Sunday, March 8, 2020

จะต้องมีความสดอยู่ในทุกอณูของการฝึกเสมอ

จะต้องมีความสดอยู่ในทุกอณูของการฝึกเสมอ

.
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
"ความสด" ในแผนฝึกหมายความว่าอย่างไร

ในทุก Sessions ของการฝึกจะต้องดำเนินไปด้วยความสะบักสะบอมอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไม่ได้

ผู้วิ่งต้องฟื้นจาก Session เก่าที่ฝึกเสร็จไป ด้วยการต้องจัดสรรกำลังการฝึกให้ตนเองมีความกระตือรือร้นมากพอเพียงที่จะรับมือกับความบีบเค้นที่จะลงมาอีกครั้งเป็นรายวัน ครั้งแล้วครั้งเล่า

ค่าที่ว่า หลังวันฝึกหนัก Key session ใดๆ เราย่อมประจักษ์ผลของความล้าที่สะสมในวันถัดมา ที่เราผ่อนพักหรือหยุดเพียง 1-2 วัน เราย่อมสามารถฝึกต่อใน Key ตัวอื่นๆถัดไปได้

หากล้ามาก แสดงว่าที่ผ่านมา เราลงแรงทุ่มเทใน Session ก่อนหน้านั้นมากหรือหนักหน่วงจนเกินไป นั่นไม่ใช่เรื่องที่เหมะสม

จุดสูงสุดคือการเกลี่ยกำลังอย่างฉลาดที่ไม่ให้กระทบกระเทือนการฝึก Session ต่อไป หาใช่การฝึกที่หนักสูงสุด

ข้อใหญ่ประการสำคัญก็คือ เราจะต้องดำเนินการฝึกทั้งหมดให้มี Pattern ต่อเนื่องไปให้ได้ อย่างที่มีความสดมากพอเพียงเป็นเชื้อมูลขับเคลื่อนด้วย

ไม่ผิดนัก หากจะพลาดพลั้งกะกำลังไม่ถูก ฝึกหนึ่งใด "จัดหนัก" เกินไป อันย่อมแสดงความล้าในวันถัดมา

เมื่อรู้ตัวก็ถอยหลังไม่ได้ แก้ไขใดไม่ได้นอกจากไปทำให้หายล้า คือการหยุดที่มากขึ้น หยุดให้นานเพิ่มขึ้น และสรุปบทเรียนให้เป็นต้นทุนการฝึกครั้งต่อไป ยอมเสียโอกาสในการต่อเนื่องการฝึกครั้งนี้ ไม่ใช่ที่พวกเราฟังมาจากนักวิ่งอื่นว่า "ต้องซ้ำ" พวกเขาชี้ทางไปตายให้ต่างหาก มีที่ไหน ให้ซ้ำในความชอกช้ำ มีจากตำราเล่มไหน ?

ในสัปดาห์หน้า ที่เรากลับมาฝึก Session นี้อีก เราต้องจัดเบาลง เป็นขั้นตอนสรุปผิดให้เป็นถูก อาจเป็นได้ด้วยการลดจำนวนเที่ยว หรือจัดจำนวนเซ็ทให้น้อยลง หรือลดตัวความเร็วลง หรือเพิ่มการจ็อกพักฟื้น หรือหลายตัวรวมกันก็ได้

สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการ มิได้มีเพียงสิ่งที่ต้องฝึกเท่านั้น แต่เราต้องบริหาร "ความล้า" ด้วย

เราย่อมไม่สามารถวิ่งแล้วมิให้เกิดความล้า ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เนื้องานก็จะไม่เกิด วัตถุประสงค์ใน Session นั้นก็ไม่ถึง เราต้องจำลองเนื้องานให้ปรากฏให้ร่างกายเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกันความล้าที่เกิดจะมากจนเกินพอดี ย่อมไม่ใช่ระดับที่เหมาะสมอีกเช่นกัน
.
.
ภาพที่ออกมาคือ เราจะจัดสรรกำลังงานลงไปอย่างไรให้การฝึกที่สำคัญต่างๆและความล้าที่เกิดขึ้น ดำเนินไปด้วยความราบรื่น
หมายความว่า ถ้าหากในสัปดาห์นั้นมีการแข่งขันที่สมัครไว้ปลายสัปดาห์ด้วย เราต้องจัดเตรียมให้เรือนร่างมี "ความสด" ที่มากเป็นพิเศษกว่าธรรมดาด้วย
นั่นคือ ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่งเราต้องจัดให้มี Taper phase ให้ร่างกายด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักวิ่งที่รักการพัฒนาทุกคนไม่ควรแข่งบ่อยนี่เอง ไม่ว่าจะระยะใดทั้งสิ้น
ด้วยว่า เราย่อมไม่สามารถฝึก Session ใดๆเป็นเนื้อเป็นหนังในสัปดาห์สุดท้ายได้เลย
เพราะถ้าทุกสัปดาห์คือสัปดาห์สุดท้าย(แข่งมันทุกสัปดาห์) ถามว่าเราจะเอาต้นทุนการฝึกใดไปเป็นต้นทุนแข่งเล่า เอาแต่ Taper อยู่นี่แหละ กินบุญเก่าไปจนกว่าจะหมด
.
พวกเราไปนิยามการใช้ "ใจ" วิ่ง ไปเสียแล้วแทนขา เราย่อมไม่มีทางที่จะไปได้ถึงที่สุดแห่งศักยภาพใดๆ
วันเวลาผ่านไป ได้มาเพียงแต่ใจความว่า
"ฉันจะประคับประคองการฝึกซ้อม และลงแข่งวิ่งปลายสัปดาห์ต่อเนื่องไปได้อย่างไร มิให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ"
เท่านั้นเอง
การจะพัฒนา ต้องดูว่าที่๋านมา เราฝึกอะไรใหม่ด้วยเช่นกัน
.
สนามวิ่งเช้าวันอาทิตย์ มิได้ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมาแข่งตั้งแต่แรก เพื่อทดสอบการซ้อมวิ่งว่า "การบ้าน" ที่เราทำสรุปไปถึงไหนแล้ว มีการพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่
แต่เรากลับใช้สนามวิ่งเป็นลานโชว์อัตตา แสดงอวดให้คนอื่นเห็นความเขื่องของตัวเองที่ซ้อมไม่ถึงแต่บ้าบิ่นลง โดยมีเหรียญและเสื้อเป็นของกำนัลชูใจนำร่อง
ในการกระหน่ำโบยตีร่างกายจนถึงที่สุดแตกดับเสียหายเท่านั้นเอง เป็นความบัดซบที่สุดเท่าที่เราจะทำกับตัวเองได้
บางทีอาจจะไม่ใช่เพียงวิทยาศาสตร์การกีฬาเท่านั้นที่ต้องถูกยกระดับ
แต่เป็นศาสตร์แห่งการรู้ตัวสังวรตนจากบรรพชน ที่ทำหน้าที่กำหราบอัตตามิให้เผยอกำแหงต่างหาก คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
.
.
กฤตย์ ทองคง
8 มีนาคม 2563
.
ในความเห็นผม เราจะใช้การแข่งแทนการซ้อมไม่ได้เลย
ซ้อมเป็นซ้อม แข่งเป็นแข่ง ไม่เหมือนกัน
แม้ว่าหลายคนพยายามที่จะเอาอย่างหนึ่งมาแทนอีกอย่างหนึ่งเสมอ
.

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.