นักวิ่งควรต้องรู้อะไรบ้างในการฝึกและร่างตารางวิ่งของตัวเอง
.
.
ถาม..........
ถามความเห็นครับ
ถ้านักวิ่ง จะสร้างโปรแกรมการฝึกวิ่ง
ของตนเองอย่างเหมาะสมเค้าควรรู้อะไรบ้างครับพี่กฤตย์ ไม่ได้ลองภูมินะครับผมแค่อยากได้ข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ตรงมาทำงานสักชิ้น
เอกวิทย์
แสวงผล
26 มีนาคม 2563
ตอบ..........
เช่นเดียวกับโค้ชที่ต้องรู้อะไรในตัวเด็กที่เขาฝึก
เมื่อเราเป็นโค้ชควบคุมตัวเองฝึก เราก็ต้องรู้ตรงนั้น
เป็นการรู้จักตัวเราเองก่อนลงมือดัดแปลงแผนฝึกให้เข้ากับตัวเอง
1)
อย่างแรกเลย ผู้วิ่งต้องรู้เป้าหมายของตัวเอง วิ่งนี่จะเอาอะไร ?
เพื่อสุขภาพที่ดี หรือเพื่อเอาความเร็วไปแข่งขัน
เพราะแต่ละอย่างต้องทำตัวไม่เหมือนกัน
และเราต้องหมั่นทบทวนว่าในเวลาที่ผ่านไปแต่ละปี เราเปลี่ยนเป้าหมายแล้วหรือยัง
จำนวนมากปากบอกว่าฉันวิ่งเพื่อสุขภาพกันทุกคน
แต่พฤติกรรมหลายอย่างที่เราทำกลับไม่ใช่หนทางสุขภาพ
เวลาเปลี่ยนไป
คนก็เปลี่ยนได้ ไม่แปลก แต่เราต้องตามการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน
เมื่อเราเข้ามาวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่ไปๆมาๆ ฝีเท้าเริ่มดีขึ้น
เป้าหมายชักอยากได้รางวัล ดังนั้นเราย่อมต้องรู้ว่าเพื่อการนั้นเราต้องทำอะไรบ้างเป็นการฝึกและงดเว้นสิ่งใดบ้าง
จะทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว
ตลอดจนเราต้องหยั่งถึงระดับความเหนียวแน่นของตัวเองว่าขนาดไหน
เพื่อจะได้กำหนดจังหวะก้าวการฝึกของเราสามารถเริ่มต้นได้ตรงไหน โดยไม่บาดเจ็บ
ค่าที่ว่า ผู้วิ่งแต่ละคนมีต้นทุนความเหนียวแน่นทางสรีระไม่เท่ากัน
อันเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ และจากประสบการณ์กีฬาดั้งเดิม
2)
ผู้ฝึกวิ่งเอง จะต้องสมควรรู้จุดอ่อนของตัวเรามีตรงไหนบ้าง
ใดเปราะบาง ใดเหนียวแน่น ใดควรหลีกเลี่ยง ใดควรทำซ้ำได้บ่อยๆ
ที่การตามไปหยั่งถึงตัวเองได้ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
การมีโค้ชมันจะง่ายขึ้นเยอะ
เพียงแค่เขาบอกอะไรก็ต้องเชื่อฟัง เพราะความที่ทุกคนมีข้ออ้างต่างๆ
คนเราถ้าทำสิ่งใดแล้วได้ไม่ดี
เขาก็จะพยายามหลีกเลี่ยงการนั้น เช่น นักวิ่งคนหนึ่งอ่อนเขา
เขามักจะอิดออดต่อการฝึกทางชัน เมื่อต้องกำกับตัวเองให้ฝึกวิ่ง ไม่มีใครสั่ง
จะมีอะไรมาทัดทานข้ออ้างเหล่านั้น
เมื่อโค้ชทุกคนยังต้องสั่งให้เด็กทำในสิ่งที่ต้องฝืนใจแต่ได้ผลดี
ลองตรองดูซิ เราจะบังคับตัวเองได้อย่างไร ทำไปผิดๆ ใครจะทัดทาน
คนเรามักจะหลีกเลี่ยงจุดอ่อนการฝึก
แต่มักกลับไปฝึกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ่อยๆในสิ่งที่ตัวเองมีความชำนาญกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิ่งกันเป็นก๊วน
โชว์พาวต้องการการยอมรับจากสมาคม
เรามักจะให้เหตุผล และคาดหวังในจุดแข็งเหล่านั้น
จะมากลบเกลื่อนจุดอ่อนให้ผลลัพธ์แสดงดีขึ้น มักจะเป็นเรื่องที่คิดเอาเอง
ต่อให้จุดแข็งนั้น
แข็งยิ่งขึ้นไปอีก แต่มันหาได้เอามาทดแทนจุดอ่อนได้ไม่
การเป็นโค้ชตัวเอง
เมื่อเฉออกนอกทางใครจะเตือนสติ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
.
.
3)
ผู้ฝึกวิ่งต้องพอจะมีความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาพื้นฐานบ้างพอประมาณ
ที่ไม่ใช่เป็นหลักการขั้นสูงอะไร แต่เป็นหลักการพื้นๆ เช่น
3.1)
การฝึกหนักแล้วไม่ควรฝึกหนักอีกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ควรมีการผ่อนพัก
หรือเบาแผนสลับ ต้องมีความสามารถควบคุมความเหิมเกริมของตัวตนจากภายในนักกีฬาได้
3.2)
การพัฒนาใดๆไม่สามารถฝ่าทะลุไปได้ทั้งๆที่บาดเจ็บหรือชอกช้ำ
ที่ต้องทำ คือกลับไปทำให้สดมาก่อน ลองคิดดู ขนาดอาการสมบูรณ์พร้อม ความสำเร็จ
ยังใช่จะมาถึงโดยง่าย แล้วยิ่งตอนภาวะเจ็บหรือไม่สมบูรณ์ มันจะไปได้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้เป็นหลักการพื้นฐาน
แต่นักวิ่งฝึกเองมักสอบข้อนี้ตกกันเป็นประจำเกือบทุกคน
ผู้ฝึกเองต้องมีความรู้วิ่ง
ว่าเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของตัวเองนั้น เขาต้องฝึกอะไรบ้าง
ไม่จำเป็นต้องไปรู้เรื่องจุดหมายของคนอื่น
เราต้องชัดเจนในเป้าหมายของเราก่อนเพื่อน
ทุกวันนี้
พวกเราแสดงภูมิรู้ไปทั่ว รู้นั้นรู้นี้รู้โน้น
แต่พอลึกลงมาถึงเป้าหมายวิ่งของตัวเองกลับอ่อนด้อยเสียอย่างนั้น
สิ่งที่เราต้องการบรรลุนั้นคืออะไร
และ How
to..... เพื่อได้สิ่งนั้นมา อันนี้เราต้องรู้ ถ้าไม่รู้
ก็ต้องไปสืบว่าใครรู้ เช่นในการวิ่งแข่งระยะไกล มิใช่มีเพียงความเร็วเป็นคุณสมบัติ
แต่ต้องมีความอึดทนทานด้วย
อะไรฝึกแล้ววิ่งอึด
เราต้องรู้
อะไรที่ฝึกให้เรามีความเร็ว
เราก็ต้องทราบ
ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ขอดตะพึด
วิ่งเร็วตะบี้ตะบัน ในขณะที่ WM (Weekly Mileage) น้อยนิดเดียว
การไม่รู้จักความสัมพันธ์ระหว่าง
Key
Session แต่ละตัวว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไรในลักษณะไหน
เราก็จะไม่บรรลุความสำเร็จโดยง่าย
ฝึกกันตกๆหล่นๆ
ปราศจากทั้งองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาและสิ้นไร้ทั้งการระแวดระวังตัวเอง
ฝึกกันจนหนวดหงอก ก็จะไม่มีวันวิ่งเก่ง
รายละเอียดมากมาย
เราอาจตามไปค้นคว้าระหว่างทางได้ แต่ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ขออย่าตายน้ำตื้นอย่างที่ผ่านมา
.
4)
ผู้ฝึกเองต้องรู้ว่าอะไรควรทำก่อนและทำหลัง ลำดับขั้นตอนมันมี
ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก่อนก็ทำ ไม่ใช่เพื่อนวิ่งในกลุ่มนำฝึกอะไร ก็แห่ไปทำบ้าง
เช่น
4.1)
เวลานี้เจ็บ และไปรู้มาว่าที่เจ็บเพราะส่วนนั้นเราไม่แข็งแรง
ต้องทำกายบริหารเสริม จึงจะหลีกเลี่ยงบาดเจ็บได้
แต่หาตระหนักไม่ว่าจะทำกายบริหารหรือยืดเส้นตรงนั้นได้ก็ต้องพักก่อนให้ตรงนั้นหายดีแล้วค่อยมาทำ
ไม่ใช่ลงมือบริหารทั้งๆที่ยังเจ็บนั้น
วาระตอนนี้คือต้องหายเจ็บก่อน
ไม่ใช่เห็นอะไรดีก็กระโจนเข้าใส่
4.2)
สิ่งที่พบเห็นมากเกินไปก็คือ นักวิ่งที่มีแวว
มีพรสวรรค์ทางวิ่งหลายตัว ดับไปก่อนเสียที่รัศมีจะเปล่งแสง
จากการลงฝึกความเร็วก่อนเวลาเหมาะสม ก่อนการปูพื้นฐานความแข็งแกร่ง
เรือนร่างยังไม่เข้าฝักดี แต่อาจหาญใส่ Key Workouts ต่างๆลงไป
ที่แต่ละตัว ล้วนเรียกร้องควาทเหนียวแน่นร่างกายทั้งสิ้น สุดท้ายความเหิมเกริมเอาไม่อยู่
เจ็บไปเรียบร้อย มีความพยายามจะไปต่อก่อนดับด้วยการกินยา กินยาแต่ไม่หยุดวิ่ง
แล้วถัดจากนี้ก็หายหน้าออกจากวงการไป แบบนี้เห็นมาเยอะ
ลำดับขั้นตอนอะไรก่อน
อะไรหลัง มันต้องมี วิ่งช้ายังไม่เป็นจะริวิ่งเร็ว
วิ่งใกล้ยังไม่ได้เรื่องจะไปวิ่งไกล การลงขอด มีการปูพื้นฐาน LSD (Long
Slow Distance)มานานเท่าไร ไม่เคยมีการเอ่ยความ เห็นเขาขอดเอากัน
ก็จะเอาบ้าง
เหล่านี้เป็นความผิดพลาดยอดนิยมของนักวิ่งฝึกเองมากมาย
รวมไปทั้งการตีความหลักการอย่างผิดๆเช่น "เจ็บต้องซ้ำ" และ
"บาดแผลเท่ๆของนักรบประดับเรือนกายเป็นของจำเป็น"
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าสมเพศของผู้มีประสบการณ์ทั้งสิ้น
.
5)
สิ่งที่นักวิ่งฝึกเอง ต้องรู้ก่อนในการกำกับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ
คือ ต้องมี Awearness ที่สูงยิ่ง
5.1)
Awearness สามัญสำนึก ในพื้นที่ที่เราเองยังไม่ชัดเจน เช่นการจะใส่ Intensity
ลงไป คนส่วนใหญ่จะลงเอยที่เข้มเกินไป ต้องลดลงภายหลัง แต่ไม่ง่าย
เพราะมันมีอาการเจ็บเข้ามาแล้ว ต้องหยุดพักก่อน(ขาดซ้อมต่อเนื่อง)
แทนที่จะทยอยหยอดระดับแต่น้อยมินิมั่มไปก่อน
เพราะน้อยไปเพิ่มได้ แต่ถ้าเข้มไป จะต่อฝึกไม่ติดอย่างที่เล่า
ดังนั้นการฝึกเข้มเกินไปมักจะพบปลายทางที่จัดต่อเนื่องไม่ติด
สิ่งเหล่านี้ ผมไม่ได้จัดมันอยู่ในลิ้นชักความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬา
แต่กลับจัดมันอยู่ในลิ้นชักสามัญสำนึกแท้ๆ ต่อให้ไม่รู้หลักการวิทยาศาสตร์เลยก็ได้
ถ้ามีสามัญสำนึก ต้องเดินบุกดงที่ไม่แน่ใจในความปลอดภัย
ควรสืบเท้าเข้าไปก่อนเบาๆอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ก้าวพรวดๆเข้าไป
5.2)
ต้องมี Awearness ในการจับสังเกตสัญญาณเตือนอย่างยิ่งยวดว่าร่างกายมีการตอบรับแต่ละการฝึกอย่างไร
ราบรื่นไหลดี หรือว่าเจ็บเตือน และสนองตอบสัญญาณนั้นอย่างสร้างสรรค์ด้วย
หลักการ
Listen
your body ต้องเป็นหลักการพื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนต้องรู้จักตั้งแต่การเริ่มลงมือจับการฝึกในชั้นต้นๆทีเดียว
เราต้องใช้ตัวนี้สังเกตทั้งนั้น
แต่แทนที่พวกเราจะใช้ผัสสะให้เป็นประโยชน์
กลับตีความให้เป็นเรื่องของใจที่ใหญ่ เชิดชูการทุ่มเท อะไรที่ยากๆ
ถามกลับมาด้วยซ้ำ "กลัวอะไร"
แบบนี้
ไม่เห็นใครผ่านได้สักราย เดี้ยงหมดด้วยความรู้สึกสะใจในความเท่
ตั้งแต่เกิดมา
ลุงก็เพิ่งเคยเห็นลัทธิแก้แบบนี้ในนักวิ่งเป็นครั้งแรก
รุ่นลุง
วิ่งแบบโง่ๆแบบนี้ไม่เคยมี
ลองกลับไปทบทวนหลักการที่ผู้ฝึกควรรู้ก่อนการกำกับการวิ่งตัวเอง
ตั้งแต่ข้อที่ 1)
จนถึงข้อที่ 5) ทีละข้ออีกครั้ง
คือสิ่งที่ผู้ฝึกเองต้องเผชิญหน้า
และยกระดับการรับรู้เสียก่อน ที่จะลงมือร่างตารางวิ่งคุณภาพให้ตัวเองได้ภายหลัง
สรุป
1)
เป้าหมายวิ่งจะเอาอะไร
2)
รู้จุดอ่อนตัวเอง
3)
รู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์การกีฬามาบ้าง
4)
รู้ฝึกอะไรก่อนหลัง รู้ลำดับขั้นตอน
5)
รู้ Awearness สามัญสำนึก รู้ Awearness
สัญญาณเตือนจากธรรมชาติ
.
.
กฤตย์
ทองคง
28
มีนาคม 2563
.
ไม่ว่าเราจะหาโค้ชได้หรือไม่
ในหนทางการพัฒนาวิ่งข้างหน้า
การยกระดับการรับรู้ของเรายังมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของเราเสมอ
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่