Thursday, April 2, 2020

จุดอ่อนของนักวิ่งร่วมสมัย

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
สิ่งที่เป็นจุดเปราะบางของนักวิ่งปัจจุบันนี้ ก็คือการประมาณตัวเองไม่แม่นยำเอาเลย ที่ตรงนี้ ผลลัพธ์ของมันก็คือ มักทำให้เรือนร่างพบกับความล้าและสืบเนื่องบาดเจ็บจากการฝึกที่มากและหนักเกินไป

ที่แม้มันอาจจะต้องมีความล้าจากการฝึกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพอประมาณ ไม่ล้ามากเพราะจะทำให้ต่อแผนที่จะฝึกวันต่อไปอีกไม่ได้

ผลกระทบคือ การที่ต้องหยุดพักฟื้นร่างกาย(ที่เพียงพอ)ต้องนานเกินไป ไปทำให้การฝึกขาดความต่อเนื่อง ที่จะตามมาอีกทอดก็คือ การจำได้หมายรู้ในการฝึกต่ำเกินไป นั่นคือโหมฝึกให้มากก็กลับไม่มีความหมาย

ที่เป็นกันมาก พบว่า เมื่อถึงเวลากำหนดที่ต้องฝึกมาถึง นักวิ่งเลือกที่จะไม่พัก ฝืนความล้า แต่ไม่ยอมปรับเพิ่มวันหยุดพัก ที่ยิ่งเข้าโหมดอันตราย เป็นผลเสียต่อการฝึกยิ่งกว่าจะเป็นผลดี ที่จะเท่ากับผลักดันให้ตัวเองไปเผชิญกับความเครียดล้าสะสมเพิ่มเข้ามาอีก

และนี่คือต้นรากเค้าของปัญหาที่จะนำเราไปสู่ความยุ่งยากใจจากการฝึกในสเต็ปต่อไป เมื่ออัตราความเสี่ยงบาดเจ็บยิ่งทบทวีขึ้น

การกะประมาณการ ถ้าไม่แม่นยำ เราก็ต้องมีโค้ช เพื่อให้คนที่แม่นกว่ามาระบุความเข้มข้นในแต่ละการฝึกให้ หรือเรียนเองผิดเป็นถูก เช่น สัปดาห์ที่ผ่านมามีจำนวนเที่ยวและความเร็วขนาดนั้นพบว่ามันหนักเกินไป สัปดาห์ถัดมาให้เราปรับแก้ไขอ่อนลง เราต้องรีบทำเลย ไม่ใช่ปล่อยให้ฝึกซ้ำอยู่เช่นนั้น

แต่พวกเรากลับมองว่า มันเป็นเรื่องที่ "ต้องซ้ำ" หรือ ปรารถนา "ริ้วรอยของความบาดเจ็บไว้ประดับเรือนกายของนักรบผู้คร่ำหวอดประสบการณ์"

ตีความหมายวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างผิดๆ สังคมนักวิ่งจึงมีคนที่สมบูรณ์ดีน้อยมาก ไม่เจ็บตรงโน้น ก็เจ็บตรงนี้อยู่เสมอ

หลักการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็แค่สามัญสำนึก ที่ไม่มีความจำเป็นต้องตามไปรู้ก่อนฝึกเสมอไป การได้ลองลงมือทำละเลงเหงื่อที่เป็นจริง การผิดพลาดไปในครั้งแรกจะไม่ทำให้เราเจ็บทันที แต่มาจากการสะสมความเจ็บไว้แล้วไปซ้ำเติมมันครั้งแล้วครั้งเล่าต่างหาก

หลักการวิ่งหนัก อย่าต่อด้วยการวิ่งหนักอีกครั้ง ต้องผ่อนเบาลงหรือหยุด ที่แม้เราจะไม่ได้รับรู้ความข้อนี้ผ่านวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ตาม แต่เราก็สามารถหยั่งถึงได้ผ่านสามัญสำนึก ที่พวกเรานักวิ่งรุ่นพี่ๆเคยเข้าถึงได้เสมอมา
.
.
สมัยนี้สามัญสำนึกหายไปไหนหมด อาการความล้ามันย่อมแสดงตัวอยู่ชัดเจน แต่พวกเรามักไม่ใส่ใจกันเลย จะใส่เข้าไปลูกเดียว
เมื่อความล้าเกิดขึ้นมาก ผู้ฝึกย่อมรู้สึกได้เป็นคนแรก ตารางการแข่งและตารางการซ้อมจะต้องถูกปรับเปลี่ยนตาม
ไม่ใช่ปรับให้ตัวเองไปแข่งได้(ลดเป้าหมายลง) (มักเห็นขอวิ่งทันคัทออฟ)
หรือยังฝึกหนักได้ตามตารางที่กำหนดวางไว้ให้ได้
สิ่งเหล่านี้ คือเรื่องเร่งด่วนที่นักวิ่งร่วมสมัยควรเรียนรู้
เราถูกกำหนดให้ต้องสมัครล่วงหน้าจากผู้จัดวิ่ง ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งปรับเปลี่ยนยากยิ่งขึ้นไปอีก
สมัยของผู้เขียน ไม่มีการสมัครล่วงหน้า มีกันเฉพาะหน้างานกันเกือบทั้งหมด
หากใกล้กำหนดวันแข่งเข้ามา แต่เราเกิดบาดเจ็บ ก็เพียงเปลี่ยนแผนการวิ่งกระทันหันด้วยการพลิกตัดสินใจเท่านั้น
แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป นักวิ่งต้องทู่ซี้ลงทั้งๆที่อาการเจ็บยังไม่หาย เพราะเสียดายเงินค่าสมัคร แต่หาตระหนักไม่ว่า การตัดสินใจเช่นนั้นกลายเป็นเสียหายหนักมากกว่าอย่างท่วมท้นที่เปรียบกันไม่ได้เลย ลึกเข้าเนื้อยิ่งขึ้นไปอีก
ถึงบอกไง...อย่าเร่งรัด อย่าพยายามที่จะยัดทะนานการฝึกทุกชนิด
เวลาย่อมต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการบ่มเพาะเสมอไป
กว่าที่เราจะได้ข้อสรุปใด ควรทำหรือไม่ควร เวลาที่ใช้ลงไปในกระบวนการ ย่อมทำให้เรามีความแข็งแกร่งขึ้นมาด้วยอีกโสตหนึ่ง
ถึงที่สุด เราจะเร่งฝึกก็เร่งไม่ได้อยู่ดี บางทีการเลียนแบบกันในสื่อออนไลน์จากต้นแบบที่สุ่มเสี่ยง คือตัวอันตรายที่นักวิ่งไม่ควรผ่านตาเสียด้วยซ้ำ
เป็นสิ่งอันตรายอย่างใหม่จากสื่อที่นักวิ่งไม่เคยตระหนักว่ามีอยู่ก็เป็นได้
.
.
กฤตย์ ทองคง
2 เมษายน 2563
.
วิธีประมาณตัวเองจะสามารถรับแผนฝึกได้เข้มข้นขนาดไหน เมื่อเราเองก็ไม่รู้ระดับตัวเอง
1) ลองผิดลองถูก ให้ลองจากน้อยไปก่อน ถ้าน้อยไปปรับเพิ่มได้แต่ปลอดภัยด้วย แต่ถ้ามากไปอาจเพลี้ยงพล้ำบาดเจ็บ หรือล้ามาก ต้องชะงักงันการฝึก
เมื่อลองไปแล้วจากความเข้มข้นหนึ่งๆ
แล้วได้ผลอย่างไร...จดจำไว้
ที่พอดีคือดีที่สุด ตรงที่เราสามารถก่อสานถักทอได้ในระยะยาว อย่างไม่บาดเจ็บ
นี้รวมไปถึงประสบการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ว่าที่เราทำลงไปนั้น มันกลายมาถึงขนาดนี้ วันหลังจะได้ไม่ทำอีก
2) อนุมานเทียบเคียง ขนาดซ้อมแค่สำหรับระยะฮาล์ฟ อาการยังแย่ขนาดนี้เลย จากอาการไม่บอกเลยว่า "ชิว"
ถ้าเราต้องการไปถึงมาราธอน บอกได้เลยว่า ยังไม่ใช่ระยะนี้ ซึ่งจะต้องบักโกรกอย่างแน่นอน สมควรย่ำการซ้อมเดิมให้นัวก่อนที่จะไปเพิ่มใดๆ เป็นต้น
.
การแช่เย็นของผมหมายถึง Repeat ในความเข้มข้นทุกอย่างเท่าเดิมพร้อมทั้งสังเกตอาการครับ
ไม่เคยกล่าวแช่เย็นไปกันกับการเพิ่ม Load ขึ้นเลย
เมื่อ Load ขึ้นตรงไหน ตรงนั้นไม่ใช่แช่เย็นแล้วครับ คงมีความเข้าใจผิดตรงหนึ่งตรงใดในความหมายแล้ว
.
ถาม
หมายถึงว่า ตามข้อ 1 ลองผิดลองถูก ให้ลองจากน้อยไปก่อน จากที่ผมเคยพบเห็นมีบางคนเขาลองผิดลองถูกด้วยการเริ่มจากน้อยก็จริง แต่เขาจะเพิ่ม load ไปเรื่อยๆ เพื่อหวังความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนกว่าจะเจ็บ แต่ถึงจุดนั้นคือการบาดเจ็บแล้ว เท่ากับต้องหยุด (บางคนอาจจะฝืนต่ออีก จนเจ็บหนักขึ้นๆ บางคนก็ต้องหายไปจากวงการ) ซึ่งกลับทำให้ความหน้าข้ากว่าที่ควร ตามหลัก การเพิ่ม load ควรเพิ่มทีละขั้น ในแต่ละขั้นควรแช่เย็นสักพักเพื่อให้แน่ใจว่า ร่างกายรับ load นั้นได้ เพราะอาการบาดเจ็บบางครั้งไม่ได้ออกมาทันทีที่เพิ่่ม load มากจนเกินไป
ตอบ
ถ้าอย่างนี้ ผมเห็นว่าถูกต้องครับ ประเด็นมันจึงอยู่ที่การทยอยหยอดความเข้มข้นหนักเกินระดับตัวตนของเขา หรือแช่เย็น(Repeat)ไม่บ่อยอย่างพอเพียงนั่นเอง
ซึ่งมันจะเป็นความไม่แม่นยำที่ผมกล่าวในตัวบทความนั่นเอง
.
ไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า
"ใดที่ทำให้นักวิ่งบาดเจ็บจากวิ่ง
ถ้ามันน้อยลง ย่อมเป็นสิ่งที่ควรเสมอ"

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่