Saturday, November 21, 2020

ความสับสน Long run กับ Goal pace

 ความสับสน Long run

กับ Goal pace

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง

.

.

ขอเริ่มบรรทัดแรกของบทความนี้ด้วยความตั้งต้นว่า  การวิ่งยาว  (Long run)  ต้องวิ่งช้าเสมอไป  อันนี้คือกฎพื้นฐานของการวิ่งระยะไกลเลยทีเดียว

มีนักวิ่งหลายคนที่มีฝีเท้าพัฒนาไปไกลแล้ว แต่ยังมีความสำคัญผิดเกี่ยวกับบทบาทของการวิ่งยาวอยู่เสมอ  คือวิ่งยาวด้วยความเร็ว "ไม่ช้า"

แต่คิดว่าตัวเองกำลังฝึกยาวอยู่  หากคุณไปไม่ช้า(โซน2)  ทำให้คุณมิได้ถึงเป้าประสงค์ที่ฝึกยาว  แต่ฝึกอย่างอื่น  อย่างอื่นนั้นฝึกอะไร ก็ขึ้นอยู่กับตรงนั้นคุณฝึกเร็ว pace ขนาดไหน  ด้วยระยะทางเท่าใด  มีสนามเป้าหมายระยะเท่าไร ด้วยเวลาฝึกนั้น เท่าไรเป็นต้น

คุณอาจจะแย้งว่า ในวันจริง  เราจะไม่ได้ไปช้าขนาดนั้น  ความฟิตของฉันสามารถไปถึงไหนถึงไหนแล้ว แต่ทำไมให้การบ้านวิ่งยาวแบบมือใหม่  เราเลยตรงนั้นมาตั้งนานแล้ว  แสดงว่าเธอยังไม่มีความเข้าใจ

ในความเป็นจริง  การฝึกยาว Long run มีเป้าหมายอึดทนทานที่ได้มาจากโซน2 (วิ่งให้ช้าจนผู้วิ่งอาจจะรู้สึกทรมานจากความวิ่งช้านั้น)  แต่พวกเรากลับหลบหนีจากความอึดอัดที่วิ่งช้านั้นทำให้เกิด  ขณะฝึก  แล้วเราก็ไม่ได้รับความอึดที่ต้องการ

แท้จริง มันจำลองแบบที่ทำให้คุณรู้สึกในกิโลที่ 38 ของระยะมาราธอน ให้เกิดบนสนามซ้อมนี่เอง

แต่ในเมื่อคุณเองกลับวิ่งไม่ช้าเสียแล้ว  คุณก็เลยไม่ได้ฝึก Long run (แต่ไปฝึกอย่างอื่น)

เป้าหมายที่เป็นความทนทานที่คุณตั้งไว้ จึงพลาดเป้าโดยง่าย  ฝึก Long run ไป แต่ไม่ได้ความอึด  นี่คือหนึ่งในปัญหาพื้นฐานของนักวิ่งระยะไกลไทย  ที่ได้ผลวิ่งแข่งที่ต่ำกว่าหลายๆชาติ  อาจเป็นเพราะวิ่งยาวไม่ช้านี้ก็เป็นได้  

น่าแปลกใจที่เพราะบางคนเข้าใจผลลัพธ์การจัดช่วงชั้นนักวิ่งไทยต่อหน้าสากลว่าเราห่างต่างชาติมากในกีฬาชนิดนี้ เป็นเพราะความเห็นว่า Long run ต้องช้า  ยิ่งทำให้ช้าไปกันใหญ่  เรื่องนี้สมควรที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาต้องทำวิจัยประเด็นนี้ในบริบทไทยๆให้ประจักษ์กันเสียที ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

เป็นปัญหาวิ่งระยะไกลระดับพื้นฐานทั้งแนวหน้า และแนวหลังที่ฝึกหนักแล้วไม่ยอมขึ้นหนึ่งในหลายๆสาเหตุ

สิ่งที่พวกเราเห็นแนวหน้าฝึก Long run แล้วพบว่าเขาไปไม่ช้านั้น มีอยู่สองประเด็น

1)  ประเด็นแรก   ที่ว่าช้านั้น ช้าของใคร  นั่นมันช้าของเขา ไม่ใช่ช้าของเรา  นักวิ่งที่มาฝึกในสนามให้พวกเราเห็นนั้นไม่ได้ฟิตเท่ากันทุกคน  และไม่ได้ผ่านการฝึกมาอย่างเท่าเทียมกัน  รวมทั้งมีเป้าหมายวิ่งไม่เหมือนกัน

2)  ที่เห็นพวกเขาวิ่งนั้นอาจมิใช่ Long run ของเขา  แต่กลับเป็น Sessions อื่นๆ ที่เราเป็นฝ่ายนึกไปเองว่าเขา Long run  หรืออาจเป็นได้กระทั่ง แนวหน้าผู้นั้นก็ยังมีความเข้าใจในบทบาท Long run และ Goal pace สับสนกัน

.

.

(ยังมีต่อในช่องความเห็น)

.

ณ. โนคอร์

จะเห็นผลและได้ประโยชน์จาก Long Run คือการใึกในภาวะอึดอัดนี้ใข่ไหมครับ แต่ถ้าเร็วอีกนิดมันรู้สึกสบายครับลุงกฤตย์

กฤตย์ ทองคง

ณ. โนคอร์ ใช่ครับ อย่าหนีมันไปวิ่งให้เร็วขึ้น เราวิ่งช้าเพื่อให้เราเผชิญหน้ากับความอืดทรมานนั้นนั่นเอง

ที่ทรมานนั้นเกิดจากเธอไม่อึดนั้นเอง

เรือนร่างนี้ไม่มี Endurance พอไง จึงต้องจำลองให้เกิดขึ้นในสนามซ้อม แล้วเราจะได้ฝึก to deal with ตรงนั้น เข้าใจปะ?

.

มีการฝึกอีก Session หนึ่งที่ชวนสับสนให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่า มันคือ Long run แต่กลับไม่ใช่ มันคือ Goal pace

Goal pace เป็นการวิ่งด้วยความเร็วที่เราคาดหมายว่าจะจัดการในวันจริง

การซ้อม Goal pace เป็นการซ้อมใหญ่ คล้ายการวิ่งจริง เป็นการจำลองให้การฝึกของเราเสมือนการแหย่ขาเข้าไปในความเร็วขนาดนั้น ว่าถ้าเราทำ ผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร

โดยปรัชญาเบื้องหลังการฝึกคือผู้วิ่งต้องการแหย่ฝึกให้มีอาการคล้ายกับจะล้มเหลว เพื่อที่เราจะได้ปรับ Goal pace เสียใหม่ (เรียนรู้จากความผิดพลาด)

การฝึก Goal pace มันยืนอยู่บนหลักความจริงที่ว่า คนเราลองทำแล้วไม่ใช่ทีเดียวแล้วจะสำเร็จ แต่สุ่มลองไปก่อนจากผิดเป็นถูก โดยควบคุมให้ที่อาจผิดนั้นแต่ไม่มาก พอให้เราได้เรียนรู้ และฟื้นตัวได้ ไม่หนักมากนัก

ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่ได้เป็นการลองเปล่าๆ แต่ลองแล้วปรับ แล้วก็ปรับไปเรื่อยๆ

ใช่หรือไม่ว่า ผลการวิ่งที่ดี ที่ทำได้ ไม่ใช่มาจากการซ้อมเท่านั้น แต่มาจากปัจจัยอีกตั้งหลายตัว

ต่อให้ซ้อมมาดี ถ้าออกตัวถะโหล่ ก็มีสิทธิชนกำแพงได้

เคยไหมวิ่งอยู่ดีๆ การฝึกในอดีตก็เป็นไปตามแผนหมด เกิดปวดขี้กลางทางสนามแข่ง ที่ไม่มีส้วมในสถานการณ์นั้นรองรับ

ก็ขนาดขี้ไม่ปวด บ่อยครั้งเราก็ยังสู้เขาไม่ค่อยจะได้เลย ยิ่งขี้มาแบบนี้ จบเลยค่อนข้างแน่

การฝึก Goal pace เป็นการจำลองให้การวิ่งคล้ายวันจริงว่า ถ้าฉันออกตัวขนาดนี้ แล้วจะชนกำแพงตอนไหน เป็นการจำลองทั้งการออกตัว และฝึกวินัยการขี้พร้อมไปด้วยกัน รวมทั้งปัญหาขนาดรองเท้า ปัญหาเสื้อกัดหัวนม ปัญหาไข่สีกัน รวมทั้งฯลฯ ที่ไม่คาดคิดทั้งหมด ลอง Goal pace แหย่เข้าไปแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ที่ฉันคิดว่า ฉันแกร่งพอแล้วนะ สำหรับความเร็วนั้น

เมื่อผ่านการทดลองจริง Goal pace จะทำให้เรารู้ว่า เราทำได้จริงๆหรือคิดเข้าข้างตัวเองมากไป เมื่อปริมาณกิโลเมตรที่ผ่านไปและ Pace ที่เข้มข้นขนาดนั้นลงไปด้วย อาการของจริงที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด ก็จะได้แสดงตัว หรือมันเกิดผ่านได้จะได้รู้ว่า "ผ่านได้จริง"

.

ออกตัวถะโหล่ คือออกตัวเร็วแรง แป๊บเดียวร่วงลงมากองกับพื้น

เป็นนักวิ่ง ทุกคนควรทราบดี การออกตัวในระยะต้นๆของสนาม จะออกแรงไม่ได้

คนที่ทำ คือ "ออกตัวถะโหล่"

.

ตรงนี้แหละที่เป็นต้นธารของไอเดียฝึก Goal pace ลองดูเพื่อปัญหาที่จะเกิดมันเกิดขึ้นเสียก่อนในสนามซ้อม ลำพังการซ้อมวิ่งที่ช้า จะไม่เอื้อให้เกิดปัญหา ต้องลองแหย่เข้าไปดู

เราไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายมูลค่า Goal pace ด้วยการไปสมัครวิ่งในสนามจริง

ให้มันเกิดขึ้นในสนามซ้อมนี่แหละ

สิ่งที่นักวิ่งมักทำกันคือฝึกแล้วไปลองสนามจริงเลย ฝึกด้วยท่วงท่านี้จึงสิ้นเปลืองเงินทองมากมาย และมันถูกบังคับกลายๆว่าต้องวิ่งให้ครบระยะ ทั้งๆที่ผลการทดลองเราอาจเข้าถึงได้แล้วตั้งแต่ยังวิ่งไม่ครบระยะด้วยซ้ำ

.

Chanida P Silchai

ขออนุญาตถามฝากไว้นะคะอาจารย์ การซ้อม goal pace มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ ความเร็ว (ต้องเป็นเพซเป้าหมายอย่างแท้จริง หรือยอมให้มีความเร็วน้อยกว่า-มากกว่าได้หรือไม่ อย่างไร) ระยะทาง / จำนวนครั้ง / ระยะห่างจากวันจริง ของการซ้อมหรือไม่อย่างไรคะ...ขอบคุณค่ะ

กฤตย์ ทองคง

Chanida P Silchai ชนิดาถามดีครับ...

ควรเป็น pace ที่เราจะวิ่งจริง เพื่อว่า ติ้ดต่างทายผิด หวังผลเลิศเกินไป เราจะชนกำแพงในสนามจริงใช่หรือไม่ ให้มันแสดงออกมาในวันซ้อมนี้เลย นี่รวมถึง pace ออกตัวด้วยให้เหมือนกันเป๊ะเลย

จำลองวันจริง ดูทีสิว่า มันจะผ่านได้หรือไม่

สถานะวันจริงก็จะเหลือเพียงแค่ทำซ้ำใหม่อีกครั้งเท่านั้น และเราน่าจะทำได้ดีกว่า ค่าที่ว่า วันจริงมี taper เต็มรูปแบบ เรือนร่างย่อมมีความสดให้เราสามารถทะลวงได้มากกว่าวันซ้อม

จึงไม่ควรหย่อนหรือตึงไปจากแผนที่เราคาดไว้

มันมีที่มาของ Goal pace คือ

นักวิ่งมักวางแผนวิ่งไว้อย่างหนึ่ง

แต่วันทำจริง เกิดผิดเพี้ยนไปเพราะแรงจูงใจเฉพาะหน้า มีความไม่แม่นยำเกิดขึ้น

การซ้อมก่อน ทำให้เราแน่ใจมากขึ้นว่าน่าจะทำได้จริง หรือทำไม่ได้

แต่ระยะทางควรจัดให้น้อยกว่าวันจริง

ไม่มีโค้ชใดกำหนดให้ Goal pace ของใครอย่าว่าแต่ฝึกให้เกินเลย ฝึกให้เท่าก็ยังไม่มี ทั้งหมดราว75%-85% เท่านั้นของระยะทางแข่งครับ

ส่วนจำนวนครั้ง อยากได้ราว 3 ครั้งขึ้นไป แต่นักวิ่งจำนวนมาก มีเวลาเหลือไม่พอ

นี่คือที่ผมบอกตารางฝึกติดต่าง 4 เดือนร่างไว้ ให้เอาครึ่งปี ใส่ลงไปเลย

ไม่มีใครออกแบบแผนฝึกได้เงื่อนไขเวลาพอดีสักรายเดียว เพราะมักเอ่อเร่อ ไม่พอเสมอ ทุกราย ผมก็เป็น ลองเองแล้วจะรู้

และจำนวนที่มากที่สุด ไม่มี การซ้อม Goal pace เอาเลย

ระยะห่างจากวันจริง ราว 1-2 เดือน ไม่ใกล้กว่า 2 สัปดาห์ก่อนแข่ง ครับ

.

Bpp Frame

สรุปในการซ้อมเมื่อเรามีเป้าการแข่งขันที่ชัดเจน เราควรใช้ เพซเป้าหมายในการซ้อมจำนวนกี่ครั้งครับ ขออภัยถ้าผมอ่านบทความไม่เข้าใจ ระยะในการวิ่งเพื่อให้เกิดปัญหา ควรกี่%ครับ และมันจะเกิดความเคยชินถูกค้องไหมครับ

กฤตย์ ทองคง

Bpp Frame ตอบแล้วในเม้นท์ข้างบน

1) ควร 3 ครั้งขึ้นไปถ้าเลือกได้

2) 75%-85% ครับ

.

Chanont Wilaiwongsatien

7.7 โล 3.17ชม long time ร่างล้าแทบสลาย ขึ้นเขาวัดวงพระจันทร์ เทสอาการบาดเจ็บ ผลคือ itbs มันไปจากผมแล้ว ขออย่าให้มันมาอีกเลยครับ

 กฤตย์ ทองคง

Chanont Wilaiwongsatien ไม่มีค่อยๆเลียใช่หรือไม่ โซ้ยเลย ร่างกายไม่ถูกบอกเตือนล่วงหน้า

จะฝึกอะไร ขนาดไหน ได้ทั้งนั้น

ขอเพียงบอกร่างกายล่วงหน้าด้วยการทยอยฝึก เป็นภาษาสากล

ถ้านักวิ่งเป็นต่างชาติมาฝึกกับผม

ร่างกายเขาต้องสื่อสารโดยตรงกับคำสั่งวิ่งที่ออกไปจากผมครับ

.

และเพราะเหตุผลที่อธิบายการฝึก Goal pace ข้างต้น คือทำไมการฝึก Goal pace จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีระยะทางเท่าจริง เพียงแค่ 75%-85% เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

การแหย่ขาเข้าไปวิ่งที่ Paceหนึ่งที่เราเลือก(ว่าจะทำในสนามจริง) ปรากฏว่าเราอาจจะมีอาการที่ไม่พึงประสงค์ออกแล้ว ตั้งแต่โลที่ 30ก็ได้

เราก็ยุติการซ้อมได้ ไม่จำป็นต้องลากสังขารร่างกายให้สึกหรอลงไปโดยไม่จำเป็นจนครบ 42 โล

ซึ่งการฝึกไปจนครบ 42k ย่อมทำให้เรือนร่าง down ลงโดยใช่เหตุ (ต้องการระยะเวลา Recover นานโดยไม่จำเป็น เพื่อกระชับการซ้อมต่อออกไปให้ไกลขึ้น แทนที่จะซ้อมได้เร็วขึ้น)

สิ่งที่เราทำเพียงแค่ทราบว่า Pace ที่เราเลือกนั้นยังไม่เหมาะกับความฟิตเราขณะนี้

เราหรือโค้ชจะได้ปรับแต่งอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอจนถึงการชนกำแพงก็ได้

โค้ช นอกจากเขาจะจับเวลาคุณวิ่งว่าได้เท่าไรแล้ว เขายังจับอัตราชีพจรก่อนออกตัว เปรียบเทียบกับขณะกลางเส้นทาง และในครึ่งหลังของการซ้อม Goal pace หรือเปรียบกับการฝึก Goal pace ครั้งต่อๆไปด้วย

การฝึก Goal pace ย่อมไม่ใช่ฝึกกันไม่กี่ครั้งจะประสบความสำเร็จ แต่อาจต้องลองกันหลายครั้ง รวมทั้งเป็นการทดสอบสมรรถนภาพนักกีฬาอยู่เสมอๆด้วย

แท้จริงแล้ว ไอเดียของ Goal pace คือการฝึกเพื่อเอาความล้มเหลวของการทดลองนั้น ไปเรียนรู้และปรับในการฝึกครั้งต่อไป จนกระทั่งมองเห็นทางที่ควรจะฝึกไปอย่างไรนั่นเอง

การทดลองวิ่ง Goal pace ในสนามจริง เท่ากับเราต้องทนวิ่งต่อไปทั้งๆที่ผู้วิ่งอาจได้ข้อสรุปแล้ว ทำให้มีการสึกหรอสิ้นเปลืองมากเกินไป

Goal pace จึงควรฝึกในเงื่อนไขที่ใกล้เคียงสยามจริงมากที่สุด เช่นเวลาเช้า น่าจะเหมาะกว่าเวลาบ่ายหรือเย็น ค่าที่ว่า การแข่งขันเกิดในยามเช้าเกือบทั้งหมด

และควรจะมี pace ที่เหมือนวันที่เราจะทำจริง เช่น 5k แรก เราวางแผนว่าจะออกตัวอย่างไร โลที่ 6 ถึงโลที่ 30 จะเป็น pace เท่าไร เป็นต้น

จบด้วยการสังเกตอาการและเวลาที่ได้รับจากผลการบันทึกว่าเราสามารถรักษามันไว้ให้เท่าเดิมได้หรือไม่

การแหย่ขาเข้าไปซ้อม จึงควรกะประมาณการอย่าเข้าข้างตัวเองมากนัก เพื่อการ ซ้อม Goal pace จะได้กระชับไม่ต้องทำบ่อยมากเกินไป

และ Pace ที่เราเลือกทดลองจะเฉลยให้ผู้วิ่งประจักษ์เองเป็นคนแรกก่อนโค้ชเสียด้วยซ้ำ

แต่จำนวนมากแล้ว นักวิ่งไม่มีความสันทัดจัดการเรือนร่างตัวเองมากเท่ากับโค้ชที่เป็นคนนอก ยังมักปรุโปร่งเรือนร่างคนที่ฝึกกับเขามากกว่า นักวิ่งมักประสาทช้า กว่า และสรุปไม่เป็น

โค้ชแค่จับชีพจรจากข้อมือเธอตอนแวะกินน้ำเพียง 10 วิ ทั้งๆที่การฝึกยังไม่ลุล่วงเสร็จสิ้นใดๆ เขาก็พอจะหยั่งรู้แล้วว่า ผลการเลือก Goal pace คราวนี้จะออกมาอย่างไรด้วยซ้ำ

.

ไม่มีใครที่รู้วิธีวิ่งมาตั้งแต่การเริ่มวิ่งเลย ทุกคนไม่เป็นกันมาเลย ผมเองที่ว่าผิดๆนั้น ผมทำมาแล้วครบทุกข้อ

แต่รู้แล้ว ก็ให้ชัดเจนด้วยว่าเพราะอะไรไม่ควร อะไรควร แล้วก็ทำหรืออย่าทำ

อย่าทำผิดซ้ำไปซ้ำมา

.

เพราะการวิ่งยาวต้องช้านี่เอง

การวิ่งยาวจึงควรมีหน่วยนับเป็นเวลา

ไม่เหมือนการฝึกอื่นๆที่เราเอา pace เป็นหลัก แต่การวิ่งยาวนี้ควรเป็นหน่วยนับเป็นเวลา

เริ่มวิ่งยาวกันที่สองชั่วโมงตั้งต้น(ไม่ใช่มือใหม่) และค่อยๆ Gradually increase by gentry มุ่งไปสู่ 3 ชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างมากโดยอาศัยกฏ 10% เป็นเครื่องมือ

สำหรับนักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์โดยเฉลี่ย ให้ลิมิตพอแค่นี้ ไม่ว่าจำนวนเวลานั้น จะเอื้อให้คุณทำได้กี่กิโลเมตร

ถ้าทำตามนี้ คุณน่าจะเข้าถึงภาวะ Endurance ได้

ตัวเลขสองชั่วโมงเหล่านี้ได้มาจากการทำวิจัย(นอกประเทศ) ที่ว่า เส้นกราฟของนักวิ่งที่วิ่งนานเกินสองชั่วโมงขึ้นไปจะเริ่มพบความบาดบาดเจ็บมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และจะทวียิ่งขึ้น เมื่อเวลาซ้อมถึงสามชั่วโมง และเส้นกราฟจะชันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ยิ่งมากขึ้นตามตัว

จึงนำมาสู่คำแนะนำไม่ควรวิ่งยาวเกิน 3 ชั่วโมงครึ่ง แม้ว่าการวิ่งจริง คุณอาจใช้เวลาในสนามมากกว่า4 ชั่วโมงก็ตาม

.

วัชราวุธ ปีตานนท์

มีบทความที่นักวิ่งแนวหน้าบางท่านเขียนไว้ว่าจะวิ่งจบมาราธอนให้สบายlongrunควรวิ่ง80 85%ของระยะมาราธอนหนึ่งครั้ง พอมาซ้อมโซนสองสำหรับผมมันเกิน3.30ช.ม.มันไม่ครบตาเป้า ควรแบ่งฝึกเป็นสองภาคหรือวิ่งไป3.30 แล้วพักจนหายเปี้ยระดับหนึ่งแล้วซ้อมต่อ หรือช่างมันเอาแค่3.30เป็นหลัก เพราะเดิมผมเคยซ้อมวิ่ง35โล 4ช.ม.กว่าหลายครั้งด้วยZone2แล้วครับ เพลียข้ามวันคล้ายตอนหลังวิ่งจริงเลยครับ แต่ก็เคยซ้อมวิ่งGoal pace 35โลใช้เวลาประมาณ3.40หรือเกินนิดหน่อย ครับ ที่เล่านี่คืออดีตที่เคยซ้อมจะปรับเปลี่ยนการซ้อมใหม่ครับ

กฤตย์ ทองคง

วัชราวุธ ปีตานนท์ ถ้าไม่ได้เป็นสายแข่ง เอาที่เขียนไว้ 3:30 ได้เท่าไร เท่านั้น

วันจริงไปว่าเอาข้างหน้า

การปกป้องตนเองมิให้มีการสะสมความล้ามากจนปริร้าว มีความสำคัญกว่าความสำเร็จมากนัก

ถ้าทำไม่ได้ มันก็ต้องปล่อยไป

กว่าจะวิ่งมาราธอนให้ดี อาจต้องเพิ่มระยะเวลาฝึกลงไป

ปีนี้ไปสนามจอมบึงไม่ทัน ก็ไปสนามอื่นกลางปีหรือจอมบึงปีหน้าก็แล้วกัน

อย่าเอาสนามอย่าเอากำหนดเวลาที่เหลืออยู่เป็นตัวตั้งแบบที่หลายๆคนทำอยู่

แต่เอาความแข็งแกร่งระดับหนึ่งที่เราพอเหนียวขึ้นมาบ้าง เป็นตัวตั้ง สนามใดเมื่อไร เป็นตัวแปรตาม

.

การวิ่งยาว Long run อาศัยกล้ามเนื้อแดง(อดทน)

ส่วนการวิ่งที่เร็ว คนเราจะใช้กล้ามเนื้อขาว

กล้ามเนื้อทั้งสองชนิดนี้ มีหน้าที่ต่างกัน รับใช้ภาระกิจคนละหน้าที่

สิ่งที่เราต้องใช้ฝึกพัฒนาก็คือ ทั้งกล้ามเนื้อแดงและกล้ามเนื้อขาว อย่างได้สัดส่วน

ถ้าเราวิ่งช้าน้อยเกินไป จะบกพร่องในการฝึกกล้ามเนื้อแดง เราจึงขาดภาวะ Endurance วิ่งไม่ทน

แม้กล้ามเนื้อขาวจะเอื้อให้เราวิ่งได้ดี แต่เมื่อเจอระยะทางเข้าไป ก็จะมีอาการแบบอูเซนโบล์ มาวิ่งมาราธอน ผลอย่างไรก็แบบนั้นแหละ เพราะความเร็วที่เขามีิหามีประโยชน์ใดๆ รักษาภาวะนั้นไว้ไม่ได้

การวิ่งระยะไกลนับแต่โลที่สองโลที่สามเป็นต้นมา ก็เรียกว่าเป็นการวิ่งระยะไกลแล้วทั้งนั้น

ทุกการแข่งขัน ระยะไกล ต้องการเกลี่ยกำลังอย่างยิ่ง จะอัดลูกเดียวนั่นไม่ได้แน่

ทุกระยะการวิ่งต้องการการกลี่ยกำลังงานทั้งสิ้น เป็นคำตอบที่สำคัญมากครับ

.

ทั้งสอง Sessions ทั้ง Long run และทั้ง Goal pace ต่างก็ไม่ใช่สำหรับชาวมือใหม่เพิ่งหัดวิ่งใดๆทั้งสองชนิด

การวิ่ง Long run ที่วิ่งได้เป็นชั่วโมงๆแบบนั้น ไม่ใช่เป็นงานที่เหมาะสมกับคนเพิ่งมาวิ่งจากผู้ที่ไม่เคยมาก่อน

2 ชั่วโมงเป็นงานที่หนักเกินไป

มาฝึกใหม่ แรกเริ่มควร โฟกัสที่ตั้งไข่ให้สำเร็จเสียก่อน (Establishment) ที่จะมาวิ่งทน

การพยายามจัดวิ่งทุกวันวันละ

2-5k ราว 4-5 วันต่อสัปดาห์คือวาระของพวกคุณ

Long run ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ

.

ขอย้ำว่าพฆติกรรม Long run กับ Goal pace

คล้ายกันในมิติระยะทางเท่านั้น แต่เป้หมายการึกกลับแตกต่างกัน

Long run ต้องการฝึก Endurance

Goal pace ฝึกจำลองสนามจริงทั้งความเร็วและระยะทาง แหย่ให้ร่างกายเราชนกำแพง ว่าหากเราทำแล้ว ทั้งในระยะทางแบะความเร็วนี้ เราจะเกิดเรื่องหรือไม่

การวิ่งเร็วขนาด Goal pace ไม่เอื้อให้เราเกิดความทนทานขึ้น เพราะเราไปไม่ช้า

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่


เมื่อวานเขียนอย่าง วันนี้เขียนอีกอย่าง

 เมื่อวานเขียนอย่าง วันนี้เขียนอีกอย่าง

.
.
.
.
เมื่อวานเขียนอธิบายการวิ่งยาวว่ายาวนี้ต้องช้าในเงื่อนไขบังคับ ส่วนใหญ่ที่ผิดพลาดคือ ช้าไม่พอ นำมาสู่คำแนะนำเหมาะสมว่าควรวิ่งในเทอมของเวลา และให้จำกัดMaxไม่มากกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง ไม่ว่าคุณจะได้ระยะทางเท่าไร
และวันจริงที่เราวิ่งในสนามที่จ่ายค่าสมัคร เราจะทำได้เองนั่นแหละไม่ต้องกังวล
ที่เขียนนั้นเป็นขณะผมโฟกัสที่นักวิ่งพวกหนึ่งเท่านั้นเอง ควรจะเป็นมือใหม่มาราธอน(แต่ไม่ใช่มือใหม่ที่เป็น Beginner)
คนใหม่จริงๆ ควรวิ่งแค่นี้
- วิ่งใกล้ให้ดีเสียก่อนจะวิ่งไกล
- วิ่งสั้น ก่อนที่จะวิ่งยาว
- วิ่งช้าให้ได้ก่อนที่จะวิ่งเร็ว
- วิ่งถนนก่อนให้เป็นเสียก่อนที่จะวิ่งเทรล
- มาราธอนไม่เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มวิ่ง
หลายคนข้ามขั้นกระชั้ินเกินไป
นาทีที่เมื่อวานผมเขียน ผมจะนึกถึงผู้อ่านพวกหนึ่ง ไม่สามารถเขียนให้นักวิ่งทุกระดับได้พร้อมๆกัน
คำแนะนำที่เขียนไปในแต่ละคราวอาจเจอข้อจำกัด
หากนักวิ่งคนละระดับมาอ่านเข้าจะรู้สึกแปลกแยก
วันนี้ผมนึกขึ้นมาได้อีกพวกหนึ่ง ที่แก่ๆเหมือนผม มีพรรษาวิ่งมานานหลายปีเช่นกัน การไปสนามแข่งก็จางคลายลงไปมาก เรียกว่า ไม่สนแข่งอยู่แล้ว เพียงแต่อยากรักษาระดับพื้นฐานฟิตไว้ไม่ให้ตกมาก
ยามใดนึกอยากจะตบเข้าแผนฝึกโปรแกรมเข้มข้น เพื่อมุ่งเป้าสนามจำเพาะใดๆก็ทำได้ไม่ยากนัก คือยังไม่ใช่ตอนนี้
ถ้าจะเอาก็แค่เพิ่มระยะสะสมต่อสัปดาห์ WM (Weekly mileage) และเสริม SW (Speed works) นิดหน่อย ก็ลงได้แระ ไม่ต้องถึงกับไปตั้งต้นกันใหม่เอิกเกริกเหมือนมือใหม่
ค่าที่ว่า หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ จะให้ความรู้สึกไม่อยากวิ่ง มันใหญ่โตเกินไป ความรู้สึกต่อการวิ่งที่ต้องดูแลมิให้เบื่อหน่าย เป็นสิ่งที่ควรสังวรในมือเก่า ที่การเลือกจังหวะก้าวเดินไป ทำอย่างไรเราจะ Keep freshing เหมือนสมัยเราเริ่มวิ่ง เป็น topic ที่สำคัญใจหมู่ขาเก่า
พอเรื่องมันชักเยอะเข้า พลอยหมดอารมณ์วิ่ง ไม่ใช่ตรงที่เราไม่เอาจริง เราเหลาะแหละนะ อาจเป็นเพราะความที่เราอยู่วงการมานาน เลิกเห่อวิ่งไปนานแล้ว แต่ไม่ถึงกับจะเลิกวิ่ง
ยังอยากวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ให้มันเป็นภาระเวลาอุทิศอะไรมากมายเหมือนก่อน แต่มีระดับเข้มข้นเพียงพอที่จะรักษาภาวะฐานของความเป็นนักวิ่งไว้ได้ ไม่น่าเกลียดเกินไป
ถ้าคุณเป็นอย่างนี้ วิ่งยาว (Long run) สักราว 90 นาที และในวันธรรมดาระหว่างสัปดาห์ให้วิ่งเบาทุกวันเลยที่ราว 20-60 นาที ก็พอแล้ว
ถามว่าทำไมให้ช่วงชั้นระหว่าง 20-60 มันห่างกันมากเหลือเกิน คนอ่านตามถ้าจะเอา 20 นาทีก็เกรงใจคนเขียน แต่จะถึง 60 นาที แม้ว่ามันก็ทำได้อะนะ แต่สงสัยว่ามันจะได้มินิมั่ม หรือเปล่า
คือ อย่างที่บอก แต่ละคนมันต่างกันทั้งเพศ ทั้งวัย ทั้งกับความกระตือรือร้น และระดับความเบื่อหน่าย
ไม่ต้องถึงอย่างนั้นเลย แต่ละวัน ฟิลลิ่งคนวิ่งคนเดียวกันมันยังออกมาไม่เหมือนกันเลย มีความกระตือรือร้นวิ่งไม่เท่ากัน เอาเป็นว่า ตามใจดีกว่า อยากวิ่งอะไรเอาแบบนั้น จะวิ่ง 4 วันหรือ 6 วันก็ยังได้ ทั้งหมดนี้เฉพาะคนเข้าฝักแล้ว วิ่งมานาน ห้ามมือใหม่ มันคนละดิวิชั่น เอามาปนกันไม่ได้ มือใหม่ทำแบบนี้คือการซ้อมไม่ถึง ลงจริงจะชนกำแพง
วันไหนอยากวิ่งน้อยก็สัก 20 นาที แต่ใครต้องการสัก 30-40 นาทีก็ปล่อยไปในเทอมวิ่งอย่างปลดปล่อย ไม่ใช่วิ่งอย่าง"เข่น"วินัย หรือได้จังหวะวิ่งไปคุยไปกับเพื่อนนักวิ่งด้วยกันระหว่างทาง เผลอไปชั่วโมงนึง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สิ้นเปลืองมากกว่าการคบหาเสวนา ระดับชั่วโมงนึงนี่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ใดๆ
เพียงเท่านี้ เราก็น่าจะเข้าถึงความไพบูลย์ได้ตามเป้าประสงค์แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นภาระถ่อวิ่งยาวประจำสัปดาห์แบบที่ผมเขียนเมื่อวาน
แต่ถ้านักวิ่งที่อ่านไปเมื่อวานมาอ่านวันนี้ อาจจะงง ไรวะ?...ห่างกันวันเดียว ลุงแกกลับมาเขียนให้ยาวแค่ชั่วโมงเศษเท่านั้น แล้วที่เขียนเมื่อวานว่าให้อยู่ที่ 3 ชั่วโมงครึ่ง มันไปอยู่ตรงไหนกัน?!
บางครั้งจะดีมากเลย หากถ่ายทอดด้วยปากสนทนากัน เราจะรู้จักคนที่มาคุยด้วย พื้นฐานแบคกราวนด์ รู้ความเหนียวแน่นเป็นคนๆ ต้องรู้พรรษาวิ่ง มานานกี่ปีแล้ว ต้องหยั่งถึงเป้าหมายชั่วโมงนี้ผู้วิ่งจะเอาอะไร โหย .....มันต่างกันเยอะนะ!!!
เมื่อวานผมเขียนให้สำหรับพวกนึง วันนี้ผมมาอ่านที่เขียนไว้ ก็สังเกตว่า ตัวเราไม่ได้วิ่งแบบที่เขียน ผมไม่ได้วิ่งถึงสองชั่วโมงมาตั้งนานแล้วด้วย เออ...ทำไมล่ะ.....
มีผู้วิ่งอีกพะเรอเกวียน ที่ไม่ได้เน้นแข่ง แต่ปรารถนา Keep running อยู่ ให้เป็นฐานความฟิต แต่ถ้าจะให้วิ่งยาวตั้ง 3 ชั่วโมงครึ่ง แม่งเริ่มหน่ายตั้งแต่ดำริจะต้องทำแล้ว ยังไม่ทันจะวิ่งจริงเลย
มันไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่มันเสียเวลาอะ แล้วมันก็ไม่ใช่ที่เราไม่อุทิศทุ่มเทนะ ในเมื่อเราไม่ได้อยากแข่งอีกต่อไปเหมือนเดิมแล้วด้วยซ้ำ สนามสมัคร ก็น้อยลงไปตั้งเยอะ แค่ Keep running ให้มันดีกว่าเลิกวิ่งก็พอ นานๆสมัครไปสนามสักครั้ง
ถ้าเป็นอย่างนี้ เอาสูตรผมวิ่งเองไปทำก็ได้
ผมวิ่งยาว (Long run) 90 นาที และในวันธรรมดากลางสัปดาห์วิ่งเบาแค่ 20-60 นาทีก็พอแระ
เขียนเป็นสูตรสั้นๆเข้าใจเองว่า Long run : easy = 90 : 20-60 min without any SW
ไม่มี SW ไม่มีขอด ไม่มีTempo ใดๆ ตัดศูนย์
Make my days for the rest and easy. That's it.
.
.
กฤตย์ ทองคง
24 พฤศจิกายน 2563
.
.
(จบ.....ไม่มีต่อในช่องความเห็น)
.
เนื่องจากเพราะคนเขียนถูกกระแสจากคนถามในแนวทาง พัฒนาวิ่งสายแข่งขัน ในขณะที่คำถามจากคนวิ่งนอกกระแสหลักไม่ค่อยได้ถามมา เพราะ(คิดเอาเองว่า ฉันไม่ใช่สายแข่ง) แต่ความสงสัยจำนวนกลับมากซุ่มซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ พอไม่ถามกัน ก็เลยหาคำตอบไม่ค่อยจะได้ ก็อย่านึกว่าไม่มีปริศนาอยู่ จึงเดินสุ่มสี่สุ่มห้า สะดุดมะงุมมะงาหรา เฮ้ย...อย่าให้มันเคลื่อนไปแบบนี้ โค้ชหรือคนเชี่ยวชาญอื่น อาจจะนิยมตอบแต่การพัฒนาความเร็วและสัมฤทธิ์สายแข่ง แต่ไม่ใช่กฤตย์ โลกของเราควรกว้างกว่านั้น ถามได้เลย ถ้าเห็นว่าควรถาม นะครับ.....
.
.
ต่อปริศนาว่า ถ้าเขียนเป็นสูตรว่า 20-60 อย่างเดียว ไม่มียาวเลย แต่ให้บ่อยมากขึ้นจำนวนครั้งต่อสัปดาห์มากกว่าเดิม จะได้ไหม ตอบว่าได้ครับ แต่ระหว่างสองชนิด การวิ่งให้ลงน้อยครั้งลง แต่มียาวเป็นพิเศษอยู่วันหนึ่งวันเดียวในรอบสัปดาห์ จะเหมาะกว่าครับ การมียาวพิเศษวันหนึ่งนานๆครั้งช่วยให้เรามีระดับ Fitness ที่สูงกว่าการเสมอระนาบเดียวกัน นี่ในความเห็นผมนะ
.
.
เคล็ดลับอย่างหนึ่งของความยั่งยืนการวิ่ง(ตลอดอายุขัย) คือ จับแต่เบาๆอย่ายึดมันแน่นหนานัก ทำไปเรื่อยๆอย่าให้มันเครียด คล้ายๆกับปีนเสาโทรเลขสูงมากๆ มือเกร็งจัดเพราะปอดแหกความสูง เลยเป็นตะคิว ร่วงเลยทีนี้ มือจับหลวมสบายๆ อย่าเกรง ไปช้าๆอย่าหยุดมองลงอย่างตั้งใจ มองลง มองที่เท้ากับขั้นบันไดราวจับเท่านั้นเอง แล้วขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องรีบ วิ่งไปเผลอๆมันแก่เอง ถึงยอดเอง
.