตัดสิ่งที่อยู่ในบัญชีที่หนึ่งอย่างหนึ่งอย่างใดออก แล้วเอาการออกกำลังสวมลงไปแทน อย่างนี้เห็นมาเยอะแล้ว เปลี่ยนได้แน่นอน

ลงถ้ารอให้ว่างก่อน จะไม่มีเลยทั้งชาติ

.

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเตือนไว้ ใครที่ชักลังเล อยากเริ่มก็อยาก แต่ยังไม่มีพลังพอ

"เลื่อนการตัดสินใจออกไป"

เพราะความที่กรมธรรม์สมัยนี้(ออกกำลัง)จะได้มาต้องสะสม ต้องมีต้นทุนลงไปก่อน แบบเดียวกับการค้าขาย

ลงแรงไปก่อนจนเหนื่อยอ่อนเป็นรายวัน ก่อนที่จะได้กรมธรรม์มา ถ้าจอจนแก่ รอจนอ่อนแรง ที่เราถดถอยลงไปทุกวัน

ชั่วโมงนั้น ที่เริ่มต้น เราจะมีต้นทุนต่ำมากไม่พอเพียงที่จะเอาไปลงทุนใดๆ

แน่นอนเมื่อมีแรงลงไปนิดเดียว ก็ได้กลับมานิดเดียว

กำลังจะบอกว่า เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ต้องเลือกลงมือทำตั้งแต่ยังเหลือแรง รอให้แรงหมด ไม่มีทุนเหลือไปออกกำลัง มันจะไปได้อะไรมา

นี่ไม่ใช่อย่างที่คุณกำลังจะถามว่า ห้าสิบแล้ว หกสิบแล้วจะเริ่มได้ไหม ผู้เขียนไม่รู้ว่าคุณแต่ละคนมีต้นทุนขนาดไหน

แน่ใจเพียงว่า เรามีความจำเป็นต้องซื้อกรมธรรม์ทุกคนทันทีที่รู้ตัวว่าเรามีความจำเป็นต้องมี "กรมธรรม์"

เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ

.

ทุกคนที่เริ่มเข้ามา ย่อมมีความรู้สึกแปลกแน่นอน ค่าที่ว่าไม่คุ้นเคยกับเบี้ยประกันแปลกๆที่ต้องจ่าย จาก "เงินตรา" เป็น "เวลา"

ไตร่ตรองให้ดีเถิด คุณพร้อมจะจ่ายหรือไม่

เมื่อตกลงแล้ว How to..... อะไรบ้างค่อยว่ากันทีหลัง

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ "ความหนักหน่วง" ที่พวกเรามักจะให้ความโฟกัส อย่างที่เห็นพวกนักวิ่งเขาทำกัน นั่นเป็นพวก Advanced แต่มันอยู่ที่ "ความสม่ำเสมอ" บอกแล้วว่า มันอยู่ที่ "เวลา"

ตกลงสมัครใจที่จะจ่ายเบี้ยประกันกันแล้วหรือยัง ?

.

.

กฤตย์ ทองคง

30 มิถุนายน 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Wednesday, June 24, 2020

ถูกสาปให้เสพติดวิ่ง

 ถูกสาปให้เสพติดวิ่ง

.
.
.
.
ทุกความบาดเจ็บ ถ้าไม่รุนแรงถึงชีวิต ร่างกายจะมีการรักษาตัวของมันเอง เป็นกลไกดำรงชีวิตที่สุดยอด
ปรับเข้ากับวิถีของความเป็นจริง ที่ความเพลี่ยงพล้ำมีอยู่ โดยปกติ ก็จะหลีกเลี่ยงกัน แต่ความเบี่ยงเบนย่อมมี อันเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกผู้
เมื่อเพลี่ยงพล้ำ ธรรมชาติมันมีกลไกเยียวยารักษาตัวเองอยู่
แต่เจ้าตัว ก็ต้องช่วยกลไกนี้ด้วย เมื่อเราบาดเจ็บแล้ว ก็ต้องหยุดวิ่งประกอบด้วย ไม่ใช่ยังวิ่งอยู่ ค่าที่ว่าการวิ่งอยู่ กลไกที่บกพร่องก็ยังต้องทำงานต่อ ทั้งๆที่ชำรุด ที่เริ่มเสียหาย ก็จะเสียหายต่อไปเรื่อยๆ เพื่อระงับ ก็ต้องหยุดงานทั้งระบบ
แม้น็อตเสียเพียงตัวเดียว เครื่องยนต์ก็ต้องหยุดทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวอื่นสมบูรณ์ก็ตาม
ร่างกายเป็นทีมเวอร์คแบบฟุตบอลนั่นแหละ จึงจะเอาชัยมาได้
มีความจำเป็นที่ระบบทั้งหมดต้องหยุด เพื่อให้น็อตตัวนั้นเข้าที่เสียก่อน หรือเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใหม่
เมื่อร่างกายมันเปลี่ยนไม่ได้ ทั้งระบบก็ต้องรอกลไกฟื้นตัวของน็อต ไม่มีทางเลือก
แม้การรอจะทำให้ฟังก์ชั่นอื่นๆตกฟิต ได้รับผลกระทบไปด้วย ก็จำเป็น (มีครอสเทนนิ่ง ช่วยได้บ้าง)
ถึงบอกไง นักวิ่งอย่าให้เจ็บเป็นอันขาด เพราะเจ็บแล้วเรื่องยาว ประโยคปลุกใจ "บาดแผลของนักรบ" เป็นวาทกรรมของคนที่ชี้ทางให้เราไปตกเหว
แต่ถ้าในเมื่อเริ่มเจ็บไปแล้ว จะยาวก็ต้องยาว หน้าที่เราก็คือ ทำให้ที่ยาวแล้วให้ยาวแค่นั้นพอ อย่ายาวกว่านี้อีก ที่เจ็บ ให้เจ็บแค่นี้ อย่าเข้าเรื้อรัง
แต่นักวิ่งกลับไม่
ทุกการซ้อม ทำตัวแข็งทื่อ ไม่ปรับเปลี่ยนใดๆเลย เอาวินัยจากคิปโชเก้มาเป็นลัทธิแก้ ต้องวิ่งให้ถึงเป้าหมายทุกการซ้อม ดันให้บรรลุทุกจำนวนกิโลและ pace เป้าหมาย ทั้งๆที่ฝืนก็ตาม
ในการแข่งขัน เจ็บยังไม่ทันหาย สถานการณ์ชัดเจนต้องทิ้งบิบ แต่เสียดายไม่ยอมเท จะเอาเหรียญให้ได้ อุตส่าห์ลดความคาดหมายจาก New PB มาเป็น "เอาพอถึง"
ที่ยังไปไม่ถึงครึ่งทาง อาการเก่าก็กำเริบ "หยุดได้ไง" ต้องตะกายไปทั้งๆที่เจ็บ เดินสลับก็เอา แต่พฤติกรรมการเดินสลับ ก็เท่ากับยังไม่หยุดใช้งานอยู่ดี อาการก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ก็หยุดไม่ได้ โขยกต่อไป ปฏิเสธการขึ้นรถทุกชนิด
ได้เหรียญแลกมากับความบาดเจ็บเรื้องรัง กว่าจะหาย แทนที่จะเป็นสองสัปดาห์ข้างหน้า กลายเป็นสองปี หลายรายได้แค่วิ่งจ็อกๆ แต่ทันทีที่เข้าโปรแกรมพัฒนา ไอ้ตัวนั้นมันโผล่มาทันที ทั้งชีวิต มันสิงสถิตย์ติดตัวไม่หายจนตาย คุ้มไหมล่ะ กับเหรียญอันเดียว
ที่เล่านี้ เป็นฉากชีวิตซ้ำซาก เก่าเหลือเกิน แค่เล่าให้ฟัง เราเองยังเบื่อหน่าย
คิดอย่างไร ถึงได้เอาความเพียรพยายามบากบั่นมาทำในสิ่งที่ไม่สมควร เอาความอุตสาหะมานะมาตีความเข้ากับความลุ่มหลงหัวดื้อ
เรื่องมันจึงเลือนลางออกจากเป้าหมายใหญ่ ไกลออกไปเข้าทุกที
"วิ่งตลอดอายุขัย".........เชอะ !!!!!
เพื่อแลกกับเหรียญเทพอันนี้ โธ่เอ๋ย อนิจจา !!!
ย้อนกลับมาเข้าเรื่องเดิม ถ้ามันหลีกเลี่ยงความบาดเจ็บไม่ได้ ระวังแล้ว ก็ยังมา เราก็ต้องทำเจ็บนั้นให้สั้นที่สุด
ด้วยการทำตัวให้เอื้อต่อการเยียวยาตนเองของธรรมชาติ คือ "หยุดวิ่งระยะหนึ่ง"
ไม่ใช่หยุดตลอดเมื่อไร ให้หายดีก่อนแล้วค่อยกลับมา จะตกฟิตบ้างก็ต้องให้เป็นไปตามนั้น เข้าแผนหลังสมบูรณ์ดี ก็ทำให้ความฟิตกลับมาเหมือนเดิมได้ กาดอกจันทน์ประโยคนี้ไว้
"ชีวิตไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการเริ่มต้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า"
แต่สิ่งเหล่านี้ นักวิ่งหลายคนทำไม่ได้ หรือทำยาก
เสพติดการวิ่งเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ตะบี้ตะบันไม่จำแนก ใดที่ร้ายแรงที่สุด เลือกเอาสิ่งนั้น
สิ่งที่ดันทุรังนั้น แทนที่จะช่วยวิ่งกลับกลายเป็นอุปสรรควิ่งเสียอีก
ความพยายามรักษาการวิ่งเอาไว้ เท่ากับเป็นการทำให้วิ่งห่างตัวออกไปเรื่อยๆ
คนอ่านผมบ่อยๆ จะคุ้นเคยกับที่ผมเอ่ยเรื่องบาดเจ็บจากวิ่งตลอด ก็เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยมาก และไม่ใช่เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากทำตัวเองอยู่เรื่อยๆ เห็นตำตาอยู่ทุกวันเป็นปีๆ ของสมาชิกประชาคมวิ่ง
หลายคนรู้ทั้งรู้ แต่อดใจหยุดพักวิ่งไม่ได้ !!!
ลงถ้าเป็นการลุ่มหลงถึงขนาดนี้แล้ว ใครจะช่วยได้เล่า ?
ถ้าเราทำให้หายจากเจ็บตรงๆไม่ได้ แต่เราต้องทำตัวให้ช่วยกลไก Healing ทางอ้อมได้ ก็ต้องทำ
.
.
กฤตย์ ทองคง
24 มิถุยายน 2563
.

Tuesday, June 23, 2020

สิ่งที่จำเป็นที่จะรับมือทุกความผิดปกติไม่ใช่ "ผมเป็นอะไร" แต่เราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก

 สิ่งที่จำเป็นที่จะรับมือทุกความผิดปกติไม่ใช่ "ผมเป็นอะไร" แต่เราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก

.
.
.
.
ถาม..........
สวัสดีครับคุณครูกฤตย์ รบกวนขอคำปรึกษาครับ ผมมีอาการเจ็บเล็กน้อยพอรำคาญบริเวณ ท้องน้อย หัวหน่าว คิดว่าบาดเจ็บจากการวิ่งเร็ว ผมควรแก้ไขอย่างไรครับ เบื้องต้นลดความเข้มข้นในการซ้อมลงแล้วครับ
ลูกเป็ด ซุปเปอร์ฮีรั่ว
23 มิถุนายน 2563
.............................
ตอบ..........
จำไว้ทุกความผิดปกติจากวิ่ง อย่างไม่ถึงต้องบาดเจ็บเลยด้วยซ้ำ ควรหยุดเลย สังเกตลู่ทาง ดูทิศลม (ความสดจะเข้ามา ความล้าจะไม่ถูกซ้ำเติม)
แม้ว่าเราจะไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรก็ตาม
การหยุดไม่เหมือนกับการกินยา
เพราะยามีผลข้างเคียงเสมอ ว่าแต่จะเป็นอะไรร้ายๆด้านไหนเท่านั้น
แต่การหยุด ผลข้างเคียงคือความสด ที่จะมีผลลัพธ์ที่ไม่มีทางร้ายเลย เราไม่ได้วิ่งมาทั้งชีวิตไม่เห็นตายทันทีเลย การหยุดวิ่งจากความผิดปกติ จึงมีเหตุผล ดี มีข้อบ่งชี้สมควรอย่างท่วมท้นเหลือแหล่ อย่าว่าแต่หยุดเพียง 2-3 วันเลย มากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร
มิเช่นนั้นแล้วแผนฝึก Taper คืนความสดก่อนไปมาราธอนจะมีถึง สองสัปดาห์รึ ถ้ามันตกฟิตจริง
นักวิ่งมักอุปทานไปเอง
ถ้าโค้ชท่านใดอาจกล่าวว่า มันก็เริ่มเลี้ยวลงตั้งแต่สองสามวันแรกแล้ว แต่ทีละนิด ไม่มากนัก ขอบอกว่า สิ่งที่เราได้จากการหยุดวิ่งเมื่อพบสิ่งผิดปกติ มีประโยชน์มีคุณความดีมากกว่าการเสียโอกาสซ้อมอยู่ดี
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพินิจมันอย่างไร ในกรอบความเข้าใจวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เคร่งครัดขนาดไหน เราก็พบว่า การหยุดซ้อมวิ่ง เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เป็นนิสัยขึ้นมา
ผมไม่เห็นต้องไปสืบค้นความผิดปกติที่เกิดกับตัวเองเลย หากวันใด เราล้ามาก หรือผิดปกติ ก็หยุดไปเท่านั้นเอง อย่าตีความ "การหยุดวิ่ง" เป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งใหญ่
ตรงกันข้าม การซ้อมวิ่งให้บ่อยมากเท่าที่จะฝืนไปได้นั้น ไม่ใช่เป็นแนวทางที่ฉลาดนัก
ร่ายมายาว เพราะเธอไม่ยอมหยุด แต่ลดความเข้มข้นในการซ้อมลง นั่นคืออะไร นั่นก็ยังเป็นการซ้ำเติมสิ่งผิดปกตินั้นอยู่ดี แต่ก็ยังกระหน่ำส่วนที่อ่อนแอนั้นอยู่ต่อไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
อย่างแรกคือ "หยุด" เลย ส่วนมันเป็นอะไร มันจะรักษาอย่างไร ค่อยไปว่ากัน
ในที่นี้ ผมไม่ใช่แพทย์ ไม่สามารถล้วงลูกการรักษาพยาบาลได้ เป็นเรื่องของหมอกีฬา (เจ็บถามหมอ วิ่งถามกฤตย์)
ตั้งแต่นาทีแรกที่เราได้รับสัญญาณจากเรือนร่าง กว่าจะถึงแพทย์เราอย่าไปซ้ำเติมตรงนั้น ที่ผ่านมา แค่การเบาลง ยังไม่ดีพอ
ต่อเมื่อ แพทย์ไฟเขียว ซ้อมได้ ก็ว่าไป
ตรงนี้ไม่สามาถตอบตรงว่า "เป็นไร" หรือ "แก้ไขอย่างไร" แต่คุณได้แนวทางดูแลตัวเองที่เหมาะสมไปใช้ในทุกๆความบาดเจ็บแล้ว และยังเผื่อแผ่การดูแลตัวเองนี้ไปยังเพื่อนนักวิ่งได้
จำไว้ ทุกสิ่งที่ผิดปกติ คล้ายๆจะบาดเจ็บทุกชนิด ก็ไปหาแพทย์ แม้เราเอง ก็อย่ารู้ดีกว่าท่าน ต่อเมื่อคนในวิชาชีพรักษา บอกอย่างไร เราก็ทำตามนั้น
เขาเรียนมาตั้งหลายปี
นักวิ่ง 90% ทั้งหมดยังเหมือนเธอ คือ "ไม่หยุดซ้ำเติม" ความชอกช้ำ กว่าจะหยุดจริง มันร้ายแรงกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ที่ไม่สมควรเลย
แม้ผมตอบไม่ตรงที่ถามนัก แต่ผมคิดว่าตนเองตอบได้ตรงแกนใหญ่ใจความที่สุด
กลับเข้ามาที่ท้องน้อย ผมว่าน่าจะเป็นเพราะ Over use นั่นเอง พักผ่อนก็หายมันอาจจะเกิดจากการวิ่งเร็ว
สังเกตจากการหยุดวิ่ง2วันจะดีกว่าวันเดียว สังเกตการหยุด3วันจะดีกว่า2วัน สังเกตการหยุดวิ่ง4วันจะดีกว่า3วัน ลำดับขั้นมันจะชัดเจน
หากเป็นเช่นนี้ แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว
ถ้ากี่วันแล้วก็ไม่ยอมหายสักทีแม้หยุดวิ่งแล้ว ต้องเป็นอย่างอื่น ก็เป็นเรื่องของแพทย์ต่อไป
ขอเป็นกำลังใจให้ลูกเป็ดหาทางรับมือแก้ไขความผิดปกติของตัวเองได้ปลอดภัยครับ
กฤตย์ ทองคง
23 มิถุนายน 2563
.
. ถ้าเลือกเชื่อคำแนะนำจากโค้ชทะลุทะลวง คุณจะเร็วได้จริง ชั่วระยะหนึ่งแต่ไม่ยั่งยืน ถึงที่สุด ก็เจ็บจนท้อเลิกไปเอง คุณโค้ชทะลุทะลวงท่านก็ถกตูดไปหาเด็กฝึกใหม่ ที่พร้อมจะพลีร่างกายให้เขายำ แล้วชะตากรรมก็ไม่ต่างจากรายที่ผ่านไป ผมไม่ใช่โค้ชพวกนั้น แต่เป็น Running instructor ที่เอาผู้วิ่งเป็นตัวตั้ง เป้าหมายชำนาญคือ "How to วิ่งตลอดอายุขัย" ระหว่างกลางทางจะเก็บเกี่ยวถ้วยอันดับได้บ้างตกบ้าง ช่างมัน ไม่ซีเรียส เป็นน้ำจิ้มผลพลอยได้ ตัวใหญ่ คือ วิ่งจนแก่ ตราบใดที่ยังไม่ตายสักที วิ่งได้ตลอด(ไม่ได้บอกว่าเร็ว บอกว่าวิ่งได้ครับ) ลดค่ารักษาพยาบาล เพิ่มคุณภาพชีวิต ไม่ได้บอกเป้าหมายให้อายุยืน ถ้าตรงใคร มาตรงนี้ ผมจะช่วยคุณ ถ้าอยากทะลวง เชิญรับคำแนะนำจากท่านอื่นครับ . เพราะคนเราเปลี่ยนเรือนร่างตัวเองไม่ได้ แต่โค้ช(บางท่าน) เปลี่ยนเด็กที่เขาดูแลได้ คือเด็กคนนี้ขาเสียแล้ว ไปปั้นเด็กอื่นที่มีแววดีกว่า .

Friday, June 19, 2020

ความสับสนในการดูแลรองเท้าวิ่ง

 ความสับสนในการดูแลรองเท้าวิ่ง

.
.
.
.
รองเท้าวิ่งที่พัง หมดอายุ และเสื่อมทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อวัสดุยุ่ยสลายเหมือนรุ่นก่อนๆหลายสิบปีที่แล้ว ที่ตอนนั้นสายการผลิตใช้ Mid Sole จาก PU โพลียูรีเทน
ปัจจุบันเราไม่ใช้ PU กันแล้ว
PU ถูกยกเลิกออกจากสายพานผลิตมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว (ก่อน Boost มาและก่อนตระกูลรองเท้าวิ่งส้นแหลม) ปัจจุบันผลิตจาก Phylon ที่มีอายุยาวนานมาก เสื่อมยากและเบามาก
แต่จุดอ่อนของรองเท้าวิ่งที่ผลิตด้วยพื้น Phylon อยู่ที่อายุกาวที่เชื่อมติดระหว่างเนื้อต่างวัสดุเสื่อมจากความร้อน และอายุ(เวลา)ใช้งาน
การที่ผู้ใช้มีนิสัยใช้รองเท้าอย่างไร ก็จะเอื้อให้รองเท้ารับใช้วิ่งได้นานด้วยนั่นเอง
อายุรองเท้า คือ "ตัวเวลา" นั้นส่วนหนึ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งเวลาได้ แต่ปัจจัยความร้อน เราสามารถช่วยรองเท้าวิ่งได้ด้วย
อย่าให้มันเจอความร้อน ที่ Extra ละกัน ลำพังอากาศร้อนแบบไทยๆทุกวันนี้ ก็มีส่วนทำให้รองเท้าวิ่งที่ขายในไทย มีอายุสั้นกว่าที่ขายเมืองยุโรปและอเมริกา ด้วยว่าที่นั่น อาการเย็นกว่าไทย
ย้อนกลับมาที่การดูแลรองเท้าวิ่งในไทย
ผู้วิ่งบางคนดูคล้ายกับจะจับประเด็นได้คือไม่ซักบ่อย เพราะลดการตากแดด(ความร้อน) แต่พฤติกรรมนี้ถูกนักวิ่งบางคนสับสนว่า การซักที่บ่อยในตัวของมันเองกลับเป็นประเด็นที่กระตุ้นความเสื่อมของกาว
แต่ผิดประเด็นครับ การซักบ่อย ที่ไม่แนะนำกัน แค่เกือบถูก เพราะตัวต้นเหตุ ซักแล้วเอาไปตากแดด(ร้อน) มันเสื่อมตรงร้อน ไม่ได้เสื่อมตรงโดนน้ำบ่อย หรือถูกเคมีซักฟอกบ่อย
จะซักบ่อยเท่าไรก็ได้ตราบใดที่ทำแห้งแบบเย็น
การทำแห้งแบบเย็น จะทำแบบไหนก็ได้คือไม่ให้โดนความร้อนละกัน(ไม่แดด ไม่อบร้อนในเครื่องอบผ้า)
คนไทยเรามักเข้าใจกันทั้งประเทศว่า แดดฆ่าเชื้อ จึงเอาสารพัดไปตากแดด ทั้งๆที่ผลกระทบวิธีทำแห้งแบบนี้มีอยู่จริง แต่ไม่ได้มีใครเอ่ยให้ฟัง
การทำแห้งแบบเย็น ที่ถูกที่สุด คือ เอากระดาษฟางหนังสือพิมพ์ปั้นเป็นก้อน แล้วยัดเข้าไปในรองเท้าจนแน่น ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง กระดาษนั้นจะเปียกทั่ว ให้เปลี่ยนเอากระดาษชุดใหม่เข้าไป เอาที่เปียกไปตากแดดแห้งแล้วเก็บสะสมเอาไปใช้ใหม่ในการซักครั้งต่อไปได้
ใส่ปั้นกระดาษนี้เข้าไปสัก1-3 รุ่น จะพบว่าภายในรองเท้าจะแห้งกว่าภายนอกด้วยซ้ำ ที่ถ้าไม่ใช้กระดาษวิธีนี้ จะกลับกัน ข้างในไม่ยอมแห้งเสียที นี่ยิ่งเป็นเหตุผลที่เราเอาไปตากแดดด้วยนั่นเอง
จำไว้ ศัตรูของรองเท้าคือความร้อน จงลดโอกาสเสื่อมด้วยการให้มันเจอความร้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
เชื้อโรค(ถ้ามี) มันจะตายด้วยความแห้ง เชื้อเป็นสิ่งมีชีวิต มันต้องการความชื้นหล่อเลี้ยงชีวิต
กลิ่นเป็นเพราะเชื้อมีอยู่ เชื่อมีเพราะชื้นกระตุ้น ไม่มีความชื้น เท่ากับไม่มีเงื่อนไขที่เอื้อให้มีเชื้อ เชื้อจะตายหมดไปเองจากความแห้งเอง
นี่คือเหตุผลไม่ควรเอาถุงเท้าใช้แล้วไปจุกปิดอุดไว้ในโพรงรองเท้า เท่ากับเป็นการปิดกั้นความชื้นไม่ให้แห้งง่าย เอื้อเงื่อนไขเชื้อเติบโต เชื้อเจริญ กลิ่นก็ตามมา (ที่ถูกกระตุ้นอีกปัจจัยคือเหงื่อออกมากรองเท้าเปียกชุ่มเหงื่อ แล้วไม่ซัก ปล่อยแห้งเอง มันจึงเหมือนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อแล้วแห้งเปียกแล้วแห้งอีกหมุนเวียน จึงมีกลิ่นชวนอ้วกแตกนั่นเอง)
ใครที่เหงื่อมากจนชุ่มรองเท้า จึงมีกรรมต้องซักรองเท้าบ่อยกว่า เพราะการซักจะไล่ตัวเหงื่อออกจากหน้าผ้า
ถ้าไม่ซักเต็มรูปแบบเพราะขี้เกียจ หรือเพราะถูกเวลาเร่งรัดก็ตาม ให้รีบๆเอารองเท้าจุ่มยกๆในถังน้ำสะอาด และรีบเอาแขวนรอหยด จนแห้ง(ไม่แดด)ต่อไป จะมีความเหม็นน้อยลงครับ
และเพราะตัวห้ามร้อนนี่เอง จึงไม่ควรเอารถยนต์เป็นที่เก็บรองเท้าด้วยแม้จะสะดวกเลือกใช้ก็ตาม เพราะตอนเอาเข้ารถยังเย็น แต่แดดไล่จนรถร้อน เราไม่อยู่ แล้ว หนีสถานการณ์นี้ไม่เคยพ้นเลย ถามว่ารถใครไม่เคยโดนแดดเลย สามารถจอดร่มเสมอ ไม่มีเลยครับ โดนทุกราย วันหลายๆชั่วโมงด้วย หลายๆครั้ง คนที่เก็บรองเท้าวิ่งไว้ในรถจงรีบเปลี่ยนนิสัยทันที
ห้ามรองเท้าโดนร้อนเป็นอันขาด พึงทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ อย่าไปปะปนกับการห้ามซัก ซักได้ไม่เกี่ยวกัน แต่การทำแห้ง ต้องไม่ตากแดดต่างหาก
.
.
บทบาทอีกอย่างของกระดาษฟาง นสพ. คือดูดกลิ่นด้วย วิธีเก็บรองเท้า ที่เก็บยาวไม่ได้ใช้อีกนานคือ เอากระดาษหนังสือพิมพ์แบบเดิมแห้งสนิทยัดเข้าไปแล้วเอาไปเก็บในกล่องกระดาษแข็งที่เราซื้อมันมานั่นแหละ แล้วเอากล่องไปไว้ในที่ืเย็นและแห้ง กระดาษจะคอยซับกลิ่นที่ยังคงเหลือค้าง และค้ำยันทรงรองเท้าไม่ให้เบียดกันบุบบู้บี้ ปกป้องกบเขียดอึ่งตะขาบไม่ให้เข้าไปทำรังอยู่ (ให้ นสพ.แย่งที่เสีย) . อีกอย่าง ไดร์้้เป่าผมโหมดร้อนก็ห้ามขาด (เป่าเย็นได้) แต่เปลืองไฟ ถ้าจะเป่าลมเย็น ให้ใช้พัดลม เราอยู่ใต้ลม ได้ประโยชน์เย็นเรา แต่รองเท้าก็ได้อานิสงส์ลมด้วย . รองเท้าวิ่งทุกคู่ของผม ใช้ยาวนานมากกว่า 10 ปีทุกคู่ และไม่เห็นจะเป็นต้นเหตุบาดเจ็บตามคำขู่ของบริษัทแต่อย่างใด . ครั้งสิบกว่าปีที่แล้ว ที่ Mid Sole ยังทำด้วยวัสดุ PU อาการ PU เสื่อมคือเปลี่ยนสถานะจากพื้นนิ่มๆยุ่ยเป็นขนมโก๋ หลุดออกเป็นผงๆ แก้ไขอะไรไม่ได้เลย นักวิ่งนี่กอดซากรองเท้าร้องไห้หนักมาก ปัจจุบัน ทราบว่า ไม่มีคู่ใดที่วางจำหน่ายทำจาก PU อีกแล้ว . ถ้ารองเท้าชุ่มเหงื่อทุกวันก็ต้องซักทุกวัน ไม่งั้นเหม็นมาก แต่เข้าใจว่า การซักทุกวันเป็นการเพิ่มภาระทุกวัน แต่วิ่งอย่างเดียวก็อยากจะพักแล้ว ยังต้องมานั่งซักอีก วิธี คือถอดเชือกออก จุ่มยกๆ ในถังน้ำหลายๆครั้ง ขึ้นแขวนหยดเลยในห้องน้ำพอน้ำหายหยด ก็ยัดกระดาษ นสพ. ใครเหงื่อมาก ต้องเตรียมตุนกระดาษไว้เยอะๆ และมีเตรียมรองเท้าอะไหล่ไว้เผื่อแห้งไม่ทัน จะได้มีรองเท้าแห้งทันใช้งาน . กฤตย์ ทองคง เรียนประชา....ชาววิ่ง ภาพรองเท้าลุงบางแบบนี้ของชอบครับ หนาๆแบบร่วมสมัยทุกวันนี้ลุงไม่ชอบ (เคยลองของเพื่อนแล้ว) Jim Takito กฤตย์ ทองคง รุ่นเก๋า ต้อง mizuno & asic กฤตย์ ทองคง Jim Takito ไม่ได้อยู่ตรงยี่ห้อจิม อยู่ตรงที่คู่นั้นๆผลิตเพื่อรูปแบบชีวกล Bio Machanic เพื่อรับใช้เท้าแบบไหน และเท้าเราเป็นแบบไหน สอดรับกับชนิดนั้นหรือไม่ เช่นความเป็น โตโยต้า ไม่เกี่ยว มันอยู่ที่รถนั้นผลิตมาจากสายพานการผลิตแบบไหน เอาไว้ไปทำอะไร เช่น Cruiser ขับเคลื่อน4ล้อ โตโยต้าก็ผลิต เก๋งส่วนบุคคลทั่วไปก็ผลิต สปอร์ตสำอางก็มี อยู่ที่ซื้อเอาไปให้ถูกชนิดที่เราต้องการ ถ้าซื้อผิด ก็เสียเงินฟรี เช่น ตัวเองไม่ได้วิ่งเร็ว ไม่มีเป้าหมายฝึกเร็ว ดันไปซื้อรองเท้าตระกูลส้นแหลม Vaporfly ก็ไม่มีประโยชน์ แต่เห็นใส่กันเยอะ เป็นต้น Mitzuno หรือ Asics ก็เช่นกัน ผลิตรองเท้าอย่าว่าแต่วิ่งเลยทุกชนิดกีฬาก็ว่าได้ แม้ในการวิ่งระยะไกลก็มีผลิตทั้งรองเท้าซ้อม รองเท้าแข่ง ในหลายๆเป้าหมายของผู้ใช้งานครับ รองเท้าที่ห่วย คือรองเท้าที่เสียเงินแพงซื้อฟรีๆ คุณความดีของมันไม่ได้ใช้ แม้กระทั่งรองเท้าปลอมก็ไม่ห่วย ค่าที่ว่าจ่ายเงินน้อยมาก อวดความโก้ได้ เป้าหมายเขามี และบรรลุได้ในราคาเงินที่จ่ายออกไปนิดเดียว เป้าหมายก็ยังไปถึง ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ ไม่ห่วย แต่ของแท้นี่ซิ ซื้อไม่ดูตัวเอง ชนิดเท้าเราแบบไหน รูปแบบชีวกลของเราอะไร และเป้าหมายวิ่งของเราคืออะไร สอดรับกับรองเท้านั้นหรือเปล่า ต่างหาก แม้จะแท้ก็ตาม กลายเป็นของห่วย เพราะเราจ่ายแพงและไม่ได้ใช้ มีนักวิ่งหลายคนซื้อผิด ดูแต่รองเท้า ฟังผู้ผลิตกล่าวสรรพคุณ แต่ไม่ได้ก้มลงดูเท้าตัวเอง !!!!! น่าเสียดายนัก . ได้รับตอบจากผู้อ่านว่าเพิ่งรู้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเก็บไว้ในรถโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เยอะมาก น่าเสียดาย ที่เราเขียนบอกความข้อนี้ช้าไป จำไว้....อะไรทุกชนิดที่ร้อน เช่นเครื่องอบผ้า ตัวดีเลย เจ๊งภายในไม่นาน กาวเสื่อมหมด ผมสามารถซ่อมในส่วนที่หลุดแล้ว แต่หลุดไม่หมด เอาออกให้เกลี้ยง เพื่อจะได้ติดใหม่ทั้งหมด ได้ด้วยการอังเทียนเป็นตำแหน่งๆไป หลุดออกมาอย่างง่ายดาย ถึงที่สุด รองเท้าใหม่ๆทุกคู่ ยังมีอายุอยู่ ผมก็เอาออกได้ อย่างไม่มีร่องรอยฉีกขาดใดๆ เอาออกอย่างที่เหมือนไม่เคยติดกาวมาเลย ได้ทุกคู่ คือข้อพิสูจน์ว่า "ความร้อน" เป็นศัตรูรองเท้าวิ่งอย่างที่สุด . แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบชีวกลที่ผิดปกติหรือถูกปกติ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าแตะหรือรองเท้าวิ่ง ผู้ใช้ไม่ควรจะเปลี่ยนรูปแบบชีวกลการใช้รองเท้าให้มาเป็นท่าเดินและหรือท่าวิ่งที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม ลุงไม่ติดเหมือนโค้ชทะลุทะลวงท่านอื่นที่มีท่าวิ่งอุดมคติที่ควรจะต้องวิ่งท่านี้ทุกคน และท่าวิ่งของเราดั้งเดิมต้องปรับเปลี่ยนเสมอไป ต้องสังเกตรูปแบบชีวกลเป็นรายๆ รวมทั้งวิเคราะห์ เป็นข้างๆไป ซ้ายขวายังไม่ใช่เหมือนกันเลยครับ ไม่่เพียงวิเคราะห์ความเร็วควรวิ่งท่าไหน แต่ท่าที่เป็นเราสอดรับกับชีวิตทั้งชีวิต ไม่ใช่แข่งอย่างเดียว ถ้าคิดไม่เหมือนกัน ไม่เป็นไรครับ อยู่ที่ท่านเลือกเชื่อ ท่านจะเปลี่ยนไปวิ่งท่าอุดมคติที่ท่านอื่นแนะนำก็ได้ ผมยืนยันว่า ไม่มีท่าวิ่ง(หรือท่าเดิน)ที่ถูกต้องเหมาะกับทุกคนควรเดินเพียงท่าเดียว (แต่มีท่าวิ่งบางท่าเท่านั้นที่เอื้อความเร็ว) ก็คนเราจะต้องเป็นนักแข่งความเร็วเหมือนกันทุกคนหรือเปล่าเล่า ? . ลีลาการหารองเท้าของเราจึงแตกต่างจากลีลาของท่านอื่นเลือกรองเท้าวิ่ง ท่านอื่นเลือกดูปีผลิต เพื่อปฏิเสธหรือตอบรับการรับมาใช้งาน จ่ายเงินไป เราก็ดูปี แต่ดูแล้ว เอาไปต่อรองราคา แต่เราจัดการการหลุดของเนื้อวัสดุได้ หากภายหน้าเกิดเรื่อง เนื้อ Phylon แทบไม่ยุบตัวเลยใน 10 ปี แต่กาวหลุด แต่ถ้าหลุดก็เย็บได้ ลงกาวใหม่ก็ได้ Mainteniance ได้ตลอด กระทั่ง Insole ก็เปลี่ยนได้ คนเลือกรถไม่เป็น ไม่แนะนำให้ใช้รถมือสองแม้จะถูกราคา ไล่ให้ไปซื้อมือหนึ่ง จะได้ไม่เสี่ยงเสียรู้ แต่คนที่ดูเครื่องเป็น จะวิ่งเข้าหาตลาดมือสอง เพื่อหารถที่คุ้มค่า เอาไป Build . ไม่มีทางที่เราจะเลือกใช้สินค้าใหม่ทุกชนิดได้ที่ต้องการโดยไม่ต้องมีการอดใจระงับความอยาก หรือซ่อมแซมปะผุ ความละโมบปะปนเคล้าคลุกกับ "ความจำเป็น" ได้สนิทแนบแน่นจนเราเชื่อไปว่า "ของมันจำเป็น" แท้จริงเป็นมายาคติอีกชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง ขนาดคนไม่มีขา (พิการ) ยังวิ่งได้เลย โลกมันรุดหน้าไม่เพียงเทคโนโลยี แต่การให้คุณค่ากับมิติของความขวนขวายพยายาม จนกระทั่งเขาสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คาดหมายไว้ คงไม่ต้องถึงกับโพสคลิปของคนพิการไม่มีขาวิ่งมาเป็นพยานหลักฐานหรอกนะ คนเรามีทรัพย์ไม่เท่ากัน มีปากที่กว้าง(หมายความว่าใช้เปลือง)ไม่เท่ากัน เคยถูกเลี้ยงดูอบรมมาไม่เท่ากัน เราไม่ควรอยู่ในมิติซ่อมแซมอย่างเพื่อเป้าหมายประหยัดเท่านั้น แต่ในด้านที่หล่อหลอมตัวเองจากภายในก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เชื่อว่า เขียนมาถึงตรงนี้ พวกเราหลายๆคน สามารถหยั่งถึงเข้าใจได้ . ใต้พื้นส่วนที่สัมผัสเนื้อถนน เรียกกันในภาษาว่า Out sole Out sole ของคุณเสื่อมแล้ว แกะออก(อังความร้อนข้างเปลวเทียนใกล้ ๆ อย่ารนเทียนจากข้างบน ควันดำจะติดรองเท้า) แม้ไม่เอาออก เดี๋ยวมันก็จะหลุดเอง ใช้ยางใหม่ตัดให้เป็นชิ้นเท่าที่ตำแหน่งเดิม ติดใหม่เข้าไป ก็จบ เท่านั้นเอง ปัญหา คือกาวอะไร และติดอย่างไร ให้ติดจริงทนนาน แต่ละคนใช้กาวไม่เหมือนกัน เธอจะใช้กาวอะไรก็ตามใจ ให้มันติดละกัน สำหรับผม ใช้กาวร้อน ขัดสองด้านให้สะอาดด้วยกระดาษทราย หยดน้ำกาวลงและปิดลงไปทันที ไม่รอให้แห้งหรือหมาด และกดทับ 1 นาทีเต็มขึ้นไปด้วยนิ้วมือ (ใช้วัสดุรองกันกาวเลอะนิ้ว) หลังซ้อม ทุกวันกลับมาดูตำแหน่งที่ซ่อมไป มันติดดีอยู่หรือ เป็นไปได้ ที่มันจะเริ่มเผยออ้า เสริมกาวลงแทนไป (เก็บกาวปิดให้สนิทอยู่ในตู้เย็น) กดทับอีกทุกครั้ง แรกๆติดไม่ชำนาญ จะเผยอ ชำนาญแล้ว จะทนนาน(เป็นปีๆ) ยางใหม่ ก็เอาจากรองเท้าคนอื่นที่หลุดออกในสนามซ้อมนั้นเอง เห็นบ่อย เยอะไป . ไม่รู้นะ จะถึงกับ "รื้อชุดความคิด" หรือไม่ไม่ทราบ จะขนาดนั้นเลยเหรอ เพียงแต่สิ่งที่ผมเจอมา กลับไม่เป็นอย่างนั้น แล้วจะให้ผมเออออห่อหมกไปด้วย คงไม่ได้ ว่าทำไมรองเท้าผมถึงรับใช้ตัวผมได้นานขนาดนั้น และเราไม่เห็นเจ็บ เพราะอะไรก็ไม่รู้ คงอภิปรายในหน้านี้ไม่พอ ต้องสนทนาถามตอบกันด้วยปากกระมัง 1) คำแนะนำจากผู้อื่น (ปรโตโฆษะ) ก็ต้องฟังไว้ 2) ประสบการณ์ตัวเราเองก็ต้องนำสิ่งที่เจอมาไตร่ตรองด้วยเสมอไป(โยนิโสมนสิการ) .


Saturday, June 13, 2020

การฝึกเองที่มักจะคลาดเคลื่อน

 การฝึกเองที่มักจะคลาดเคลื่อน

.
.
.
.
การฝึกวิ่งเพื่อพัฒนาฝีเท้า ใช่จะมีเพียงแต่การฝึกอะไรเท่านั้น แต่ยังต้องมีการฝึกอย่างไรอีกด้วย
เพราะองค์ประกอบของความสำเร็จมีหลายอย่าง ฝึกอะไร ฝึกอย่างไร มีความเข้มข้นมากพอเพียงกับสิ่งที่ปรารถนา แต่ต้องไม่มากไม่น้อยไปกว่าต้นทุนความเหนียวแน่นที่ตัวเองมี ในความถี่ห่างที่ไม่มากไม่บ่อยไปกว่าความสามารถฟื้นตัวเองของผู้นั้น
มันมีประเด็นให้พินิจมากเสียจนต้องมีผู้เชี่ยวชาญรับมือตรงนี้แทนเรา(โค้ช) แต่ก็อย่างที่รู้กัน หากหาไม่ได้ ก็ต้องทำเอง
นั่นคือทำตัวเองเป็นโค้ชให้ตัวเองเสียเลย แต่คนละอย่างกับโค้ชทั้งหลายนะ
อ่านคำแนะนำตามหน้าเพจต่างๆ มักพบเนื้อหาและศัพท์แสงที่ดูแล้ว ไม่คิดว่านักวิ่งจะเข้าใจ แม้อ่านจนหมด คงได้แค่ฟังไป แต่ถ้าเอาไปลงมือทำ จะเพี้ยนโดยง่าย
บอกยากว่าใดยากกว่ากัน ระหว่างหาโค้ชให้ได้ กับการยกระดับการรับรู้ให้ดูแลการฝึกเราเอง
โดยลำดับ ก็คือ ผู้วิ่งต้องทำความเข้าใจให้ได้เสียก่อนว่าอะไรเป็นอะไรในความเป็นธรรมชาติเป็นประการแรก ต่อจากนั้นค่อยมาเรียนรู้ว่าความเป็นธรรมชาติขั้นเมื่อมาปะทะกับแผนฝึกต่างๆ แล้วจะมีผลอย่างไรอีกทอดหนึ่ง และนี่เองคือขั้นตอน
ของการร่่างตารางวิ่งเอง
ในเมื่อทั้งสองประการข้างต้น นักวิ่งยังไม่มีในตัวเองแล้ว จึงย่อมไม่น่าจะเขียนตารางวิ่งเองได้ นี่เป็นเหตุว่าทำไมจึงต้องก็อปปี้มา
ผลลัพธ์จึงจำกัด เพราะคลาดเคลื่อนจากความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เจ็บก็บุญแล้ว แต่การไปถึงซึ่งสุดศักยภาพตัวเอง ย่อมไปไม่ถึงแน่ กำลังบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ที่บรรยายมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่คนศึกษาต้องเรียนรู้ในชั้นเรียน Coaching เรียนกันจนได้ Certificate ความเป็นวิชาชีพมันมี อย่าปฏิเสธ
แต่จะให้ผู้ที่รักการพัฒนาวิ่งทุกคนไปเรียน Anatomy ของเรือนร่างที่เกี่ยวกับวิ่งและผลกระทบกับการฝึกวิ่งชนิดต่างๆ กว่าจะเอามาใช้กับตัวเองได้ ก็หัวหงอกกันพอดี
ส้วมต้องมีอยู่ก่อนแล้วก่อนปวดขี้
พอปวดขี้แล้ว การเพิ่งจะยกส้วม มันย่อมไม่ทันการณ์
ที่พวกเราต้องทำความเข้าใจก่อนอื่นใดก็คือ ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงไหน และอะไรที่ไม่ใช่
พวกเรามักเข้าใจกันว่า มันคือความความเร็ว มันต้องเป็นการลงขอด และต้องฝึกให้มันมากเข้าไว้ ถึงแม้จะถูกต้องเพียงไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ยังพลาดอีกอยู่เสมอๆ
แม้กฎแห่งความจำเพาะเจาะจงบอกเราว่า ถ้าต้องการความเร็วก็ต้องฝึกความเร็วก็จริง แต่การที่ผู้ฝึกจะกระโดดจวกข้าวต้มร้อนๆกลางชามย่อมไม่ได้เป็นอันขาด เพราะมันจะลวกปากลวกคอเธอเปิดเปิงหมด เธอต้องไปเล็มที่ขอบชามเข้าไปก่อน
อีกทั้งสูตร More is better ก็เป็นวิธีที่เข้าหาที่ล้าสมัยไปนานแล้ว เราต้อง Approach เข้าไปในระดับที่เหมาะสม(กับผู้นั้น)ต่างหาก
.
.
จะเกิดอะไรขึ้น หากเริ่มก็ฝึกความเร็วไปเลย โดยไม่ปูพื้นฐาน ผู้ขับรถจะเอารถไม่อยู่ จะคว่ำตายเสียก่อนในการขับเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง การหัดขับช้าให้ทำได้ดี ต้องมาก่อนขับรถเร็วทุกกรณี จึงเกิดความสับสน ในหมู่ผู้ไม่แม่นยำ เป็นหัวข้อที่อภิปรายกันว่า การวิ่งโซน2 ช่วยให้เร็วได้อย่างไร แบ่งความเห็นในหมู่นักวิ่งเป็นสองพวก พวกนึงว่า "ใช่...ฝึกอะไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าฝึกเร็ว แต่ดันไปวิ่งช้ามันก็จะได้ช้าเท่่านั้น ไม่เร็วให้" แต่อีกพวกเป็นว่าเร็วตอนนี้ไปก็เร็วไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่นานก็เรียบร้อย ต้องปูพื้นสะสมระยะก่อน และช้าด้วย การที่โปรบางท่านบอกว่า "ไม่มีทาง" ซึ่งก็ถูกตามที่ท่านว่าไว้จริงๆ เราจะแย้งกฎแห่งความจำเพาะเจาะจงกระนั้นหรือ (Law of specific) การเรียนรู้ที่จะเข้าใจโมเม้นตั้มของการเคลื่อนที่ คือเนื้อของหัวใจของการขับรถเร็ว แต่ ณ นาทีนั้นมันเร็วมากเสียจนไม่มีเวลาทำความเข้าใจ มากกว่าต้องปล่อยให้ความรู้ที่เรียนไปนั้นไหลออกมาเองในการปฏิบัติตามเคยชิน ชั่วขณะเพียงวินาทีที่เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ขาไม่ได้ถูกสมองสั่งให้เหยียบเบรคหรือชลอเร็วเปลี่ยนเกียร์ใดๆ แต่มันดำเนินไปแบบไหลไปเอง โดยไม่ต้องใช้ความคิด นักขับทุกคนรู้ความข้อนี้ดี ทั้งหมดจะไหลออกมาแบบนี้ ต้องเริ่มมาจากการหัดขับที่ช้าเกียร์2 และวิ่งโซน2 ก่อนเท่านั้น เราต้องอนุญาตให้เราเรียนรู้อย่างช้าๆ ค่อยๆซึมซาบลงไป ส่วนความเร็ว เราจะค่อยๆฝึกในขั้นตอนต่อไป เมื่อเริ่มชำนาญขึ้น การขับเกียร์4 เกียร์5ก็ขับได้ทันทีก็จริง แต่ตราบใดที่ต้องไม่มีอะไรตัดหน้า หรือโจทย์หน้าถนนที่ซับซ้อนกว่านั้น ผู้ฝึกจะเกิดเรียนรู้ไปแล้วว่า มีอาการ"มัน" อันเกิดจากความเร็ว นาทีที่เกิดเรื่องมันจะไม่เตือนเราก่อน กว่าจะรู้ตัว คนขับชนแล้ว กว่าจะรู้ตัว นักวิ่งเจ็บแล้ว . การฝึกหัดเรียนรู้ขับรถ แค่ให้เป็น User ไม่ใช่เป็นช่างยนต์ การฝึกวิ่งเองก็เป็นการเรียนรู้ทำนองเดียวกัน ไม่ต้องไปรู้ละเอียด ระดับ cell ระดับนักวิชาการพละศึกษาเอาไปทำสอบ แต่เพียงแค่ระดับเอาไปฝึกใช้กับตัวเองได้เท่านั้นก็พอ ปกครองตัวเองได้ ห้ามตัวเองเป็น นักวิ่งทุกวันนี้ ที่ไม่รู้เลย แบบ Unknown เบ็ดเสร็จ นั่นพวกนึง มีแต่ห้าวล้วนๆ อีกส่วนหนึ่งก็รู้ละเอียดเกินไป ไม่สามารถกลั่นกรองเขียนออกมาให้นักวิ่งรุ่นน้องอ่านเปลี่ยนเป็น User ได้ เขียนไม่เป็น แต่เรากลับได้ตำราอีกเล่มเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่สิ่งที่พวกเราต้องการคือเป็น User ที่เอาตัวรอดได้เท่านั้นเอง . แม้ผมจะเขียนให้อรรถาธิบาย Tempo (ต่อไปจะเขียนย่อว่า "T") มาหลายปี แต่ก็ยังพบอยู่เรื่อยๆที่เพื่อนนักวิ่ง T อย่างผิดๆแม้ในสนามบ้านผมเอง ใกล้เกลือกลับกินด่างแท้ๆ ทั้งๆที่ความจำกัดความ T ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย พวกเขามักจะวิ่ง T กันเป็นขอดหมดเลย โซน5ทั้งนั้น ควบคุม pace ให้วิ่งต่อเนื่องตลอดระยะที่ต้องการฝึกไม่สำเร็จ วิ่งแล้วตกท้ายเกือบทุกคน ทั้งๆที่ข้อมือก็ผูก Smart watch กันทุกคนด้วย อะไรกันเนี่ยะ !!! หากเป็นอย่างนี้ จะดีกว่าไหม ถ้่าจะถอดนากาออก แล้ววิ่งตามความรู้สึกที่ผมอธิบาย ตามที่มันเกิดมาจากภายใน ค่าที่ว่า นากาทำให้ใจผู้วิ่งอยู่กับมัน แทนที่จะอยู่ที่การควบคุมตัวเอง หรือการเกลี่ยกำลังงานลงไป นากาเป็นเสมือนคนดูอยู่ริมสนาม เมื่อง้างคันธนูออก ใจไม่นิ่งพอ ลูกศรจึงสั่งไม่ได้ ลงถ้าจอมยุทธควบคุมใจไม่ได้ ใดก็เพี้ยนหมด ที่ยากนักกว่าตัวการฝึกคือการควบคุมจิตใจนี่เอง ก็ให้ถอดนากาออก ให้อยู่กับตัวตนกับการฝึกล้วนๆ แล้วก็วิ่งลำพังด้วย ไม่ต้องไปกับสหายเป็นหมู่ ตัวอย่างจากการฝึก T * วิ่งกำหนดความแรงจากตัวเราเองไม่ใช่จากนากาที่ 80-85% ของความเหนื่อยสูงสุด * วิ่ง T นาน 20 นาทีขึ้นไป อย่างห้ามตกเร็ว 10 นาทีหลังต้องไม่ช้ากว่า 10 นาทีแรก (นิดเดียวนะ) ใช้นากาเพียงคุมเวลาแบบถูกๆก็พอ * T ที่วิ่ง มีความเหนื่อยจริง แต่ต้องไม่มากถึงระดับทรมาน (Comfortably hard) พูดขณะวิ่งได้นิดหน่อยพูดมากไม่ได้ * ทันทีที่วิ่ง T จบให้ถามตัวเอง วิ่งต่อในเข้มข้นเดิมอีกได้หรือไม่ ไปอีกสัก 10 % ที่วิ่งมา เราต้องตอบตัวเองว่า ทำได้ ถ้าตอบว่าทำไม่ไหวแล้ว หมดแรง แค่นี้ก็จะอ้วกอยู่แล้ว ฯลฯ แสดงว่าตัวเองวิ่ง T วันนี้แรงไป คราวหน้าวิ่ง T อีกให้หรี่ลง ใช้ความรู้สึกตรงนี้เป็นดัชนีวัดความเข้มข้นฝึกที่เหมาะสม ทำแค่นี้ให้ได้ก่อน ทำทั้ง 4 ประการ* แล้วค่อยขยายทำให้นานขึ้นต่อไป หรือพิศดารขึ้น (พิศดารแปลว่าละเอียดไม่ได้แปลว่า แปลก) . เชื่อว่าหากเธอวิ่งตามนิยามนี้ จะวิ่ง T ได้ทุกคน ไม่เห็นจะต้องใช้ Smart Watch ตรงไหนเลย T จึงเป็น pace ของใครก็ของคนนั้น การวิ่ง T ไปด้วยกันกับสหายวิ่ง จึงทำให้คนหนึ่งอ่อนไป ในขณะที่อีกคนเข้มเกินไป หลุดออกจากความพอดีทั้งคู่ การหลุดออกจากเข้มข้นที่ดีไซน์ไว้ จะเท่ากับเป็นการหลุดออกจากเป้าหมายการฝึกนั่นเอง การฝึก T จึงต้องฝึกเดี่ยว ถ้าจะให้ดีให้แม่นยำ ไม่ใช่เฮละโลฝึกกันอยู่แบบทุกวันนี้ เราแนะกันว่า อย่าฝึกอะไรที่คุณไม่รู้ว่าวิ่งไปนั้น ไปพัฒนาอะไร เพราะมันมักจะไปพัฒนาที่แข็งอยู่แล้ว แต่จุดที่อ่อนก็จะอ่อนอยู่อย่างนั้น คำถามจึงมีมา จารย์ครับ ฝึกแล้วทำไมไม่ขึ้นหลายเดือนแล้วด้วย ขึ้นก็ขึ้นน้อยมาก ไม่สมกับความพยายามที่ลงไป เมื่อเทียบกับคนอื่นที่เขาไปไหนถึงไหนแล้ว เกือบทั้งหมด ไม่หนีไปจากความประการนี้เลย บางคนฝึกวิ่งกับกลุ่ม แล้วช่วยให้วิ่งดีขึ้น แต่บางคนกลับตรงกันข้าม ใครที่เป็นอย่างหลัง จงฉีกตัวเองออกมาฝึกเดี่ยว กฤตย์ ทองคง 14 มิถุนายน 2563 . ด.ต.มนิตย์ บุญวรรโณ เพิ่งทราบวันนี้ครับว่าวิ่งTแล้วแรงต้องเหลือวิ่งได้อีก10%ของระยะทางวิ่ง ปกติผมวิ่งจนหมดก๊อกเลยครับผม ขอบคุณอาจารย์มากๆครับผม กฤตย์ ทองคง ด.ต.มนิตย์ บุญวรรโณ ถามเช็ค แต่ไม่ต้องทำ เพื่อให้เราแน่ใจในการเกลี่ยกำลังงาน ในทุกการฝึก การทุ่มเท ต้องไม่เท่ากัน Tempo ประมาณนี้ ราว 75-85% Max ขอดหรือ Interval ราว 85-95% Max ประสิทธิภาพการฝึกจะเข้าถึงต่อเมื่อส่เข้าไปเหมาะสม ถ้าเธอเอาจนเกลี้ยงใน Tempo พักวันเดียวจะเอาไม่อยู่ ต้องหยุดพักหลายวัน สะเทือนภาพรวมแผนฝึก จากภาพนี้ จะเห็นว่า หนักเกินไปจะใกล้ชิดกับการซ้อมไม่ถึง กับการขาดซ้อมไม่พอเพียงนั่นเอง (ก็เพราะซ้อมไม่ได้ มันล้าจัดมาจากอัดหนักเกินไป) การวิ่งจึงเป็นการน้อมนำให้เรารู้จักชีวิตมากขึ้นอย่างนี้เอง อันที่จริง วิธีการถามตัวเองว่าต่ออีกนิดได้ไหม(แต่ถามตอบตัวเองอย่างเงียบๆภายใน ไม่ต้องทำจริง) เป็นการเรียนรู้การจัดการฝึกเกลี่ยกำลังที่เหมาะสมใจการฝึก ไม่ว่าจะเป็นขอด หรือเป็นเขา หรือเป็นยาว ใดๆที่เป็น Hard sessions ทุกอย่าง ให้เราฝึกที่เหมาะสม สิ่งที่เป็นอุปสรรคของการฝึกคืออัตราส่วนกำลังงานที่เราเทลงไปในแต่ละ Session เกินหรือขาดไปจากความเหมาะสมนั่นเอง
.

Thursday, June 11, 2020

ถอดรหัส "Passion" จากคิปโชเก้

 ถอดรหัส "Passion" จากคิปโชเก้

.
.
.
.
ถาม.....
ลุงถามพวกเรา.......ว่า
เมื่อเราอ่าน ที่ EK แนะเราไว้ว่า เราต้องมีวินัย เพราะหากปราศจากวินัยแล้ว เราจะเป็นทาส Passion โดยง่าย
เราอ่านแล้ว เราตีความถึงอะไร ในคำ Passion นั้น
หรืออ่านแล้วเรานึกถึงอะไรบ้าง อย่างนั้นก็ได้
ไม่ใช่คำถามลองภูมิ จากครูถึงศิษย์ เป็นคำถามเปิดให้โอกาสพวกเราแสดงทัศนคติ ไม่มีถูกไม่มีผิด อยากฟังความเห็นพวกเราบ้าง เพราะคนเราย่อมคิดไม่เหมือนกัน และเราจะได้ใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
12 มิถุนายน 2563
.