.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
เนื้อหาสาระของการวิ่งอยู่ที่ไหน
อยู่ที่วิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น
หรืออยู่ที่การจัดสมดุลของชีวิตวิ่งกับชีวิตด้านต่างๆ
ให้มีความสุขกับวิถีที่เรียบง่ายสอดคล้องกัน ไม่สมควรต้องถูกบีบเค้นทั้งเรือนกายและจิตใจผ่านกิจกรรมวิ่ง
แน่นอน
ใครๆก็ตอบอย่างหลัง เกือบทั้งนั้น
ที่เคล็ดลับจะทำได้อย่างไรนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะมาบอกแนะนำให้กันง่ายๆในคู่มือวิ่ง
แต่จะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อ
ตริตรองเอง
คิดเองเป็นส่วนใหญ่ที่เอาความต้องการและจริตของตัวเองเป็นตัวตั้งแล้วเอาการวิ่งอย่างไรในท่วงท่าไหนให้สอดรับกระชับเข้ามา
เป็นเรื่องของผู้วิ่งเองพ้นจากหน้าที่โค้ชต่างๆ
ใจจริง
อยากจะเขียนตรงนี้มากกว่า ในเมื่อมันพ้นจากความรับผิดชอบและหน้าที่ของโค้ชแล้ว
ก็เพียงได้คุยๆกัน ในหมู่คนวิ่งด้วยกันเท่่านั้น
ที่ว่าไปนั้นเป็นมิติภายใน
ถ้าจะว่าในด้านภายนอก แล้วละก็
คุณค่าและเนื้อหาของการวิ่งก็มิได้อยู่ที่การวิ่งเร็วอีกนั่นแหละ
ตัวการวิ่งเร็วเป็นได้แค่เพียงทักษะที่เราควรพัฒนาในลำดับท้ายๆกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
สิ่งภายนอกที่สำคัญกว่าการวิ่งเร็วในชั้นของพวกเรานักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ที่ชัดเจนก็คือ
"การวิ่งได้ตลอดอายุขัย"
หรือความสามารถดำรงการวิ่งของตัวเองให้มีความปลอดภัย พ้นบาดเจ็บในระยะยาว
อาจยอมรับการเจ็บบ้างก็ต้องให้มันน้อยมากๆ
ไม่ใช่เจ็บสลับดี ฝึกสลับหยุด อย่างที่พวกเราเป็นกันอยู่นี้ไม่ได้
การวิ่งได้ตลอดอายุขัยหมายความว่า
ให้ผู้วิ่งตัองรักษาภาวะวิ่งได้มากกว่าการหยุดพักรักษาตัว(อย่างท่วมท้นด้วย)
นานๆหลายปี จะเจ็บสักที และหายเร็ว ไม่ร้าวลึก ไม่เจ็บได้เป็นดีที่สุด
ไม่ใช่ต้องห้ามไม่เจ็บเลย
.
.
บทบาทความบาดเจ็บจากวิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์
แม้ว่า
แทบจะไม่มีนักขับมือทองคนใดที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย แต่หน้าที่ของนักขับทุกคน
คือให้ระเบียนประวัติอุบัติเหตุของตัวเองเกิดขึ้นน้อยมาก
ถึงเกิดแล้วก็ไม่ร้ายแรง
เมื่อกล่าวเช่นนี้ อาจมีบางท่านเถียงว่า วิ่งยังไงก็ต้องเจ็บ
ไม่มีใครที่สามารถควบคุมการขับมิให้ปลอดอุบัติเหตุได้เลยตลอดอายุการขับ
รายที่ยังไม่เกิดก็คือกำลังจะเกิดภายหน้่านั่นเอง
เช่นเดียวกันกับนักวิ่งที่ยังไม่เคยได้รับบาดเจ็บ
ก็คือคนเดียวที่กำลังจะเจอนั่นเองตราบที่ยังวิ่งอยู่
แต่อย่าลืมสิ
เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเลือกทำตัวอย่างไรในการขับและการวิ่งที่เราจะ Approach อย่างไรต่างหากกับผลลัพธ์ของมัน มีบทบาทต่อความผิดพลาดมากทีเดียว
ในด้านหนึ่งฟังดูคล้ายกับเราเลือกไม่ได้
แต่หากไตร่ตรองอย่างละเอียดพบว่า ส่วนใหญ่ "เราเลือกได้" ต่างหาก
.
เป็นที่ปรากฏแล้วว่า
ไม่พบโค้ชคนใดที่วิ่งเร็วกว่านักกีฬาเลย แต่เราก็ต้องมีโค้ช
ที่พวกเราบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม ?
ถ้าเพียงแต่พวกเราขลุกอยู่กับวงการวิ่งมานานปี
ยิ่งจะชัดเจนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องให้ "คนอื่น" เข้ามา
"จุ้นจ้าน" กับการวิ่งของตัวเองเพราะมันจำเป็นต่อเป้าหมายที่เอาจริงเอาจัง
และต้องเป็นจากใจสมัครของเราด้วย !!!
แต่ไม่ใช่เข้ามาแบบถือไม้เรียวกำกับการวิ่ง
แต่เข้ามาด้วยการถูกเซ็นต์ชื่อจากเราอนุญาตให้เขาเป่านกหวีดในพฤติกรรมวิ่ง
การเชื่อฟังโค้ช
ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบทาสเชื่อนาย แต่เป็นคำมั่นสัญญาจากตัวผู้ปฏิบัติตามว่าเขาจะต้องทำตามคำสั่งนั้น
เพื่อผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย
ความสัมพันธ์ระหว่างนักกีฬากับโค้ชน่าจะเป็นความสัมพันธ์สุดท้ายในโลกที่จะเป็นประชาธิปไตยเสมอภาค
เป็นคำสาปจากสวรรค์เบื้องบนว่า
เราต้องปฏิสัมพันธ์กันอย่าง "เผด็จการ" เท่านั้น
เมื่อสั่งลงไป
ปฏิบัติต้องมา แม้โลกเราจะหลุดเผด็จการไปแล้วแทบทุกมิติ แต่ในชั้นของการควบคุมการ Perform กีฬาให้ลุแก่ความสำเร็จ มนุษย์เรายังไม่ค้นพบเครื่องมือชิ้นใด
ที่จะมีประสิทธิภาพดีกว่า "โค้ชมนุษย์" เลย
ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังมาข่มขู่พวกเราว่า
AI
กำลัง"ใกล้เข้ามาแล้ว" นั้น ให้มันมาก่อนเถอะ
เราก็อยากเห็นเหมือนกัน
.
เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อย
หากโลกจะไฮเทคจนสามารถมี AI
ที่ทำหน้าที่โค้ชวิ่งได้แล้ว การวิ่งมันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรต่อไป
เรื่องยากมันไม่ได้อยู่ตรงที่
จะสร้างหุ่นยนต์ตนนั้นได้อย่างไรมากกว่าความยากที่พวกเราคนวิ่งมนุษย์จะเชื่อมันอย่างไรต่างหาก
ผู้เขียนหลับตามองไม่เห็นเลยว่า
จะมีเครื่องจักรกลใดที่"จับตา"ดูเราฝึกวิ่งให้เป็นไปตามที่มันสั่งอยู่ริมสนามซ้อม
คอยเป่านกหวีดและชี้หน้าให้เราหยุดพฤติกรรมนั้นๆ
และเราต้องทำตามจากภายในได้อย่างไร
ปัญหาอยู่ที่มนุษย์
ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี.....
ฤาเราจะอยู่กับภาวะสิ้นไร้โค้ชตลอดไปกระนั้นหรือ
???
.
หน้าที่โค้ชอย่างเรา
อยู่ที่ บอกวิธีการวิ่งเร็ว ไม่ใช่บอกการวิ่งดี ค่าที่ว่า "การวิ่งดี"
อยู่ที่ผู้วิ่งต้องนิยามด้วยตัวของเขาเองว่า อันวิ่งดีขั้นต้องเป็นอย่างไร
หรือไม่ใช่แบบนี้
โลกเรากำลังต้องการโค้ชคนสำคัญที่มาโปรดสัตว์ แจงด้วยว่า ที่วิ่งดีนั้น
วิ่งอย่างไรด้วย และเรากำลังรอเขาอยู่
เขาจะเป็นผู้มาบอกการจะสร้างสานความสมดุลกับชีวิตก้านต่างๆเพื่อนำพาชีวิตให้เรียบง่ายอีกด้วย
ใครช่วยบอกที
นี้มีความเป็นไปได้จริงสมควรรอคอยหรือว่าจะไม่มีวันนั้น
.
สิ่งสำคัญที่การวิ่งขาดแคลนเสมอไปก็คือ
การมีโค้ชไว้เชื่อฟังนี่เอง
กล่าวได้อีกอย่างว่า
อุปสรรคชิ้นสำคัญอยู่ที่ความคิดของผู้ฝึกต่างหาก ที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น
ถึงความจำเป็นต้องเชื่อฟังเขาผู้นั้นไม่ว่าเขาจะเป็นมนุษย์หรือ AI ก็ตาม
มนุษย์เราหวงแหนหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ไว้กับตัวเองที่จะสงวนอำนาจการไตร่ตรองคุณค่าของการวิ่งไว้เป็นของตัวเอง
ห้าม
มิให้คนนอกใดๆเข้ามา "จุ้นจ้าน" เป็นคุณพ่อรู้ดี
แม้ตัวเองที่ใช้วิจารณญาณจนสะดุดล้มจากการตริตรองที่ไม่เข้มแข็ง
หรือวิธีคิดที่บกพร่องไม่สมบูรณ์ใดก็ตาม เข้ามาแทรกแซงเป็นอันขาด
นี้เป็นเรื่องที่ดี
หรือเป็นข้อบกพร่องของความเป็นมนุษย์กันแน่?
ท้ายที่สุดเราจะเห็นว่า
ความปรารถนาดีที่บริสุทธิ์จากภายนอกควรมีพื้นที่อนุญาตให้มีอยู่หรือไม่นั่นเอง
นี้เป็นคำถามทั้งการวิ่งและการปกครองเลยทีเดียว
.
.
กฤตย์
ทองคง
3
เมษายน 2563
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่