โลกทรรศน์ของมือใหม่
ให้ระวัง "ใจ"ที่ถึงมากเกินไป
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
...
.
เราต้องไม่วิ่งด้วย "ใจ" ที่เป็น Passion เพียงอย่างเดียว
แต่เพื่อความยั่งยืนของการวิ่ง อดิเรกที่เรารักนี้จะได้อยู่กับเราถาวรสืบไปนานๆ เราต้องมีกิจกรรมวิ่งทั้งหมดบนพื้นฐานต้นทุนของเรือนร่างที่้ป็นจริง ไม่ว่าซ้อมหรือแข่ง
ลงทุนด้วยต้นทุนที่มีอยู่จริงๆ มิใช่ต้นทุนที่เราไปกู้เขามา
ความผิดพลาดถ้่ามี จะได้จำกัดวงลง Cost ที่เราต้องชดใช้ต้องมีลิมิตไม่มากไปกว่า การที่เราต้องฟื้นตัวได้ ถ้าผลลัพธ์มันไม่ออกไปอย่างที่เราคาดหวัง ไม่ใช่ถลำลงบาดาลขุมที่ลึกที่สุด "อเวจี"
การวิ่งก็เป็นเช่นเดียวกับการค้านี่เอง
ต้นทุนเนื้อดินของความที่มีอยู่จริงๆนี้ ไม่เท่ากันในแต่ละคน แตกต่างกันไปตามประสบการณ์เก่า การเป็นเด็กกีฬาของโรงเรียนมาก่อนย่อมได้เปรียบ แต่ถ้าไม่สานต่อ ได้มาแค่ไหน หยุดไปหลายปี ก็จะเลือนหมด คงเหลือแต่ประสบการณ์นิดๆหน่อยๆ เปรียบเสมือนต้นทุนมรดกจากพ่อแม่
แต่ต้นทุนที่เป็นของจริงคือ ความแข็งแกร่งแน่นเหนียวของกิจกรรมทางกายอดีตมาก่อนหน้านี้มีอะไรบ้าง
ที่เราไม่เพียงมีเนื้อทรัพย์ที่เป็นมรดก แต่เป็นแววตาที่มองเกมออก ตีโจทย์ตรงหน้าขาด ตรงนี้ต่างหาก
การปะทะฝีเท้าไปพักหนึ่ง นักวิ่งที่มีประสบการณ์เก่า จะตระหนักได้เร็ว ณ ความฟิตที่เราฟื้นมาได้เพียงแต่นี้ ต้องปล่อยเขาไป เราต้องผ่อน วันนี้ยังไม่ใช่วันของเรา
การฝืนไปเป็นเรื่อง "เขลา" มิใช่ "ใจที่ไม่ถึง" ใดๆ
ประสบการณ์ช่วยให้การหยั่งของแต่ละคนได้รวดเร็ว ตัดสินใจตอบสนองเหตุการณ์แข่งขันได้ทันท่วงที เรือนร่างไม่ทันบอบช้ำมาก ซ่อมแซมได้นิดหน่อย ก็กลับเข้าสนามซ้อมใหม่ได้อีกแล้ว
ต่างจากมือใหม่ ที่อ่อนทั้งเรือนร่างและอ่อนทั้งประสบการณ์ แม้สู้ไม่ได้ ก็ไม่ถอย งัดเอา"ใจ" เข้าต่อกร ชนจนนาทีสุดท้าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงสุดประมาณ
มูลค่าที่จ่ายไปกับเหรียญอันนี้ เสื้อตัวนี้ ถ้วยใบนี้ จึงแพงเกินจริง...Cost ของมันจึงเรียกร้อง "อนาคต"ด้วย
เรามองว่าไม่คุ้ม ในขณะที่เขาว่าคุ้ม ก็ว่าไป ไม่มีใครห้ามความคิดใครได้
ถ้ายังสรุปบทเรียนไม่ออก โอกาสตัดสินใจที่ผิด ก็จะเกิดขึ้นอีกสนามแล้วสนามเล่า จนกว่าจะได้เรียนรู้หรือ "เลิกไปเอง" "หน่ายไปเอง" จากการเอาหัวพุ่งชนกำแพง