Wednesday, February 24, 2021

ความจำกัดของการเอาสนามแข่งเป็นสนามซ้อม

 ความจำกัดของการเอาสนามแข่งเป็นสนามซ้อม

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

การเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือหลักการที่สำคัญมากที่ผู้วิ่งเอาไปจัดการกับมาราธอน

การมีโค้ชช่วยควบคุมก็คือ ทางลัดจะกำหนดแนวทางฝึกคร่าวๆดีกว่าสุ่มทดลองไป  โดยไม่มีเกณฑ์ใดๆยึดกุมเลย

เขาจะจำลองเงื่อนไขให้ผู้ฝึกเอาไปทำ  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวนั่นเอง  โค้ชไม่ได้ทำอะไรที่มากไปกว่านี้

ตัวอย่างที่นักวิ่งต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างหนึ่งก็คือ

"การวิ่งช้าต้น"  โดยเฉพาะในการวิ่งระยะไกล

รู้กันทั้งนั้นแหละว่า  ต้องช้าทั้งนั้น  จุดยากไม่ได้อยู่ตรงนี้

แต่กลับอยู่ที่ว่าช้านั้น  ช้าขนาดไหนต่างหาก

ผ่านการทดลองทำ  ผ่านการซ้อม  เราย่อมแม่นยำขึ้น

แต่้พราะโลกมันละเอียดซับซ้อน  วันเวลาผ่านไป  ตัวเราไม่ใช่คนเดิม  มันผันแปรเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไปตามเหตุปัจจัย  เราอาจแกร่งขึ้น หรือขาดซ้อมอ่อนแอลง  ความพร้อมต่อการวิ่งจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย

จากเดิมที่เราคิดว่า  ด้วยการวิ่ง "ช้าต้น"  ที่กำลังทำอยู่นี้ แม่นยำแล้ว  แต่มานาทีนี้ กลับไม่ใช่แระ  เพราะความเหนียวแน่น ต้นทุนร่างกายมันเปลี่ยนไป

การยังใช้แผนเดิม  ก็จะผิดพลาดโดยง่าย  นักวิ่งจึงมีความจำเป็นต้องหยั่งถึงระดับความเป็นตัวของตัวเองตลอดชีวิตวิ่ง

ไม่ได้หมายความว่า ระดับฟิตที่เราเคยทำได้แล้วนั้น  จะอยู่กับเราตลอดไป

แค่ 2-3 เดือนที่อาจจางคลายไปบ้าง  แผนฝึกที่เคยตรึงไว้ เราเกาะไม่ได้แล้ว  นั่นคือ เราเปลี่ยนไป

เป็นนักวิ่งที่ดี  ไม่ได้หมายความว่า  ต้องรักษาภาวะระดับเดิมไว้ให้ได้ตลอดกาล  ไม่เคยมีใครทำได้

แต่คนที่วิ่งดี คือคนที่สามารถติดตาม  หยั่งถึงความเหนียวแน่นของตัวเองได้ในปัจจุบันขณะในขทุกปัจจุบัน  พร้อมรับการปรับแผนซ้อมวิ่ง เปลี่ยนสนามเป้าหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

ทุกการวิ่งที่ผ่านเข้ามา  ในโมงยามปัจจุบัน  ไม่ว่าเป็นซ้อมหรือเป็นแข่ง  เขาย่อมสามารถจัดระดับ Perform ได้เหมาะสมกับตัวเองตลอดเวลา

"การช้าต้น"  ต้องช้าขนาดไหน  จึงย่อมเป็นปริศนาตลอดกาล  สำหรับนักวิ่งผู้รักการเรียนรู้  ลองผิดลอง  ถูก  ลองมันทั้งชีวิต

ความพยายามที่จะหาสูตรที่แม่นยำกำหนดระดับความฟิตตัวเองที่จะมาทดแทนการวิ่งทดสอบ ก็ยังไม่เคยหาได้

ทุกการวิ่ง ต้องเอามาเป็น Monitor  กำหนดความเร็วต้นที่เหมาะสม  ยังไม่สามารถทำได้ง่ายนัก  มีช่วงแห่งความผันแปรมากมาย

โดยมาก  "ความช้าต้น"  มักจะแกว่งอยู่ที่  ช้ากว่า paceจริงอยู่ที่  10 - 20 - 30  วินาทีต่อไมล์ ใน 10k แรก(ของระยะ42)

(อ้่างจาก  Dagny Scott Barrios , Complete book of Women's Running.  Runner's World edited :  Rodale press  P.113)

เพื่อไม่ให้เราต้องไปจ่ายชำระกลับคืน ในความผิดพลาดเร็วต้นเกินไป ใน 10k สุดท้าย   ที่มักเกิดขึ้นเสมอๆ

ที่จำนวน  10  -  20  -  30  วินาทีนี้ Range มันกว้างมากเหลือเกิน กว้างเสียจนปฏิบัติไม่ถูก

ข้อพิจารณาประกอบแต่ละราย  มีความแตกต่างระหว่างบุคคลจนเกินไป

แทบจะเป็นหนทางเดียว  ที่เราจะเข้าถึงการทำนายได้ คือจาก  Session Race pace  หรือจาก  Planed Marathon pace

การทดลองในสนามซ้อม  ใน pace ที่เราคิดว่า  "ใช่"  เพื่อให้อาการที่ "ไม่ใช่" แสดงตัวออกมาในกิโลที่เท่าไร  จะได้รีบยุติการซ้อม  รีบจดจำ  รีบสรุปบทเรียน  ไม่จำเป็นต้องทู่ซี้ซ้อมต่อไปให้ชนกำแพง  เรือนร่างจะได้ไม่ชอกช้ำจนเกินไป  กลับเข้าสนามซ้อมไม่นาน  เพื่อจะได้ไปลองใหม่อีกครั้ง  จากแผนใหม่ที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว  แบบนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า  เราจะสามารถหยั่งถึง  "ความพอดี" ได้  โดยไม่ชอกช้ำจนเกินไป

วันจริง เราจะทำได้ดี  ไม่เจ็บไปเสียก่อน

มีข้อแย้งจากเหล่านักวิ่งที่แข่งบ่อยว่า  เขาใช้สนามจริงที่ลงแข่งนั่นแหละเป็นสนามเรียนรู้  เก็บซับบทเรียน  แต่เพราะมันเป็นสนามจริงไงครับ  ที่เราต้องวิ่งให้ครบ 42  ที่หากเราพอได้คำตอบแล้วตั้งแต่โลที่ 35 แล้วว่าว่า  เราออกตัวต้นเร็วเกินไป  อนาคตที่เหลืออยู่อีกราว 10 โลข้างหน้าอาจไม่แจ่มใสนัก  แต่เรากลับยุติการซ้อมไม่ได้

สถานการณ์บังคับให้เราต้องไปต่อเพื่อ  "เก็บเหรียญ"  เก็บ Portfolio  ที่สถานะของมันก็คือเท่ากับเราต้องรับเอาความล้าที่ไม่จำเป็นเข้ามา

ผลต่อเนื่องคือการฟื้นตัวจากสนามนี้นานเกินกว่าที่ควรจะเป็น  ที่เราคาดหวังว่า  การแข่งบ่อย  จะเป็นข้อสรุปที่รวดเร็วกว่า  จึงกลายมาเป็นช้ากว่า ด้วยประการนี้

นั่นคือ  ยิ่งแข่งบ่อยเท่าไร  เรายิ่งจะเรียนรู้ได้ช้าเท่านั้น  เพราะกระบวนการเรียนรู้เราถูกชะงักงันด้วยสถานการณ์แข่ง

คำกล่าวที่เรามักได้ยินเสมอก็คือ  "เอาสนามแข่งมาเป็นสนามซ้อม"  แท้จริง  มีข้อจำกัดมากมาย

ที่ยังไงก็ไม่เหมือนกัน  ค่าที่ว่า แม้จะได้ข้อสรุปแล้วสำหรับ Session นี้  แต่เราจะปิดเกม  จบการซ้อม  กลับยังทำไม่ได้

ที่หนักกว่านั้นก็คือ  ตอนกลางทาง  หากมีสัญญาณผิดปกติเตือนมา  มีเหตุผลที่ควรจะ DNF ไม่ว่าเพราะเจ็บหรือเพราะอะไร  เรากลับหยุดไม่ได้  ต้องตะกายไปต่อ  ต้องเก็บเหรียญนี้ให้ได้

เหรียญและ Port นี่เอง จึงเป็นตัวอุปสรรค ไม่ให้เราได้เรียนรู้พัฒนาขึ้น

การใช้สนามแข่งขันเป็นสนามซ้อมต้องมีข้อบ่งชี้มากกว่านี้  มิเช่นนั้นเราจะจ่ายแพงเสมอ(มียกเว้น)

การซ้อมประจำวัน  เราควรต้องถามตัวเองให้ได้ว่า  วันนี้ เราจะไปทดลองอะไร เพื่อเก็บซับประสบการณ์ที่อยากรู้อยากพัฒนา

และหลังการซ้อมประจำวันอีกเช่นกัน ที่เราควรกลับมาทบทวนว่า วันนี้เราได้บทเรียนอะไรกลับมาบ้างจากการฝึกที่ผ่านไปบ้าง

เราไม่จำเป็นที่จะต้องได้บทเรียนที่ทำแล้วต้องสำเร็จเสมอไป  ความล้มเหลวที่มากมายอยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า ในแง่มุมกลับ

จงใช้สัจจะเหล่านี้  ให้เป็นประโยชน์

.

.

กฤตย์  ทองคง

24  กุมภาพันธ์  2564

.