Wednesday, March 31, 2021

คำถามสำคัญจากอาจารย์เอกวิทย์

 คำถามสำคัญจากอาจารย์เอกวิทย์

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ถามความเห็นครับ..........

ถ้านักวิ่งจะสร้างโปรแกรมฝึกวิ่งของตนเองอย่างเหมาะสม  เด็กควรจะต้องรู้อะไรบ้างครับพี่กฤตย์   ไม่ได้ลองภูมินะครับ  ผมแค่อยากได้ข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง มาทำงานสักชิ้น

เอกวิทย์ แสวงผล 

26  มีนาคม  2562

...........................

ตอบ....เป็นคำถามที่ผมลืมตอบข้ามสองปี  ขออภัยเป็นอย่างสูง นี่ถ้่าเฟซไม่เอาของเก่าวนขึ้นมาครบรอบปีอีกครั้ง ก็คงหายไปเลย

ในความเห็นของผม มีสองประเด็นใหญ่ๆ

1)  เด็กต้องมีความรู้วิทยาศาสตร์การกีฬาชุดหนึ่งครับ

2)  เด็กต้องรู้จักตัวเองอีกชุดหนึ่งด้วย

ทั้งสองอย่างขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้  อย่างสรุปสั้นที่สุด  "แทบจะไม่เห็นความเป็นไปได้ครับ  คะแนนความคาดหวังที่เราจะวางไว้ให้เกือบติดศูนย์"

จึงนำไปสู่คำแนะนำที่เราเคยได้ยินเสมอๆจากนักวิ่งเก่าๆว่า

"ไม่ได้หรอก...ต้องมีโค้ช"

"ถึงบอกไปก็เอาไปทำไม่ได้"

แต่หากเราเอ่ยไปอย่างนี้ในยุคสมัยที่พรมแดนความรู้เปิดแล้ว  ข้อมูลถ่ายเทไหลไปไหลมาอย่างท่วมท้น  สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราผู้ตอบ คือ  "ทัวร์ลง"  ผูกขาดความรู้  บลา...บลา...มากมาย

โลกไม่มีพื้นที่ยืนให้กับคุณพ่อรู้ดีอีกแล้ว

อย่างสั้นที่สุด คือ เด็กจะต้องรู้ว่าฝึกอะไรนั่นเอง ทั้งจากวิทย์ฯกีฬาเป็นสดมภ์หลัก  ในเรือนร่างของตัวเอง(ที่แตกต่างจากคนอื่น  มีความจำเพาะเจาะจง)

ทั้งกระบวนการร่างกายและสภาพจิตใจ (คำสรรพนาม"เด็ก" ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึง Childs แต่รวมไปถึง Training persons ทุกคน)

จากโจทย์ที่ให้มา  โดยลำพังด้วย  เป็นโค้ชตัวเอง ปราศจากติวเตอร์ข้างกายไว้คอยตะล่อม  จึงเลี้ยวผิดมากมายหลายครั้ง   กว่าจะได้สรุปบทเรียน  กว่าที่บทเรียนจะได้นำมาสอนตัวเอง  กว่าจะลงมือทำอีกครั้ง  หงอกก็ขึ้นหัวแล้ว  มะพร้าวจะแก่เกินที่จะนำไปแกงใดๆ

ความกลมกล่อมแห่งความคิดจิตใจที่ท็อปสูงสุด  มากันคนละช่วงเวลา  กับความแข็งแกร่งของร่างกาย  ไม่ได้มาพร้อมกับการตกผลึก"คิดเป็น"อย่างที่เราต้องการ

สิ่งที่ตัวเด็กต้องรู้เป็นสิ่งแรกๆก่อนลงมือฝึกใดๆเสียอีก คือ  "จะเอาวิ่งนั้นไปทำอะไร"  คือ  เป้าหมายวิ่งนั่นเอง  สนามทดสอบคือสนามอะไร  สนาม42  สนาม 21  หรือสนาม10  และระดับมุ่งหวังจะเอาระดับไหน  เอาเหรียญเอาเสื้อหรือจะเอาอันดับ   โหย...มันเยอะ

ค่าที่ว่า แต่ละชนิด  ต้องการการฝึกที่แตกต่างกัน  แม้กระทั่งเป้าหมายที่ไปพ้นจากการแข่งขัน คือวิ่งเพื่อสุขภาพ  เพื่อลดน้ำหนัก  หรือกระทั่งวิ่งเพื่อความไพบูลย์ของชีวิต for the rest of my life  แผนฝึกไปสู่แต่ละอย่างห่างกันคนละโยชน์

มองอย่างเผินๆ  ภารกิจบทความต่างๆของผมทุกวันนี้  เหมือนพยายามติดปีกให้กับคนที่อยากบิน  แต่จะให้กลายเป็นนก มันคงไม่ถึงขนาดนั้น

เด็กจะต้องไม่เพียงรู้ว่าต้องฝึกอะไรบ้างหนึ่ง  แต่ต้องรู้จักตัวเองอีกหนึ่ง  ไม่เพียงแต่ว่าเป้าหมายจะต้องมั่นคงสักเพียงไหน มีความเอาจริงเอาจังเท่าใด  มีตั้งแต่อ่านบทความด้วยความกระตือรือร้นแต่จบลงด้วย "ถ้ายากนัก  กูก็ไม่เอาแล้ว"  ไปจนถึง  ลองหยั่งขาลงไปสักพักถึงเปลี่ยนใจ ถอนเป้าหมาย

นาทีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนที่ทำสำเร็จเป็นตัวอย่าง  เป็นคนละนาทีกับการได้ลิ้มรสเฝื่อน  ของ Stress ที่บีบเค้นลงมาจากการฝึกทุก Key Sessions

เป้าหมายที่ไกลโพ้น  เป็นเพียงเครื่องหล่อเลี้ยงความฝัน  แต่บางครั้งมันกลับเป็นอันตรายต่อการพัฒนาเอาเลยทีเดียว  หากจัดการไม่เป็น  หากสิ้นไร้ความควบคุม

ณ ปัจจุบันขณะ  เด็กควรตั้งเป้าหมายเอาเวลาสนามเป้าหมายเท่าไร  ที่ไม่ใช่ เช่น  จะเอามาราธอน 42k ลดลงถึงครึ่งชั่วโมง  ย่อมแทบจะเป็นไปไม่ได้  สำหรับสายแข่งแล้ว  การแค่ Breaking PB แม้แต่วินาทีเดียว ก็เพียงพอแล้ว  สิ่งนี้  เขาต้องหัดคิดให้เป็น

ความใฝ่ฝันที่ใกล้เคียงความเป็นจริง  ย่อมเป็นเชื้อมูลให้สานก่อต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ  แต่ความฝันที่สูงมากเกินไป  จะเป็นตัวทำลายมันลง  กว่าที่เด็กจะต้องใช้เวลาสอนตัวเอง  บริหารจัดการทั้งความฝันและการฝึกเป็น  ก็ต้องใช้เวลาไปมากทีเดียว

เด็กต้องรู้ว่า  สนามที่เราจะไปทดสอบ  เรียกร้องคุณสมบัติใดบ้างจากผู้ฝึก  สนามเป้าหมายเน้นเร็วหรือเน้นอึด  แล้วจะต้องย้อนกลับมาที่ตัวเองว่ามีจุดอ่อน  จุดแข็งอะไร  แล้วจุดอ่อนของมนุษย์ทุกคนคือ  วิเคราะห์จุดอ่อนตัวเองไม่เป็น  (ถึงต้องมีโค้ชนั่นไง)

ตัวเองต้องตามไปรู้ให้ได้ว่า  จุดอ่อนตัวเองนั้นต้องมีการฝึกเพิ่มชนิดอะไรลงไป  จุดอ่อนนั้นถึงจะกระเตื้องขึ้น

เกือบทั้งหมด 95%  มองจุดอ่อนตัวเองไม่ขาด  เกือบ 95% ไม่ยอมรับว่าจุดอ่อนนั้นมีอยู่ด้วยซ้ำ  และ 95% อีกเช่นกันที่  "กูจะไม่แก้"  เพราะการลงมือแก้  มันจะเท่ากับเป็นการสลาย self  อัตตาถูกสั่นคลอน  ภารกิจนี้มันหนักหนาเกินไป  มันเป็นภารกิจของบรรพชิต  ไม่ใช่ของเด็กหัดวิ่ง

ต่อให้ข้ามขั้นยากนี้ไปให้หมด  จนตัวเองยอมรับว่า  จุดอ่อนนี้มีจริง  แล้วไง?  ทางไปของเขากลับมุ่งโฟกัสจุดแข็ง ให้แข็งขึ้นไปอีก  ที่เก่งแล้วให้ excellent ขึ้นไปอีก  คาดหวังว่าที่มันจะยอดเยี่ยมจนไปกลบจุดอ่อนนั้นให้หมด (ที่ไม่เคยทำได้เลยในประวัติศาสตร์การฝึกใดๆ)  ไม่ต้องไปไกลเลยครับ  กฤตย์ผู้เขียนเองก็เคยคิดอย่างนี้

ทุกวันนี้  จุดอ่อนของผมอะไร ก็ยังอยู่  แม้จะวิ่งมาจนเกือบจะสามสิบปีแล้ว

"อัตตา" มันไม่ใช่เป็นด่านอุปสรรคขำๆนะ  แม่งเป็นกำแพงใหญ่มหาศาลเลย

ด้วยว่า คนเรา มักรู้สึกจ๋อย เท่ไม่ออก  เมื่อต้องก้มลงมาพัฒนาจุดอ่อนของตัวเอง  แต่ตรงกันข้าม  หากฝึกพัฒนาจุดแข็งเมื่อไร  เราย่อมจะรู้สึก Fullfill มากยิ่งขึ้นเท่านั้น  เงาของความ Fullfill มาบดบังตาของเรา

แล้วในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา  ก็ยืนยันว่า  การพัฒนาจุดแข็งขึ้น  ไม่มีทางที่จะไปกลบจุดอ่อนใดๆของใครได้เลย  มีแต่ต้องลดตัวลงไปเก็บจุดอ่อนนั้นด้วยตัวของตัวเองทุกคน  ค่าที่ว่าจุดแข็งมันชนเพดาน  มันดันไม่ขึ้นอีก  จนกว่าจุดอ่อนจะคลายลงไปก่อน

ความประการนี้หาคนที่หัวแข็งไม่ยอมรับจุดอ่อนที่จะมีความเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ไม่   สักคนเดียว

แต่ดันแม่งไปจนสุดทาง  จนมันทำลายตัวของมันเองลงในที่สุด

ความข้อนี้  ไม่ใช่จุดอ่อนของคุณหรือของผม  แต่เป็นจุดอ่อนของมนุษย์ทุกคน  ที่เสมอภาคต่อหน้าชะตากรรม

เขียนมาถึงตรงนี้  เริ่มไม่ง่ายแระ  เพราะถ้าไม่ใช่คนที่ศึกษามาทาง Coaching จริงๆแล้ว  เป็นแค่นักวิ่งเฉยๆจะมีความสามารถเข้าใจตรงนี้ยากนัก

นักวิ่ง ไม่ใช่ใครที่จะต้องสามารถโดดเด่น  แต่เป็นใครก็ได้ที่  "เข้ามาวิ่ง" เท่านั้นเอง  คือผู้คนที่ถูกมนต์เสน่ห์ของการทดลองวิ่งมาบ้าง ดึงดูดให้ลุ่มหลงวิ่ง  ที่มีเอนโดฟินส์เป็นทัพหน้า  แต่ถ้าจะให้คาดหวังลึกลงไป  จนถึง How to  จัดการกับตัวตนต่างๆย่อมยากนัก

นี่ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงขั้นตระหนักรู้  ว่าเราควรจะวิ่งอย่างไร  เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ ถ้าพฤติกรรมฝึกนั้นตัวเองไม่ชอบเลย  เช่นเกลียดวิ่งขึ้นเขาเหลือเกิน  แต่จำต้องยอมทนฝึกวิ่งขึ้นทางชันเพื่อการพัฒนา

เด็กต้องรู้สัดส่วนการฝึกที่เหมาะสมใน Sessions ต่างๆ  ไม่ใช่ตะบี้ตะบันวิ่งชนิดที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น  บ่อยมาก  ที่นักวิ่งต้องล่วงเข้าพรมแดนฝืนใจไม่ชอบ

สัดส่วน SW (Speedworks)  ควรจะต้องเป็นเท่าไรต่อ WM (Weekly Mileage)  จะมาอยู่ในสายแข่ง ต้องรู้  ที่ไม่ใช่แล้วยังเจอบ่อยก็คือ  "วิ่งช้าไม่เป็น"  วิ่งทีไร เร็วตะพึด  มักชอบเถียง  "ไม่ได้เร็วสักหน่อย"  แต่นั่นแหละคือช้าไม่พอนั่นเอง ทั้งสองมิติ  ทั้งจำนวนกิโลที่ช้าไม่พอ ทั้งความเร็ววิ่งที่ช้าไม่พอด้วย

จำเดิมที่นักวิ่งผ่านมาหลายทศวรรษ  เราฝึกวิ่งกันตามโค้ชบอก  งดทำในสิ่งที่โค้ชห้ามโค้ชเตือนหรือบังคับให้ทำ

แต่วาระใหม่ทางสังคมกำหนดให้การตัดสินใจของปัจเจกต้องได้รับความเคารพ แม้จะมาจากคนเขลาก็ตาม  ย่อมมีที่ยืนเท่าเทียมความฉลาด  รวมกระทั่งเส้นแบ่งความดีคนดีความเลวคนเลว ได้ถูกรังวัดใหม่

"เราจะคิดเอง"

"เราจะทำเอง"

"เราจะคัดสรรเอง"

ถ้่าฝืนกันไม่ได้  ก็ต้องปล่อยให้ไปเจอกันเอง

ในการวิ่งมันคือพัฒนาไม่ออก  ทางนั้นบรรพบุรุษเราผ่านการวิ่งแบบนั้นมาครบแล้วทั้งนั้น  มันคือ  เพดานไม่ขยาย  จากความที่ไม่รู้จักช้าที่เพียงพอ

เราไม่ได้กำลังอภิปรายกันเพียงสูตรฝึกต้องเรียนรู้อะไรบ้าง  แต่กำลังล่วงเข้ามากับการตระหนักถึงจุดอ่อนของยุคสมัยและผู้คนเอาเลยทีเดียวต่อทุกปริมณฑล

เด็กต้องรู้อะไรบ้างเพื่อจะได้ร่างแผนฝึกตัวเองได้เหมาะสม  ก็คือ  เด็กต้องปกครองตัวเองให้ได้  ควบคุมตัวเองให้เป็น  รู้หยุดวิ่งได้เมื่อมีสัญญาณเป็นข้อบ่งชี้ต้องหยุด

แล้วพวกเรานักวิ่งกระแสหลักปัจจุบัน  เป็นกันแบบนี้หรือไม่  ส่วนใหญ่  ยังไม่สามารถแม้แต่หักห้ามตัวเองไม่ให้วิ่งได้สำเร็จ  ไร้ความทนทานต่อ Passion อยากวิ่งแม้แต่น้อยหนึ่ง  จึงเรียบร้อยโรงเรียนเดี้ยงในเวลาเริ่มวิ่งไม่นาน  แนะนำว่า ถ้านักวิ่งควบคุมตรงนี้ไม่ได้ไม่ควรเป็นนักวิ่ง  ไม่ว่าสายแข่งหรือสายใดๆ  การวิ่งไปโดยปราศจากการควบคุมจะเป็นอันตราย  การวิ่งจะเป็นโทษภัย

ต่อหน้าต่อตาความถูกเย้ายวนจากสินค้าวิ่ง ที่เชียร์ให้วิ่งกันเข้าไปจะได้ขายของได้  ตีความ Passion ว่าต้องตอบสนองแต่ไม่ระมัดระวังการ Approach วิ่งอย่างไร  ต่อมยับยั้งผิดถูกชั่วดีภายในอ่อนแอ  ไร้ภูมิต้านทาน  ผมจึงมองไม่เห็นการฝึกเองใดๆจะมีความเป็นไปได้เลย

เท่าที่พอจะทำได้สำหรับเด็กที่พอจะมีแววให้ทำตัวใกล้ชิดโหนดความรู้วิ่งไว้  ใช้เวลาคลุกคลีถามโค้ชถึงเหตุผลเบื้องหลังคำสั่งให้วิ่งแบบต่างๆเท่าที่จะทำได้ทั้งสั่งเราและทั้งคนอื่น ทำไมถึงต่างกัน   มันย่อมมีอะไรที่เรามองไม่้เห็น

ทำไมไม่ใช่ซ้อมวิ่งเร็วด้วยการวิ่งให้เร็วหรอกหรือ? ทำไมให้ไปเก็บระยะ(ต้องช้าด้วย)

เพื่อเพาะพูนการรับรู้ของตัวเรา สะสมไว้วันละเล็กละน้อย  อย่าคาดหวังว่าการเสวนากับท่านผู้รู้เหล่านี้จะเฉลยต่อทุกปริศนาทันทีที่สนทนาจบ

มันเป็นเพียงชิ้นจิ๊กซอว์เพียงชิ้นเดียวทีีจะมาวันละชิ้น  แต่หลายวัน มันกองรวมกันจนดูไม่ออกว่ามันคือรูปอะไร

เมื่อมากพอได้ระดับ  ลองเอามันมาสบดู  เราจะสานความเข้าใจ  แต่ละแหลม  แต่ละมุม  แต่ละเว้าที่หยักโค้งของชิ้นจิ๊กซอว์ ว่ามันน่าจะสอดรับกันอย่างไรบ้าง  โดยมีสี  และโทนสีเชื่อมโยงร้อยรัดเข้าด้วยกัน

พอมันมากเข้าติดกันเป็นแพ  แม้จะไม่หมด  แม้จะยังติดขัด  แต่ภาพรวมกันเริ่มก่อออกมาแล้ว  ส่วนตรงที่สานก่อนี้  มันอยู่ในส่วนไหนของภาพทั้งหมด

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  บทความกฤตย์แต่ละเรื่องเป็นหนึ่งชิ้นจิ๊กซอว์ที่ยังอาจไม่ค่อยกระจ่างนักว่ามันคืออะไร  แต่อาจมีบทบาทจะไปขยายชิ้นอื่นๆ  มันจะชัดขึ้นทีละนิดๆในแรมปีที่อ่านไป

ไม่เพียงอ่าน แต่การฟัง  ที่ไหนจัดบรรยาย  หน่วยงานไหนจัดอบรมหลักสูตรอะไร Podcast เรื่องอะไร  ที่เกี่ยวกับการวิ่งระยะไกล ก็ให้พยายามเหน็บตัวเองพ่วงเข้าไปด้วย

แม้จะยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องใดๆ  เป็นแค่เด็กเสริฟเครื่องดื่มให้กับคนมาร่วมสัมมนา  เผลอๆเราจะซึมซับเข้าไปบ้าง  นี้ก็เป็นสิ่งที่สมควร

ถ้ารักวิ่งจริงๆ  ย่อมทำได้เอง ทำบ่อยๆ  เห็นรุ่นพี่ๆแนวหน้าฝึกอย่างไรบ้าง  เอาทั้งๆที่ฟังมากับที่ตาเห็น ใส่ขวดเขย่าๆแสวงหา Solution สุดท้าย

ผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง  เราอาจจะได้คำถามปริศนาใหม่ๆมากขึ้นแทนคำเฉลยด้วยซ้ำ  อย่ามองว่า ยิ่งศึกษานานเข้าปริศนาแทนที่จะยิ่งน้อยลงแต่มันกลับจะมากขึ้น !!!   สิ่งนี้กลับเป็นเค้าลางที่ดี  มันกระชับถูกทางยิ่งขึ้นแล้ว

ไม่ต้องอะไรมากเลบ  แม้เราอาจจะยังไม่รู้เหมือนเดิม  แต่อะไรที่อยู่ใน list ที่ไม่ใช่ย่อมมากขึ้นย่อมชัดเจนขึ้น  เราย่อมเห็นภาพต้องห้ามชัดเจนกว่าที่แต่ก่อนไม่เคยรู้เลย

ตัวผู้เขียน  ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะรู้ไปหมด  จากเด็กน้อยที่แอบเขย่งแอบดูหนังล้อมผ้าจากข้างนอก  เป็นตาแก่ที่ยังเขย่งดูเหมือนเดิม

ผมอาจตอบตำถาม อ.เอกวิทย์ได้ไม่ตรงที่ถาม  แต่ผมก็ไม่ละเลยพยายามทำในสิ่งที่น่าจะดีที่สุด เท่าที่ผมมีอยู่

ผิดถูกเหมาะสมอย่างไร ช่วยเมตตาผมด้วยครับ

.

.

กฤตย์  ทองคง

31 มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Tuesday, March 30, 2021

ผู้ผ่านทางมาก่อน

 ผู้ผ่านทางมาก่อน

"หน้าที่เตือนเป็นของผู้มาก่อนทุกคน คือส่วนดีที่ทำให้วงการมีบรรยากาศที่ "เอื้อรัก" กัน  จงทำต่อไป อย่าให้ความโอหังของเด็กวานซืนมาบั่นทอนความใฝ่ดีจากพวกเรา  คนอื่นยังมีรอคำเตือนอีกมาก"

เป็นย่อหน้าหนึ่งของบทความเก่า

ที่เราเห็นอีกครั้งแล้วอดไม่ได้ที่จะงัดขึ้นมาวางให้เห็นชัดเจนอีกครั้ง

แต่คราวนี้ ไม่ใช่เป็นคำเตือนที่วางไว้สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่เพื่อพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้น  แต่กลายเป็นคำเตือนให้หน้าเก่าที่มุ่งหวังพัฒนาจิตวิญญาณที่งอกงามของตัวเอง

การมุ่งเป้าที่วงการ   ที่กอปรด้วยความเอื้อรัก แต่ไม่ใช่ตนเองได้อะไรนั้นคือความที่ยิ่งใหญ่แยกแยะเพชรให้ออกจาก กรวดธรรมดา

.

.

กฤตย์ ทองคง 

30  มีนาคม  2564

.

คนส่วนใหญ่ พอพบเด็กโอหังเข้าครั้งเดียว ก็ถอยกรูด แสดงว่ายังหนักแน่นไม่พอ

ไม่ใช่เราไม่สรุปบทเรียนและหัวดื้อ แต่แสดงการปักหลักมั่นคงอยู่ในหนทางที่ตรองแล้วว่าถูกต้องที่ต้องอดทน อย่างที่พระเจ้าอยู่หัว๙ ทรงเป็นตัวอย่าง

สิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือ "ดัดแปลงการเข้าหา"

ในครั้งต่อไป เพราะอย่างไรเสียมันเป็นสิ่งที่ต้องสานก่อ

และไม่มีสิ่งดีหรือสิ่งเหมาะควรใด จะราบรื่น พับเพียบเรียบร้อยรอคอยเราโดยเราไม่ต้องดัดแปลงตัวตนเลย

ถึงที่สุดมันคือส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมตัวเองใหม่หมด

เพลียนัก งอมจัด ย่อมโดนกันเสมอไม่เว้น ก็ผ่อนพักบ้างเพลาลงบ้าง แต่เลิกไม่ได้ แสดงว่าที่ผ่านมา เรายังมีการเข้าหาไม่ดีพอ

ศึกข้างหน้าใหญ่หลวงกว่านี้มีนัก

กับเพียงแต่เด็กโอหังคนเดียวจะมาเปลี่ยนเราได้ถึงเพียงนี้หรือ? ข้างหน้าที่กว่านี้ยังอีก

ควรอ่อนโยนและปลุกปลอบตัวเอง

รายที่โอหังก็เว้นไป ยังมีรายน่ารักอื่นอยู่เต็มประเทศ

อย่าใส่ใจกับผลไม้เน่า เพียงจับโยนทิ้งไปจากสายตาเราเท่านั้น อย่าไปกินไปแตะต้องอีก ก็เท่านั้นเอง ในตะกร้ายังมีผลไม้ลูกอื่นอีกมากมายให้ชื่นชม

ถึงที่สุด....

ไม่เพียงจารบอกกล่าวคนอื่นไว้

แต่เอาไว้เตือนตัวเองด้วยเช่นกัน

ขอคารวะทุกท่านครับ.....

.

Monday, March 29, 2021

การทำงานที่หนักให้เป็นขนม

 การทำงานที่หนักให้เป็นขนม

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

สิ่งที่นักวิ่งทุกคนรู้สึกเมื่อได้รับบาดเจ็บจากวิ่ง  นอกจากเสียใจแล้วคือแปลกใจ  ว่า"มันเจ็บได้ไง ?"

มองไม่ออกว่าเราผิดพลาดตรงไหน

เมื่อมองไม่ออก  บทเรียนจึงไม่ได้รับการสรุป

ก้าวต่อไป ก็ลงร่องเดิมๆ  แทนที่จะปรับเปลี่ยน

ถ้าเอาแผนระเบียนวิ่งเก่าย้อนหลังไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่วันที่ผ่านมา  มารีไวด์เทปดู  เราย่อมจะสามารถเห็นร่องรอยคลาดเคลื่อนจากแผนวิ่งที่ควรจะเป็นเสมอ  เรียกว่า "ควานหาต้นเหตุเจอทั้งนั้น"  ที่ไม่เจอเพราะบอกไม่หมด  เลือกตัดต่อคลิปให้ลุงดู

กั๊กไว้ไม่บอก กลัวลุงด่า หรือสุดท้ายก็สารภาพอย่างเหนียมอาย เมื่อถูกคาดคั้นหนักเข้า

ข้อใหญ่ใจความทั้งหมด  เป็นการละเมิดกฎ 10% เกือบทั้งนั้น     กฎ 10% คืออะไร ?

ผู้ฝึกต้องไม่เพิ่มความเข้มข้นฝึก (ความเร็ว , ระยะทาง , ความถี่กระชั้น)  ลงไปพร้อมๆกันหรือตัวใดตัวหนึ่งที่มากกว่า 10% ของเดิมที่เคยทำได้อยู่  อัตราที่ว่า 10% นี้คือรวมกันนะ  ไม่ใช่อย่างละ 10  แต่ทุกตัวรวมกันแล้ว(ประมาณจากความรู้สึก) 10 % เท่านั้น

ระดับที่คนเราทำได้ Perform สูงที่สุด  ธรรมชาติเอื้อให้เราทำได้มากกว่าปกติที่ทำได้อยู่เล็กน้อย  แต่หลังงานหนัก จะล้ามาก  ต้องการการพักฟื้นมากขึ้น  และร่างกายจะชดเชยให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม (กฎของไมโล)  ในที่นี้  ตัวเลขประมาณการอยู่ที่ราวไม่เกิน 10% ของของเดิม

ผู้วิ่งเพียงใช้หลักการ 10% นี้มาดูแลแผนฝึก แผนวิ่งให้อยู่ในร่องรอยที่กำหนด  อย่าแตกออกจากกฎนี้  ผลลัพธ์คือ มันจะพัฒนาขึ้นมาหน่อยนึง  แต่จากการ Repeat แล้วซ้ำอีก  ยังเป็นความจำเป็น  ไม่ใช่ทำแล้วเพียงทีเดียวได้เลย  การ Repeat ก็ต้องซ้ำในความเข้มข้นเดิมที่เพิ่มไปแล้ว แต่อย่าเพิ่มอีก  (อย่าถามว่าซ้ำกี่ที  ฝึกไปมันรู้เองจริงๆนะ  ในทางทฤษฎี  ยิ่งซ้ำมากครั้งยิ่งทำให้เรายิ่งมั่นใจ  แต่ถ้าซ้ำมากไปนานไป ก็จะเสียโอกาสพัฒนา  ก้าวหน้าช้าลง

แต่ละคนมีอัตรา Repeat ยังไม่เท่ากันเลย ในแต่ละช่วง

เมื่อเรา Repeat ได้ถึงจำนวนครั้งที่ร่างกายรับได้แล้ว  เราจะรู้เองว่า เราสามารถเพิ่มความเข้มข้นนั้นได้อีกแล้วหรือไม่

ภาษาของคนสมัยใหม่เรียกว่า  "ทำให้เป็นขนม"

มันเป็นขนมเมื่อไร เราจะรู้เอง

อย่าเข้าใจเพียงว่าแค่ซ้อมเท่านั้น  แต่คุณูปการของกฎ 10% ยังช่วยเราปกป้องตัวเองไม่ให้เจ็บจากสนามแข่งด้วย

ตัวอย่างที่ไม่ใช่.....

"นับถือความใจเด็ดของพี่เค้าเลย  แม้จะซ้อมน้อยซ้อมไม่ถึง  แต่พี่ก็สู้สุดฤทธิ์  ระยะทางถึง 42k  หาได้ทำให้พี่ท้อเลยแม้แต่น้อย"

"ระยะทางมาราธอนไม่ใช่วัดกันที่42 แต่วัดกันที่"ใจ"

คนฟังก็ปลื้มไปดิ  ที่คนพูดส่งสัญญาณที่ผิด  ค่าที่ไม่ควรนิยมก็กลับถูกเชิดชูขึ้นมาจากไวยากรณ์ที่ตกแต่งประโยค

อ่อนพินิจกันทั้งคนพูดคนฟัง

แล้วไง...ยอดคนเจ็บจากวิ่งถึงเกลื่อนไปทั่ว  ไปที่ไหนก็เจอแต่คนเจ็บ  พอจำนวนเจ็บที่เกลื่อนไปทั่ว ความเจ็บก็ถูกมองเป็นปรากฏการณ์สามัญธรรมดา เหมือนกับการเกิดแก่เจ็บตาย  ทั้งๆที่บริบทนี้มันไม่ใช้

ผลกระทบโดมิโนที่ต่อเนื่องมาเป็นชั้นๆคือ  นักวิ่งไทยจึงห่างชั้นจากนักวิ่งต่างชาติในทุกระดับ

ไม่ว่า Elite ต่อ Elite

ไม่ว่ารุ่นต่อรุ่น

ไม่ว่าค่่าเฉลี่ยต่อค่าเฉลี่ย

มันไม่ใช่ยีนส์  แต่มาจากการ  "ทำตัว"

เพราะแนวการพินิจของพวกเรา มองkey แต่ละตัวโดดๆ  มองเป็นแท่งๆ  ไม่ได้มองมันเป็นการวิ่งทั้งหมดเป็น process 

เมื่อความล้าอย่างหนึ่งติ้ดต่างว่าเป็นความเร็วที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการ Perform ใน keys ตัวอื่นๆ  ยังผลให้การฝึกวันหลัง  เอาจำนวนกิโลไม่ถึงตามเป้าที่วางไว้  หรือถึงเป้าเหมือนกัน  แต่เจ็บ  ทั้งๆที่ระยะทางเท่่านี้ เราเคยผ่านได้มาก่อนแล้ว

ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่วันนั้น  มันฟาดชิ่งมาตั้งแต่ key ตัวอื่นก่อนหน้า ที่อาจซ้ำเติมด้วยการพักผ่อนไม่พอ  ร่างกายฟื้นไม่ทันในการ Recovery เดิมๆ

เมื่อเรามองขอดก็แค่ขอด

เมื่อเรามองวิ่งขึ้นเขาก็แค่ทางชันเท่านั้น  

แต่หามองการปฏิสัมพันธ์ระหว่างทุกตัวมีต่อกันและกันไม่

มันจับมือร่วมกันบีบเค้นตัวเราที่กระชับเข้ามาทั้งซ้ายทั้งขวาพร้อมๆกัน

นำไปสู่กฎทองคำที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ  "อย่าเปิดศึกมากกว่าแนวรบเดียว"

เมื่อเราเพิ่ม Intensity ตัวใด  ให้จัดตรึงความเข้มข้นตัวอื่น ฝึกให้เท่าเดิมหมด(หรือแอบลดลงเล็กน้อยในตอนต้น แล้วตบกลับเข้ามาเท่าเดิมเมื่อผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อไปแล้ว)

รอให้ของใหม่"หมักบ่มจนเป็นขนม"เสียก่อน ค่อยเพิ่มตัวอื่น  และเช่นกัน  เมื่อเพิ่มตัวใหม่ใด  ตัวอื่นก็จัดตรึงให้เท่าเดิมห้ามเพิ่มพร้อมกัน  หัด manage แผนฝึกให้เป็น

แต่ดูไปสิ  พวกเรากลับทำอะไร  เพิ่มการฝึก SW (Speedworks) จากที่ไม่เคยมีเลยมาเป็นหลายเที่ยวหลายเซ็ทตามที่ฟังมา  ไม่ได้ผ่านการทยอยเพิ่มใดๆ  ยิ่งใกล้สัปดาห์แข่งเข้ามากลับยิ่งโหมแทนที่จะ Taper เพราะฝึกไม่ทัน

ระยะที่ควรจะลง 10 , 21k แต่ถูกวางยา จัดเลยกลัวไร คนใจใหญ่เสียอย่างที่ 42 k  สัปดาห์ต่อไปก็ยังมีสนามอื่นที่สมัครคอยไว้  มันจึงเลย 10% มามากมายท่วมท้น ในช่วงเวลาไม่ห่างกันมากพอ จึงเป็นความบาดเจ็บที่ไม่น่าให้อภัย

แต่ในขณะที่โมงยามเคร่งครัดควบคุมครองกระแสหลัก

  ผมจะเจอคำถามเข้ามา

"ครูครับ  ที่ครูบอกว่าให้เริ่ม Tempoที่ 20 นาที  และทยอยเพิ่มเป็น 25 นาที  เป็น 30 ต่อมา แล้วไป 35 อย่าไปพรวดเดียวมากกว่านี้   คำแนะนำนี้มันเกิน 10% นี่ครับ  ถ้า 10% จาก20นาทีมันจะแค่ 22 นาทีเท่านั้นเองนี่ครับ...?"

นี่คือตัวอย่างปัญญาชนเจ้าทฤษฎี  เจ้าถ้อยหมอความ  กฎ 10% เขามีไว้ปรามนักวิ่ง ไม่ให้จัดเพิ่ม 100% ไม่ให้จัด 200% ตามแรงเห่อของใหม่คาดหวังสูง

ไม่เสมอไปหรอกที่ 10% ล้วนๆ  เกินนิดขาดหน่อยได้  เพียงแต่ธงที่กำหนดควบคุมถูกปักลงที่ 10% โดยประมาณ

จงมองอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล อย่าติดที่คำพูด  จงอยู่ในท่วงท่าที่ใช้สามัญสำนึกด้วย  อย่าวิชาการนัก  โลกมีปัญญาชนมากเกินไปเสียแล้ว

เวลาจะเคร่งครัดก็เป๊ะจนเกินไป  เวลาหย่อนคลายก็บานเบอะ  ยอดความบาดเจ็บนักวิ่งถึงได้บานทะโรกเพราะอย่างนี้

ความนี้จุดใต้ตำตอใครให้รีบปรับเป็นความเข้าใจใหม่  มองภาพชีวิตที่เป็นจริงขึ้น  ลงมือปฏิบัติให้ได้  

วิพากย์วิจารณ์ที่น้อยลง  จัดความถี่ห่างให้สม่ำเสมอ  พักผ่อนให้พอ  กินน้ำโดยไม่ต้องรอกระหาย

การเพิ่มวันหยุดจากการที่เราฝึกไปแล้วไม่ฟื้นตามกำหนด  ไม่ใช่การขาดซ้อม  อย่าทำตัวเหมือนกับจะลงแดงไม่ได้วิ่ง  แต่มันกลับเป็นเชื้อมูลของสาระความจำเป็นวิ่งได้ดี ไม่บาดเจ็บ

จงกลับไปจัดการกับตัวเองให้เหมาะสมเถิด

.

.

กฤตย์  ทองคง

29  มีนาคม  2564

.

Friday, March 26, 2021

บอกก่อนล่วงหน้า

 บอกก่อนล่วงหน้า

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

เมื่อไม่ได้เป็นนักวิ่ง  เราก็ไม่ยอมวิ่งใดๆเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสั้นขนาดไหนก็ตาม

ขนาดเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยร้อยเมตร เราก็ยังสตาร์ทมอเตอร์ไซค์

บางครั้งเราให้คำนิยามคนที่วิ่งกันไกลๆว่า "มันบ้าวิ่ง" อีกด้วยซ้ำ  จะให้เราไปบ้าวิ่งแบบนั้นด้วย  "ไม่มีทางละ"

แต่พลันเมื่อชะตากรรมซัดเหวี่ยงเรามาเป็นนักวิ่งแล้ว จะเพราะว่าเหตุใดก็แล้วแต่  เรากลับบ้าวิ่งแบบนั้นด้วยจริงๆ  เราวิ่งทั้งมาก  วิ่งทั้งไกล  วิ่งกันอุตลุด  เรากลับทำในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเราตั้งข้อรังเกียจได้อย่างไร

"เรากำลังกระหน่ำโบยตีร่างกาย"

ไม่แปลกหรอก  มนุษย์เราทำได้ทั้งนั้นแหละ  ต่อให้ไกลกว่าคนที่บ้าวิ่งนั้น  เราก็เคยทำกันได้ 

ศักยภาพของมนุษย์ มันสุดหยั่งจนน่ามหัศจรรย์

มีข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวที่ธรรมชาติขอไว้ คือ

"ต้องบอกล่วงหน้า"

ไม่ใช่ปุบปับทำเลย

แน่ละเราต้องซ้อมมาก่อน  แม้แต่ในระดับซ้อม  ยังต้องมีระดับบอกก่อนซอยย่อยๆของมันอีก  ฐานการซ้อมระดับกลาง  ย่อมมาจากการซ้อมชั้นต้นที่เตรียมมา  และฐานการซ้อมระดับสูงที่ก้าวหน้ามากกว่า ย่อมมาจากการเริ่มต้นซ้อมระดับกลางเป็นลำดับ

ไม่เพียงแต่การวิ่งได้มากได้ไกลและได้ดี  จะมาจากการวิ่งระยะที่ใกล้กว่าให้ดีเสียก่อน  แม้แต่การซ้อมวิ่งระยะที่ใกล้กว่าในชั้นต้น  ก็ยังต้องมีระดับชั้นซ้อนระดับชั้นอีก

คือก่อนที่จะฝึกอะไรนั้น  ย่อมต้องมีพื้นฐานมาก่อนทั้งสิ้น

ชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักวิ่งจนถึงเป็นแนวหน้าเป็นแชมเปี้ยนจะหลีกหนีหลักการนี้ไม่ได้เลย  "ต้องบอกก่อนล่วงหน้าเสมอ" ไม่เว้น

บ่อยครั้งการบอกล่วงหน้า  ก็บอกน้อยไป  บอกสั้นไป  เราควรหมั่นเตือนเขา(ร่างกาย)เสมอๆถึงงานหนักข้างหน้าที่คาดหมาย  เราต้องจัดขั้นบันไดให้เขาเตรียมตัว

การจะก้าวพรวดไปขั้นที่ 5 ย่อมจะนำความล้มเหลวไม่ก็สุ่มเสี่ยงมาสู่  เราต้องเริ่มจากขั้นที่ 1) มา- 2) มา- 3) เรื่อยๆ

ความสำเร็จของการวิ่ง  มิใช่นับวัดการที่เพียง "ทำได้"  แต่นับวัดกันที่  "ทำได้อย่างไม่บาดเจ็บ" ด้วยเสมอไป  ป่วยการที่ทำได้แต่เพียงอย่างเดียว  แต่แอบเจ็บเงียบๆ  "มันย่อมไม่ใช่แบบนี้"

และการที่จะหยั่งถึงสภาพที่ทำได้และไม่เจ็บด้วย ต้องมี "แผนบอกร่างกายล่วงหน้า" ที่เหมาะสม และหมั่นทบทวนบอกร่างกายอีกและอีก เมื่อฟื้นดีไปเรื่อยๆ

การบอกก่อนนี้ ต้องเป็นสเต็ปส์ มี1)   มี2)   มี3)  อย่างที่กล่าวก่อนจะไปถึง 5)

และแผนที่บอกร่างกายล่วงหน้านี้ก็คือ แผนฝึกนั่นเอง

เป็นธรรมชาติที่แผนฝึกจะต้องบีบเค้น (Stress) มากกว่าปกติประจำวัน ไม่งั้นไม่เกิดเนื้องาน  เป็นการจำลองวันจริงให้เกิดขึ้นก่อนเพื่อวันจริงจะจัดการได้ดีกว่า(แต่ต้องจัดให้อ่อนกว่าวันจริง)  ความเข้มข้นนี้ต้องถูกควบคุม

ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับให้ร่างกายรู้ตัว  แต่ต้องไม่มากเกินไป

และนี่คือความแตกต่างที่มีระหว่างแผนฝึกชั้นดีกับแผนที่เลว  (แท้จริงอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีแผนฝึกที่เลว  มีแต่แผนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวผู้นั้นเท่่านั้นเอง)

แผนชั้นดี  คือแผนที่ Stress เรือนร่างให้น้อยที่สุด (แต่ก็เกิดเนื้องาน) และมีความชันในแต่ละขั้นบันไดไม่มากแต่หลายขั้นแทน  เพื่อเอื้อเวลาให้ร่างกายปรับตัวได้นาน  จึงน่าเชื่อว่ามันน่าจะนำความสัมฤทธิ์มาได้  โดยปราศจากการบาดเจ็บ

และแผนบอกร่างกายล่วงหน้านี้ จะออกผลเป็นแผนที่ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนเรือนร่างผู้วิ่งด้วยขนาดไหน

แผนที่ดี คือแผนที่เอื้อต่อเรือนร่างปัจจุบันขณะของผู้นั้น  ทอดสะพานจากจุดที่เขาเป็นตัวตนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการอย่างสมเหตุสมผลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

และตัวแผนนั้นถ้าฝึกไประยะหนึ่ง จะต้องผ่านการ Transform ให้เข้มข้นเพิ่มดีกรีขึ้นทีละน้อย  บอกเรือนร่างซ้ำแล้วซ้ำอีก  ด้วยการหมั่นสังเกตปฏิกิริยากลับว่าร่างกายเรียนรู้ได้ช้าหรือเร็ว  หรือกำลังประท้วงต้องปรับตามใจผ่อนลง

ความยืดหยุ่นคือเงื่อนไขของการเตือนล่วงหน้าอย่างดีนั่นเอง

ที่ไม่มีอยู่ในโลก  แต่กลับพบอยู่เสมอ คือแผน One size fit all.  แผนเดียวใช้รอบโลก  อย่างไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละเรือนร่างผู้ฝึก

ก็เหมือนกับเสื้อผ้่านั่นแหละ อะไรจะดีไปกว่าการสั่งตัด Custom ไม่มีอีกแล้ว

แต่การดีไซน์จำเพาะ ตัดผ้าทีละตัว ร่างตารางวิ่งทีละคน  ย่อมสิ้นเปลืองเวลาและพลังงานมาก  ในภาคปฏิบัติจึงพยายามลดขั้นตอน  จัดหมวดหมู่ Subjects ให้เป็นกลุ่มๆ  เป็นพวก A  พวก B  พวก C  อ่อน  กลาง  แก่  เพื่อจัดช่วงชั้นเข้าตารางฝึกที่เหมาะสม   ลด ผลกระทบร้ายแรง

คือความพยายามที่จะทำให้สัมฤทธิ์ผลได้ใกล้ความจริงมากขึ้นในท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด

ในขั้นตอนใช้งาน  จึงพบไม่ยากเลยที่แผนบอกร่างกายล่วงหน้ายังผลให้บางคนก้าวหน้าพรวดๆ ในขณะที่บางคนเดี้ยงไปเลยก็มี  สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกตราบใดที่คนเราไม่เหมือนกัน  นี่คือข้อควรระวัง

นักวิ่ง จงอย่าดีใจไปที่แผนฝึกที่เธอเลือกยังผลให้เธอพรวดไปข้างหน้ามากเกิน  แต่ที่เราคาดหวังคือที่พอดีต่างหาก  สายตาที่พวกเธอมอง เป็นคนละสายตากับที่ผมมอง

ที่ปฏิกิริยาพรวดๆแบบนั้น นั่นคือข้อควรระวังอย่างยิ่ง  มันใกล้เจ็บ เพียงมีเส้นบางๆนิดเดียวคั่นอยู่ A thin red line.  มันจึงไม่ใช่ข้อที่ควรจะอัดส่งตามเข้าไป  กลับเป็นช่วงที่ต้องชลอลงเป็นอย่างยิ่งจากความเก๋าเกมผู้ควบคุม

ถ้าพวกเราได้โลดแล่นอยู่ในโลกของการวิ่งที่นานพอเพียง  เธอจะประจักษ์เองว่า  เส้นกราฟขึ้นที่ชันจัดมักมีความสัมพันธ์กับกราฟที่ลงชันด้วยแทบจะทุกครั้ง

อย่าหลงเพลิดเพลินคึกคะนองไปเป็นอันขาด

การทยอยเลียเบรคควรเฝ้าระวังในการขับรถลงเขา  อย่ารอให้รถสะสมความเร็วจนมากแล้วค่อยเบรค  เพราะจะเอารถไม่อยู่  ต้องทยอยเลียตั้งแต่ต้นก่อนที่มันจะเร็ว  ใช้คำนี้ "เลีย"  เพื่อให้เราเห็นภาพไม่ใช่เบรคจนรถกระตุก  เลียคือเลีย หัดเลียให้เป็น  แผนฝึกก็เหมือนกัน  ชลอแผนเมื่อผลประกอบการก้าวพรวดพราด  และจัดหยุดเพิ่มเมื่อมีสัญญาณเตือน  จะรอให้เจ็บก่อนถึงจะปรับลดไม่ได้เป็นอันขาด

การพัฒนาที่พรวดๆนั้นคือขั้นตอนสำคัญก่อนที่เรือนร่างจะแตกดับนั่นเอง  น่าเสียดายที่พวกเราบางคนไร้เดียงสาจนเกินไป  กลับตีความหมายของสัญญาณนี้ไปคนละทิศ

แผนบอกร่างกายล่วงหน้าที่ดี คือแผนที่พอเหมาะพอสม  ย่อมไม่ใช่แผนที่ฝึกแล้วก้าวหน้าเร็ว

นักวิ่งพึงใช้เวลาแสวงหาการบอกร่างกายล่วงหน้าที่เอื้อเวลามากๆเข้าไว้ นั่นเป็นเงื่อนไขที่ให้ร่างกายเรียนรู้ดีนั้นเอง

ในขณะเดียวกัน  ขวบปีที่ผ่านไป  นักวิ่งพึงเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย  ไม่ใช่เฝ้าเอาแต่แสวงหาสูตรฝึกมหัศจรรย์ใดที่จะช่วยให้ฉันได้ทะลวงเป้าหมาย  แต่พยายามปรับตัวจัดตัวเองให้ลงไปสอดรับกับแผนใดราบรื่นที่สุด

ที่ไม่ใช่คือ 

คนทุกคนที่มาฝึกแล้วย่อมได้ผลเท่าเทียมกันทุกราย  ค่าที่ว่า ผลสัมฤทธิ์มันอยู่ที่แผนนั้นๆถูกฝึกในเรือนร่างใคร  ที่มีจุดอ่อนจุดแข็งตราบจนจริตแนวโน้มตรงกันกับเป้าหมายที่ผู้ดีไซน์แผนวางไว้เท่านั้น

เป็นนักวิ่งควรหมั่นทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแผนฝึกต่างๆที่สัมพันธ์กับแต่ละเรือนร่างให้ดี

ที่สำคัญมากๆก็คือ เรือนร่างของเราเอง  เราต้องรู้จักมัน  และปรุโปร่งมันให้ได้  ใครจะมารู้จักมันดีกว่าตัวเรา  เพียงแต่ว่าดูแลอย่าให้หลงตัวเองเท่านั้น มองโจทย์ให้ตรงความเป็นจริง

.

.

กฤตย์  ทองคง

26  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, March 24, 2021

หยดหนึ่งคมความคิด

 หยดหนึ่งคมความคิด

ก็รู้แหละว่า จิบกาแฟไปพร้อมๆกับสำราญกับเนื้อหาอักษรพราวบนกองหนังสือ คือความฟินสุดยอดของคืนวัน

ถ้าไม่โชคร้ายถ้วยกาแฟคว่ำรดลงบนหนังสือที่แสนรักเสียก่อน

........................................

มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจนักที่ประจักษ์ว่า

ศักยภาพที่เรามี   มิใช่เพียงแฝงเร้นระยะทาง

เพียง 42 โลไว้ใต้กลีบเนื้อขาเล็กๆของเรา

แต่มันลึกล้ำมหาศาลมากกว่า 100 โลเสียอีก

แต่เราต้องระวังมิให้เผลอเรอจากความฟินนั้นยังผลให้เราเดี้ยงจากความลุ่มหลงเพลิดเพลินกับระยะทาง  โดยไม่นำพากับสัญญาณเตือนต่างๆ

.

.

กฤตย์ ทองคง 

24  มีนาคม  2564

.

บทวิพากย์การวิ่งตลอดอายุขัย

 บทวิพากย์การวิ่งตลอดอายุขัย

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ฟังดู คำว่า "วิ่งตลอดอายุขัย" มีเสน่ห์สำหรับนักวิ่ง

แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกับคนวิ่งได้ง่ายๆหรือเกิดกับทุกคน  ค่าที่ว่ารุ่นพี่ๆนักวิ่งก่อนหน้าพวกเรา ไม่สามารถทำได้หลายคน หายหน้ากันไปเกือบหมด  ถ้ามันดีจริง พวกเขาหายไปไหนกัน ?

ไม่เคยนับกันว่า หายไปเท่าไร เหลืออยู่เท่าไร ไม่เคยมีใครวิจัยสำรวจ  แต่จากที่สังเกตกว่าครึ่งแน่

นั่นคือ จากค่าสถิติบอกเราว่า คำว่าวิ่งตลอดอายุขัย แม้จะหอมหวล แต่ไม่ใช่จะสามารถวิ่งได้ทุกราย  จะเหลือถึง 20%รึเปล่าด้วยเถอะ  ระวังตัวเอง

ให้พวกเราลองพินิจกันดูว่า  มีอะไรบ้างที่เป็นตัวต้านทาน ไม่ให้เราทำมันได้  แล้วก่อนที่จะเลือกเป้าหมายนี้กัน  ควรรู้ว่า  ทำไมเราถึงเลือก

เพราะแต่ไหนแต่ไร  เราเคยได้ยินอภินิหารคุณความดีของการวิ่ง  ออกผลต่อตัวผู้วิ่งในทางที่ดี  ป้องกันป่วยไข้อะไรต่างๆมากมาย

แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาสาธยายตอนนี้  เพราะมันค่อนข้างแน่ ไม่เป็นที่สงสัยแล้ว

แต่ประเด็นก็คือ  เจ้าสิ่งที่ดีๆนั้น จะเกิดกับเราก็ต่อเมื่อยังวิ่งได้เท่านั้น  ตราบใดถ้าวิ่งไม่ได้แล้ว  ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ  ผลดีย่อมไม่เกิด

วิ่งแล้วดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ ไม่ใช่วิ่งแล้วจะเกิดผลดีตลอดชีวิต  วิ่งแล้วดีเป็นเรื่องชั่วคราว  มันจะก่อผลดีกับตัวเราเมื่อยังวิ่งอยู่  เซย์ว่าหนึ่งถึงห้าเดือนข้างหน้าประมาณนั้น  เพื่อแข่งขันอาจตกเร็วหน่อย ถ้าเพื่อความไพบูลย์ อาจอยู่ถึงหลายปี

เมื่อเริ่มวิ่งวันนี้  ไม่ใช่จะวิ่งได้ดีวันนี้เลย  ผลลัพธ์ยังจะต้องหมักบ่มสะสมเดือนหนึ่งขึ้นไป  ส่วนการขาดหายการซ้อมไม่ต่อเนื่องนั้นก็จะมีผลแน่

ขาดไปเดือนหนึ่งสองเดือน  Perform ตก  สิ้นสภาพไปสนามแข่ง  แต่ถ้าสิ้นไปหมดเกลี้ยงกลับไปเป็น Sedentarian อีกครั้ง คงสักครึ่งปีกระมัง

ตัวเลขนี้เดือนนี้เป็นตัวเลขติ้ดต่าง  ไม่ใช่เอาไปอ้างอิงอะไรได้  เป็นแค่ตัวเลขเพื่อแสดงให้เราเข้าใจคอนเซ็ปส์ของประเด็นที่กล่าวเท่านั้นเอง

เพื่อให้ได้ผลดีกับเราในขวบปีข้างหน้า หรือหลายขวบปีต่อไปเรื่อยๆ  ย่อมจะเป็นเนื้อนาบุญจากการวิ่งวันนี้สะสมต่อเนื่องไปข้างหน้าเป็นสเต็ปๆ

ที่ไม่ใช่ คือ  วิ่งตลอดอายุขัยจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเพียงเพราะมาเริ่มวิ่งแล้ว  มีเหตุปัจจัยมากมายอันอาจเป็นสาเหตุให้เราวิ่งไม่ได้ไม่น้อยเลย  มีอะไรบ้าง

1)  บุคลิควิ่งแบบทุ่มเท  อัดขอดฝึกจบ ถึงขนาดแผ่หรากลางสนาม  บ่งสภาพการเทกำลังหมดหน้่าตักเต็มร้อย  การทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนั้น  ผมไม่คิดว่าใครจะสามารถทำแบบนี้ได้ต่อเนื่องนาน  อย่าพูดเลยตลอดอายุขัย  แค่ถึงปีหน้าก็หายหมดแล้ว

สังวรกันไว้ให้ดีๆ

เพื่อเหรียญ  เพื่อเสื้อตัวนี้  งานวิ่งนี้สำคัญขาดไม่ได้สำหรับ Collection สะสม ต้องเอาให้ได้  ระหว่างทาง  ยังไม่ถึงเส้นชัยอาการออก  ระหว่างฝึกที่กระท่อนกระแท่นบ่งบอกว่าซ้อมไม่ถึง  ความต้องทนลากเรือนร่างที่ฝืนกับความรู้สึกไปตลอดครึ่งหลังสนาม เพื่อเหรียญเพื่อเสื้อ  หรือเพื่ออะไรก็ตาม  สถานการณ์ทุ่มเทแบบนี้  สุ่มเสี่ยงไม่เป็นคุณใดๆทั้งสิ้นกับการวิ่งให้ได้ตลอดอายุขัย  คุณอาจจะได้เหรียญนั้น  แต่ถ้าทำชีวิตวิ่งตกหาย  แบบนี้จะแลกเปลี่ยนรึ?

2)  ไม่สนใจคำแนะนำวิ่ง NS (Negative Splits) วิ่งแบ่งนิเสธ หรือวิ่ง Progressive running  ไม่ฝึกไว้  ไม่ฝึกออมแรงต้น  แต่ยอมฝืนวิ่งให้เร็วในปลายระยะ  ข่มขืนตัวเองเสมอ

ตรงกันข้่ามกับคนที่ฝึก NS เสมอ  จะพบว่าปลายไม่ต้องฝืนใดๆเลย ใครมีประสบการณ์  ช่วยออกมาเป็นพยานกันหน่อย

การจัดวางเงื่อนไขที่เป็นคุณกับการวิ่งได้ตลอดอายุขัยได้  ต้องวางการจัดสรรพลังงานให้เป็นองค์คุณกับการปกป้องการบาดเจ็บด้วย

รวมตลอดทั้ง Session ใดๆทั้งซ้อมทั้งแข่ง  ย่อมจะมีความเข้มข้นวิ่งที่ไม่เท่ากัน  จะมีค่าเฉลี่ยความเร็ว  มีเข้มหนักมีแผ่วจาง ไม่เท่ากันตลอดทั้งเส้น  แม้จะดูเท่ากัน  แต่จริงๆกลับไม่เท่ากัน

ที่ถูกต้อง  จัดวางที่เข้มหนักที่สุดไว้ตอนต้นระยะไม่ได้เลย  ต้องวางไว้กลางหรือท้ายระยะเท่านั้น  การเริ่มต้นต้องช้ากว่ากลางและปลายแน่นอน  ใครทำไม่ได้อย่างนี้  เป้าหมายวิ่งตลอดอายุขัยจะลางเลือน  ฟันธงครับ

3)  ต้องไม่เป็นผู้วิ่งที่มีภาวะบาดเจ็บเรื้อรัง ไม่ยอมหายสักที  ชักขะเย่อกับความบาดเจ็บเป็นหลายเดือนเป็นปีๆ  มักมีความสัมพันธ์กับการไม่ยอมหยุดพัก เมื่อเจ็บครั้งแรกๆ  ฝืนมานาน  อันนี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร  คงสายเสียแล้ว ถ้าเลือกเป้าหมายตลอดอายุขัย  หลับให้สบายเถิดลูกรัก

4)  ต้องเป็นผู้วิ่งที่เลือกจะเอาสภาพร่างกายเป็นตัวตั้งทั้งในการฝึกและแข่งขัน  ถ้าแม้นตั้งใจไว้  แต่ถ้าดำเนินมาจนเกือบถึง  แต่สภาพร่างกาย ไม่พร้อม  ก็ต้องตัดการวิ่งครั้งนั้นอย่างไม่เสียดายอาวรณ์

การวิ่งทุกครั้ง ไม่ว่าฝึกหรือแข่ง  ต้องมีระเบียนย้อนหลังแสดงลำดับของการเขยิบขึ้น  ผู้วิ่งต้องไม่จัดหาระยะ , ความเร็ว หรือความกระชั้นพรวดพราดมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย  อย่างที่เห็นนักวิ่งร่วมสมัยนิยมกระทำกัน  กฎ 10% ต้องถูกนำมาควบคุมวินัยวิ่งโดยเคร่งครัด

5)  สายอุปกรณ์ ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเลือกวิ่งตลอดอายุขัยเป็นเป้าหมายของคุณ  ต้องไม่เป็นผู้เห่อข้าวของเฟอร์นิเจอร์วิ่งโดยเฉพาะพวกนิยมตามรุ่นล่าสุด  ต้องถูกถอนทั้งยวง  ขวบปีประสบการณ์วิ่งที่จะผ่านเข้ามา  ใช้ไปกับการยืนยันของใช้ใดๆที่เลือก ต้องถูก  ต้องทน  ต้องประหยัด ใช้ได้นานปี

แม้ครั้งหนึ่งจะเคยคลั่งไคร้ของพวกนี้  จะต้องเลิกบ้าเสียที  รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง แค่ไหนที่จำเป็น เส้นแดงต้องถูกขีดขึ้นมา  ไม่ใช่ปล่อยไหล

กว่าจะแก่  กว่าอายุจะมากขึ้นกว่านี้  กว่าเงินทองเก็บจะร่อยหรอลง  ตาจะเริ่มมีแววใสขึ้น มองเกมที่ตัวเองเล่นได้ทะลุ

นิสัยการใช้ข้าวของจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยน  เราจะไม่เคยเห็นขาเก่าที่วิ่งมานานเป็นระดับทศวรรษคนใดเลยที่ไม่วิ่งด้วยท่วงท่า  "วิ่งเจียม"  เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น  เขาจะไม่ก้าวมาถึงระดับนี้สักคนเดียว  นึกกันรึว่า  เราจะเป็นคนที่ถูกยกเว้น

แบบที่พวกเราซื้อตามกันที่เห็นๆนี้ ทำแบบนี้ระยะยาวไม่ได้หรอก  ความต้องใช้จ่ายในบริบทอื่นๆยังต้องมี  เงินทองไม่พอแน่นอน  พวกนี้จะหลุดขั้วไปก่อน เร็วมากด้วย ไม่กี่ปีเท่านั้น  อายุราชการวิ่งมีสหสัมพันธ์ที่ผกผันกับความคลั่งไคร้อุปกรณ์ชัดเจน

แล้วไม่ใช่ไม่มีเงิน  ความมีหรือความไร้ดูเหมือนจะไม่ใช่ด้วย  อายุพรรษาที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี ยิ่งมีของที่เลือกใช้จะน้อยลง  แต่จะเลือกที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ที่อย่างอื่น  เอ้ามาตามดูไปนะ  ว่าจะเป็นอย่างที่ผมเอ่ยไว้หรือไม่

พวกบ้าอุปกรณ์จะหายเกลี้ยง  มีพวกเข้ามาใหม่ รับช่วงต่อ

6)  วิ่งตลอดอายุขัย  ไม่ได้บอกว่าต้องอยู่ในสายสุขภาพเสมอไป  สายแข่งก็มี  แต่พวกเขามัก

รู้ตัวว่าจะการสานก่อถักทอด้วยท่วงท่าอย่างไร  ที่จะโลดแล่นในวงการได้นาน  ที่จะประกอบด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่จำเพาะเจาะจงมาก  ที่ประยุกต์กันไปรายๆ  เอาแบบอย่างไปทำไม่ได้ทุกคน  อย่างไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาความแนะนำที่ไหน  จากเส้นทางเดินบนประสบการณ์ตัวเองกับเลือดเนื้อ  พวกเขาจะพบเอง

ส่วนอายุจะยืนหรือไม่ ยิ่งไม่้เกี่ยวไปใหญ่

ไม่มีใครที่มีอุดมการณ์วิ่งตลอดอายุขัย  ต้องการอายุที่ยืนมากกว่าคุณภาพของการอยู่  จะอยู่อย่างไรนั้นต่างหาก

ตลอดอายุขัยหมายความว่า ถ้า 70 ยังอยู่  จะวิ่งให้ได้  ถ้า 80  ยังหายใจ ฉันก็จะวิ่ง  และถ้าไม่ตาย 90 ฉันก็เชื่อว่า จากการสานก่อต่อเนื่องกันมา จะยังความสามารถทำได้นี้เป็นสะพานเชื่อมถึงกัน  ไม่ได้หมายความว่า  มาเริ่มวิ่งกันที่ 70  80  หรือ 90 นะ

เราจะเริ่มภารกิจศักดิ์สิทธิ์กันตั้งแต่ตอนนี้เลย  เรามีความคาดหวังว่า  การทยอยเก็บพรรษาวิ่งและวิธีวิ่งที่เราเลือกจะไม่บีบเค้นตัวเองที่หนักมากนั้น  จะอุดหนุนให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้  

เป็นอะไรที่ไม่ใช่อย่างที่คนนอกวงการมักเข้าใจ  ว่าเขาไม่ต้องการจะอยู่ทนทรมานจากความแก่แบบที่เราปรารถนา

(และอย่างคู่กัน เมื่อเอ่ยถึงการยังไม่ตายเสียที พวกเขามักจะผูกภาพการติดบ้านติดเตียง  ติดสายโยงสายยาง นอนใส่ผ้าห่อขี้ไว้กับตัวตลอดเวลาเข้าไปในครรลองอายุเหล่านั้นด้วย  และมองว่าอุดมการณ์วิ่งตลอดอายุขัยของพวกเราคือความฝันที่เป็นไปไม่ได้ ถึงได้  แต่ทำไมจะลากทรมานนั้นไปเพื่ออะไร  ที่มันเป็นคนละภาษา คนละไวยากรณ์  คนละสปีชี่โดยสิ้นเชิงจนไม่อาจจะสื่อสารกันรู้เรื่อง)

อายุจะยืนหรือไม่ไม่้เกี่ยวกับเรา  มันเป็นเรื่องของยมบาลและชะตากรรมค่อนข้างมาก

แค่หมายความว่าตายได้ตายไป  แต่ถ้ายังไม่ตาย  เราน่าจะแตกต่างจาก Non runners หรือคนวิ่งที่ไม่ระมัดระวัง จนเราสามารถวิ่งได้อยู่่เท่านั้นเอง  พวกเราเชื่อมันว่าการวิ่งสะสมจะช่วยภาวะนี้ได้ดีกว่าคนไม่วิ่ง

นี่คือคอนเซ็ปส์ของการวิ่งตลอดอายุขัย ที่ควรเข้าใจกันให้ถูกทิศด้วย

7)  พฤติกรรมวิ่ง นอกจากวิ่งที่บ้านใครบ้านมัน  แต่การไปสนามจะน้อยลงมากหรืออาจไม่ไปเลย  แม้ว่าปัจจุบันมีนักวิ่งที่ไปสนามบ่อยที่เชื่อมั่นตลอดอายุขัยอยู่  แต่เขาย่อมแผ่วจางลงตามวัย  มันยังไม่ถึงเลยในเวลานี้  ปล่อยให้เป็นเรื่องอนาคตจะคลี่คลายไปเอง

😎  แล้วก็ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อดันทุรังวิ่งให้ได้ด้วย  เราพร้อมเสมอที่จะปรับเปลี่ยน ใดจะเกิดก็ต้องเกิด  ใดจะต้องเปลี่ยนด้วยความจำเป็น  ก็ให้เป็นไปตามนั้น  อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขความเป็นภววิสัย

นักวิ่งผู้ริเริ่มทยอยปรับเปลี่ยน ภาวะทั้ง 8 ประการนี้ตั้งแต่ต้นมือเมื่อไร  เขาน่าจะได้รับแรงเสียดทานที่ปลายมือน้อยลงไปเพียงนั้น  และภารกิจตลอดอายุขัย จะไม่ใช่เรื่องที่ยากใดๆ

การจะทำอะไรได้นานๆ ได้ตลอดไป  ย่อมต้องการหรี่ความร้อนแรงลงทุกชนิด  และปรับมันให้เข้ากับจริตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความร้อนแรงจากการฝึก , แข่ง , หรือความร้อนแรงของสินค้าวิ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  มีนาคม 2564

.

ในท่อนหนึ่งผมได้เอ่ยออกมาคำหนึ่ง

คือ "คุณภาพชีวิต"

ถ้าใครจะถามเข้ามา ชีวิตที่คุณภาพคืออย่างไร

ผมจะไม่เฉลยว่าเป็นปรัชญายิ่งใหญ่ที่น่าดื่มด่ำอะไรเลย นอกเสียจากเพียงความสามารถง่ายๆสามชนิดเท่านั้น

1) อยากกินอะไร ได้กิน

2) อยากไปไหน ได้ไป

3) อยากทำอะไร ได้ทำ

สามอย่างนี้ คือที่นักวิ่งทุกคนพึงปรารถนาจากการได้อานิสงส์จากการวิ่ง

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Tuesday, March 23, 2021

เราจะฝึกวิ่งด้วยความเข้มข้นและปริมาณของเราที่พอดีได้อย่างไร

 เราจะฝึกวิ่งด้วยความเข้มข้นและปริมาณของเราที่พอดีได้อย่างไร

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การฝึกสายแข่ง  จะให้ออกผลดี ต้องในความเข้มข้นที่พอดี ในแต่ละตัว  พอดีทั้งความเร็ว ทั้งระยะทางและทั้ง WM (Weekly Mileage)  และพอดีในความเป็นเรา

แล้วความที่พอดีตรงนี้ แต่ละคนไม่เท่ากัน  ต่างกันทั้งจากภูมิหลังที่เหนียวแน่น , ประสบการณ์กีฬาเก่า , กรรมพันธุ์ที่เหนียว , พรสวรรค์ , นิสัยที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการอบรมจากพ่อแม่ , ขี้แหยหรือสู้งาน , ทัศนคติมองบวก  ฯลฯ  มันมากมายเสียจนสิ้นสภาพที่บอกปริมาณเหมาะสมได้

มักถูกถามเข้ามา  "หนูต้องขอดกี่เมตร , ต้องเทมโปกี่โล , ต้องขึ้นเขาชันขนาดไหน เร็วขนาดไหน ไกลเท่าไร  มันบอกไม่ได้ครับ  ความที่พอดีตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่สัมพัทธ์ด้วย

แผนตารางฝึกที่ร่างเองจากนักวิ่ง ไม่มีโค้ชดูแล  มักทำผิดพลาดกันตรงที่แรงเกินกว่าระดับที่ตัวเองสามารถทำได้จริงไปมาก

คำนวณจากความที่น่าจะสามารถทำได้ในนาทีนั้นเท่านั้น  แต่ไม่ได้คำนวณเผื่อไว้จากแรงสะสมเครียดล้าเอาไว้ด้วยเลย  ที่มันจะต้องไปรวมกับ Sessions อื่นด้วย

เช่นขอด Interval ที่ทำได้เพียงไม่กี่ครั้ง  เมื่อถึงวันยาว Long run  ผู้วิ่งกลับเอาระยะกิโลของ Long run ไม่อยู่

แม้เดิมอาจจะไหวอยู่ ถ้าพินิจมันเพียงลำพัง  แต่พอมีขอดด้วย  ร่างกายฟื้นไม่ทันในช่วงเวลา recovery เดิมๆ  นี่เป็นตัวอย่างแค่ 2 ปัจจัยเท่านั้น

ชีวิตจริงมันเป็นพหุปัจจัย  ไหนจะ Tempo  ไหนจะวิ่งขึ้นเขาทางชัน

นั่นคือตัวล้่าสะสมมันมาจาก Key Workouts ทุกตัวรวมกัน  ผลรวมของน้อย+น้อย+น้อย มันจึงกลายเป็นมากเช่นนี้เอง

นั่นแสดงว่า  ในแต่ละตัวของ Key นั้น เราต้อง Perform เพียงนิดเดียว จากที่สามารถทำได้มากกว่านี้  เพราะต้องเหลือพื้นที่ให้ "ความสด" ไว้จุความล้าจาก Sessions ต่างๆให้ครบ

เราต้องฝึกทุกตัว Keys ให้ครบ เราไม่สามารถถึงประสิทธิภาพวิ่งได้เพียงเลือกฝึกใน Session ที่ชอบที่ถนัดและหลีกเลี่ยง Session ที่ไม่ถนัดได้

-  ต้องฝึกทั้ง  เร็วสั้น

-  ต้องฝึกทั้ง  ยาวช้า

-  ต้องฝึกทั้ง  เร็วยาว

-  ต้องฝึกทั้ง  ช้าสั้น

-  ต้องฝึกทั้ง  ทางชันทางราบ

-  ต้องฝึกทั้ง  Drills

-  ต้องฝึกทั้ง  X-Crosstraining

ฯลฯ  รวมทั้งฝึกชนิดอื่นถ้าเราจะใส่มันเข้ามา เช่นเวท เป็นต้น(ถ้ามี)

Perform แต่ละตัวที่ใส่เข้าไป ต้องเพียงนิดเดียวเท่านั้น เนื่องจากมันมีหลาย Keys จึงต้องน้อยมาก

(ขอด,เขา,โป้,ยาว ฯลฯ)  ไม่งั้นเราเอาไม่อยู่

นั่นคือสรุปในขั้นปลายก็คือ  ผู้ฝึกเพื่อพัฒนาตนจากสายแข่ง  ต้องมีเรือนร่างที่แข็งเหนียวเข้าฝัก รับแรง Stress รวมๆตรงนี้ได้

ได้อย่างไร.....ได้ใน Long term ถือครองได้ครบ Course ทั้งหลักสูตรอย่างยืดเยื้อยาวนาน  อย่างปราศจากความบาดเจ็บด้วย  กินเป็นปีๆ  ไม่ใช่แต่กินเพียง 2 สัปดาห์ก่อนแข่งอย่างที่พวกเราทำ

ฝังตัวเองอยู่ในความเครียดล้านั้นเนิ่นนานจนร่างกายจำได้หมายรู้  จนทุก Sessions กลายเป็นขนม

เป็นอย่างนี้เท่านั้น Bingo จะหล่นลงมาเอง

ที่ถูกถามบ่อย  "แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า  ฝึกแต่ละ Key จะมากน้อยขนาดไหน"  คือด้วยการผลสุ่มฝึกไปก่อนเป็นตัวตัดสิน  ถ้าสุ่มไปแล้ว หนักไป  ไม่ไหว ล้าจัด  สัญญาณจะมาเอง(ถ้าฝืนจะเจ็บ)  ตรงนี้ฝึกไปจะรู้เองจากคนฝึก  การฝึกไปแล้ว จะไปไหวหรือไม่ไหว เขาตัวจะรู้เอง  ในเวลาและจำนวนเที่ยวไม่ตกหล่น  เก็บลักษณะได้ครบทุกเม็ด

ประเด็นที่เจอบ่อย  คนถามมักไม่ลองฝึก  เอาแต่ขี้ถาม  คนฝึกแล้วมักไม่ถาม  ด้วยว่า ประสบการณ์มันจะเป็นตัวเฉลยในตัว  มันตอบข้อสงสัยด้วยตัวของมันเอง

นั่นคือ  การเข้าไป Approach ในแต่ละตัวที่เข้าไปต้องทยอยเข้าไปทีละน้อยๆก่อน

เผื่อไว้  น้อยไปเพิ่มทีหลังได้ มากไปเสี่ยงเจ็บ  และไม่ว่าจะน้อยหรือมากไป  ร่างกายจะรู้เองเมื่อผ่านฝึกไป

เกือบทั้งหมด  อวดขิงสาว  เทแรงเต็มร้อยหมดแรงเกลี้ยงแผ่หรากลางสนาม  ที่ถูกผู้เขียนดักคอไประยะหนึ่ง  ภาพแผ่หราในเฟซถึงเงียบไป  ไม่งั้น ชอบขิงโง่กันจัง

ผลรวมฝึกในอนาคตจะบอกว่าที่ผ่านมา ระดับความเข้มข้นขนาดนั้น  ใช่หรือไม่  อ่อนหรือหนักไป หรือพอดี

คือความล้าจากการลงมือทดลองมาระยะหนึ่งรวมตัวกันแล้ว  แสดงผลลัพธ์อย่างไร  นั่นคืออย่างนั้นแหละ  ถ้าน้อยหรือมากไปก็ปรับลดปรับเพิ่มเอา

ตราบใดที่ฟังตัวเองเสมอๆ  หนักไป มันไม่เจ็บทันทีหรอก  แต่มันจะเตือนเราก่อน  และการเดี้ยงจะมาจากสะสมไม่เชื่อฟัง

เข้าใจนะ  ผู้เขียนอยู่ตรงนี้ มีปากกาเพียงด้ามเดียว บอกกำกับทุกระดับนักวิ่งทั่วประเทศไม่ได้  ต้องกี่โล  กี่เที่ยว paceอะไร  zoneอะไร หญิงหรือชาย  แก่หรือหนุ่ม  ผมจะไปรู้อะไร  พวกคุณต้องรู้ตัวเอง  อ่านให้เข้าใจ  เอาไปลดเอง

ถึงไม่รู้เลย  ก่อนที่จะโดดลงไป  จะลองเอาไม้หยั่งดูก่อน  หรือลองหยั่งขาลงไปจากริมตลิ่ง  ค่อยๆคืบไป ไม่ใช่โดดตูมลงไปจากยอดไม้ เจอตอกลางสระ!!!

แล้วไม่ต้องถามใคร สระนี้มีตอไหม  คุณต้องลองไปด้วยตัวเอง

ก็ยอมรับว่า  มันไม่ง่ายนัก  การที่จะหยั่งถึงระดับความแข็งเหนียวด้วยตัวของเราเอง ทั้งๆที่เราไม่รู้

 โรงเรียนและการเลี้ยงดูที่บ้านไม่ปล่อยให้เรา learning เอง  คัดสรรสำเร็จรูปมาแล้วถวายใส่ปาก  ไม่เคยปล่อยให้ปกครองตัวเอง  โตมา เจอการฝึกถือครองแผนฝึกเอง ทำไม่เป็น  ลูกแหง่ มาตลอด

การจะรู้ตรงนี้ได้ ก็คือประสบการณ์เก่า  การลองวิ่งไปนานๆ ความเก๋าเกมหมักบ่มได้ที่มันจะรู้เองจากรสสัมผัส  ที่ปลายเท้าหยั่งลงไปเจอโคลน หรือเจอความว่างเปล่า

ถ้าประสบการณ์อ่อนด้อย ก็ต้องใช้แบบนี้  ค่อยๆสืบขาออกไปหยั่งน้ำลึก

ถ้าการสัมผัสแผ่วๆ  การเจอตอ จะได้ไม่รวดร้าว

เล่าเปรียบมาเช่นนี้ คงพอมองเห็นภาพ

ใช้ความล้าที่ได้รับบอกปริมาณและความเข้มข้นที่จะต้องฝึกต่อไป ว่าต้องลดลงขนาดไหน  การลองต้องเดินไปก่อน  และผลลัพธ์มันอยู่ข้างหน้า  ด้วย Approach เช่นนี้เท่านั้นที่จะช่วยตัวเองได้  ไม่เช่นนั้นก็ต้องมีโค้ชเอง  เอาชีวิตวิ่งทั้งหมดไปให้เขาลิขิต !!!

ถ้าเราฝึกตัวเองในสายแข่งด้วยท่วงท่าที่บรรยายมานี้  ไม่น่าจะเจ็บ แม้จะช้าไปหน่อย

อย่ามโนเอาเองว่า  สายแข่งแล้วชะตากรรมต้องเจ็บทุกราย  แนวหลังเองก็เจ็บเพียบ  เพราะแม้ไม่ได้เข้มไม่ได้แรงใดๆ  แต่ก็เจ็บเพราะท่วงท่าที่เข้าหาแผนฝึกถะโหล่ไม่น้อยของแนวหลัง

หวังว่าด้วยการทดลองหยั่งถึงจะเฉลยความพอดีได้  จนนำเอาไปประยุกต์กับการทดลองฝึกแต่ละคนได้

.

.

กฤตย์  ทองคง

23  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Sunday, March 21, 2021

ตั้งใจฟังสำเนียงร่างกายทุกครั้งที่ฝึก

 ตั้งใจฟังสำเนียงร่างกายทุกครั้งที่ฝึก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

มีความเป็นไปได้หรือไม่  ที่นักวิ่งจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากวิ่งเลย  สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด  น่าวิพากย์วิจารณ์ได้หลายแง่มุม

คล้ายกับว่า ถ้าสรุป  "ไม่มีทาง  ทุกคนบาดเจ็บทั้งนั้น  ไม่้เห็นมีนักวิ่งคนไหนไม่เคยบาดเจ็บเลย"  เราจะจบลงที่จางคลายระมัดระวังตัวลงไป  จากความที่เราจัดให้มันเป็นความสามัญ  และการจางคลายนี้ก็จะไปมีผลต่ออัตราการบาดเจ็บที่สูงขึ้นอีกทอด

มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า  เราตั้งประเด็นไม่สอดคล้องกับตัวสภาพปัญหา

ประเด็นไม่ควรถามว่า  "จะมีใครไม่เคยหรือไม่"  แต่ควรถามว่า  เราทำตัววิ่งกันอย่างไรจึงจะสามารถลดอัตราบาดเจ็บลงได้จริง  ที่ทำให้ตลอดชีวิตวิ่งมีการบาดเจ็บที่น้อยมาก  ต้องอาศัยสำนวนทางสถิติศาสตร์มาอธิบายแบบนี้

อย่างนี้  จะเป็นภาพจริงที่ชัดเจน

ในบรรดาอุปสรรควิ่งทั้งหมด  มี  "ความบาดเจ็บ" จากวิ่งเป็นอุปสรรคตัวที่ใหญ่ที่สุดของคนที่วิ่งแล้ว

ผู้ที่วิ่งแล้วบาดเจ็บร้อยละเกือบทั้งร้อย เกิดจากไม่หยุดวิ่งทันทีที่มีอาการเริ่ม  ฝืนข้อห้ามมาตลอด

ความบาดเจ็บจากวิ่งจะไม่จู่ๆก็โผล่มาทันที  เหมือนความบาดเจ็บที่เราได้รับจากฟุตบอล  แต่มันมีสัญญาณเตือนก่อนเสมอ

รายที่เจ็บนั้น มักไม่ใส่ใจความผิดปกติที่เกิดขึ้น  ฝืนมานานระดับหนึ่ง  ทั้้งนั้น

แต่นักวิ่งมักตกใจกับการประจักษ์นั้น กลัวอดวิ่ง  จึงผลักไสมันออก  ต้องไม่ใช่  มันต้องไม่ใช่  ขืนใช่ ก็อดวิ่ง  จึงผลักมันเข้าไปสู่ความอดทน บากบั่น  พากเพียรแทน  ที่คติสอนใจต่างๆถูกงัดขึ้นมาเป็นเครื่องมือต่อสู้กับมัน

ที่มันจะ ถูกต้องในบริบทอื่น  แต่ในวิทยาศาสตร์การกีฬา มันผิดทั้งแท่ง ผิดทั้งหมด

อาการผิดปกติที่มาแว่บแรกๆนั้น  ยังแทบจะเรียกไม่ได้ว่า เป็นความบาดเจ็บด้วยซ้ำ  มันคือคำเตือนจากธรรมชาติ ให้เบาหรือหยุด

แต่นักวิ่งกลับใช้คติเหล่่านั้นอย่างผิดกาละเทศะ  ยังฝืนใช้อวัยวะที่ใกล้จะชำรุดนั้นต่อไป ไม่หยุดพัก  เพิกเฉยต่อสัญญาณเตือน  ความบาดเจ็บตัวจริง ย่อมต่อมา

เพราะอะไรผู้เขียนถึงกล่าวเช่นนี้  เพราะไม่มีความบาดเจ็บใดที่หายดีภายใน 1-2 วันเลย  รับประกันไม่มี

แต่การยุติลงกลางคัน กับสัญญาณแปลกๆเพียงช่วงสั้น 1-2 วัน  มันจะหายไปได้  ต่อเมื่อตรงนั้นเป็นแค่สัญญาณเตือน ไม่ใช่ของจริง

ที่หยุดนั้นไม่ใช่หยุดต่อเนื่องขาดซ้อมนาน  แต่คือการที่เราจัด Breaking pattern ที่ Stress ลงมานั้น

การพลัดตกลงไปในร่อง  และการจะขึ้นมาจากร่องพร้อมทั้งยังทรงการเคลื่อนตัวต่อไปด้วยพร้อมๆกัน  มันยาก  จึงควรหยุดสนิทสักนิดนึง  ขึ้นมาจากร่องก่อน แล้วค่อยต่อ  ปล่อยให้กระบวนการ Healing ของธรรมชาติทำงานของมัน  ผ่าน Overnight deep sleep 1-2 คืน  แล้วค่อยไปต่อ

ไม่มีการ Recovery ใด จะ Healing ดีกว่าการ  Overnight deep sleep อีกแล้ว  ในทุกๆตัวของความผิดปกติเลย(ไม่ใช่ความบาดเจ็บที่ Severe หรือ Chronic)

เราไม่ใช่แพทย์  เราไม่ใช่คนกายภาพที่เชี่ยวชาญ  เราเป็นนักวิ่ง  เราไม่มีความจำเป็นต้องไปปรุโปร่งในนาทีนั้นว่าที่เจ็บนั้นเป็นเจ็บตัวไหน  รู้เพียงว่า มันมาแล้ว และเราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก  รู้รับมือ  รู้เอาตัวรอด

ยังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นที่ไปรู้ว่า คนชื่ออะไรปาหินใส่เรา  รู้แต่เพียงว่า "หลบหินให้พ้นก่อน"

ทำกันเป็นไหม  ยากนักรึ ? นี่ไม่ใช่แม้แต่จะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬาใดๆ หรือเป็นวิชา Coaching ที่ซับซ้อน  แต่มันคือสามัญสำนึกธรรมดา  How to survive

เมื่อสัญญาณมา    อย่าว่าแต่จะปฏิเสธมันเลย  พวกเรายอมรับกับตัวเองก็ยังไม่ยอมรับ  กว่าที่จะเอ่ยออกมา  "เจ็บครับ"  มันเลยระยะสัญญาณเตือนมาทั้งนั้น  ไม่ใช่เพิ่งรู้  เป็นกันเกือบทุกราย

กล้าที่จะกล่าวว่า  รายที่เจ็บมักมีสหสัมพันธ์กับความฝ่าฝืนมาจนพอแรง  ชัดเจนจนไม่รู้จะชัดเจนอย่างไรแล้วนั่นแหละถึงสารภาพ

คำเตือนจากนักวิ่งรุ่นก่อนหน้าที่กล่าวเสมอมา "Listen your body"  มักไม่นำพากันเอง  ไม่ลองไปนอนโลงเองจึงไม่รู้ว่าตรงนั้นมันน่าอึดอัดขนาดไหน

มีแต่การตั้งใจจดจ่อกับการสดับฟังสำเนียงร่างกายตัวเองอยู่ทุกเมื่อที่วิ่ง  ย่อมช่วยเราได้จริง  และผลของมันก็คุ้มค่ามากๆ

ทุกโมงยามของการวิ่งจะดำเนินต่อไปได้  ต้องมีความเป็นปกติ  ต้อง Smooth 

เพียงทรายเม็ดเดียวในกระบอกสูบ ยังไม่ทำให้เครื่องหยุดได้ทันที

แต่การอ่อนด้อยในความสามาถจับสังเกตเสียงเครื่องยนต์สำลัก  เป็นร่องรอยการทำงานที่คลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเป็น  ย่อมจะนำไปสู่ความยุ่งยากภายหน้าแน่นอน

เตือนให้พวกเราเร่งรัดพัฒนาตัว Receiver ใน Monitor ให้ดี  ใดที่โผล่มา จะได้จัดการทันที

พึงหลีกเลี่ยงทุกปัจจัยที่ทำให้ตัว Receiver อ่อนกำลังลง  เช่นการฝึกวิ่งพร้อมๆกันเป็นกลุ่มในหมู่สหายวิ่ง พากันเตลิดเหมือนไบซั่นในทุ่งกว้าง  ที่ไม่มีตัวไหนหยุดเลย  มึงเร็ว  กูเร็วด้วย  มึงต้องหยุดก่อน กูถึงจะหยุดด้วย  บรรยากาศแบบนี้ พึงตระหนักว่ามีอยู่ในวงการจริง  รู้ตัวเมื่อไร เข้าไปจัดการตัวเองให้เหมาะสมด้วยเถิด

บ่อยครั้งที่การวิ่งเพียงลำพังคนเดียว  จะยังผลเพิ่มประสิทธิภาพตัว Receiver เสียด้วยซ้ำ

ไม่ได้ต่อต้านฝึกเป็นกลุ่ม  การรวมตัวกันฝึก ต้อง Make sure ว่า มันจะยังประโยชน์กับสมาชิกทุกคน  แต่ถ้าไม่ช่วยหรือถ่วงกัน ต้องฉีกกลุ่มออกมา

ทำนองเดียวกับการรอให้กระหายค่อยดื่มในนักวิ่งคือการสายไปเสียแล้ว  ความบาดเจ็บก็เช่นกัน  เราจะรอให้เจ็บก่อนค่อยมีการตอบรับจากเราก็เป็นการสายเกินไป  ตอนนั้นเรื่องจะยาว

แล้วหนูจะรู้ได้อย่างไรจะเจ็บเมื่อไรก่อนเกิด  ที่จะถามกันเข้ามา  ให้ฟังสัญญาณเตือน ถ้าสัญญาณมา จะรู้เอง  แค่นี้ก็ก้าวหน้าแล้ว

ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมีระดับของมันด้วย

-  สัญญาณ

-  เกิดแล้ว พอฝืนได้แต่ห้ามฝืน

-  Medium

-  Servere

-  Chronic

เป็นนักวิ่งควรเป็นแต่ข้อแรกเท่านั้น  เป็นแล้วต้องมีปฏิกิริยาตอบรับ  ไม่ใช่รอจนมาถึงข้อ2  จำนวนมากมาข้อ4  ข้อ 5  ถือว่าหมดอนาคตพัฒนาใดๆแล้ว หลายคนมาขั้นนี้ แต่ยังไม่รู้ตัว

จะเป็นดังนี้ ก็ต้องเริ่มจากอ่านให้เข้าใจเห็นภาพ Anatomy การก่อกำเนิด การเคลื่อนตัว ของ Injuries ทั้งหมด มันดำเนินไปแบบไหน แล้วอย่าดูเบา  จัดการตั้งแต่ต้นมือ 

ถอยหลังไปกว่านั้นอีก  ด้วยการวิ่งอย่างหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุด

-  หนักไม่ต่อหนัก

-  พักให้พอ

-  ไม่แข่งบ่อย

-  ไม่กลับเข้ามาซ้อมจากหลังแข่ง too early

-  เจ็บไม่คูณสอง

-  ก่อนแข่ง ต้อง taper เสมอ แม้ว่าไม่เอาถ้วยใดๆ

-  หลังแข่งควรจัด Reverse taper ด้วย

-  ใดที่สงสัยระหว่างฝึก ไม่แน่ใจ  ถือว่าหยุดไว้ก่อน ไม่จำเป็นวินิจฉัยถูกต้องก็ได้ ผิดพลาดไปก็ไม่เสียหาย  สดขึ้น  ผลเสียไม่มี  แต่ถ้าผิดจะเป็นตรงกันข้าม

อย่าเบื่อคำเตือน  แม้จะต้องอ่านคำเตือนของผู้เขียนบ่อยๆ ถือว่าย้ำหัวตะปู  มันคือความผิดพลาดกันมากของนักวิ่งมากมายทุกยุคทุกสมัย

ใครที่แสวงหาสูตรฝึกทะลวง อาจจะเหมาะกับการถามท่านอื่น  สำหรับกฤตย์นี้  แค่เจ็บให้น้อยที่สุดเบาที่สุด  เท่าที่จะทำได้  ระหว่างเส้นทางวิ่งไปสู่ตลอดอายุขัย  ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายที่น่าภาคภูมิมากแล้วกับนักวิ่งคนหนึ่ง

ถ้าใช่...ตามผมมา

.

.

กฤตย์  ทองคง

21 มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Thursday, March 18, 2021

ไม่ใช่หาเวลาวิ่งจากไหน แต่สร้างเวลาวิ่งขึ้นมาใหม่ ได้อย่างไรต่างหาก

 ไม่ใช่หาเวลาวิ่งจากไหน
แต่สร้างเวลาวิ่งขึ้นมาใหม่
ได้อย่างไรต่างหาก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

มีบางคนเท่านั้นที่รังสรรค์งานใหม่ได้ทั้งๆที่ไม่มีเวลา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน

เออใช่...จากที่ไม่มีเวลานี่แหละ  ชีวิตมันมีแง่มุมที่ละเอียดอ่อนกว่าที่เราคิดนัก

บางคนวิ่งได้ ทั้งๆที่มีตารางวุ่นทั้งวัน  แต่บางคน กับ Commitment ไม่กี่ชิ้น ก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้แล้ว

คำยอดนิยมที่ได้ยินเสมอ คือ  "ไม่มีเวลาเลยจริงๆ"

แต่กว่าครึ่งค่อนของคนพูดนี้ ถ้าลองได้ส่องกล้องเข้าไปดูใกล้ๆให้ละเอียด มีน้อยที่งานล่ามตัวเขาให้ติดตรึงจริงๆ

แต่ที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้  พูดอย่างเป็นนักวิ่ง  ไม่ได้พินิจอย่าง Non-Runners  คนสองพวกนี้ ต่างกันนะ

เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว  พวก Non-Runners อาจจะเห็นว่า  "โหย...อะไรจะขนาดนั้น"

สายตาของคนวิ่งมองหาเวลาวิ่ง มันย่อมหาได้ทั้งนั้นแหละ  พลิกแพลงซิ คือคำตอบ

ไม่ได้เขียน How to find time to run  แต่ How to make the time ขึ้นมา

นักวิ่งบางคนไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆ  แต่ติดงาน ก็ยกมือยอมแพ้แล้ว  ก้มหน้ารับไปอย่างเซื่องๆ  เออ..ถ้างั้นก็อยู่ไปแบบนั้นแหละ

อย่างวิตกไปตั้งแต่ปัญหาใหม่ยังไม่้เกิด ก็สรุปแล้วว่า  "วิ่งไม่ได้"  ลูกแหง่จริงๆ  เคยมีแม่ที่ต้องทำให้ทุกเรื่อง

จำไว้...ในทุกชีวิต  ทุกงาน  ไม่ใช่แต่ทำงาน  แต่กำหนดให้ทำท่ามกลางทรัพยากรที่ขาดแคลนด้วย  ไม่มีเว้นสักงานเลยที่เป็นแบบนี้

ไม่มีงานไหนเลยที่พรั่งพร้อมที่สุด

"อะไรนะ...จะเอาแต่ผลผลิต  แต่สิ้นไร้ทรัพยากรรึ?"

มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก  มันก็มีอยู่  แต่จำกัด

ไม่มีหรอก  งานที่สิ้นไร้ทรัพยากรเลย  กับงานที่มีทรัพยากรไม่อั้น  โลกความเป็นจริงไม่นิยาย

แม้งานที่มีทรัพยากรเหลือเฟือก็จริง  แต่เมื่อให้ถึงที่สุดแล้ว มันก็แต่จำนวนหนึ่งเท่านั้น  สักวันหนึ่ง  ความจำกัดย่อมมาถึง  เพียงแต่ยังไม่ใช่นาทีนี้ต่างหาก

เรากำลังอภิปรายถึงทรัพยากร"เวลา"ในบริบท Commitment ต่างๆ  ทั้งงาน  ทั้งครอบครัว  ทั้งบทบาทต่อคนอื่น และบทบาทต่อสังคมที่เราสังกัด

เรากำลังสร้างเวลาขึ้นมาเพื่อการวิ่ง ในขณะที่คนอื่นอาจหามันไม่พบ  แต่เรากลับสร้างมันขึ้นมาได้

ระวัง อย่าสร้างข้อจำกัดขึ้นมาตั้งแต่เริ่มหน้าแรก อย่างที่หลายๆคนทำกัน  "วิ่งไม่ได้  ไม่มีเวลา ....." ตั้งแต่ไก่โห่

หลายคนมีความพยายามพลิกแพลงไม่พอ  บางทีก็น่าเห็นใจนะ  ค่าที่ว่าชีวิตก่อนหน้านี้  อาจถูกลงแส้จากชะตากรรมมาไม่พอเพียงกระมัง

ถ้าการงานมีความสำคัญที่เราข้ามไปไม่ได้  มันจำเป็นกับชีวิต  แล้วถ้าอย่างนั้น ถามอีก  "การวิ่งเล่ามันสำคัญกับชีวิตเรามะ?  มันสำคัญน้อยจนเราข้ามไปได้รึไง ?

ถึงที่สุดมันบอกว่า งานที่ทำอยู่ ไม่เหมาะกับเราแล้ว ไม่ว่าจะเข้ากับเราได้ก็ตาม  งานที่หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ย่อมไม่ใช่งานที่เหมาะไปละลายชีวิตด้วยเลยไม่ว่างานใดๆ

งานใหม่ที่ต้อง Get along กับบริบทสำคัญหลายๆด้่านต่างหาก  และของอย่างนี้ไม่มีใส่พานมาให้  แต่ต้องขวนขวายหาเอาเอง

1)  เปิั่ดชั่วโมงแรกของวันก็รีบชิงวิ่งเสียก่อนเลย  Do it first  จัดเสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้านากา  วางพร้อมเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนนอน  เพื่อกระโดดจากโปงผ้าห่มเข้าไปในชุดวิ่งเลย  ไม่ให้แม้แต่เสียเวลาสรรหาเสื้อตัวนั้น ให้เข้ากับกางเกงตัวนี้แม้แต่นาทีเดียว

ให้สำนึกแรกของการรู้สึกตัวตื่น  คือชุดวิ่งรอเราอยู่แล้วทั้งคืน  และประกาศิตสั่งให้ตัวเอง"ลุกขึ้น" อย่างไม่ต้องอิดออดใดๆ

เวลายามนั้น  ไม่ใช่เวลาของการชั่งใจว่าจะลุกหรือไม่  มันเป็นขั้นตอนตั้งแต่เมื่อวาน  มันเป็น Commitment อีกอย่างหนึ่งเช่นกัน   ที่มีอายุสั้น  ไม่กี่นาทีที่เราฝืนทน  แค่พ้นรั้วประตูบ้านออกไปเท่านั้น  มันจะราบรื่นแล้ว

ลงถ้าลังเลตอนเช้าตรู่  โอกาสพ่ายแพ้ครั้งที่พันก็จะมาเหมือนที่เคย  ปักหลักไม่มั่นพอ ก็พ่ายแพ้ไป

ในระหว่างไม่กี่วันแรกๆที่้เปลี่ยนพฤติกรรมพอลองทำไปแล้วให้พยายาม Block the period of time นั้นๆ  แม้จะชั่วคราว รอย้าย Block ก็ยังดี เวลาผ่านไป  อาจลองขยับหา Position ที่ลงตัว  แล้วมันจะคลิกเอง  ไม่มีหรอกที่คลิกตั้งแต่ต้น  มองชีวิตให้เป็นจริง

กฎสำคัญ  ห้ามลดเวลานอน  จะตื่นเช้าลูกเดียวโดยไม่เข้านอนเร็วขึ้นคือทางตัน  มันต้องเริ่มที่การล้มตัวลงนอนก่อนเวลาเดิม  ให้โฟกัสตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วมันจะไม่มีผลกระทบเป็นโดมิโน

โหมดตื่นแล้วใสดี ไม่งัวเงียเสียดายผ้าห่ม จะมีความเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเข้านอนก่อนเวลา  กาดอกจันทน์ไว้

2)  ซ้อมวิ่งหลังการงาน  เนื่องจากเรากำลังเผชิญสถานการณ์  How to make the time อยู่ จึงไม่ต้องกลับบ้าน  เพราะเราจะสูญเวลากับการกลับไปบ้านจนเหยื่อยอ่อน พอถึงก็ฟุบ ไม่ก็หย่อนใจด้วยการเปิดโทรทัศน์ กับเครื่องดื่มก่อนสวมชุดวิ่ง  พวกนี้ มันมาเป็นชุด  ถ้าเราก้าวข้ามชุดนี้ไปได้ เราจะได้เวลากลับคืนมาเยอะเลย

ให้ตรงดิ่งจากที่ทำงานไปสนามวิ่งเลย  ให้เลือกทำเลวิ่งที่ไม่ต้องเสียเวลา  แทนที่เราจะช่วงชิงช่องทางกลับบ้านอย่างถึงพริกถึงขิงกับคนอื่น  เราเอาเวลานี้ไปวิ่งเลย  

ไม่นะถ้าทำเลวิ่งอยู่ไกล  ถ้าไม่มี  เอาอาคารจอดรถของออฟฟิศเรานี่แหละ  ปรับตัวด้วยการวิ่งกลับไปกลับมา หรือเป็นวิ่งทางชันเสียเลย ถ้าร้องยี้  เราสามารถหรี่ความเข้มข้นทางชันด้วยลดความเร็วลงได้เสมอ  การตีสนิทกับ รปภ.คือกุญแจดอกสำคัญ(ของกำนัลเป็นระยะๆ)

มีบางงานและบางคนทำที่บ้าน  ในเมื่อไร้ยูนิฟอร์ม ก็ใส่ชุดวิ่งทำงานมันเลย สะดวกรวดเร็วทุกอย่าง

ให้หาที่ออกตัววิ่งตั้งแต่ที่บ้านเลย  อย่าต้องเดินทางใดๆ  อันที่จริงเราไม่ได้ไปไหน  เราแค่วิ่ง เอาแค่การเคลื่อนย้ายร่างกายวนอยู่ในรอบที่กว้างมากๆ เราน่าจะสามารถจัดการได้จากถนนในซอยบ้านเราได้

เส้นทางที่วนขดเป็นวงรอบ กลับมาถึงบ้านอีกทีจบพอดี หากต้องการที่ยาว ก็หลายรอบได้  สิ่งนี้ทุกบ้านน่าจะสามารถทำได้

อย่าคาดหวังทำเลที่เพอร์เฟค  ทั้งหมดมันเป็นทางผ่านทั้งนั้น  ผ่านแล้วผ่านเลย  เพียงแต่ตรงจุดนั้นเราจะผ่านไปได้อย่างไรเท่านั้นเอง

แท้จริงเราจะหาเวลาวิ่งจากไหนรึ  มันคือเรื่องเดียวกับ  การเอาเวลาเดินทางออกไปนั่นเอง

เวลาจากบ้านถึงที่ทำงาน  จากที่ทำงานถึงบ้าน  จากที่บ้านไปที่วิ่งและจากที่วิ่งกลับบ้าน  พวกนี้เอาออกไปให้หมด  แต่ละรายจะมี Last solution ไม่เหมือนกัน

3)  บางงาน  บางกรณี  บางคน  สามารถเข้างาน Early และออกงาน Lately ได้ เพื่อ Midday break มากกว่าปกติ  ถ้ารายที่สามารถปรับได้ ให้คว้าไว้เลยครับ  ที่จะต้องเพิ่มเข้ามา  หาได้ไหม  คือ ห้องอาบน้ำ

ถึงที่สุด ถ้าจะเอากันจริงๆ  เราก็ยังสามารถเลือกวิ่งเวลาอื่นได้อยู่อีก  ว่าแต่ เราะจริงจังหรือเหลาะแหละ

ผู้เขียนจะเห็นนักวิ่งบางคนเริ่มวิ่งเมื่อสองทุ่ม เพราะเวลาอื่นติดหมด

ว่าด้วยผลกระทบการนอนไม่หลับ หรือ การจะกินอาหารเย็นเวลาไหน ให้ลองไปก่อน  อย่าเพิ่งโวยวาย  อย่าเอาปัญหาเป็นตัวตั้งต้น  ให้ลงมือไปก่อน  ถ้าปัญหามันเกิดและแก้ไม่ตก  ก็ค่อยเปลี่ยนเป็นวิธีอื่น  เผื่อวิธีนี้มันออกผลดีกว่าที่คาดไว้

นาทีที่เขียนนี้ ไม่สามารถบอกแนะนำได้ครบทั่วบริบท ไม่จำเป็นครับ

ลงมือทำไปก่อนเป็นคำตอบ  กว่าครึ่งมันจะขลุกขลักแรกๆ  ต่อมามันอาจคลิกของมันเอง

คนข้อแม้เยอะ มักจะไม่ลงมือทำก่อน  คนทำเลยมักไม่ถามเยอะ  ทำเลยครับ  คาดไว้เลย  จะเจอปัญหาแน่ๆ  ลองแก้ไปเลย  หลายรายแก้ได้หน้าพื้นที่  สมัยนี้ท่วงท่าปัญญาชนชนเยอะ

ช่วงโควิดนี้  เป็นโอกาสอันดีที่หลายคนจะถือเป็นโอกาสทดสอบวิ่งวิถีใหม่  จะวิ่งอย่างไร ที่สิ้นไร้สนามสมัคร  วิกฤตเป้าหมายวิ่งถูกสาดโครมเข้ามา  ไม่ให้นักวิ่่งรู้ตัว  ที่เลิกวิ่งก็เลิกไป  ที่จะแสวงหาแรงใจฝึกใหม่ๆ ให้ต่อเนื่องการวิ่งไปให้ได้

ก็เหมือนไดโนเสาร์แหละครับ  ปรับตัวไม่ได้ก็สูญพันธุ์เท่านั้นเอง

กำลังจะเอ่ยว่า  บางส่วนพวกเราที่พบวิกฤต ระหว่างซ้อม เป็นเพราะ"แข่งเปรอะ" ไปหมด  ไม่ใช่โควิดใดๆหรอก  งานวิ่งต่องานวิ่ง  จบงานนึง  งานหน้าจะไปไหนต่อ  หาเวลาซ้อมต่อเนื่องกันไม่พอเลย  เดี๋ยวก็ Taper  ต่อด้วย Reverse taper อีกแล้ว

แข่งบ่อยฝึกไม่ได้หรอก  กลางสัปดาห์พักลูกเดียว

โควิดมาทีเดียว  ได้เวลากลับคืนมาเยอะเลย  เงินทองก็ประหยัดไปได้พะเรอเลย  มันเป็นไปเงื่อนไงอย่างนี้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในสภาพบังคับ

หลายรายได้ส่วนผสมใหม่ๆออกมาดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ถ้าโควิดจากไป เราจะมีแววตาพินิจวิ่งที่ใสขึ้น

ชีวิตจะสมดุลมากขึ้น  หากลุ่มหลงน้อยลง  กิจวัตรมันจะลงตัวของมันเอง

.

.

กฤตย์  ทองคง

18  มีนาคม  2564

.

Wednesday, March 17, 2021

เพียงเผลอกะพริบตา หัวก็หลุดออกจากบ่า

 เพียงเผลอกะพริบตา หัวก็หลุดออกจากบ่า

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

วิ่งเป็นกีฬาลำพัง  แม้จะเป็นกิจกรรมแข่งขันที่วิ่งพร้อมกัน  แต่ในการฝึกแต่ละวัน  มันก็เป็น Individual sport

และบ่อยครั้ง นักวิ่งเรา นัดหมายวิ่งไปด้วยกัน  และจากพฤติกรรมที่วิ่งไปพร้อมๆกัน  อาจนำพาให้เราหลุดจากความเป็นตัวของตัวเองไม่ยากนัก

ให้ระวังไว้  ในการฝึกวิ่ง  เพื่อให้ได้ผลซึมซาบดีที่สุด  เราต้องอยู่ในเงื่อนไขความเป็นตัวของตัวเองให้ได้

นัดวิ่งยาว  นัดวิ่งขอด  นัดวิ่ง Tempo ด้วยกัน  เราต้องแน่ใจว่าตัวเรามีความพร้อมวิ่งในเวลานั้นๆด้วย

คนเรามันล้าหรือหายล้าพร้อมกันเมื่อไรเล่า  มันต้องเป็นไปตามนั้น อย่าฝืน  Listen your body

ความพยายามดัดแปลงการวิ่งให้เป็น Social sport ทำได้ตราบเท่าที่เรานัดหมายให้แต่ละคนมีเงื่อนไขพร้อมฝึกเวลาเดียวกัน

แต่มีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างจำกัด  ที่แม้นัดแล้ว แต่เตรียมตัวได้ไม่ลงตัว  ถ้่ามันยังไม่หายล้า ก็ควรงด  เลื่อน หรือระงับ  เราต้องปล่อยให้กลุ่มเขาฝึกไป

เรื่องนี้จำเป็น ในขณะที่้เพื่อนนักวิ่งไม่เห็นว่าจำเป็น  กลับไปตีความการเสวนา การต้องฝึกด้วยกันไปให้ได้  เป็นความจำเป็นมากกว่า  เป็นอันตรายที่พวกเธอมักมองข้ามไป  การฝืนความรู้สึกอาจเป็นเหตุบาดเจ็บได้  แม้อาจไม่เจ็บทุกครั้ง  แต่การฝึกที่ผ่านเข้ามา ก็ลดการซึมซับ  แล้วนั่นจะเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า

เมื่อนัดหมายวิ่ง Sessions นั้นๆแล้ว แต่ต้นทุนความพร้อมฝึกไม่เท่ากัน  ยังผลให้การได้รับผลฝึกแตกต่างกันไป บางคนฝึกไปก็เท่ากับ"หลุดฝึก"

กำลังวิ่งเบาตามแผนในตารางกลับมีหญิงที่ซ้อมในสนามด้วยกันวิ่งแซง  เพราะ Awareness ต่ำ  เพราะขาดความระมัดระวัง  เพราะไร้ความตระหนักว่า  นาทีนี้เรากำลังทำอะไร  กลับวิ่งตามเธอให้ทัน  เพื่อแซงกลับ พิสูจน์ตัวเอง  หลุดเบาที่ตั้งใจแต่เดิม

ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร  อย่าว่าแต่ผู้หญิงแซงเลย  ชายด้วยกันนี่ก็ไม่เว้น

การพัฒนาตามความเท่าทัน Awareness ของตัวเอง ต้องเปี่ยมพร้อม  ให้ลองสังเกตพฤติกรรมวิ่งตัวเอง  ในสถานการณ์ที่คล้ายๆตัวอย่างข้างบน  พอหญิงแซงแล้ว  ตัวเองหลุดโซน หลุดเพซหรือเปล่า  แม้ว่าตัวเองบอกว่า "ไม่"  แต่หน้าปัทม์นาฬิกามันฟ้อง  ฟ้องแสดงความที่ยังอ่อนด้อยของเรา

ยังมีด้านมุมที่ต้องพัฒนาอีกมาก

ริจะเป็นนักเลงท่องยุทธภพ  แต่แอบหวั่นไหวเมื่ออิสตรีเยื้องกรายผ่านมา  ใจเอ็งไม่นิ่งพอ

ริจะเป็นบรรพชิตที่จดจ่อกับพรตจำศีลสมาธิตัวตน  เพียงกลิ่นสาปสาวโชยมากับสายลม  แพรจีวรที่สงบนิ่งกลับพริ้วไหว !!!

ยังละอ่อนนัก เณรเอ๋ย.....

วันนี้ตั้งใจจะฝึกอะไรต้องรู้  เป้าหมายฝึก จะพัฒนาอะไร  และเพื่อไปให้ถึงเป้านั้น เราต้องตรึงกับโซนอะไร เพซอะไร  ต้องรู้  ใดๆที่ส่ายเข้ามา ที่อาจจะยังให้เราหลุดเพี้ยนออกเป้า ต้องรู้ตัวให้ทัน  รีบขมีขมันตบกลับโดยเร็ว

และตราบใดถ้าเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าวันนี้จะฝึกไปเพื่อพัฒนาส่วนไหน  ยังไม่รู้ว่าไอ้ขอด ไอ้เทมโป  ไอ้ยาวนั้นมันไปช่วยอะไรเรา ด้วยวิธีวิ่งอย่างไรแล้วละก็  อย่าฝึกเลย

ความรู้  Knowledge วิ่ง มาก่อน แล้วจากนั้น เมื่อผ่านการฝึกปรือ  ความเท่าทัน Awareness จะตามมา

นักเลงท่องยุทธภพ ทำหัวตัวเองหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัวมากี่รายแล้ว  จากความเท่าทันต่ำ

เพียงกะพริบตา  ที่สมบูรณ์เมื่อครู่ เจ็บไปแล้ว

การถือกำเนิดมาไม่ยากนัก  แต่จากวิถีที่เป็นไป จะรักษาหัวให้ยังอยู่บนบ่าไม่ถูกใครริดออกไป  เก็บตัวตนไว้ให้ลูกหลานกตัญญูกราบไหว้ เป็นเรื่องยากกว่ากันเยอะ

การเป็นนักวิ่งไม่ใช่เรื่องที่น่ามหัศจรรย์นัก  มากกว่าการ Keep on track ตลอดอายุขัย  เป็นเรื่องที่วรยุทธตัวจริงยังต้องคารวะ

.

.

กฤตย์  ทองคง

17  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


ความหนักหน่วงการฝึกต้องถูกควบคุม

 ความหนักหน่วงการฝึกต้องถูกควบคุม

.

.

โดย  กฤตย์ ทองคง 

.

.

เด็กโรงเรียนกีฬาถนัดอู้

เด็กถนนเช้าวันอาทิตย์ถนัดแถม

เพี้ยนกันคนละแบบ

มีความจำเป็น ต้องควบคุม Intensity of training ให้อยู่ที่กำหนด  ที่ไม่ใช่คือ ยิ่งหนักยิ่งดี  ยิ่งขอดเร็วยิ่งดี อวดขิงกัน  การถะโหล่ผิดเวล่ำเวลาในการแสดงอภินิหารตัวตน คือหนทางพาเสีย

มีท่อนหนึ่งของความเห็นตัวเองในกระทู้อดีตกล่าวแนะนำไว้ว่า

"การกระหน่ำที่หนักเกินไปใน keys วันหนึ่งวันใด

จะเท่ากับเป็นการขาดซ้อมในวันที่เราควรกลับเข้ามาซ้อมได้แล้ว  แต่กลับมาไม่ได้นั่นเอง

การดันทุรังมาซ้อม keys ตัวอื่นๆในขณะที่มันยังไม่ฟื้น  ยิ่งจะกลายเป็นตัวอันตรายที่สุดต่างหาก  ถ้าไม่เจ็บการฝึกที่ผ่านไป  ก็จะไม่ซึมซับแผนฝึก

แล้ววันต่อๆไปก็ไม่ฟื้นอีก  เพราะความที่เมื่อวานควรเบาแต่ก็ไม่เบา  ทีนี้พวกเราก็จะเข้าใจแล้วว่า  บางครั้งเราเข้าถึงการฝึกที่ไร้ประสิทธิภาพเพราะความโลภมากโดยแท้เทียว

อย่าสักวิ่งตามอารมณ์ชั่วแล่น

จังหวะจะโคนต้องเรียนรู้

.

.

กฤตย์  ทองคง

17  มีนาคม  2564

.

ทางที่เปี่ยมประสิทธิภาพที่สุดไม่ใช่ทั้ง Over และ Under แต่คือ "พอดี"

นี่คือที่โค้ชสั่ง "อย่าแถม" และ "อย่าอู้"

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Tuesday, March 16, 2021

การตั้งเป้าหมาย

 การตั้งเป้าหมาย

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ก่อนที่จะวิ่งใดๆ  เป้าหมายต้องมีเสียก่อน เพราะแต่ละเป้าหมาย  มีพฤติกรรมทำตัวไม่เหมือนกัน  ตั้งแต่ออกตัว ไปจนถึงตลอดกระบวนการเลยทีเดียว

สงบนิ่งและถามตัวเองให้ได้ว่า  "วิ่งเนี่ยะ...เราจะเอาไปทำอะไร"  ต่างคนต่างจิตต่างใจ ไม่เหมือนกัน  และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย

การเข้าถึงเป้าหมายอะไรด้วยวิธีการที่ไม่ใช่ ก็จะไม่มีวันไปถึง  และไม่มีอะไรจะโหดร้ายกับมนุษย์มากเท่ากับ  ไม่ถึงเป้าหมายสักที !!!

เอาละ...ในเมื่อการวิ่งมันดี  แต่บริบทรอบๆมันมีพื้นที่ให้เลือกว่าจะเอาตรงไหน  เพราะมันกว้างมาก  ยากที่จะเอาให้ครบทุกตารางนิ้ว  ถ้าโน่นก็จะเอา นี่ก็จะเอา  สุดท้ายเป็นนกมีหูหนูมีปีก เลยไม่ได้อะไรสักอย่าง  ควรเลือกเอาสักอย่างที่ชัดเจน

การวิ่งเพื่อแข่งขันย่อมเป็นการวิ่งที่สัมพัทธ์  อะไรเร็วกว่าอะไร  แต่การวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือวิ่งเพื่ีอชีวิตที่ไพบูลย์ มันย่อมต่างออกไป

ไม่มีสุขภาพใครดีกว่าสุขภาพใคร  ไม่มีชีวิตไพบูลย์ไหนดีกว่าชีวิตไพบูลย์อีกคน

เป็นเพียงแค่ว่า วิ่งเพื่อสุขภาพ เมื่อถึงแล้ว มีสุขภาพที่ดี  มีความสามารถปกป้องตัวเองจาก  ความเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ  ดูแลตัวเองได้  ไม่สิ้นเปลืองเดือดร้อน  รวมถึงการไม่ตายก่อนเวลาสมควร(คำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก)

การวิ่งเพื่อแข่งขันนั้น จะคัดเอาหัวกะทิส่วนน้อยมาเชิดชูเท่านั้น  ไม่ว่าแต่ละ Candidate จะเจ๋งเป้งขนาดไหนก็ตาม  ผู้ที่ได้รับการยอมรับย่อมมีเพียงหยิบมือเดียว

แต่การวิ่งเพื่อสุขภาพ มันถึงเป้าแบบยกกลุ่มได้  ทุกคนย่อมเข้าถึงภาวะ Healthy ได้ทั้งหมด  มันไร้ซึ่งความสัมพัทธ์

การวิ่งเพื่อสุขภาพ จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชอบเปรียบเทียบ  พอเข้าถึงการทำตัวที่เหมาะสมถูกต้อง เป็นอันสมบูรณ์ทุกคนไป

การวิ่งเพื่อสุขภาพ แท้จริง  ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อสุขภาพตัวของมันเอง  แต่มันเป็นเครื่องมือนำไปสู่สิ่งดีอื่นๆ

ทำงานหาเงินแทบตาย แต่ไม่ได้อยู่ใช้เงิน

ความสุขของการดูลูกๆเติบโต  จะเกิดขึ้นได้ก่อต่อเมื่อ  ดำรงอยู่อย่างมีคุณภาพ  ไม่กระเซาะกระแซะ  ถ้าติดบ้านติดเตียงจะเปลืองเงินรักษาพยาบาลมากมาย  แล้วจะรู้ว่ามันทุกข์

สิ่งนี้ไม่ใช่ของฟรี  แต่ต้องจ่ายด้วยเบี้ยประกันที่สม่ำเสมอ 4-5 วันต่อสัปดาห์ ด้วยความเหนื่อยขนาดกลางๆ ไม่หักโหม ไหลไปได้เรื่อยๆ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง  ที่อัตราชีพจร Heart rate ราว 50-70% (เลือกเอา)

เพื่อให้เราจะได้ถือครองกรมธรรม์นี้กันทุกคน  กรมฯนี้ไม่ใช่มีเพียงกรมฯเดียวสำหรับผู้ชนะเลิศ  แต่ได้เลยทุกคน  ผมว่ามันคุ้มค่ามากนะ

สุดท้ายแม้จะเป็นสายวิ่งแข่งขัน  พอวัยย่างมาได้ที่  นักวิ่งทุกคนก็ควรปรับเป้าหมายลงมาสู่วิ่งชนิดนี้ให้ได้  For the rest of my life.

ใครจะมาจากสายแข่ง  สายแรง  หรือสายโหดใดก็ตาม

สุดท้่ายต้องวิ่งตลอดอายุขัยให้ได้  เพื่อสิ่งที่ดีๆจากวิ่งบังเกิดกับตัวเอง

ตราบใดที่ไม่สามารถยึดกุมสภาพการจ่ายเบี้ยประกัน  วิ่งให้เหนื่อย 4-5 วัน ที่ 60% ได้  เงื่อนไขความคุ้มครองก็จะไม่เกิด

สำหรับสายแข่ง เพื่อทำให้ได้จริง ควรหาโค้ชช่วยเป็นอย่างยิ่ง  ไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มอายุเช้าวันอาทิตย์

ค่าที่ว่าความที่ผู้เขียนเห็นมามากแล้ว  นี่เป็นวิธีที่สั้นที่สุด  ที่กันเราออกจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเยอะมาก

ที่งานหนักและเหนื่อยกว่า คือการยกระดับตัวเอง ให้สามารถ Coaching ตัวเองให้ได้  เชื่อลุงเถอะ

แต่ตอนที่เริ่มวิ่งกับตอนที่วิ่งแล้ว มันเป็นคนละอารมณ์กัน  เป้าหมายมันจึงเปลี่ยนได้  แม้เริ่มเพื่อสุขภาพ แต่ วิ่งไปวิ่งมากลายเป็นสายทำความเร็ว ไปสู่สายแข่งในที่สุด ก็ไม่ผิด

ทำได้ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีฝึก  เปลี่ยนแม้กระทั่งการทำตัวกินอยู่ให้สอดคล้อง

เครื่องยนต์ Moped ที่แต่ขับเคลื่อนให้ตัวเองและสัมภาระเล็กน้อยเคลื่อนไปได้  ย่อมเป็นคนละเครื่องซีซีกับเครื่องกะบะ หรือรถแข่ง

เมื่อเลือกวิ่งเป้าหมายที่ต่างกัน  ทำตัวย่อมไม่เหมือนกัน  ต้องทำตัวเสียใหม่  เริ่มตั้งแต่ "ทำใจ" เลยทีเดียว

หลายคนไม่ได้ทำใจ  ยังทำตัวเหมือนเดิม  แต่เป็นแอบจิต อยากขึ้นโพเดี้ยมบ้าง  แต่กลับทำตัวแต่ละอย่าง มองไม่เห็นทางเลย

รู้กันมะ?  แชมป์ๆเขาจ่ายเบี้ยประกันที่แพงมากนะ  ฝึกแต่ละวัน  ความพากเพียรแต่ละเม็ด  กระเซ็นออมาทีละหยาด  โหย...มันเหนื่อยยากนะ  เพื่อถึงปลายทางที่สำเร็จแล้ว  มันจะหอมหวานกว่ากันเยอะเลย  แต่ต้องเริ่ม "ทำใจ"  จ่ายเบี้ยประกันในอัตราใหม่  เพื่อจะได้ถือครองกรมธรรม์เล่มใหม่

นักวิ่งสมควรที่จะทบทวนเป้าหมายวิ่งทุก 2-3 ปีครั้ง  ว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ยังคงอยู่  เพื่อตัวเองจะได้ทำตัวที่สอดรับกับเป้าหมายนั้น

บางคนลงขอดอ้่าวๆ  แต่ปากบอกเพื่อสุขภาพแก้ขวย  ชีวิตต้องลงแส้บ้างเพื่อความสำเร็จที่หอมหวาน  มันจะแตกต่างกันมากนะ  ต้องทนรับกับความที่อาจผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าให้ได้  ยังหนักแน่นที่จะตั้งใจต่อไปแม้ PB ไม่ยอมแตก  

ต้องอดทนต่อความจ๋อยให้ได้  ความสามารถทนตรงนี้ได้ ถือเป็นต้นทุนการจ่ายเบี้ยประกันอย่างหนึ่งนั่นเอง  กว่าครึ่ง เลิกราไป  แต่บางคนยังปักหลัก  พวกนี้ ควรได้รับปันผล

การสารภาพตามตรงออกมากับตัวเอง  เพื่อให้เราได้รู้ว่า  เราต้องทำและไม่ต้องทำอะไรบ้าง

ตราบใดที่ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความ(อาจจะ)ล้มเหลว  อย่าได้เผยอมาขอสอยดวงดาว

เป้าหมายใหม่ที่เคลื่อนคล้อยออกมาหลังเริ่มวิ่งไปบ้างแล้ว  ถ้าจะมีมา ต้องเป็นระดับที่ระทึกพอสมควร

มันจะเกินปัจจุบันที่ทำได้ไปแน่  แต่จะไปถึงขนาดไหน ต้องเป็นระดับที่นึกถึงแล้วระทึก  แต่ให้ระวังติดกับความพยายามหลีกหนีความจ๋อย ด้วยการแอบตั้งเป้าไว้ต่ำ หรือนานเกินไป  จนมันจืด  ความระทึก คือเชื้อมูลที่จำเป็น

แต่ก็อย่าให้ห่างออกไปมาก  การตั้งเป้าไว้สูงเกินไป ยังผลให้จืดไปเลยทีเดียวอีกทางหนึ่ง

บอกไม่ได้ว่า ต้องใช้กฎ 10% เพราะตรงนี้ ใช้กฎนี้ไม่ได้ ขอบข่ายมันกว้างมาก

ทำให้นึกถึงทริปจักรยานไปปักกิ่งของผมเอง เมื่อ พ.ศ.2553  ที่ผู้เขียนทำมันเพิ่มขึ้นไปถึง3 เท่า (300%)ของความสูงที่สุดที่เคยทำได้  แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้

มันจะเพิ่มได้แค่ไหน ขึ้นกับหลายปัจจัยมาก  ระยะเวลา?  ต้นทุนเงินตรา?  ต้นทุนความเหนียวแน่นร่างกาย?  ต้นทุนความกระหาย ? 

ย้อนกลับไปเพื่อถ่ายทอดให้พวกเราฟัง  ที่ผมดีเดือดตั้งเป้าหมายทะลวงไส้ไปถึง 300% ได้เพราะวิธีคิดโดยแท้

เพราะคิดแบบเดิม ผมหมุนล้อไม่สำเร็จ  เพราะเราคาดหวังว่าพอมีเค้่าสำเร็จบ้างจะจึงกล้าตัดสินใจสุดท้าย

แต่หาตระหนักไม่ว่า  ด้วยการคิดเช่นนี้เอง  ที่ทำให้ผมหมุนล้อไม่ได้เสียที  โน่น ต้องรอให้พร้อมก่อนถึงจะไปจริง

แต่เพราะความจริงที่ชีวิตมันพลวัต  ที่พร้อมแล้ว ขณะที่รออย่างอื่นพร้อมอีก มันกลับกลายเป็นไม่พร้อมอีก  เก็บเงินต้นทุนเดินทางได้มากพอ วิกฤต 2540 กลับจนลงกว่าเดิม  ถือว่าเป้าหมายถอยหลัง

จึงตรองแล้วเห็นว่า ถ้าคิดกับมันเยี่ยงนี้ คือผิดพลาด  ยิ่งนับวัน ยิ่งห่างออกมาอีก

ผมจึงเปลี่ยนวิธีคิดเป็น

"ไปครั้งนี้เพื่อไปเอาบทเรียน"  ไม่ใช่ไปเพื่อความสำเร็จ  เพื่อการเดินทางยกต่อไปจะได้มีบทเรียนมาแก้มือ ว่าต้องเสริมจุดไหน

คิดอย่างนี้  เชื่อมะ !!! ทำได้เลย สำเร็จตั้งแต่ยกแรก

การลังเลออกเริ่มฝันใดไม่ได้ของบางคน  อาจต้องการเพียงวิธีคิดใหม่ๆที่ปรับให้เข้ากับจริตของตัวเองอีกระดับหนึ่ง

สำหรับผม การเดินทางไปปักกิ่งครั้งนี้ คล้ายกับเดินทาง Zen ที่ทะลุออกมาจากผนังกระดาษบางๆสู่ห้องใหม่อย่างกระทันหัน  ที่หากตัวเองปราศจากวิธีคิดใหม่ๆ ในเป้าหมายใหม่ๆ ย่อมไม่สามารถจัดการมันได้

ยอมรับว่า หากเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว  ชีวิตที่ย่างไปข้างหน้า  จะไม่มีวันเหมือนเดิมเด็ดขาด

Pain is temporary but prides are forever.

เป้าหมายที่ดี  คือเป้าหมายที่  แม้จะไม่บรรลุตอนนี้  แต่ก็ยังความไพบูลย์ให้เราได้ทุกโมงยาม

.

.

กฤตย์  ทองคง

16  มีนาคม  2564

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


Monday, March 15, 2021

ความซับซ้อนของการเพิ่ม ความเข้มข้นฝึกลงในตารางวิ่ง

 ความซับซ้อนของการเพิ่ม
ความเข้มข้นฝึกลงในตารางวิ่ง

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

มีกฎพื้นฐานวิ่งอยู่ว่า  การที่คนเราจะวิ่งได้เก่งนั้น  ต้องได้รับการฝึกขึ้นมาสถานเดียว

ความสามารถวิ่งได้ดีขึ้น จะไม่มีขึ้นเอง  และที่ฝึกนั้นก็ต้องมีความจำเพาะเจาะจง คือ ฝึกเพื่อให้เร็วนั่นเอง (Law of Specific of training)

แต่ตัวคุณสมบัติความเร็วนั้นก็เป็นเพียงตัวหนึ่งในความสัมฤทธิ์เท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด

เช่นคุณสมบัติอึดทนทาน Endurance ก็เป็นลักษณะที่เราต้องฝึกด้วยเช่นกัน  แล้วถ้าว่่าให้ลึกลงไปอีก ไม่ได้มีเพียงสองปัจจัย แต่มากกว่านี้อีกเยอะ  นั่นคือต้องควรฝึกให้ครบทุกปัจจัย  ไม่ว่ามันจะเป็นลักษณะอะไร

ที่มักพลาดกัน เพราะคิดเพียงว่า เราชนะด้วยเวลาที่น้อยที่สุดเป็นเครื่องตัดสิน  เราจึงคิดว่าเป็นตัวความเร็วเท่านั้น

ความอึด จึงไม่ค่อยได้ให้ความใส่ใจกัน

การพร่องปัจจัยตัวใดๆที่อ่อนลงไป  ย่อมจะมีผลให้การฝึกหลุดสมดุล

1)  พัฒนาไม่ขึ้น หรือฝึกได้ไม่คุ้มเหนื่อย 

      ฝึกตั้งเยอะ ได้นิดเดียว

2)  บาดเจ็บ

อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้เสมอ  แชมป์คือคนที่สามารถเข้าถึงความพรั่งพร้อมของปัจจัยสูงที่สุดนั่นเอง

อีกคุณสมบัติที่นักวิ่งมักมองข้าม ไม่เห็นว่ามีอยู่ แต่สำคัญมาก คือ  

"ต้นทุนของเรือนร่างตัวเองที่เหนียวแน่น  แกร่งทนรับแรงบีบเค้นจากแผนฝึกที่กระหน่ำลงมา Session แล้ว Session เล่า  โดยยังทรงไม่บาดเจ็บอยู่ได้  และยังต่อเนื่องฝึกเข้มข้นนั้นไปได้ทุกสัปดาห์"   

ที่เรียกสั้นๆว่า "ต้นทุน..."

นักวิ่งรุ่นพี่ๆเรียกภาวะนี้ว่า "กระดูกเหนียว"  ที่ไม่ได้หมายความเพียงกระดูก  แต่หมายถึงทุกชนิดที่เอื้อให้เกิดภาวะนี้

ลำดับแรกของความไตร่ตรองในการพัฒนา  พวกเราต้องเริ่มต้นที่ไอ้ตัวต้นทุนนี้ก่อน  อย่าเพิ่งไปโฟกัสข้ามช็อตไปที่ฝึกความเร็วอะไรโน่น และแม้ในระหว่างเริ่มต้นฝึกความเร็วไปบ้างแล้ว  เรายังต้องใส่ใจอยู่เสมอว่า  "ต้นทุน.." ที่ลงไปบ้างแล้วยังคงมีเหลือให้ไปลงทุนตรงไหนได้บ้างอีกหรือไม่

นั่นคือการทยอยเพิ่มความเข้มข้น จะต้องดำเนินอยู่โดยตลอดในสายการพัฒนา  ไม่ใช่ฝึกแต่ระยะเดียว  เพซเดียว วิ่งตะบันไปตลอด  ที่นั่นมันคือตัวล็อคความสัมฤทธิ์ในสนามแข่งเป้าหมายเอาเลย

ตัวโดมิโนตัวต่อไปก็คือความแม่นยำของระดับปริมาณเพิ่มเข้มข้นฝึกที่ต้องพอดีกับตัวเอง  ถ้่าน้อยไป จะไม่เกิดเนื้องานที่พอเพียง(แต่ปลอดภัย)  แต่ถ้ามากไปจะเจ็บ  ตรงนี้แหละที่เจอกันมาก  โดนกันทั้งแว่นแคว้น

ตรงนี้ละเอียดอ่อนมาก  ขนาดผู้วิ่งที่ชำนาญแล้วคิดว่า เราน่าจะกะประมาณได้แม่นยำแล้ว  แต่ก็ยังพลาดเจ็บ ยังมีให้พบเห็นบ่อยๆ  เพราะความที่เราลืมไปอีกปัจจัยหนึ่งคือ  "ฤทธิ์ของการสะสมความเครียดล้า" ที่เข้ามาวันแล้ววันเล่า

นั่นคือความเครียดล้าที่ถูกกดทับลงมาจากแผนฝึก  ตราบใดที่ยังไม่เข้าฝัก  ร่างกายต้องทนแบกรับอยู่  และอาการของมันก็คือ  "ความเมื่อยล้า" จากการฝึกที่ทยอยซ้ำเติม

ภาวะที่สะสมมากขึ้นนั้น  จะสำแดงอาการ  ที่ผู้วิ่งนั่นแหละจะรู้ตัวดีที่สุด  ผู้วิ่งไม่ต้องมาถามเลย  ประสบการณ์ที่ผมคลุกคลีวงการมาบอกว่า  คนถามมัก(ยัง)ไม่ฝึก  คนฝึกไม่ถาม  ผู้มีประสบการณ์ฝึกที่เพิ่ม intensity เพิ่มขึ้น มันจะรู้เองจากอาการลงมือทำ

เมื่อสะสมเข้าพอแรงอาการจะออกมาในรูปหมดความอยากซ้อมในรูปที่เรียกกันว่า  Overtrain

นอกจากความเมื่อยล้าที่เห็นชัดเจนแล้วยังมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย(ไม่ทุกคนไม่ทุกข้อ  แต่จะมีอย่างน้อย 2-3 ข้อเสมอ)

-  อัตราชีพจรที่สูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับสถานการณ์เดียวกัน เมื่อไม่ Overtrain  เช่นอัตราชีพจรเปรียบเทียบระหว่าง RHR ปัจจุบัน กับ  RHR ในภาวะปกติ  (Resting heart rate)  แค่แตกต่างกัน 5 beat ที่แตกต่างกัน ก็สามารถระบุได้แล้ว  และแม่นยำด้วย

-  เบื่ออาหาร

-  อารมณ์เสียง่าย

-  เซ็กส์ลด

-  หลับยาก

ความชำนาญที่วิ่งมานานแล้ว  พบกับการเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ  นักวิ่งเก่าจึงมีความเก๋าเกม  มองขาดว่า  ตัวเองกำลังโอเว่อร์เทรน  แต่นักวิ่งผู้อ่อนพรรษา กลับมองเกมไม่ขาด

สำหรับคนเป็นโค้ช  แค่อัตราชีพจรประการแรกเพียงข้อเดียว เขาก็หยั่งถึงแล้ว  ว่า Overtrain แล้วหรือไม่ไม่ต้องไปตามรู้ว่า sex ลดหรือเปล่าด้วยซ้ำ

แต่อาการ Overtrain ที่นักวิ่งเจอ  ก็ยังไม่ได้หมายความว่า Injury  มันเป็นภาวะที่ฟ้องเตือนมาก่อนว่า Injury กำลังเข้ามาใกล้แล้ว

โค้ชถ้าเขารู้ว่าเด็กเขาเริ่ม Overtrain แล้ว เขาจะเบาแผนฝึก รวมทั้งเสริมวันหยุดทันที

การฝึก การทำตัวของนักกีฬาต่อไปจากภาวะนี้ ถ้ายังเดินหน้าสะสมความเครียดล้าต่อไป ไม่เปลี่ยน pattern ฝึก  ก็จะถึง Injury ตัวจริง

Injury จึงเป็นผลรวมที่แสดงตัวของการสะสมความเครียดล้าที่แสดงออกมาในการแตกหักจุดใดจุดหนึ่งที่อ่อนที่สุดในสายโซ่การพัฒนา  ก็เท่านั้นเอง

ไม่เห็นต้องไปถามกันในหน้าบอร์ดเลยว่า  "มันเกิดจากอะไร"

ที่กล่าวโดยเหมาทุกชนิดแล้วก็คือ  ทุก Injury เกิดจากการสะสม Stress วิ่ง ที่เข้ามา ในระดับที่เหนือกว่าความสามารถถือครองสะสมของตนเอง  และมาถึงจุดแตกหักเอาตรงจุดที่เปราะบางที่สุด(จุดอ่อนผู้นั้น)  ในสายโซ่ที่ว่านั่นเอง

และกฎ 10% ก็คือเทคนิควิธีคร่าวๆที่นักวิ่งใช้ควบคุมการเพิ่ม intensity ไม่ให้เกินลิมิต

จากเดิมที่เคยฝึกอยู่ที่ 100%  ความเข้มข้น ที่ใส่ลงไป  ไม่ควรจะเกิน 110  และควร repeat ซ้ำไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์

ตัวเลข 10% นี้เป็นการประมาณจาก average  

คิดแบบรวมๆทุกคน  แต่ถ้่่าในชั้น Individual ต้องได้รับการประเมินจากโค้ชเป็นรายๆไป  ที่ผันแปรแตกต่างกัน

10% นี้ไม่ใช่ตัวเลขคณิตศาสตร์ที่ละเมิดไม่ได้ แต่ประมาณหลวมๆ อย่าเอาเป็นเอาตายแบบศรีธนนชัย จะมากจะน้อยไปบ้าง มันไม่ถึงกับแตกโพล๊ะออกมาทันที

ที่พวกเราอาจจะไม่เคยรู้ว่า กฎ 10 % นี้มีอยู่ในโลก  ก็กดเสีย 50% ก็มี  80% ก็มี  ก็เลยเดี้ยงไปอย่างที่เห็นกันอยู่

เพียงแค่ remind ว่าโลกนี้มีกฎ 10% มีอยู่ ก็ยังให้พวกเราหลีกหนีและให้ความระมัดระวังได้แล้ว

ความซับซ้อนและยุ่งยากของกฎ 10% กลับอยู่ที่  ที่กล่าวไว้ว่า Do not more than usual 10% นั้น เป็นทุกตัวที่กดทับลงมาในเรือนร่างของเรารวมกัน ไม่ใช่แต่ละตัวอย่างที่พวกเราหลายคนเข้าใจอยู่  นำมาซึ่งการประมาณการผิด

ไม่ใช่้เพิ่มขอดได้ 10%  ไม่ใช่เพิ่มยาวได้อีก 10%  และไม่ใช่เพิ่ม tempo ได้อีก 10% พร้อมๆกันนะ  แต่รวมกันทั้งหมดของ keys ตัวต่างๆแล้วไม่เกิน 10% 

ต้องตัดแต่ละ key ให้โควต้าเพียงนิดเดียว  เท่านั้นเอาไปรวมกับตัวอื่นๆไม่้เกิน 10% ได้แค่นี้

ในทางปฏิบัติ  หากปราศจากความชำนาญในการร่างตารางวิ่ง  ผู้ร่างตารางแรกๆอาจงุนงงสับสนว่าตัวไหนควรเพิ่มเท่าไร  ว่ากันให้มั่ว

เทคนิคในภาคปฏิบัติ  โค้ชจริงๆเขาไม่ใช่เพิ่มลูกเดียว แต่ทั้งเพิ่มทั้งลด  ติ้ดต่างเมื่อสั่งเด็กให้เพิ่มความเร็ว  เขาจะสั่งให้ลดจำนวนเที่ยวลง  หรือเมื่อเพิ่มจำนวนเซ็ท เขาจะตัดจำนวนเที่ยวออกชั่วคราว  พอผ่านระยะหัวเลี้ยวหัวต่อฝึกไป ร่างกายเริ่มจะเข้าที่บ้างแล้ว  จำนวนที่ตบลดลง จะทยอยกลับเข้ามาเท่าเดิม  ทั้งนี้เป็นเทคนิคที่ทำให้เด็กรับความร้อนแรงในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นได้อย่างนุ่มนวลที่สุด

นี่คือเด็กที่ฝึกกับโค้ช  ต้องห้ามแถม และห้ามอู้ต้องฟังคำสั่งเคร่งครัด  โค้ชเขาถ้าไม่เก๋าจริงเขาจะไม่มาอยู่ตรงนี้หรอก

นี่คือกลยุทธที่กล่าวแนะนำเสมอว่า "อย่าเปิดสองแนวปะทะพร้อมกัน  ให้เปิดศึกทีละด้่าน

มาบัดนี้ พวกเราย่อมเข้าใจแล้วว่า  กฎ 10% มีอยู่ แต่อย่าคะนองไป  ต่อหน้าต่อตาความเข้มข้นที่หลากหลายหน่วยนับ จะตีความขนาดไหน  เช่นยาว 30k เพิ่ม 10% เป็น 33k  อย่างนี้ง่ายชัดเจน  แต่ขอดinterval ที่มีหน่วยนับเป็นจำนวนเที่ยวและอัตรา HR ที่มันจะขึ้นทวีรวมกัน จะตีความเป็นเปอร์เซนต์ได้อย่างไร  ก็ให้กะประมาณเอา

เพียงแค่สำนึกว่า โลกมีกฎ 10% อยู่  ก็ช่วยกันให้เราจากการฝึกที่เกินลิมิตไปมากๆแบบที่เคยเป็นมาได้แล้ว

ที่เล่ามาชักจะซับซ้อนขึ้น ก็ให้ค่อยๆทำความเข้าใจไป  ตราบใดที่ยังหาโค้ชไม่ได้  ต้องดำเนินการฝึกเองไปพลางๆจนกว่าจะหาได้ เราจึงต้องรู้การ Coaching เอาไว้บ้าง ใช้กับตัวเอง  ไม่ใช่เอาไปเผยอแสดงอวดรู้กว่านักวิ่งอื่นๆ  แต่เพื่อการเอาตัวให้รอด  ฝึกเองให้ได้  เพราะไม่มีรับประกันใดๆเลยว่าเราจะเจอโค้ชในที่สุด  อาจไม่มีเลยก็ได้

.

.

กฤตย์  ทองคง

9 มีนาคม  2564

.

จากเริ่มต้นที่ไม่เคยฝึกโปรแกรมพิเศษใดเลย

ตัวแรกที่จับไม่ควรจะเป็นขอด หรือตัวฝึกความเร็วใดๆ

ตรงข้าม ตัวฝึกความเร็วทุกตัว

แทบจะต้องมาเป็นตัวสุดท้าย

นักวิ่งบ้านเรานิยมฝึกกลับกัน

และนี่คือต้นเหตุแห่งความบาดเจ็บ

ที่ดกดื่นในหมู่นักวิ่ง

.

ระยะสะสมต่อสัปดาห์ (Weekly Mileage) WM

หรือเรียกย่อเป็นไทยว่า "ระยะสะสม" คือตัวแรกที่ผู้วิ่งต้องเพียรสะสมเข้ามา

หลังจากนั้น เราจะทยอยเพิ่มขึ้นทุกตัว แต่ไม่พร้อมกัน

- เราจะฝึกเร็วสั้นวันหนึ่ง (ขอด Interval)

- เราจะฝึกยาวช้าวันหนึ่ง (Long run)

- เราจะฝึกเร็วยาววันหนึ่ง (Tempo)

- เราจะฝึกขึ้นเขาวันหนึ่ง (Hill running)

- เราจะฝึกช้าสั้น ทุกวัน (Warm up , Cool down)

นี้เป็นแค่ Key Workouts สำคัญๆ

ก็หมดโควต้าแล้วในสัปดาห์หนึ่ง

อย่าลืมนะว่า เราต้องใส่ Rest day off ลงไปด้วย

อย่างน้อยที่สุด 1 วัน

นี่เรายังไม่ได้กล่าวถึงความสำคัญของ Cross training , Drills เลย พวกนี้ก็มีความจำเป็นด้วย

จึงฝากบอกเตือนพวกที่นิยมแก่ขอดว่า

ถ้าริจะแก่ขอดมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง

ถามว่าเธอจะไปเอาวันฝึกมาจากไหน

โลกมีอยู่แค่ 7 วันเท่านั้นเอง

วันที่ฝึก เราไปเอามาจากวันหยุดไม่ได้แน่

เพราะถ้าเราเรียนรู้ต่อไปอนาคต

เราจะประจักษ์ว่า

การหยุดพักวิ่งวันหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ไม่มีวิ่งเลย เป็นศูนย์ ต้องมีอย่างน้อย 1 วัน ต้องมีทุกคน

และรายที่วิ่งขอดสัปดาห์ละ 2 วันได้จริง ถูกผู้เขียนวิจารณ์ว่า "ขอดที่เธอสานก่อนั้นอ่อนเกินไป"

เธอต้องกลับไปทำขอดให้หนักขึ้นจนสามารถทำได้เพียงวั

นเดียวในรอบสัปดาห์

และอีกประการ เธอยังจะต้องประจัญหน้ากับความอัตคัดเวลาฝึก ที่เธอจะเอา day off มาจากไหน เธอจะเพิ่ม Intensity โดยปราศจาก Day off กระนั้นรึ?

แล้วที่เธออ้างวาทำได้นั้น ต้องยืนระยะด้วยนะ ต่อเนื่องไปไม่ใช่เป็นเดือน แต่หลายๆเดือน อย่างที่ร่างกายสามารถกำจัดความเมื่อยล้าได้ทัน

เห็นซ่า ซดเช้าไป !!! ลวกปากลวกคอ ดิ้นพลาดๆกันทั้งนั้น สุดท้ายหลุดขอด ในที่สุด

.

ความเข้มข้นมีหลายตัว

ถ้าไม่เลือกเข้มข้นที่ความเร็ว

ลองเพิ่มที่ระยะทางก็ได้(lower than 10%)ก็เป็นการเพิ่มเข้มข้นได้เหมือนกัน

.

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=925450771600976&id=100024081847746

.