.
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
"ความสด"
ในแผนฝึกหมายความว่าอย่างไร
ในทุก
Sessions
ของการฝึกจะต้องดำเนินไปด้วยความสะบักสะบอมอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไม่ได้
ผู้วิ่งต้องฟื้นจาก
Session
เก่าที่ฝึกเสร็จไป
ด้วยการต้องจัดสรรกำลังการฝึกให้ตนเองมีความกระตือรือร้นมากพอเพียงที่จะรับมือกับความบีบเค้นที่จะลงมาอีกครั้งเป็นรายวัน
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ค่าที่ว่า
หลังวันฝึกหนัก Key
session ใดๆ เราย่อมประจักษ์ผลของความล้าที่สะสมในวันถัดมา
ที่เราผ่อนพักหรือหยุดเพียง 1-2 วัน เราย่อมสามารถฝึกต่อใน Key ตัวอื่นๆถัดไปได้
หากล้ามาก
แสดงว่าที่ผ่านมา เราลงแรงทุ่มเทใน Session ก่อนหน้านั้นมากหรือหนักหน่วงจนเกินไป
นั่นไม่ใช่เรื่องที่เหมะสม
จุดสูงสุดคือการเกลี่ยกำลังอย่างฉลาดที่ไม่ให้กระทบกระเทือนการฝึก
Session
ต่อไป หาใช่การฝึกที่หนักสูงสุด
ข้อใหญ่ประการสำคัญก็คือ
เราจะต้องดำเนินการฝึกทั้งหมดให้มี Pattern ต่อเนื่องไปให้ได้
อย่างที่มีความสดมากพอเพียงเป็นเชื้อมูลขับเคลื่อนด้วย
ไม่ผิดนัก
หากจะพลาดพลั้งกะกำลังไม่ถูก ฝึกหนึ่งใด "จัดหนัก" เกินไป
อันย่อมแสดงความล้าในวันถัดมา
เมื่อรู้ตัวก็ถอยหลังไม่ได้
แก้ไขใดไม่ได้นอกจากไปทำให้หายล้า คือการหยุดที่มากขึ้น หยุดให้นานเพิ่มขึ้น
และสรุปบทเรียนให้เป็นต้นทุนการฝึกครั้งต่อไป
ยอมเสียโอกาสในการต่อเนื่องการฝึกครั้งนี้ ไม่ใช่ที่พวกเราฟังมาจากนักวิ่งอื่นว่า
"ต้องซ้ำ" พวกเขาชี้ทางไปตายให้ต่างหาก มีที่ไหน ให้ซ้ำในความชอกช้ำ
มีจากตำราเล่มไหน ?
ในสัปดาห์หน้า
ที่เรากลับมาฝึก Session
นี้อีก เราต้องจัดเบาลง เป็นขั้นตอนสรุปผิดให้เป็นถูก
อาจเป็นได้ด้วยการลดจำนวนเที่ยว หรือจัดจำนวนเซ็ทให้น้อยลง หรือลดตัวความเร็วลง หรือเพิ่มการจ็อกพักฟื้น
หรือหลายตัวรวมกันก็ได้
สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการ
มิได้มีเพียงสิ่งที่ต้องฝึกเท่านั้น แต่เราต้องบริหาร "ความล้า" ด้วย
เราย่อมไม่สามารถวิ่งแล้วมิให้เกิดความล้า
ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เนื้องานก็จะไม่เกิด วัตถุประสงค์ใน Session นั้นก็ไม่ถึง เราต้องจำลองเนื้องานให้ปรากฏให้ร่างกายเรียนรู้
แต่ในขณะเดียวกันความล้าที่เกิดจะมากจนเกินพอดี
ย่อมไม่ใช่ระดับที่เหมาะสมอีกเช่นกัน
.
.
ภาพที่ออกมาคือ
เราจะจัดสรรกำลังงานลงไปอย่างไรให้การฝึกที่สำคัญต่างๆและความล้าที่เกิดขึ้น
ดำเนินไปด้วยความราบรื่น
หมายความว่า
ถ้าหากในสัปดาห์นั้นมีการแข่งขันที่สมัครไว้ปลายสัปดาห์ด้วย
เราต้องจัดเตรียมให้เรือนร่างมี "ความสด" ที่มากเป็นพิเศษกว่าธรรมดาด้วย
นั่นคือ
ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่งเราต้องจัดให้มี Taper phase ให้ร่างกายด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักวิ่งที่รักการพัฒนาทุกคนไม่ควรแข่งบ่อยนี่เอง
ไม่ว่าจะระยะใดทั้งสิ้น
ด้วยว่า
เราย่อมไม่สามารถฝึก Session
ใดๆเป็นเนื้อเป็นหนังในสัปดาห์สุดท้ายได้เลย
เพราะถ้าทุกสัปดาห์คือสัปดาห์สุดท้าย(แข่งมันทุกสัปดาห์)
ถามว่าเราจะเอาต้นทุนการฝึกใดไปเป็นต้นทุนแข่งเล่า เอาแต่ Taper อยู่นี่แหละ กินบุญเก่าไปจนกว่าจะหมด
.
พวกเราไปนิยามการใช้
"ใจ" วิ่ง ไปเสียแล้วแทนขา
เราย่อมไม่มีทางที่จะไปได้ถึงที่สุดแห่งศักยภาพใดๆ
วันเวลาผ่านไป
ได้มาเพียงแต่ใจความว่า
"ฉันจะประคับประคองการฝึกซ้อม
และลงแข่งวิ่งปลายสัปดาห์ต่อเนื่องไปได้อย่างไร มิให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ"
เท่านั้นเอง
การจะพัฒนา
ต้องดูว่าที่๋านมา เราฝึกอะไรใหม่ด้วยเช่นกัน
.
สนามวิ่งเช้าวันอาทิตย์
มิได้ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมาแข่งตั้งแต่แรก
เพื่อทดสอบการซ้อมวิ่งว่า "การบ้าน" ที่เราทำสรุปไปถึงไหนแล้ว
มีการพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่
แต่เรากลับใช้สนามวิ่งเป็นลานโชว์อัตตา
แสดงอวดให้คนอื่นเห็นความเขื่องของตัวเองที่ซ้อมไม่ถึงแต่บ้าบิ่นลง
โดยมีเหรียญและเสื้อเป็นของกำนัลชูใจนำร่อง
ในการกระหน่ำโบยตีร่างกายจนถึงที่สุดแตกดับเสียหายเท่านั้นเอง
เป็นความบัดซบที่สุดเท่าที่เราจะทำกับตัวเองได้
บางทีอาจจะไม่ใช่เพียงวิทยาศาสตร์การกีฬาเท่านั้นที่ต้องถูกยกระดับ
แต่เป็นศาสตร์แห่งการรู้ตัวสังวรตนจากบรรพชน
ที่ทำหน้าที่กำหราบอัตตามิให้เผยอกำแหงต่างหาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
.
.
กฤตย์
ทองคง
8
มีนาคม 2563
.
ในความเห็นผม
เราจะใช้การแข่งแทนการซ้อมไม่ได้เลย
ซ้อมเป็นซ้อม
แข่งเป็นแข่ง ไม่เหมือนกัน
แม้ว่าหลายคนพยายามที่จะเอาอย่างหนึ่งมาแทนอีกอย่างหนึ่งเสมอ
.