Monday, February 22, 2021

เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง แท้จริงเป็นอิสระหรือ ? (Symphony)

 เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง 

แท้จริงเป็นอิสระหรือ ?

(Symphony)

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การตั้งเป้าหมายวิ่งมีความสำคัญมากในระดับต้นๆของการที่จะเลือกฝึกอะไรต่อไปข้างหน้า

เราจะฝึกอะไร คนออกแบบการฝึกต้องการทราบจุดประสงค์ที่จะฝึกวิ่งนั้นจะเอาไปทำอะไรเสียก่อน  เพื่อให้วิธีนั้นมันจะได้สอดรับกับเป้าหมายนั้น

ถ้าแรกเริ่มต้นจาก Ground Zero  ถ้่าจากผู้วิ่ง Sedentarians จะมีแผนเริ่มต้นคล้ายกันหมดที่เริ่มจากต้นทุนที่แต่ละคนมีก็จริง

แต่วันเวลาที่คืบไปข้างหน้า  การพัฒนาการที่ได้รับ  คลี่ออกมาให้เราประจักษ์ทีละนิดว่า  เราควรจะมีเป้าหมาย  เป็นอย่างไร

เชื่อว่า แทบจะไม่มีแชป์คนใดที่มีเป้าหมายแรกวิ่งจะเอาแชมป์เลยสักคนเดียว  แต่คืนวันของพัฒนาการ  ช่วยให้จินตนาการของเขาเริ่มคืบหน้าไปเรื่อยๆ  การวิ่งไปบ้างแล้วไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น  แต่ยังกระตุ้นต่อมจินตนาการให้ผลิดอกออกตุ่มตาด้วย

โค้ชที่สามารถ  นอกจากช่วยดูการฝึกอย่างไรที่ให้ถูกต้องตรงจุดหมายแล้ว  เขายังช่วยตะล่อมความใฝ่ฝันให้มีหน้าตาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นด้วย

ในทางปฏิบัติ  โค้ชจำนวนมาก  ยังช่วยบอกแนวทางชีวิตรวมที่เหมาะสมด้วย  ทั้งอบรม  ตักเตือน แทบทุกชนิด แต่เดิมความสัมพันธ์ระหว่างนักวิ่งกับโค้ช เป็นกันอย่างนี้  ปัจจุบันบทบาทโค้ช ถูกจำกัดมากขึ้น ให้อยู่แต่ในเฉพาะขอบข่ายการวิ่ง  ส่วนแนวทางประกอบชีวิตมิติอื่น ถือเป็นเรื่องเสรีภาพของเด็ก

แต่จากความเป็นจริง  "เสรีภาพ" หาได้เป็นคำตอบสำเร็จที่สวยสดงดงามด้วยตัวของมันเอง

"เสรีภาพ"  เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่ถูกนับเนื่องว่าเป็นหน่ออ่อนของการเพาะเมล็ดพันธุ์ศักยภาพของมนุษย์เราเท่านั้น  สิ่งอื่นที่เป็นเครื่องมือเพาะพูนก็มีเหมือนกัน อีกเพียบ

แต่เพราะสังคมเราได้เคลื่อนเข้ามาสู่สังคมใหม่ๆที่แตกตื่นเสรีภาพราวกับคาวบอยตื่นทอง

หาตระหนักไม่ว่า ตัวเสรีภาพนั้นเอง มันก็เอื้อความผิดพลาดจำนวนมากด้วยเช่นกันระหว่างทางไปถึงความไพบูลย์เสมอ

นี้จึงยังผลให้บทบาทของโค้ชจึงถูกจำกัดลงในโลกสมัยใหม่ตามไปด้วย

ผู้ฝึกจำนวนมาก  อับจนแม้แต่กระทั่งคิดฝันก็ยังไม่เป็น  จินตนาการถูกจำกัดมากจากความเป็นจริงที่ต้องประนีประนอมเข้ามา

โค้ชที่แก่พรรษาและมีประสบการณ์ทั้งวิ่งและมุมชีวิตด้านอื่น จะตะล่อมและบูรณากรคุณธรรมที่ควรนิยมเข้ามา  แม้ว่าผู้ฝึกอาจไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับการฝึกเลยในชั้นต้น  แต่หากปลายทางแล้ว  พวกเขาจะเห็นเองสักวันหนึ่ง

ดังนั้น  เสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่ง ว่าแท้จริงแล้วเป็นอิสระจริงหรือ ?

เสรีภาพ ต้องเป็นตัวนำให้ผู้ใช้เสรีนั้นไปสู่สิ่งที่ดีงามเสมอไปหรือไม่ หรือตัวเสรีภาพ สักแต่เพียงเสรีด้วยตัวของมันเองล้วนๆ ดีชั่วไม่เกี่ยว?

มีตัวอย่างมากมายที่เสรีภาพนำไปสู่ความอับจน บาดเจ็บ และเสื่อมถอย  มีให้เห็นดกดื่นจนแทบไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่าง

เสรีภาพที่จะเลือกเป้าหมาย หาได้อยู่ลอยๆด้วยตัวของมันเอง  แต่มันยังต้องการคุณสมบัติอื่นๆประกอบ  เข้ามาเพื่อให้ตัวของมันเองมุ่งไปสู่ทิศทางที่งดงามกับชีวิตเสมอไป

เสรีภาพที่จะเลือกอุทิศชีวิตไปกับความสำเร็จในสนามหนึ่งสนามใด  ไปให้สุดศักยภาพ  ไปให้เต็มที่  ระดมทุกสิ่งเพื่อเป้าหมาย ไม่ว่าชีวิตที่เหลืออยู่จะแตกหักเสียหายมากมาย จนไม่อาจวิ่งได้ต่อไป  นี้จะถือเป็นความงดงามหรือไม่

เสรีภาพที่อยู่ในความยึดกุมของคนปัญญาเขลา  จะถือว่าเป็นเสรีภาพที่สังคมจะต้องให้ความเคารพหรือไม่ !!! 

ทั้งในสองบริบท คือเสรีที่กระทบกระเทือนผู้อื่นหรือไม่กระทบเลย ก็ตาม

ท้ายสุด  การจินตนาการเลือกเป้าหมายวิ่งของตัวเอง  ย่อมต้องถูกควบคุมจากภายนอกอยู่ดีในที่สุด

ผู้เขียนขอเสนอกรอบโครงเสรีภาพในการเลือกเป้าหมายวิ่งคร่าวๆดังนี้

1)  เป้าหมายหลัก

ถือเป็นธรรมนูญชีวิตวิ่งที่ละเมิดไม่ได้  ใดที่ลชะเมิดต้องตกไปอัตโนมัติ คือ

1.1)  ย่อมต้องไม่มีการวิ่งใดนำไปสู่ความบาดเจ็บเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ

2.2)  ย่อมต้องไม่มีการกระทำใดๆเอื้อให้เราไปสู่  "ความเรื้อรัง"  (คือการไม่ยอมหายสักที  อาจดูเกือบคล้ายปกติ  แต่ทันทีที่เข้าแผนฝึกเพื่อเป้าหมายใดๆ มันกลับมาปั๊บเลย  ได้แต่พอวิ่งสามัญผ่านไปได้เป็นวันๆ)

1.3)  ย่อมต้องสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องตลอดอายุขัย  เพื่อให้คุณความดีของการวิ่งด้่านต่างๆออกผลลัพธ์กับตัวผู้วิ่ง  จนกว่าจะวายชนม์

เสรีภาพในการเลือกวิ่งย่อมสมควรถูกระงับลงอย่่างทันทีเมื่อเนื้อหาสาระที่ผู้วิ่งเผชิญอยู่ขัดกับหลักการ ทั้งสามประการข้างต้น

2)  เป้าหมายรอง

คือเป้าหมายวิ่งเฉพาะกิจ เช่นในแต่ละช่วงฝึก อาจมีสนามหลักชัยที่เป็นเป้าหมายข้างหน้า เช่น

2.1)  จอมบึงมาราธอน...ปี.....

2.2)  เป็นแชมปี้ยนติดอันดับ ถูกเรียกให้ขึ้นรับรางวัลในระยะ 10-21k  สนามใดสนามหนึ่งในขวบปีข้างหน้า

2.3)  จะวิ่งให้ได้ในสนาม 100k  สนามหนึ่งสนามใดภายใน 2 ปี ใน Cut off ไม่จำกัดเวลา

2.4)  จะเอาเหรียญ  Pondering Six world major medals  ให้ได้ภายในชีวิตนี้ (เก็บเงินให้ได้ก่อนแล้วค่อยกำหนดระยะเวลาต่อไป)

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของเป้าหมายรองที่ปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก

ในทางปฏิบัติ  ยังไม่เคยมีใครทำได้สมบูรณ์แบบ  เอากันแค่ง่ายๆ  ข้อ 1.1)  ก็พลาดกันแล้วตั้งแต่เริ่มวิ่งไม่นาน

มีคำกล่าวกันอย่างสนุกๆว่า  มีนักวิ่งอยู่ 2 ประเภท

คือ  นักวิ่งที่เคยบาดเจ็บแล้ว  กับนักวิ่งที่กำลังจะเคย

ถ้าเรามองให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะพบว่าที่เคยเจ็บนั้นเราต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้นำไปสู่ความเรื้อรัง  คือแม้เจ็บได้แต่เจ็บนั้นต้องให้สั้นที่สุด

เจ็บแล้วต้องจบลง  คือต้องหายจริงๆ  ไม่ใช่ไม่ยอมหายสักที  ที่กว่าครึ่งกว่าค่อนของนักวิ่งที่กำลังเจ็บทุกวันนี้  มีที่จะหายดีเพียงครึ่งหรือไม่ถึงครึ่ง !!!  ที่เหลือเรื้อรัง

เราต้องพยายามอย่างยิ่งมิให้การวิ่งหลุดมือตกแตก  ต้องวิ่งให้ได้ตลอดอายุขัย

เฉพาะนักวิ่งชั้นดี มีคุณภาพเท่านั้นที่จะหาญกล้าใฝ่ฝันถึงความสูงส่งระดับนี้

และการวิ่งในเป้าหมายรองใดก็ตามทั้งการฝึกและการแข่ง  หากนำไปสู่ความกระทบกระเทือนเป้าหมายหลักแล้วละก็  การวิ่งนั้นต้องตกลงไปอัตโนมัติ  โดยเฉพาะข้อ 1.3)  สำคัญที่สุด

นักวิ่งและเสรีภาพการใฝ่ฝันของพวกเรา จะฝันอะไรก็ได้    แต่ข้อ 1.3)  จะต้องถูกเชิดชูเสมอ อันจะต้องถูกถือเป็นธรรมนูญหลัก  การทำการวิ่งหลุดมือตกแตกไม่ว่าจะเพราะบาดเจ็บไม่ยอมหายเสียทีหรือจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม  ถือเป็นบาปกรรมหนักที่อภัยไม่ได้   ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ  นักวิ่งต้องพยายามวิ่งให้ได้เสมอ  และต้องดำเนินไปอย่างไม่ฝืนด้วย

ถ้่าทำไม่ได้ สถานภาพความเป็นนักวิ่งต้องถูกเพิกถอน  มีความร้ายแรงเทียบเท่า "อนันตริยกรรม" ของบรรพชิต ที่ผิดไม่ได้เลย

การที่จะทำได้ดังนี้  จึงไม่ใช่แค่สักแต่เพียงวิ่งผ่านไปวันๆแล้วมันจะไปถึงเป้าหมายเองแบบอายุราชการ  แต่ระหว่างการวิ่งวันต่อวันต้องเตือนตัวเองเสมอถึงข้อ do and don't whatever  ข้อห้าม ข้อทำต่างๆ

เริ่มตั้งแต่  เราควรทำตัววิ่งอย่างไรนาทีนี้เป็นต้นไป  ถ้าเป็นแฟนกฤตย์จริง  หลักการวิ่งใดที่จะนำไปสู่สิ่งนี้ ย่อมจะต้องระยิบระยับอยู่ในมโนนึกแล้ว

ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำเสนอความใฝ่ฝันที่งดงามให้แก่พวกเราพิจารณา  ที่อาจขัดกับความรู้สึกเสรีภาพบ้าง ก็ตาม

แม้จะไม่ทุกคน  แต่พวกเราหลายคน ยังไร้เดียงสาแสดงออกว่ายังฝันไม่เป็น  ยังใช้เสรีภาพเลือกพฤติกรรมวิ่งแบบถะโหล่  สุ่มเสี่ยงละเมิดข้อ 1.3)  ที่โดยความรู้สึกเองของผมจะต้องไม่เพิกเฉย  ออกมาแจงหลักการวางเอาไว้

ที่เหลือนอกกว่านี้  จำต้องไปสานก่อเอาต่อเองบ้าง  นี่้คือระดับจ้ำจี้จ้ำไชสูงสุดที่ผมสามารถทำได้แค่นี้เอง  ที่เหลือต้องปล่อยไป

.

.

กฤตย์  ทองคง

22 กุมภาพันธ์  2564


.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่