Saturday, March 28, 2020

Covid อาจชะงักงันกายภาพได้ แต่อย่าให้มันชะงักความคิดเรา

Covid อาจชะงักงันกายภาพได้
แต่อย่าให้มันชะงักความคิดเรา
.
.
เมื่อ Covid ระบาด มีข้อกำหนดให้กักตัวเองอยู่กับบ้าน ไม่ให้แออัด ก็ทำกันไป

นักวิ่งก็สามารถเลือกที่จะเชื่อเอาว่าในสวนที่เปิดโล่งที่วิ่งอยู่เป็นประจำเป็นที่สุ่มเสี่ยง Covid หรือไม่

มันมองได้หลายแง่มุม ในขณะที่ มีผู้ใช้สวนเองก็น้อยลงมากๆ ทั้งผู้วิ่งและผู้เดิน แล้วผู้อื่นในพื้นที่ก็น้อยลงไปหมดถึง 90% เลยทีเดียว

ผลก็คือ มีระยะห่างระหว่างกันมากพอไม่แออัดเหมือนสวนลุม กรุงเทพ

ก็แล้วแต่สถานที่จังหวัดใดจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปแต่ละที่ อีกทั้งยังแล้วแต่สายตาผู้มอง ใครจะหยุดหรือใครจะวิ่งต่อ ให้เปรียบเทียบข้อมูลกันวันต่อวันเอาเอง

แต่ในท่ามกลางความชะงักงันนี้ เรายังเหลือพื้นที่สื่อสารออนไลน์ เรายังสามารถคุยแลกเปลี่ยนกับเพือนนักวิ่งด้วยกัน บทความของผู้เขียนก็ยังรักษาระดับการออกมาเท่าเดิม

เลือกอ่านกันไป เราย่อมดำเนินต่อได้ ไม่ว่าจะระบาดกันแค่ไหน

แม้คุณจะเลือกหยุด บทความฝึกวิ่ง ไอเดียที่นำเสนอจากผู้เขียน แม้จะยังไม่สามารถเอาไปทำได้ตอนนี้ แต่สักวันในอนาคตเราก็เอามาทำไ้ด้ เมื่อ Covid พ้นไป

สิ่งนี้ มีอาการคล้ายๆกับความบาดเจ็บจากวิ่ง

องคาพยพใดต้องหยุดใช้งานก็หยุดไป แต่เรายังมีและยังควรใช้งานส่วนที่ไม่เกี่ยวกับความเจ็บ เช่นระบบหมุนเวียนที่รักษาแพทเทริ์นการใช้งานเข้าไว้ เมื่อกลับเข้าสถานการณ์ที่ปกติเมื่อไร เราก็ต่อเนื่องราบรื่นไม่สะดุด

เมื่อเราชัดเจนกลไกการพัฒนาของแต่ละระบบ เราย่อมสามารถปรับเปลี่ยนจังหวะชีวิตในโอกาสที่ผันแปรต่างๆได้อย่างสอดคล้องที่สุด
.
.
ชวนคิดกันว่า เมื่อเราวิ่ง เราจะติด Covid จากตรงไหน ในเมื่อเราไม่ได้แตะต้องอะไรนอกจากของของเราเอง
ถ้าจะเข้าห้องน้ำ มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่เราจะจับต้องใดๆให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วล้างมือ (ถึงตรงนี้นึกถึงสบู่ก้อนเล็กที่เราสามารถนำติดตัวไปวิ่งได้)
การจะติดจากอากาศที่หายใจเข้าไป ชวนให้คิดว่า ในเมื่ออากาศเป็นของไหล มีความไหลตัวมากกว่าน้ำเสียอีก สังคมมันเชื่อมกันหมด จากอากาศที่เราสูดเข้าไป ไม่ว่าจากที่บ้านเราหรือสูดที่สวน ก็มาจากแหล่งเดียวกัน
ไอเดียนี้เราก็ไม่สามารถจะอยู่ได้แม้แต่บ้านของเรา
แต่เราจะมีโมเดลคิดเดียวกันกับในโรงพยาบาลไม่ได้
ไปๆมาๆ ผู้เขียนกลับเห็นว่าที่สวนที่เราว้งประจำนาทีนี้ ได้ถูกลดปัจจัยเสี่ยงลงมากมายกว่าเดิมตั้งแต่ก่อนประกาศด้วยซ้ำ ในเมื่อผู้คนลดจำนวนใช้งานลงถึงราว 90%
แดดก็ผลาญแผดแหลกเดือด บนพื้นถนนแม้จะมีการถ่มถุยกันอยู่บ้าง แต่ความที่อุณหภูมิพื้นถนนสูงกว่า 40 องศา ย่อมไม่เอื้อต่อการอยู่ของ Covid ได้นานนัก
.
.
ถ้าหูจับเครื่องมือออกกำลังกาย ถ้าได้ถูกลูบด้วยน้ำยาทุก 30 นาที จากพนักงานพิเศษทั้งวัน เราย่อมสามารถรักษาสภาพการรับใช้ออกกำลังกายได้ ไม่ต้องถึงกับปิดใช้งาน
เครื่องแต่ละชิ้น เราก็ไม่เหลือวิสัยที่จะจับมันให้ห่างออกเท่าที่เราต้องการ เพื่อความอุ่นใจ ย่อมทำได้เสมอ
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปทุกนาที เราต้องรักษาความมีชีวิตชีวา ปรับการรับรู้ให้ตามความเคลื่อนคล้อยทุกครั้งที่มีการแชร์
ไม่นานมานี้เองก่อน Covidเล็กน้อย เราจัดการกับ PM 2.5 ด้วยการสมัครเข้าใช้งานใน Fitness แต่การใช้งาน เมื่อผ่านไปไม่กี่ครั้ง Covid ก็เข้ามาแชร์การรับรู้ของพวกเราไป ทำให้ห้องแอร์ Fitness กลายเป็นสถานที่อโคจรไปในชั่วพริบตา
นาทีนี้ก็เช่นกัน จากเท่าที่ผมพินิจมา สวนสถานที่ออกกำลังกายประจำตามเมืองต่างๆ มีความเสี่ยงที่น้อยลงกว่าเดิม อย่างน้อยก็ในสวนที่ผมวิ่งอยู่ อย่างน้อยก็ในสายตาพินิจของผมวิเคราะห์อยู่
แต่อย่างไรก็ตาม อย่าให้เอาเรื่องนี้มาเป็นชนวนให้ดราม่าเหมือนเรื่องไม่ควรอื่นๆเลย เลือกเชื่อ เลือกทำกันไป เราสามารถผ่านไปได้แน่ครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
28 มีนาคม 2563
.
.
คุณสมบัติมนุษย์เราย่อมต้องครุ่นคิดไตร่ตรองเปรียบเทียบอยู่เสมอ แม้จะตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ศรีธนนชัยยังต่อรองกับเจ้าเมืองได้
จนรอดชีวิตมา
ผิดถูกอย่างไร เราก็ต้องคิดแหละ
เดการ์ต กล่าวไม่ผิดแล้ว I think therefore I'm.


[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Friday, March 27, 2020

สูตรเจ็บคูณสอง(เจ็บX2) คืออะไรมาจากไหน

สูตรเจ็บคูณสอง(เจ็บX2) คืออะไรมาจากไหน
.
.
ปัญหาเกิดจากนักวิ่งหยุดเพราะบาดเจ็บ หายแล้วกลับมาวิ่งต่อ แล้วมันกลับเจ็บเหมือนเดิม ที่เกิดกันมาก ยอดนิยม

ที่เกิดจากนักวิ่งมีความสำคัญผิดในกระบวนการเวลาที่อาการบาดเจ็บหายไปแล้ว แต่มันยังกลับไม่หายโดยแท้จริง มันยังหลบซ่อนอยู่

ความคิดคือ ต้องหยุดต่อ อย่าเพิ่งไปซ้ำ เพราะมันจะออกมาอีกแบบเพื่อนๆเราโดนกันมาเกือบทุกราย

พึงให้กับจดนับวัดว่าตั้งแต่เราเกิดบาดเจ็บ จนมาถึงวันนี้ หายแล้ว กี่วัน ให้หยุดต่อ อีกเท่าหนึ่ง เป็นสองเท่า อย่าเพิ่งวิ่ง แม้ว่ามันจะทรมานจากการไม่ได้วิ่งก็ตาม แต่ขอบอก "จำเป็น" ครับ

ติ้ดต่างพัก 2 สัปดาห์หาย ให้หยุดทั้งสิ้น 4 สัปดาห์ เพิ่มเปล่าๆไปอีกเท่าหนึ่ง เป็นการเผื่อๆไว้ เหมือนกับการที่แพทย์ให้กินยาปฏิชีวนะต่อทั้งๆที่อาการหายแล้วนั่นเอง มันเผื่อๆไว้นั่นเอง ไอเดียเดียวกัน

ติ้ดต่างเจ็บเดือนหนึ่งหาย ให้หยุดอีกเดือนเป็นสองเดือน

คำนี้ สูตรนี้ "เจ็บX2"
ของผมล้วนๆ ไม่ได้เอามาจากใคร
ไม่มีอ้างอิง จะผิดถูกจะเปิ่นเชยน่าอาย
ผมรับไว้

มีความเป็นไปได้ว่าสองเท่ามันมากไป
อาจสั้นกว่านี้ได้ แต่สองเท่านี้ ที่ลองทำมาเอง และลองสังเกตคนอื่นทำด้วย มันเวอรค์นะ ช่างมันจะขาดจะเกินไปหน่อย มันเวอร์คละกัน

ใครจะลดมันลง รับความเสี่ยงไปนะ ไอเดียเพียงบอกว่า เมื่ออาการเจ็บปลาสนาการไปนั้น ยังไม่ใช่ แต่จะเท่าไร ไม่รู้

ต้องการวิจัยเชิงปฏิบัติการอีกมาก ที่เราไม่ได้เป็นนักวิจัยมากกว่า "เป็นนักวิ่ง" หวังผลปฏิบัติมากกว่าเอาไปทำสอบ

แต่ทั้งนี้รับรองยืนบนพื้นฐานว่า ทันที่ที่เราแน่ใจว่าเจ็บเริ่มต้น นับจากเริ่มหยุดเป็นต้นไป

ไม่นับว่าเจ็บแล้วฝืนวิ่งต่อมาอีกสักพักหนึ่งกว่าจะหยุดจริง อาการซ้ำไปซ้ำมา ถอยหน้าถอยหลัง จะเป็นการบดบี้ให้เข้าสู่โหมดเรื้อรังที่สองเท่าไม่ได้ผล แต่จะกี่เท่านานมากขึ้นเท่าไรไม่ทราบ สองเท่าคือ หยุดทันที ไม่ใช่ทู่ซี้วิ่งต่ออีกระยะก่อนที่จะหยุด ไม่ใช่นะ

บอกว่าสูตรนี้ สูตรเจ็บX2 เป็นของผมเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง

27 มีนาคม 2563

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

นักวิ่งควรต้องรู้อะไรบ้างในการฝึก และร่างตารางวิ่งของตัวเอง

นักวิ่งควรต้องรู้อะไรบ้างในการฝึก
และร่างตารางวิ่งของตัวเอง
.
.
ถาม..........

ถามความเห็นครับ ถ้านักวิ่ง จะสร้างโปรแกรมการฝึกวิ่ง ของตนเองอย่างเหมาะสมเค้าควรรู้อะไรบ้างครับพี่กฤตย์ ไม่ได้ลองภูมินะครับผมแค่อยากได้ข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ตรงมาทำงานสักชิ้น

เอกวิทย์ แสวงผล
26 มีนาคม 2563

ตอบ..........

เช่นเดียวกับโค้ชที่ต้องรู้อะไรในตัวเด็กที่เขาฝึก เมื่อเราเป็นโค้ชควบคุมตัวเองฝึก เราก็ต้องรู้ตรงนั้น เป็นการรู้จักตัวเราเองก่อนลงมือดัดแปลงแผนฝึกให้เข้ากับตัวเอง

1) อย่างแรกเลย ผู้วิ่งต้องรู้เป้าหมายของตัวเอง วิ่งนี่จะเอาอะไร ? เพื่อสุขภาพที่ดี หรือเพื่อเอาความเร็วไปแข่งขัน เพราะแต่ละอย่างต้องทำตัวไม่เหมือนกัน และเราต้องหมั่นทบทวนว่าในเวลาที่ผ่านไปแต่ละปี เราเปลี่ยนเป้าหมายแล้วหรือยัง

จำนวนมากปากบอกว่าฉันวิ่งเพื่อสุขภาพกันทุกคน แต่พฤติกรรมหลายอย่างที่เราทำกลับไม่ใช่หนทางสุขภาพ

เวลาเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนได้ ไม่แปลก แต่เราต้องตามการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน เมื่อเราเข้ามาวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่ไปๆมาๆ ฝีเท้าเริ่มดีขึ้น เป้าหมายชักอยากได้รางวัล ดังนั้นเราย่อมต้องรู้ว่าเพื่อการนั้นเราต้องทำอะไรบ้างเป็นการฝึกและงดเว้นสิ่งใดบ้าง จะทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

ตลอดจนเราต้องหยั่งถึงระดับความเหนียวแน่นของตัวเองว่าขนาดไหน เพื่อจะได้กำหนดจังหวะก้าวการฝึกของเราสามารถเริ่มต้นได้ตรงไหน โดยไม่บาดเจ็บ ค่าที่ว่า ผู้วิ่งแต่ละคนมีต้นทุนความเหนียวแน่นทางสรีระไม่เท่ากัน อันเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ และจากประสบการณ์กีฬาดั้งเดิม

2) ผู้ฝึกวิ่งเอง จะต้องสมควรรู้จุดอ่อนของตัวเรามีตรงไหนบ้าง ใดเปราะบาง ใดเหนียวแน่น ใดควรหลีกเลี่ยง ใดควรทำซ้ำได้บ่อยๆ ที่การตามไปหยั่งถึงตัวเองได้ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

การมีโค้ชมันจะง่ายขึ้นเยอะ เพียงแค่เขาบอกอะไรก็ต้องเชื่อฟัง เพราะความที่ทุกคนมีข้ออ้างต่างๆ

คนเราถ้าทำสิ่งใดแล้วได้ไม่ดี เขาก็จะพยายามหลีกเลี่ยงการนั้น เช่น นักวิ่งคนหนึ่งอ่อนเขา เขามักจะอิดออดต่อการฝึกทางชัน เมื่อต้องกำกับตัวเองให้ฝึกวิ่ง ไม่มีใครสั่ง จะมีอะไรมาทัดทานข้ออ้างเหล่านั้น

เมื่อโค้ชทุกคนยังต้องสั่งให้เด็กทำในสิ่งที่ต้องฝืนใจแต่ได้ผลดี ลองตรองดูซิ เราจะบังคับตัวเองได้อย่างไร ทำไปผิดๆ ใครจะทัดทาน

คนเรามักจะหลีกเลี่ยงจุดอ่อนการฝึก แต่มักกลับไปฝึกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ่อยๆในสิ่งที่ตัวเองมีความชำนาญกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิ่งกันเป็นก๊วน
โชว์พาวต้องการการยอมรับจากสมาคม เรามักจะให้เหตุผล และคาดหวังในจุดแข็งเหล่านั้น จะมากลบเกลื่อนจุดอ่อนให้ผลลัพธ์แสดงดีขึ้น มักจะเป็นเรื่องที่คิดเอาเอง

ต่อให้จุดแข็งนั้น แข็งยิ่งขึ้นไปอีก แต่มันหาได้เอามาทดแทนจุดอ่อนได้ไม่

การเป็นโค้ชตัวเอง เมื่อเฉออกนอกทางใครจะเตือนสติ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
.
.
3) ผู้ฝึกวิ่งต้องพอจะมีความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาพื้นฐานบ้างพอประมาณ ที่ไม่ใช่เป็นหลักการขั้นสูงอะไร แต่เป็นหลักการพื้นๆ เช่น
3.1) การฝึกหนักแล้วไม่ควรฝึกหนักอีกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ควรมีการผ่อนพัก หรือเบาแผนสลับ ต้องมีความสามารถควบคุมความเหิมเกริมของตัวตนจากภายในนักกีฬาได้
3.2) การพัฒนาใดๆไม่สามารถฝ่าทะลุไปได้ทั้งๆที่บาดเจ็บหรือชอกช้ำ ที่ต้องทำ คือกลับไปทำให้สดมาก่อน ลองคิดดู ขนาดอาการสมบูรณ์พร้อม ความสำเร็จ ยังใช่จะมาถึงโดยง่าย แล้วยิ่งตอนภาวะเจ็บหรือไม่สมบูรณ์ มันจะไปได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการพื้นฐาน แต่นักวิ่งฝึกเองมักสอบข้อนี้ตกกันเป็นประจำเกือบทุกคน
ผู้ฝึกเองต้องมีความรู้วิ่ง ว่าเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของตัวเองนั้น เขาต้องฝึกอะไรบ้าง ไม่จำเป็นต้องไปรู้เรื่องจุดหมายของคนอื่น เราต้องชัดเจนในเป้าหมายของเราก่อนเพื่อน
ทุกวันนี้ พวกเราแสดงภูมิรู้ไปทั่ว รู้นั้นรู้นี้รู้โน้น แต่พอลึกลงมาถึงเป้าหมายวิ่งของตัวเองกลับอ่อนด้อยเสียอย่างนั้น
สิ่งที่เราต้องการบรรลุนั้นคืออะไร และ How to..... เพื่อได้สิ่งนั้นมา อันนี้เราต้องรู้ ถ้าไม่รู้ ก็ต้องไปสืบว่าใครรู้ เช่นในการวิ่งแข่งระยะไกล มิใช่มีเพียงความเร็วเป็นคุณสมบัติ แต่ต้องมีความอึดทนทานด้วย
อะไรฝึกแล้ววิ่งอึด เราต้องรู้
อะไรที่ฝึกให้เรามีความเร็ว เราก็ต้องทราบ
ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอดตะพึด วิ่งเร็วตะบี้ตะบัน ในขณะที่ WM (Weekly Mileage) น้อยนิดเดียว
การไม่รู้จักความสัมพันธ์ระหว่าง Key Session แต่ละตัวว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไรในลักษณะไหน เราก็จะไม่บรรลุความสำเร็จโดยง่าย
ฝึกกันตกๆหล่นๆ ปราศจากทั้งองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาและสิ้นไร้ทั้งการระแวดระวังตัวเอง ฝึกกันจนหนวดหงอก ก็จะไม่มีวันวิ่งเก่ง
รายละเอียดมากมาย เราอาจตามไปค้นคว้าระหว่างทางได้ แต่ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ขออย่าตายน้ำตื้นอย่างที่ผ่านมา
.
4) ผู้ฝึกเองต้องรู้ว่าอะไรควรทำก่อนและทำหลัง ลำดับขั้นตอนมันมี ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก่อนก็ทำ ไม่ใช่เพื่อนวิ่งในกลุ่มนำฝึกอะไร ก็แห่ไปทำบ้าง เช่น
4.1) เวลานี้เจ็บ และไปรู้มาว่าที่เจ็บเพราะส่วนนั้นเราไม่แข็งแรง ต้องทำกายบริหารเสริม จึงจะหลีกเลี่ยงบาดเจ็บได้ แต่หาตระหนักไม่ว่าจะทำกายบริหารหรือยืดเส้นตรงนั้นได้ก็ต้องพักก่อนให้ตรงนั้นหายดีแล้วค่อยมาทำ ไม่ใช่ลงมือบริหารทั้งๆที่ยังเจ็บนั้น
วาระตอนนี้คือต้องหายเจ็บก่อน ไม่ใช่เห็นอะไรดีก็กระโจนเข้าใส่
4.2) สิ่งที่พบเห็นมากเกินไปก็คือ นักวิ่งที่มีแวว มีพรสวรรค์ทางวิ่งหลายตัว ดับไปก่อนเสียที่รัศมีจะเปล่งแสง จากการลงฝึกความเร็วก่อนเวลาเหมาะสม ก่อนการปูพื้นฐานความแข็งแกร่ง เรือนร่างยังไม่เข้าฝักดี แต่อาจหาญใส่ Key Workouts ต่างๆลงไป ที่แต่ละตัว ล้วนเรียกร้องควาทเหนียวแน่นร่างกายทั้งสิ้น สุดท้ายความเหิมเกริมเอาไม่อยู่ เจ็บไปเรียบร้อย มีความพยายามจะไปต่อก่อนดับด้วยการกินยา กินยาแต่ไม่หยุดวิ่ง แล้วถัดจากนี้ก็หายหน้าออกจากวงการไป แบบนี้เห็นมาเยอะ
ลำดับขั้นตอนอะไรก่อน อะไรหลัง มันต้องมี วิ่งช้ายังไม่เป็นจะริวิ่งเร็ว วิ่งใกล้ยังไม่ได้เรื่องจะไปวิ่งไกล การลงขอด มีการปูพื้นฐาน LSD (Long Slow Distance)มานานเท่าไร ไม่เคยมีการเอ่ยความ เห็นเขาขอดเอากัน ก็จะเอาบ้าง
เหล่านี้เป็นความผิดพลาดยอดนิยมของนักวิ่งฝึกเองมากมาย รวมไปทั้งการตีความหลักการอย่างผิดๆเช่น "เจ็บต้องซ้ำ" และ "บาดแผลเท่ๆของนักรบประดับเรือนกายเป็นของจำเป็น" แต่สิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าสมเพศของผู้มีประสบการณ์ทั้งสิ้น
.
5) สิ่งที่นักวิ่งฝึกเอง ต้องรู้ก่อนในการกำกับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ คือ ต้องมี Awearness ที่สูงยิ่ง
5.1) Awearness สามัญสำนึก ในพื้นที่ที่เราเองยังไม่ชัดเจน เช่นการจะใส่ Intensity ลงไป คนส่วนใหญ่จะลงเอยที่เข้มเกินไป ต้องลดลงภายหลัง แต่ไม่ง่าย เพราะมันมีอาการเจ็บเข้ามาแล้ว ต้องหยุดพักก่อน(ขาดซ้อมต่อเนื่อง)
แทนที่จะทยอยหยอดระดับแต่น้อยมินิมั่มไปก่อน เพราะน้อยไปเพิ่มได้ แต่ถ้าเข้มไป จะต่อฝึกไม่ติดอย่างที่เล่า
ดังนั้นการฝึกเข้มเกินไปมักจะพบปลายทางที่จัดต่อเนื่องไม่ติด สิ่งเหล่านี้ ผมไม่ได้จัดมันอยู่ในลิ้นชักความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬา แต่กลับจัดมันอยู่ในลิ้นชักสามัญสำนึกแท้ๆ ต่อให้ไม่รู้หลักการวิทยาศาสตร์เลยก็ได้ ถ้ามีสามัญสำนึก ต้องเดินบุกดงที่ไม่แน่ใจในความปลอดภัย ควรสืบเท้าเข้าไปก่อนเบาๆอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ก้าวพรวดๆเข้าไป
5.2) ต้องมี Awearness ในการจับสังเกตสัญญาณเตือนอย่างยิ่งยวดว่าร่างกายมีการตอบรับแต่ละการฝึกอย่างไร ราบรื่นไหลดี หรือว่าเจ็บเตือน และสนองตอบสัญญาณนั้นอย่างสร้างสรรค์ด้วย
หลักการ Listen your body ต้องเป็นหลักการพื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนต้องรู้จักตั้งแต่การเริ่มลงมือจับการฝึกในชั้นต้นๆทีเดียว เราต้องใช้ตัวนี้สังเกตทั้งนั้น
แต่แทนที่พวกเราจะใช้ผัสสะให้เป็นประโยชน์ กลับตีความให้เป็นเรื่องของใจที่ใหญ่ เชิดชูการทุ่มเท อะไรที่ยากๆ ถามกลับมาด้วยซ้ำ "กลัวอะไร"
แบบนี้ ไม่เห็นใครผ่านได้สักราย เดี้ยงหมดด้วยความรู้สึกสะใจในความเท่
ตั้งแต่เกิดมา ลุงก็เพิ่งเคยเห็นลัทธิแก้แบบนี้ในนักวิ่งเป็นครั้งแรก
รุ่นลุง วิ่งแบบโง่ๆแบบนี้ไม่เคยมี
ลองกลับไปทบทวนหลักการที่ผู้ฝึกควรรู้ก่อนการกำกับการวิ่งตัวเอง ตั้งแต่ข้อที่ 1) จนถึงข้อที่ 5) ทีละข้ออีกครั้ง
คือสิ่งที่ผู้ฝึกเองต้องเผชิญหน้า และยกระดับการรับรู้เสียก่อน ที่จะลงมือร่างตารางวิ่งคุณภาพให้ตัวเองได้ภายหลัง
สรุป
1) เป้าหมายวิ่งจะเอาอะไร
2) รู้จุดอ่อนตัวเอง
3) รู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์การกีฬามาบ้าง
4) รู้ฝึกอะไรก่อนหลัง รู้ลำดับขั้นตอน
5) รู้ Awearness สามัญสำนึก รู้ Awearness สัญญาณเตือนจากธรรมชาติ
.
.
กฤตย์ ทองคง
28 มีนาคม 2563
.
ไม่ว่าเราจะหาโค้ชได้หรือไม่ ในหนทางการพัฒนาวิ่งข้างหน้า การยกระดับการรับรู้ของเรายังมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของเราเสมอ

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Thursday, March 26, 2020

อย่ากลับมาจากเจ็บด้วยการฝึกเท่าเดิม

อย่ากลับมาจากเจ็บด้วยการฝึกเท่าเดิม

.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ถาม..........

ขอบคุณอาจารย์มากครับ

ผมหยุดวิ่ง 2 เดือน และปฎิบัติตามคำแนะนำของอาจารย์ ตอนนี้กลับมาวิ่งได้อีกครั้งโดยปราศจากอาการบาดเจ็บใดๆ ขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งครับ
.
ยศพนธ์ ผดุงญาติ
26 มีนาคม 2563
.
.
ตอบ..........

สองเดือน ทำให้คุณไม่ใช่คนเดิม
พูดง่ายๆ ตกฟิตไปมากมาย

จะกลับมาวิ่งในความเข้มข้น(ระยะทางและความเร็ว)เท่าเดิมไม่เหมาะสมแล้ว อาจกลับอันตรายได้ ต้องลดลง

ถ้าเป็นตัวผมเอง ลดลงกว่าเดิม 5 เท่า
(ที่จริงไม่ตกขนาดนี้หรอก แต่ผมต้องการแผนฝึกที่ทยอยกลับมาทีละน้อย Stress เรือนร่างที่ต่ำที่สุด)
และทยอยเพิ่มเข้มข้นขึ้นไม่มากกว่า 10% ต่อสัปดาห์ ไม่ต้องเสียใจว่าตกฟิต เพราะมันตกแน่

แต่จงพยายามใส่ใจว่าเราจะใส่แผนฝึกใหม่ลงไปขนาดไหน ที่จะไม่มากเกินไป ไม่ทำให้เราแบก Intensity หนักเกินไปในระยะเวลาอันสั้น

นักวิ่งเก่าหลายคนเจ็บอีกครั้งเพราะกลับไปฝึกเท่าเดิม เท่าก่อนเจ็บ ทั้งๆที่ตัวเองตกฟิตไปหลายเดือน
.
.
(ไม่มีต่อในช่องความเห็น)

กฤตย์ ทองคง
26 มีนาคม 2563
.
ผมไม่ใส่ใจสเกลน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นเท่าไร อย่างที่บอก ผมโฟกัสเพียงแผนฝึกใดที่จะทยอยใส่เข้ามาและแผนนั้นต้องปลอดภัย นั่นสำคัญที่สุด สำคัญกว่าความตกฟิตด้วย
.
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ผมฟังญาติธรรมผู้หนึ่งปรารภคำถามกับพระรูปหนึ่งว่า นั่งเจริญสติทีไร "หลุด" เสมอ เริ่มใหม่ ก็หลุดอีก เพียงแต่นานเท่าไรเท่านั้นเอง ถามว่า จะให้ทำอย่างไร
พระท่านตอบอย่างสั้นๆ แต่เราคนฟัง ได้แนวทางเลย ว่า
"ชีวิตมิใช่อะไรอื่นเลยนอกจาก การเริ่มต้น"
.
จึงย้อนกลับมาเห็นความสำคัญของการฝึกอย่างไร ให้มีโอกาสเสี่ยงเจ็บต่ำที่สุด ว่ามีความสำคัญมาก
เป็นคนละเรื่องกับที่พวกเราดำเนินฝึกแบบเย้ยฟ้าท้าดินว่า
"กลัวอะไร"
"ใจมดแดง"
"ป็อด"
มันไม่ใช่ตรงนั้น
ประเด็นคือทำเรื่องให้มันสั้นที่สุดใและไม่เสียเวลาไปกับการตกฟิตที่จำต้องจางคลายออกไปจากการต้องหยุดซ้อมต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของ "ใจ" ใดๆเลย

Saturday, March 21, 2020

แนวปฏิบิติให้นักวิ่ง ทำตัวอย่างไรในวิกฤต Covid 19 นี้

แนวปฏิบิติให้นักวิ่ง
ทำตัวอย่างไรในวิกฤต Covid 19 นี้
.
ในความเห็นผู้เขียน ระยะนี้ไม่ใช่ระยะเวลาที่ควรจะซ้อมมากมายพัฒนาฝีเท้าให้รับกับสนามวันอาทิตย์ที่เลื่อนออก เมื่อกลับปกติมา จะได้พัฒนาแล้ว อย่างที่หลายคนแอบคิดกัน

ค่าที่ว่าพฤติกรรมเช่นนี้สุ่มเสี่ยงกับการฝึกหนัก มีค่าสหสัมพันธ์มากอยู่ระหว่างการตั้งใจฝึกกับภูมิต้านทานที่ลดลง

การหลบเลี่ยง Covid ที่สำคัญอย่างนึงคือใส่ใจที่ระดับภูมิต้านทานนี่เองนอกจากล้างมือและหน้ากากแล้ว

การเก็บตัวของทุกภาคส่วนสังคม Social distance ต้องลงมาถึงระดับผู้ออกกำลังกายประจำด้วยนี่เอง

รอเวลาให้ระยะเข้าสู่โหมดซาโรคภัยลงไปแล้วจะฝึกอะไรก็ค่อยว่ากันใหม่

แม้ว่าจะไม่ถึงกับขาดซ้อม ยังไปสวนสาธารณะที่เปิดโล่งไม่หนาแน่นยังได้อยู่ เพียงแต่เลี่ยงห้องแอร์ทั้งฟิตเนส และรถโิดยสารสาธารณะ

สถานะการนี้สอดรับอย่างยิ่งกับการหัดใช้จักรยานในเมืองที่ทุกกิจกรรมน้อยลงหมดทุกชนิดรวมทั้งการจราจรด้วย

รอเวลาให้เมฆหมอกผ่านไป ค่อยกลับมาฝึกอีกครั้ง

ประเด็นมันอยู่ที่ ในสถานการณ์หนึ่งๆ เรานักวิ่งจะพึงได้ประโยชน์อะไรมากกว่ากันระหว่างโหมซ้อมตอนจังหวะเลื่อนงานวิ่งและโรคแทรกง่ายจากภูมิต้านทานตกเพราะซ้อมหนัก หรือการ "จำศีล" ไปพร้อมๆกับสังคม

ลองไตร่ตรองดูครับ

กฤตย์ ทองคง
21 มีนาคม 2563
.
แม้กระทั่งงานแข่งที่ไม่เลื่อนที่อาจจะยังเหลืออยู่ ไม่ควรจะเข้าร่วมทั้งในมิติความสัมพันธ์ทางสังคม และการแข่งขันช่วงชิงใดๆ เพราะภูมิต้านทานที่ลดลงไม่ได้มาจากการฝึกเท่านั้น แต่การแข่งก็ด้วยเช่นกัน
สรุปความว่า ไม่ว่าผู้วิ่งมีเพื่อเป้าหมายอะไร ก็ควรเข้าโหมด"จำศีล" ให้หมดทั้งบ้านเมือง เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นเอง คงไม่นานเกินทนหรอก
ทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเอง และอาจทั้งเป็นพาหะโดยไม่รู้ตัว
.
ขนาดวิ่งภาวะปกติ เพื่อนนักวิ่งพวกเรายังถ่มสเลดกันเป็นนิสัยเลย ไม่ใช่เรื่อง Covid มากกว่าความประสาทเสีย
แล้วนิสัยถ่มนี้ จะว่าไป ไม่ว่าภาวะ Covid หรือไม่ ก็ควรเลิกเสียที สังคมมาไกลแล้ว สู่มาตรฐานไม่ควรถ่มใดๆเลย ทั้งCovid และ ไม่ Covid ด้วยซ้ำ บนพื้นถนนสาธารณะ
ขอมากไปหรือเปล่า ?!!!
.
แค่ซ้อมวิ่งขนาดกลางหรือเบา พอประคองสภาพตกฟิตให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยระงับการไปงานวิ่งใดๆอย่างใจสมัคร และไม่ถ่มใดๆเด็ดขาด
.
จะเอ่ยเรื่อง "ถ่ม" มาหลายครั้งแล้ว
แต่ยังไม่ได้เอ่ยเสียที
ไม่เอ่ยตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยตอนไหนที่เหมาะกว่านี้แล้ว
.
คนที่ไปนั่งสนามหญ้าสวนสาธารณะ ขอแนะนำให้เข้าไปนั่งในสนามลึกๆหน่อย ไม่ใช่เพราะพวกเราจะถ่มได้สะดวก
แต่เพราะตัวของคุณเองจะได้ไม่นั่งทับหรือท้าวแขนไปเจอสเลดจากนักวิ่งที่ถ่มไว้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนี้
สเลดมักชุกริมถนนมากกว่ากลางถนน มักเป็นขอบๆ ไม่ไกลเกินกว่าแรงถ่มนั่นเอง

วอนเพื่อนนักวิ่งด้วย ให้เลิกไปเลย ไม่เพียงแค่ถ่มระมัดระวัง มีที่เดียวคือ ในคอห่านส้ม และชักโครกด้วย

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Thursday, March 19, 2020

วิธีแกะตัวเองออกจากภาวะเตียงดูด

วิธีแกะตัวเองออกจากภาวะเตียงดูด
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เตียงดูด คือศัพท์ที่พวกเรานักวิ่งเรียกภาวะที่งัวเงียตอนเช้าตรู่ที่ตั้งใจจะออกวิ่งแต่เช้า แต่ไม่ยอมลุกจากนาฬิกาที่ปลุกแล้ว ยังอาลัยอาวรณ์ ขออีกแป๊บ แล้วยาวเลย เสียการ ถลำตัวกลายเป็นไม่ได้วิ่งตามที่ตั้งใจไว้

1) ก่อนอื่นเลย ต้องทำความเข้าใจว่ากิจกรรมที่เราทำทั้งหลายมันมีความสัมพันธ์กันหมด สิ่งที่เราทำตอนดึกย่อมส่งผลสะเทือนถึงตอนเช้า ต้องตัดออกหมด เลิกไป หรือเอาไปทำแต่หัววัน

เป็นไปไม่ได้ที่จะตื่นให้เร็วขึ้น แต่ไม่ยอมปรับพฤติกรรม อะไรบ้างที่ทำตอนดึก ต้องเอามาวิเคราะห์ทีละตัว โดยที่ห้ามตัดเวลานอนออก นักวิ่งลดเวลานอนไม่ได้เป็นอันขาด ขอเหยียดข้อกำหนดเอาไว้เลย 8 ชั่วโมง มินิมั่ม

นับจากเวลาที่นาฬิกาส่งเสียงดังนับถอยหลัง 8 ชั่วโมง ต้องเป็นเวลาที่หัวถึงหมอนแล้ว ไม่มี6 ต้อง8 ไม่ประนีประนอม ค่าที่ว่านักวิ่งไม่ใช่คนทั่วไป

2) ก่อนนอน ต้องจัดชุดและอุปกรณ์ที่จะไปวิ่งวางไว้แยกต่างหากให้หยิบง่ายในตอนนั้นไม่มัวเสียเวลาคุ้ยลิ้นชักใดๆ เสื้อตัวไหน กางเกงตัวไหน รองเท้าถุงเท้าคู่ไหนอีกแล้ว สวมเลย

ไม่มีคำว่าตอนแต่งตัวค่อยเปิดเข้าไปหยิบในตู้ที่มันเคยอยู่ เพราะในภาวะงัวเงีย เราไม่ต้องการให้คุณพบกับแรงเสียดทานใดๆจากการหาไม่เจอ และต้องหงุดหงิดเพิ่มจากการหาตัวทดแทน ถ้ามันจะต้องมาทดแทน ต้องหามาทดแทนจากเมื่อวาน เอามากองแยกไว้ ในขั้นตอนนี้ ให้มันจบไปตั้งแต่วันวาน

ที่เอามากองไว้ควรเป็นที่ตรงคุณกินกาแฟตอนเช้า ที่ที่ Coffee pot ตั้งอยู่(ถ้ากินกาแฟ) เพราะ เราจะไม่ซดกาแฟกันอั่กๆพรวดเดียวหมด แต่ละจะจิบทีละนิด ทอดระยะนิดหนึ่ง สลับใส่เสื้อตัวนึง กลับมาจิบอีก แล้วกางเกง อะไรแบบนี้ กว่ากาแฟจะหมดแก้วมีอีกหลายจิบ ถุงเท้ารองเท้า4 ชิ้น จิบถึง 4 ครั้ง

มันจะต้องวางกองไว้ในครัวหรือไม่
ต้องไปปรับเอาเองว่าเราจะให้มันเคลื่อนไปแบบไหน
.
.
3) ก่อนนอนให้เหลือบดูเวลาเป็นระยะๆว่าเหลือเวลาอีกเท่าไรถึงเวลานอน เราต้องเริ่มควบคุมการนอนตั้งแต่เริ่มนอน แม้ว่าแท้จริงเราต้องการควบคุมการลุกตื่นต่างหาก
การจะลุกตื่นไปวิ่งได้สำเร็จหรือไม่ อยู่ที่เราจัดการเตรียมพร้อมได้จริงๆมากที่สุด ตั้งแต่เราปรารถนาในจุดประสงค์วิ่งเลยทีเดียว ว่าเราอยากได้มันมากพอหรือเปล่าเพื่อจะได้ไม่เอามาเป็นข้ออ้างเตียงดูดอีกครั้ง
ก่อนนอนจริง ก่อนหัวถึงหมอนให้ทบทวนข้อตกลงใจและความตั้งใจของเราบ่อยๆว่า เราจะลุกทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกทำงาน ไม่ว่าจะกำลังเพลิดเพลินกับการหลับไหลขนาดไหนก็ตาม ไม่มีอีกนิดน่า Feet on floor ทันทีเด็ดขาด หลังจากตบหัวนาฬิกาปลุก
นาทีที่เสียงสัญญาณดัง ต้องไม่มีความคิด ความคิดทั้งหลายเป็นอันตรายในห้วงยามนี้ ต้องไม่มีการโอนอ่อน ตัวเรานาทีนี้เป็นทาส ทำตามนายสั่ง นายคือตัวเราก่อนนอน เมื่อนายสั่งคือ
ต้องทำตามอย่างเดียว
จำไว้ตัวเรายามนั้นต้องไม่มีตัวตน ไม่มีความคิด ทำตามคำสั่งลูกเดียวอย่างเด็ดขาด
แม้จะยาก แม้จะทรมานก็ต้องทำ นี่เป็น Passion ข้อแรกที่ต้องเจอความเย้ายวนสิ่งแรกๆที่ทำให้เราเขวออกจากเป้าหมาย
แต่รับประกันยากแค่ไม่เกิน 30 วินาที เมื่อพ้นออกมาแล้ว เดินเข้าห้องน้ำงัวเงีย แต่เดินออกจากห้องน้ำเริ่มใสแล้ว ความต้องทนทรมานหายไปแล้ว
ถ้าไม่ฝืน Feet on floor ทันที จะสลัดเตียงไม่สำเร็จ
4) ทันทีที่ออกประตูรั้วบ้านไป ทาสคนเมื่อจะกี้ถูกปลดปล่อยแล้ว ถ้าคุณจะกลับไปนอนต่อ ก็กลับไปนอนได้เลย ตามสบาย ถ้าเป็นคอนโด ก็ต้องลงมาถึง Ground
เราจะไหลต่อไปเหมือนกับเด็กลงไม้ลื่นสไลเดอร์ เมื่อตูดหลุดมาจาก on the top มันจะไม่มีทาง return ใดๆ แต่ต้องไหลไปจนกว่าจะสุดทางของมัน
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะแน่ใจว่า ย่อมไม่มีใครที่จะกลับไปรูดประตูรั้วอีกครั้งเข้าบ้าน
อยากรู้ว่าหากทำเช่นนี้แล้ว ยังมีใครอีกไหมที่รูดประตูรั้วกลับไปถอดรองเท้าซุกผ้าห่มอีกครั้ง
ถึงที่สุด เตียงเลือกดูดเฉพาะคนที่เหลาะแหละเท่านั้นครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
19 มีนาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่