Thursday, May 28, 2020

การหลงทางสองครั้งของนักวิ่ง

 การหลงทางสองครั้งของนักวิ่ง

.
.
.
.
ครั้งแรก......
พวกเราจำนวนไม่น้อยหลงทางจนทำให้เกิดปัญหาบาดเจ็บและพบอุปสรรคพัฒนาฝีเท้าจากความคลาดเคลื่อน3 จุด
1) ฝึกวิ่งตรงนั้นมากเกินระดับความเป็นตัวของตัวเองไป
2) ฝึกวิ่งนั้นด้วยความเร็วที่เกินระดับตัวเองที่เหมาะสม
3) ฝึกสิ่งนั้นบ่อยกระชั้นเกินไป พักฟื้นไม่พอ
(ที่ฝึกน้อยไปเบาไป ไม่เคยเห็น จะมีก็แต่ไม่ฝึกเลย)
มักเป็นสายพัฒนา
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ที่ไปรู้ไปเห็นมาว่า มันดี เห็นเขาทำกัน เขาส่งคำท้าทายมาตามสื่อ คิดเอาเองว่า เราต้องรับคำท้าทายนั้น ที่เกือบร้อยละร้อยคำท้าทายเหล่านั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัวเราทั้งสิ้น ที่พอดี หรือน้อยกว่าไม่เคยมี เช่น Plank ต่างๆ
ทำไมเราต้องตามไปกับเขาด้วย ไม่ใช่สิ่งนั้นไม่ดี แต่ปริมาณมันมากเกินไป ใดที่ต่อให้ดีขนาดไหน ลงถ้ามันมากเกินไป มันย่อมไม่ดีทั้งนั้น
ขนาดไหนที่พอดี ไม่ได้ยากเย็นที่จะรู้ เพียงการลองทำ อาการมันจะสำแดงตัวเอง
เพียงครั้งแรกก็รู้แล้ว ประสิทธิภาพร่างกายของคนเราก็มีจำกัด ไปได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมาย รสชาติที่เลวร้ายก็เริ่มมา สิ่งนี้คือสัญญาณเตือน
ในการวิ่ง ตัวสัญญาณเตือนเป็นคนละตัวกับความบาดเจ็บ มันเป็นแค่ Monitor ที่แดงวาบให้เรารู้ตัวว่า "พอแล้ว" มาจากธรรมชาติ เพื่อปกป้องไม่ให้ร่างกายได้รับอันตราย
เพียงการเชื่อฟังสัญญาณนั้นๆ เราก็จะพ้นอันตราย
แต่มนุษย์ร่วมสมัย ไม่ยอมรับการมีอยู่ของปุ่ม Alert บนหน้าปัทม์ มีอะไรก็ไม่รู้ที่บอกให้เราต้องเดินต่อไปข้างหน้าให้สุดทาง ในชื่อว่า "เรือต้องออกจากฝั่ง" หรือ "บาดแผลของนักรบ" บ้าง ฯลฯ
ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา เราไม่มีสิ่งเหล่านี้ เรามีวิธีเอื้อมที่ปลอดภัยให้ ด้วยการค่อยๆทยอยหยอดเข้มข้นลงไป จะใหญ่ จะอลังการแค่ไหนทำได้หมดแหละ แต่จะต้อง Gradually Increase by Gentry จากเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้อยู่ วัดจากความรู้สึกกระทำซ้ำๆ Repeat ตรงนี้ไม่ต้องถามลงไปลองทำเลย ไปลองก่อน การลงมือปฏิบัตจะเฉลยไปในตัว
รายที่มักถามเอาแต่จะถาม มักจะลงมือน้อย พูดมาก ท่วงท่าปัญญาชน คำถามแสดงความรอบรู้มากกว่าผู้เขียนอีก ศัพท์แสงแพรวพราย
การลองไปแล้ว ยังสงสัย ถามมาได้ จะตอบให้ เพราะคำถามจะ Make sense ขึ้นอัตโนมัติ ตัดความเสล่อออกไปจนหมด อย่าทำร้ายผู้เขียนด้วยคำถามที่ไม่เคยลองทำก่อน ใครก็รู้ว่าผมขยันตอบคำถามพวกเราขนาดไหน
โดยเริ่มที่ 1)+2)+3) ข้างต้นทีละน้อยไปก่อน จาก Ground zero ทันทีที่ลองเสร็จ มันจะทยอยชัดขึ้นมาสเต็ปหนึ่ง ว่ามันมากหรือน้อยไป
ถ้าไม่แจ่ม ก็ค่อยลองอีก โดยพักสักวันแล้วลองใหม่ มันจะเริ่มชัดมากขึ้นและมากขึ้น ค่าที่ว่ามันมาพร้อมกับฤทธิ์สะสมจาก 3-4 ครั้งของการลอง
เช่น "มันมากไปแล้ว" หรือ "ชิวเกินไป" เราจะได้เติม ส่วนใหญ่ ไม่มีอย่างหลัง จะเป็นอย่างแรกเสียมากกว่า
.
. วิธีการลองผิดลองถูกนี้ เท่ากับเป็นการพัฒนาทักษะที่มีชื่อว่า "ผัสสะ" ของผู้ฝึก ทุกรายย่อมเริ่มที่อ่อนผัสสะด้วยกันทุกคน ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่หัดลองเจอกับมันดู นักวิ่งทุกวันนี้แม้จะวิ่งมานาน แต่พบว่าผัสสะต่ำมาก เพราะฝึกแต่เร็วเข้าว่า ไม่ฝึกการรับรู้ กว่าจะรู้ตัวก็รุ่งขึ้น ก็เดินเป๋ปัด นั่งขี้ทุลักทุเล ขาตาย ย่างก้าวฝึกรุ่งขึ้นไม่ออก แทนที่จะรู้จากตั้งแต่กลางการฝึกเมื่อวันวานแล้ว แต่เป็นเพราะความเชื่อจากลัทธิแก้เหล่านั้น เชิดชูเรือให้ออกจากฝั่งแม้จะตายจะล่มก็ต้องดันให้ออกไป ไปให้จนสุดทาง ที่สัญญาณมันออกมาตั้งแต่ลงมือทำแล้ว แทนที่จะรีบปรับลด กลับยิงจนหมดแม็ก นั่นเป็นการแสดงทักษะที่ต่ำมาก เมื่อรุ่งขึ้นขาตาย เท่ากับเป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกมาเป็นครั้งที่สอง ว่ามันมากไป หนักไป แต่ก็เหอะ มีบางคนยังไม่หยุด ทั้งๆที่สัญญาณนั้นควรแปลว่า ต้องลดลงในคราวต่อไป ปริศนาบรรทัดต่อไป จะต้องลดลงขนาดไหน ก็ต้องลองอีกเหมือนเดิม A) หยุดพักให้มากกว่า 2-3 วัน เพื่อให้ความล้าจากการลองครั้งแรกนั้นหายไปเสียก่อน ค่อยไปลองใหม่ ไม่ใช่ลองไปอีกทั้งๆที่ยังน่วมอยู่ สิ่งที่ลองแล้วพบจะเป็น Perform ลวง B) ลองในระดับที่จินตนาการว่าควรจะลดลงขนาดไหน แล้วสังเกตผลลัพธ์นั้นว่าเหมือนเดิมหรือไม่ มันน่าจะดีขึ้น หรือกระชับขึ้น เราจะหยั่งถึงตรงนี้ได้เอง แต่ต้องแน่ใจว่า ด้วยวิธี Listen yourself เป็นตัวของตัวเอง อย่าฟังคนอื่น คนอื่นมันจะเทพมาจากไหน มันก็ไม่ใช่เราอยู่ดี ทบทวน A) + B) ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าความล้ามี มันคือบอกเราว่าเรายังไม่เหนียว ร่างกายกำลังปรับตัว อย่ากินยาคลายกล้ามเนื้อ อย่ารับเคมีเข้าร่างกายไม่ว่าฉีดหรือกลืน สิ่งที่เราต้องการ คือความรู้สึกตอบสนองต่อตัวแผนที่ฝึกไป มีอย่างไรให้มันโชว์อย่างนั้นจะได้รู้ ชอบกินกันนักไอ้ยาคลายกล้ามเนิ้อ กินเข้าไปแล้วเราจะได้สัญญาณจากร่างกายที่ผิด ต่อไปจากนั้นเรื่องก็จะยาวแระ !!! . ที่เล่ามาทั้งหมดมักจะมาจากนักวิ่งใหม่ พรรษาน้อย รักพัฒนา วัยฉกรรจ์ ในอีกด้าน มักจะเป็นตรงกันข้าม สูงวัยกว่า หน้าเก่า แก่ประสบการณ์ แต่ช่างสรุป เคยฝึกอย่างไรก็มักจะฝึกอย่างนั้น ตะบี้ตะปันฝึกอยู่อย่างเดิมๆทั้งปี มักกล่าวว่า "ไม่เอา...ไม่เพิ่ม...เดี๋ยวเจ็บ" ราวกับว่าการเพิ่มความเข้มข้นฝึกจะต้องเจ็บทุกคน วิ่งแบบซ่ำแซะ ย้ำฝึกแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นหลายๆเดือนเป็นปีๆ ทั้งระยะทางและความเร็ว ทั้งความถี่ห่าง เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง อันนี้แหละคือตัวขัดขวางการพัฒนา แม้สถิติพบว่าพวกนี้จะเจ็บน้อยกว่าพวกแรกก็ตาม แต่ก็ยังมีเจ็บเป็นระยะๆเพราะมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ Perform เดิมๆ โดยสัมพัทธ์มันคือเพิ่มขึ้น มันมาจากวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง เมื่อตัวแปรฝึกมันเดิมๆ แต่ความอึดทนทานมันเหนียวน้อยลงทีละนิดอย่างไม่รู้ตัว มารู้สึกอีกที "เจ็บแระ" . คำถามคือ ทำไมมีเป้าหมายไม่แข่งขัน เพื่อสุขภาพ หรือรักษาระดับความฟิต ทำไมต้องเติมความเข้มข้นด้วย เพราะในทางปฏิบัติ คนเราจะจางคลายการฝึกลงเองวันละนิดวันละหน่อย ฝึกในข้ออ้้าง "โอนอ่อน,ปรับตัว,ยกเว้น" ซึ่งในด้านหนึ่งมันก็ไม่ผิด แต่นับวันมันจะมากขึ้นทุกที และยกเว้นบ่อย ถ้าไม่รู้จักฝืนเอาไว้บ้าง มันจะฝึกได้ไม่คงเดิม แรงใจหนุนส่งมีกำลังไม่พอ การหมั่นเติมพลังใจให้เป็นเชื้อมูลวิ่งตลอดชีวิตต้องรักษาเอาไว้อย่างใส่ใจ มันจะได้ธำรงผลงานเอาไว้น่าชื่นใจ การหมั่นเติมตรงนี้ไม่ใช่ต้องมากหรือเข้มงวดใดๆ แต่ต้อง Keep up เสมอๆ ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลไปตามความเคยชินหรือชะตากรรมใดๆ การฝืนมันเอาไว้บ้าง ไม่ได้มีความหมายเพื่อพัฒนาใดๆเป็นโภชน์ผลหรือแชมเปี้ยน เพียงแต่หวังว่าความฟิตมันจะตกช้าลง เป็นแก่เป็นเฒ่าแต่ฟันไม่ยอมโยก เพียงลับเขี้ยวเพียงเล็กน้อยในประสบการณ์ที่พอตัว ก็ออกสมรภูมิได้ Perform แม้จะไม่ชนะแต่ก็ไม่น้อยหน้า และที่สำคัญ "ไม่เจ็บ" ด้วย ถ้ามีงานหนักงานแรงมาเสนอ ขอเวลาเตรียมตัวบ้างให้ซ้อมถึงอย่างพอเพียง ก็จะลงมาราธอนปีละครั้งสบายๆ แต่ถ้าลงไม่ซ้อมหรือซ้อมไม่ถึง จะหนุ่มจะแก่ ก็"เสร็จ"ทั้งนั้น เป้าหมายการหมั่นเติม อย่างทยอยหยอดทีละน้อย ไม่ใช่เพื่อเป็นแชมป์ แต่มันอยู่ในเทอมของความ "ตลอดอายุขัย" นั่นเอง . ที่เล่ามาทั้งหมด นี้คือสภาพการณ์สองด้านสองมุมที่คุกคามนักวิ่งอยู่ พันธนาการไม่ให้พวกเราพัฒนาไปสู่จุดสูงที่สุดเท่าที่ตัวเองมีศักยภาพอยู่ จึงเป็นได้แค่ปรากฏการณ์เห่อวิ่ง บ้าวิ่ง พอพ้นระยะแข่งก็เข้าระยะซึม(ซึมกะทือ) วิ่งต่อไปอย่างแกนๆ ไม่หือไม่อะไรทั้งสิ้น วันๆพร่ำแต่คำว่า "เดี๋ยวเจ็บ" ค่าที่ว่าสมัยหนุ่มๆ โดนชะตากรรมเล่นมาหนัก เข็ดขยาด ไม่อยากเจออีกแล้ว (ถึงตรงนี้เมื่อมองนักวิ่งหนุ่มห้าวร่วมสมัยทุกวันนี้แล้ว มองเห็นอนาคตเลย) น่าแปลกใจสองจุดที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง คือจุดเดียวกันได้อย่างไร พวกนี้รอวันโรยรา เอาแต่บ่น "ลุงเห็นมาเยอะแล้ว วิ่งแบบนี้เดี๋ยวก็เจ็บ" นี่เป็นสภาพการณ์สองด้านสองมุมของนักวิ่งถนนไทย การแสวงหาระดับฝึกที่พอดีกับตัวของตัวเอง รักษาความกระตือรือร้นวิ่งให้ธำรงอยู่ได้ตลอดอายุขัย ต้องถูกกระตุ้นไตร่ตรองอยู่ทั้ีงชีวิต การ Remind ตัวเองอยู่เสมอๆว่าเรากำลังเกินพอดีไปทั้งสองปลายหรือไม่ เป็นความจำเป็นสำหรับการวิ่ง เมื่อการสร้างใหม่ใดๆเสร็จสิ้น การซ่อมแซมปะผุก็เริ่มต้นงานของมัน และนี่เป็นครรลองของชีวิต พึงให้ความตระหนักไว้ด้วย . . กฤตย์ ทองคง 29 พฤษภาคม 2563 .

Friday, May 22, 2020

อย่าเห่อเร่งไปมาราธอนครั้งแรก


.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.

เป็นที่เข้าใจไม่ยากนักว่า มือใหม่เรื่องใดๆย่อมมาพร้อมกับความบ้าเห่อ ผู้เขียนก็เคยเป็น แต่สถานะตอนนี้ เราผ่านมาพอสมควรแล้วกับเขลานั้น นาทีนี้เป็นเรื่อง "บอกต่อ" กับน้องๆที่มาทีหลัง.....ว่า

"อย่าเร่งรีบไปมาราธอนกันนักเลย"

มาราธอน Cost มันสูงมากกว่าที่เราคิด มันต้องการต้นทุนเรือนร่างที่มากกว่ามินิ และฮาลฟ์

แต่พวกเรา พอเข้ามาเป็นสมาชิกวิ่งหน้าใหม่ ไม่มีแก่ใจจะฝึกแผนสิบโล ฝึกฮาลฟ์ให้ดีขึ้นแล้ว ตัวตนอยู่ทางนึง แต่ใจไปโน่นแล้ว "มาราธอน" หูอื้อไปหมดกับคำเตือนต่างๆ

กำลังจะบอกว่า มาราธอน ควรเป็นของคนที่ควรจะเข้าฝักมาระดับหนึ่งแล้ว ไม่ใช่สำหรับคนเพิ่งเข้ามาสิบโลไม่กี่ครั้ง มา ฮาลฟ์ไม่กี่หน จะไปมาราธอนแระ

สูตรมาราธอนของคนหน้าใหม่เหล่านั้น ไม่ใช่ผลิตมาสำหรับเชิญชวนมากกว่า ผลิตขึ้นมาเพราะห้ามปรามไม่เคยสำเร็จ จึงออกแบบมาสำหรับคนที่ละอ่อนแต่กระสันต์เป็นมาราธอนเน่อร์จนตัวสั่น ให้เอาไปฝึกให้มีอะไรติดตัวบ้างดีกว่าไม่มีอะไรเลยก่อนที่จะไปเจอของจริง

ลองครั้งแรกแล้วพอรู้ กลับเข้าบ้านช่อง บ้านใครบ้านมัน ฝึกปรือมินิ ฝึกหัดฮาลฟ์ให้ดีกว่าเดิมเสียก่อน แล้วค่อยไปครั้งที่สองมาราธอน

แม้ใครบางคนจะกระชับเวลาพรรษาวิ่ง กับ
การไปมาราธอนครั้งแรกน้อยกว่าคนทั่วไป แล้วยัง
รอดไม่บาดเจ็บ ก็จงอย่าถือเอาว่า สิ่งนี้ เป็นแนวทาง
แห่งความกล้าหาญ ความใจถึง ที่จะเป็นแบบอย่าง
ของการแอ่นอกรับกระสุน หรือแสกหัวรับกระบอง
.
มีความจำเป็นแค่ไหนที่เราจะต้อง finish มาราธอน
ภายในระยะเวลานั้นๆ..........
.
ภาษิตที่ว่านักรบย่อมมีบาดแผล เขาใช้กับนักรบที่เจ็บแล้ว ไม่ใช่สำหรับนักรบธรรมดาที่ยังไม่เจอ แต่ถวิลหาความเจ็บนั้นมา(เข้าใจเอาเองว่า) เอามาประดับเรือนกายมันเป็นเรื่องของความเขลาจนเกินไปมากกว่า

จึงเตือนมายังพวกเราว่า ประเด็นอยู่ที่มาใช่เร่งรีบ Finisher เอาเสื้อไปใส่ยืดสถานะความเท่ แต่อยู่ที่ว่า วิ่งมาราธอนแล้วได้ยั่งยืน วิ่งได้จนแก่ วิ่งตลอดอายุขัย ทำกันได้หรือเปล่า ถึงตรงนี้ มีไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง เพราะวงการปล่อยให้เห่อกัน ไม่มีการเตือนไว้เลยนี่แหละ ผลลัพธ์มาราธอนก่อนอันควร มันใช้เวลานานกว่าจะเรียกบิลชำระหนี้ นานจนตอนได้รับบิล จะงง

เป็นห่วงชะตากรรมของผู้ที่เตลิดไปไม่ฟังคำเตือน พบว่า จุดจบข้างหน้ามักมีสหสัมพันธ์กับการเร่งรัดไปมาราธอนเร็วกว่าที่ควร

กลับไปถามตัวเองในคำถามเดิมที่ตั้งต้นวิ่งมาว่า "วิ่งเนี่ยะ จะเอาอะไร" อีกครั้ง ให้ดีเถิด
.
.
กฤตย์ ทองคง
22 พฤษภาคม 2563
=================================================================
บิลที่มาราธอนส่งให้เราชำระมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว พวกเรามักจะประจักษ์กันในบิลระยะสั้นแบบที่ทะเลาะกับบันได และนั่งขี้แล้วลุกไม่ขึ้น แค่นั้นเอง นั่นเรื่องเล็ก
บิลใบใหญ่มีอยู่จริงที่จะต้องตามชำระมันมาอีกในกระแสธารพัฒนาการวิ่งข้างหน้า
อย่างเบา คือพัฒนาไม่ขึ้น หรือขึ้นไม่พอไม่สมกับความเพียรที่ลงไป ต่อการฝึกที่ถูกต้องด้วยกัน และนี่คือจุดที่ผมกล่าวถึงจุดอ่อนนักวิ่งไทยระดับตัวๆสู้ไทยด้วยกันสู้ได้ แต่แรงขึ้นไปอีก ปะทะกับตัวสากล จะฉีกพวกเขาไม่ออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ไปมาราธอนตอนยังเข้าฝักไม่พอ เมื่อครั้งยังต้นๆชีวิตวิ่ง
แต่อย่างหนักก็คือ รอยร้าวที่งำไว้ในอดีตจะออกมาโชว์ตัว
วิ่ง10 วิ่งได้ วิ่ง 21 วิ่งได้ แต่ลองยาวกว่า 21 เป็นเรื่องทุกที
=================================================================
แม้การเลือกเอาดีทางการวิ่งไม่ต้องเหมือนกันทุกคน บางคนเอาดีทาง 42 บางคนเอาดีทาง 21 ทาง 10 หรืออื่นๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แม้ใครที่จะไม่เลือกเอามาราธอนเลย แต่ควรลองเพื่อรู้เอาไว้ อย่างน้อยๆ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้ดีหรือได้ห่วย ไม่ใช่ประเด็น
กำหนดมา พร้อมเมื่อไร เรากับตัวเราเองไม่ใช่เรากับใครหรือกับเวลาของใครกำหนด
จะได้รู้จักชีวิตจริง
================================================================


[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, May 20, 2020

ความถูกบดบัง

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
"ความถูกบดบัง" คือสิ่งที่ควรจะได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจ จะได้ทำให้ถูก กลายเป็นยาก จนถึงอาจทำไม่ได้เอาเลย มาจากการถูกบดบัง

จากตัวหลักการที่เราจะไม่เพิ่มความเข้มข้นฝึกหนักมากกว่าเดิม 10% จากหลักการแช่เย็นฝึกซ้ำ Repeat และการสังเกตตัวเอง Listen your body เป็นหลัก
จะช่วยให้ผู้วิ่งปกป้องตัวเองจากการได้รับบาดเจ็บจากวิ่งอย่างชัดเจนและเป็นไปได้จริง

แต่ในการลงมือปฏิบัติแล้ว กลับไม่ง่าย ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความยาก หรือเพราะความจำกัดของสติปัญญา แต่พวกเราส่วนมากถูกบดบัง

การสังเคราะห์ว่าแผนฝึกของตัวเองให้มีเส้นแดงไม่เกิน 10% นี้อยู่ตรงไหน ไม่ใช่เรื่องที่ยากซับซ้อนจนหยั่งไม่ถึง แต่เพราะมันมีอะไรบางอย่างมาแย่งซีนความสนใจให้เขวออกไป

การซ้อมไม่ถึงตามที่ตั้งใจเพื่อไปสนามที่สมัครไว้ ได้แค่เกินครึ่งมาหน่อยเดียว ไม่พอแน่นอน

แต่เพราะสภาพที่สมัครไว้แล้ว ทำให้การตัดสินใจนาทีสุดท้าย ไม่ฉะฉานเท่าที่ควร

การตัดสินใจไปสนาม ไม่เท ทำด้วยความลังเล มีความเสียดายเข้ามาแทรก เสียดายค่าสมัคร เสียดายโอกาส ต้องรอใหม่ถึงปีหน้า หรือตั้งใจจะเก็บเหรียญสนามดวงใจนี้ให้ครบทุกปี การพลาดไป ทำให้เก็บได้ไม่ครบ ความตั้งใจที่เคยเซ็ทไว้ชะงักงัน

เพื่อให้ลุล่วงอุปสรรค กฎทองคำจึงถูกละเลยง่ายมาก "ลงก็ลง" เป้าหมายที่ฝันหวานจะถูกลดระดับจากที่น่าจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ มาตามหนี Sweeper เอาพอถึง ทัน Cut off

ตายละ แทนที่วิ่งไปจะมีพัฒนา กลับถอยหลัง?!!

ตรรกทำนองเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับกรณีบาดเจ็บด้วย ตอนสมัครยังสด แต่มาเจ็บเอาตอนฝึกเตรียมลงแข่ง หลังจากนั้น และหายไม่ทัน ควรจะต้องไม่ลง แต่แค่คิดก็ใจสลาย เสียดาย "ลงก็ลง" ถูกวางยาเสริมให้สติเพี้ยนจากสหายวิ่งอีกครั้ง

"อยู่ที่ใจ"
"กลัวไร"
"เจ็บได้ก็หายได้"
"นักรบต้องมีบาดแผล"
ฯลฯ

สารพัดปลุกระดมความฮึกเหิมในเรือนร่างที่กะรุ่งกะริ่ง

แค่เป้าหมายหนี Cut off จากที่ควรจะต้องไม่วิ่งเลย อาการก็แสดงตัวแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ครึ่งทาง ที่เหลือใช้ความอดทนแถกเหงือกปลาหมอต่อไป

จากคำแนะนำให้หยุดแต่ต้นมือเมื่อสัญญาณวาบแรกปรากฏ กลายเป็นเลยมาถึงเจ็บจริงแล้วก็ยังหยุดไม่ได้

แทนที่จะทิ้งทุกอย่าง เก็บที่สำคัญอย่างเดียว เป็นเก็บทุกอย่าง เอาทุกเม็ด ทิ้งไอ้ที่สำคัญอย่างเดียวนั้น คือรอยร้าวเรือนร่างตัวเองไม่ให้มีรอยประทับอยู่ เพื่อแลกกับไอ้เหรียญธรรมดาสนามเดียว เอาชีวิตวิ่งทั้งชีวิตไปแลกมันไว้ !!!

คุ้มตายละ...เอ่ยเตือนมาแบบนี้ คือโกรธ

แท้จริงประเด็นของเรื่องคือ "การลำดับความสำคัญ ใดสำคัญที่สุด ใดรองลงมา ใดทิ้งไปได้เลย ตามองศาดีกรีลดหลั่น แต่มันกลับเพี้ยนไปหมด เพราะความถูกบดบัง ไม่ใช่เพราะสติปัญญา

ใครจุดใต้ตำตอ อย่าโกรธ เพื่อตัวของเธอเอง ไม่ใช่เพื่อใคร

ว่างๆทำใจเย็นๆ ค่อยๆไตร่ตรองไป พินิจให้รอบด้านทุกมุม

อะไรที่สำคัญที่สุดของเราที่ควรเชิดชู เหรียญอันนี้ งานนี้ หรือความสามารถวิ่งได้ตลอดอายุขัย ไม่เสี่ยงกับการหยุดวิ่งถาวรตามแบบอย่างของรุ่นพี่ที่จากไป ออกจากวงการ

แม้จะครองถ้วยเต็มบ้าน แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนวิ่งแล้ว ไม่มีอะไรจะอัปยศสำหรับคนวิ่งไปมากกว่า "การวิ่งไม่ได้" อีกแล้ว

เมื่อชัดเจนขึ้น ความโกรธจะเย็นลง "การจัดการอย่างใหม่ๆ"จะถูกเซ็ทขึ้นอัตโนมัติ ก่อนสิ่งใดที่หนักที่สุดจะชิงมาเกิดขึ้นก่อน

การสะสมความเครียดล้ามาเป็นเวลานานต่อเนื่องโดยไม่เจ็บก็ยังหลงเหลืออยู่ ชวนให้หลงทาง แต่หลายราย เพียงการเคาะเบาๆครั้งสุดท้าย เส้นแห่งการร้าวถาวรที่ไม่มีทางประสานได้แล่นผ่าใจกลางเรือนร่าง หลังจากประหลาดใจว่านานแล้วทำไมไม่หายเสียทีไปสู่ใจที่สลายอีกทอด เมื่อประจักษ์ความจริง !!!

มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณสู่คุณภาพที่เราต้องเรียนรู้และพยายาทหลีกเลี่ยงการสะสมความเครียดล้าให้มากที่สุด

การขีดเส้นแดงอนุญาตให้ตัวเองสะสมความเครียดล้าได้แค่ไหนคือสูงสุด ต้องถูกกำหนดขึ้นมาจากตัวเอง และเราเพียงโลดแล่นอยู่ใต้เส้นแดงนั้น

พลันที่เราอาจล่วงล้ำเส้นแดงขึ้นมาเพราะอะไรก็แล้วแต่ ทันทีที่รู้ตัว ทุกสิ่งต้องถูกโยนทิ้งทั้งหมด และไต่ลงมาอย่างเร่งด่วน

สิ่งนี้นักวิ่งร่วมสมัยไม่ได้คิดเตรียมไว้ วันๆหมกมุ่นอยู่แต่กับว่า "ฉันจะไปให้ถึงที่สุดตรงนั้นได้อย่างไร"

แต่นั่นแหละ ทุกความฝันที่สวยหรูใดๆ ต้องถูกกำหนดลิมิตด้วยเส้นแดงก่อนการแตกดับเสมอ

สิงนี้ต้องการการขีดเส้นใต้ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยเตลิดฝันหวาน

แล้วอย่าลืมด้วยว่า เส้นแดงนี้ มันไม่ตายตัว อยู่ตรงไหนแล้วจะอยู่ตรงนั้นตลอดไป มันขยับขึ้นลงตามความฟิตที่เปลี่ยนไป ตามการฝึกที่เกาะติด ตามเหตุผลวิทยาศาสตร์การกีฬาที่สมเหตุสมผล

ที่มีการใช้"ใจ" เพียงไม่กี่ัปอร์เซนต์เท่านั้นเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
20 พฤษภาคม 2563

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Monday, May 18, 2020

นักวิ่งตั้งครรภ์ต้องอ่อนแอเท่านั้น ห้ามแสดงอะไรออกมา

.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ความเห็นต้นจากวรรณ(นักวิ่งตั้งครรภ์)
ขอเล่าประสบการณ์​ออกกำลังมาก่อนตั้งท้อง​ และขณะท้องอยู่​ มามันดีมากๆ​ ดีเกินไปจนไม่อยากเชื่อร่างกาย
ลุงก​ฤตย์​คะ อะไรที่คนท้องทั่วไปเขาเป็นกัน วรรณไม่เป็นเลย​คะ​ ไม่ขาบวม​ ไม่ปวดหลัง​ ไม่อุ้ยอ้าย​ คือไม่เป็นอะไรเลย​
นอนหลับก็สบายตัว​ เดินเหินคล่องแคล่ว​ วรรณยังไปเดินขึ้นเขาได้ปกติ​ แต่แค่ช้าลงตามน้ำหนักที่แบกลูกในท้อง​
... มีหลายคนมาก​ ทักวรรณว่าท้องตอนนี้อายุครรภ์​ประมาณ 6-7 เดือนหรอ​? วรรณบอกว่าใกล้คลอดแล้วคะ​ เขาตะลึง!! และบอกว่าทำไมยังคล่องแคล่ว​ เดินไม่มีอืดอาด​
.. พออายุครรภ์​วรรณครบ3เดือน​ วรรณก็เริ่มเล่นเวท​ เสริมแกนกลาง​ ที่มันมีประโยชน์กับคนท้อง​ โดยไอริณเป็นคนควบคุมการเล่นทุกอย่าง​ ไอริณไปศึกษาเพิ่มเติมของเมืองนอกด้วย​คะ
... คนส่วนมากชอบไม่ให้ออกกำลังกายตอนท้อง​ แต่วรรณฟังคำที่ลุงก​ฤตย์​เคยพูดได้
แล้วรู้สึกว่าโชคดี​ ลุงก​ฤตย์​รู้จักคุณเจน​ ที่เป็นนักวิ่งหญิงมาราธอนทีมชาติไทยมั้ย? เขาก็ท้อง​คะ​ ท้องเดือนเดียวกันเลย​ เขาก็ยังซ้อมวิ่ง​ เล่นเวท​ ปกติทุกอย่าง​ ตอนนี้เขาก็(9)เดือน​ ยังจ็อกเพซ​11​เลยคะ​
วรรณเลยรู้สึกว่าคิดไม่ผิด​ ที่ไม่เอาคำคนอื่น​ มาทำให้ตัวเราไม่ได้ออกกำลังกาย
รัชฎาวรรณ น้ำทิพย์
18 พฤษภาคม 2563
__________________________________________
ความเห็นจากลุงกฤตย์.......
อันความรู้ จะเป็นประโยชน์ขึ้นอยู่กับใครเอาไปใช้ด้วย
ความรู้ว่าออกกำลังดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็รู้กันทุกคน ไม่ใช่ความรู้ใหม่ แต่ใครจะนำไปใช้ประโยชน์ประยุกต์เข้ากับกรณีตัวเอง
ใครทำได้ ประโยชน์ก็กับตัวเองให้ประจักษ์เท่านั้น
ความที่ผมบอกไป แทบไม่มีใครเชื่อ
1) คนท้องออกกำลังกายวิ่งได้ทุกคน
(เป็นคนปกติที่จะยกเว้นเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้จากนรีแพทย์ที่ฝากครรภ์ไว้เป็นเจ้าของเคสมีข้อบ่งชี้ ห้ามวิ่งเป็นเฉพาะราย ไม่ทุกคน เช่นราย Threatened abort)
2) ยิ่งถ้าเป็นรายที่วิ่งมาก่อน แล้วมาท้อง จะสามารถวิ่งได้จนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอดเลย (เป็นข้อมูลจากแหลบที่ทดลองมาไม่รู้กี่รายต่อกี่รายแล้วในนักวิ่งหญิงตั้งครรภ์ ไม่ใช่มโน)
3) เช่นเดียวกัน ในหญิงนักวิ่ง สามารถเริ่มกลับเข้ามาวิ่งในสัปดาห์แรกของคลอดได้เลย เริ่มจากจ็อกช้า และทยอยกลับเข้าแผนฝึกได้เร็วมากกว่าที่แพทย์ทุกคนทำนาย
4) ไม่ใช่กรณีที่ตั้งครรภ์ก่อนแล้วมาวิ่ง ไม่ใช่กรณีอย่างนี้ แต่วิ่งมาก่อนแล้วตั้งครรภ์ โลกไม่ยอมรับอานิสงส์การออกกำลังที่มีต่อแม่และเด็ก ได้แสดงตัวพิสูจน์ประการนี้เลย
5) นักสรีระวิทยาออกกำลังกายสังเกตพฤติกรรมทางกายหญิงนักวิ่งตั้งครรภ์มา ยิ่งทำให้เห็นว่าคลอดง่ายมากยิ่งขึ้น และยังสร้างความหัศจรรย์ของการฟื้นตัวของแม่ให้กับแพทย์และพยาบาลที่ทำงานนี้อยู่เปรียบเทียบเห็นชัดเจนเมื่อเทียบกับแม่ปกติที่ไม่ออกกำลังกาย
6) เพียงแต่ต้องตามใจญาติ ห้ามไม่ให้คนของเขาวิ่งแม้จะปลอดภัยก็ตาม ในข้ออ้างที่ว่า "จะต้องไม่ให้มีความเสี่ยงแม้แต่น้อยหนึ่ง"
ถึงปลอดภัย ก็ไม่เอา อดวิ่งแค่ 9 เดือน ไม่ตายหรอก" แต่ถ้าเกิดฟลุคๆเป็นไรไป หมอและโค้ชกฤตย์จะต้องตายในฐานะที่ยุให้ลูกสาวและเมียเขาไปวิ่ง
โลกเราจึงไม่มีโอกาสเห็นหญิงครรภ์ที่สามารถ
และโลกจึงเก็บภาพฝังหัวว่า คนครรภ์จะต้องอ่อนแอ เป็นของคู่กัน ไว้ตลอดกาล
7) วิ่งในที่นี่หมายถึงยังวิ่งรักษาสภาพ keep running ไม่ใช่เข้าอยู่ในโปรแกรมฝึกแข่งขันใดๆ
แต่โลกฝังหัวเสียแล้วว่า
เมื่อตั้งครรภ์แล้วต้องอ่อนแอ
โลกจึงเป็นผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองฝังหัว
.
.
กฤตย์ ทองคง
18 พฤษภาคม 2563.
.
.
ตั้งแต่พอรู้ตัวตั้งครรภ์
ให้ว่าที่คุณแม่จัดเป้าหมายใน 9 เดือนนี้ลงมาวิ่งเพื่อรักษาสภาพ ออกจากโหมดแข่งขัน โดยทยอยลดความเข้มข้นฝึกลงทั้งในระยะทางและความเร็ว แต่ไม่หยุด


แม้การขึ้นทางชันที่อาจจะเคยฝึกอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเลิก แต่แผ่ว intensity ลงควรถึง50%ลดลงเมื่อถึงเดือนที่5

เดือนที่เหลือ วิ่งตามอาการได้ตามปรารถนา ใช้อาการตอบรับร่ากายเป็นตัวตั้ง พบนรีแพทย์ที่ฝากครรภ์เป็นระยะๆ บอกเขาด้วยเรายังไม่เลิกวิ่งด้วย pace อะไร
.

Wednesday, May 13, 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกเพิ่มขึ้นกับความบาดเจ็บ

ความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกเพิ่มขึ้นกับความบาดเจ็บ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
นักวิ่งที่มีเป้าหมายพัฒนา ย่อมจะฝึกเท่าเดิมๆอยู่ไม่ได้ หมายถึงว่าเขาต้องทยอยเพิ่มความเข้มข้นการฝึก (Intensity) ขึ้นทีละน้อย

Intensity ใหญ่ๆมี 3 ตัว

1) ระยะทางที่เพิ่มขึ้น
2) ความเร็วที่เพิ่มขึ้น
3) ความถี่การฝึกที่กระชับเข้ามา

การฝึกเท่าเดิมๆ มีเพียงยืนยันว่า ในการทดสอบไปสนามจริง เราจะทำได้ดีเท่าหรือดีกว่าช่วงซ้อมเล็กน้อย(ถ้าการฝึกดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น และมีผลประกอบการต่ำกว่าที่ซ้อม แสดงว่ามีอะไรบางอย่างต้องแก้ไข)

การซ้อมเป็นการจำลองสถานการณ์ที่ต้องการให้ร่างกายทำได้แบบนั้นอีกครั้งในวันจริงนั่นเอง

หลักการในการเพิ่มความเข้มข้นฝึกก็มีอยู่ว่า เราต้องบริหารฝึกด้วยการทยอยใส่ Intensity ลงไป ไม่มากอย่างหักโหม ด้วยว่าเรือนร่างรับได้อย่างจำกัด

โดยทั่วไปในทางทฤษฎี โค้ชจะกำหนดให้ไม่มากกว่า 10% และแช่เย็น Repeat 1 สัปดาห์ แต่ไม่เสมอไป นี้เป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ

ตลอดระยะเวลาวิ่งมาร่วม 30 ปีที่คิบโชเก้วิ่งมา หากเขาทยอยเพิ่มความเข้มข้นด้วยสัปดาห์ละ 10% และมีความก้าวหน้าเป็นไปตามตั้งใจละก็ ตัวเขาย่อมมีความสามารถทะลวงไปที่มาราธอนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว

นั่นไม่ใช่เพราะสูตรเพิ่ม 10% ไม่เป็นจริง แต่กฎ 10% เป็นกฎที่ไปขึ้นต่อกับกฎของการลดลงของความก้าวหน้าอีกทอดนั่นเอง

เมื่อความก้าวหน้าดำเนินไปสักระยะหนึ่ง จะพบว่าเพดานความก้าวหน้านั้นที่เอื้อให้เราสามารถนั้น จะลดลง จนไม่ถึง 10% ยิ่งนับวันหลังจากเหตุการณ์ INEOS 1:59 ไปแล้ว ยิ่งมีเพดานเหลือแคบยิ่ง

ไม่ต้องรอถึงระดับนั้น การชลอตัวของกฎ 10% เริ่มมาตั้งแต่ในชั้นระดับของพวกเราบ้างแล้ว

การมีกฎ 10% ตั้งไว้เพียงเพื่อกันเราผู้ฝึกมิให้ใส่ Intensityลงไปในแผนฝึกอย่างบ้าระห่ำ

ที่พวกเราใส่กันเข้าไป 50% บางรายมากกว่านั้นอีก

เป็นธรรมชาติที่เราเดินหน้าการพัฒนาขึ้นไป เราต้องพบความเข้มข้นที่หนักข้อยิ่งขึ้นทุกที เพื่อปกป้องมิให้เราได้รับบาดเจ็บจากการฝึกนี้ เราต้องชลอการเพิ่ม Intensity เข้าไปให้ทันกับความช้าในการปรับตัวนั่นเอง

และรายที่บาดเจ็บก็คือ ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เพิ่ม Intensity เข้าไปมากกว่าการปรับตัวที่ตามไม่ทันนั่นเอง

การปรับตัวหลักๆก็คือการ Repeat แช่เย็น ในความเข้มข้นที่ใส่เข้าไปให้นานขึ้น ซ้ำ และซ้ำ และซ้ำ

จะซ้ำนานกี่ครั้งเท่าไรขึ้นอยู่กับแต่ละราย แต่เรายังมักพบว่าพวกเราที่นิยมเพิ่มกันมากกว่า 10% ก็ยังรอดและพัฒนาได้ก็มี ทำนองกลับกัน เห็นที่เพิ่มน้อยกว่า 10% แต่ได้รับบาดเจ็บก็ยังมีเช่นเดียวกัน

ตัวตัดสินคือ Listen your body อาการจะฟ้อง

ทุกนาทีของการฝึก ผัสสะของเข้าตัวผู้วิ่งต้องถูกยกระดับ จงตั้งใจสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจ เนื่องจากไบแอซเป็นธรรมชาติของมนุษย์ จึงมีความจำเป็นต้องให้คนอื่น(โค้ช)ช่วยดู

ตรงนี้คือข้อจำกัดของคนฝึกเองไม่มีโค้ช แต่ก็พอรอดตัวได้ถ้าจริงจังกับการสังเกตตัวเอง

ดังที่กล่าวไปแล้ว ฝึกๆไป ร่างกายจะสะสมความล้า Fatique การแช่เย็นหรือ Repeat คือนอกจากจะยุติการเพิ่มชั่วคราว แต่สลับการกระทำซ้ำๆให้ร่างกายจดจำสลับกับการชลอการฝึกหยุดพัก(แต่ไม่นานจนเรือนร่างลืมความทรงจำนั้นๆ)

พอร่างกายกลับสดดี ก็ไปซ้ำใหม่

แต่ถ้าฝึกไม่หยุด ไม่สลับ Recovery จะเท่ากับเดินหน้าสะสม Fatique ต่อไป ทีนี้จะเข้าโหมดบาดเจ็บ Injury ทีนี้ "เรื่องจะยาว"

เราจะรอให้คืบหน้ามาจนถึงจุดนี้ไม่ได้ การที่เราจะรอให้เจ็บก่อนถึงมีปฏิกิริยาตอบรับการฝึก ถือว่า สายไปเสียแล้ว

แต่นี่แหละคือ Pattern ที่พวกเรานิยมทำกัน หนักข้อกว่านี้ก็มี ขนาดอาการมาแล้ว ยังเดินหน้าเพื่อจะผ่าให้ทะลุ ยังเพิ่ม Intensity เข้าไปอีก ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

จำไว้ว่าทุกการ Injury จากการวิ่ง มันจะไม่มีการ"เจ็บทันที" แต่จะมีสัญญาณเตือนมาก่อนเสมอ ตรงนั้นแหละ

รายที่เถียงว่าการเจ็บเลยไม่มีสัญญาณเตือนก็มี คืออุบัติเหตุ เช่นเท้าแพลง แต่ในทุกความเครียดล้าจากภายในที่มากพอ ก่อนการแตกหัก ย่อมมี Alert ก่อนเสมอ แต่นักวิ่งมักเพิกเฉย

แสดงว่าคนพูดประสบการณ์ต่ำ มีความสังเกตไม่พอ จุดอ่อนของเธอ คือต้องมีโค้ชแล้ว ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า "ปกครองตัวเองไม่เป็น" ต้องมีคนอื่นมาช่วยสังเกต ต้องมีคนอื่นไปช่วยปราม มิให้รับสารแปลกปลอมเข้าร่างกาย ยืนยันครับว่า ร่างกายมีสัญญาณก่อนเจ็บเสมอ

มาถึงตรงนี้ พวกเรามักจะถามกันเข้ามามาก "แค่ไหนต้องหยุดแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องผ่อน และแค่ไหนควร"เติม" Intensity ได้แล้ว

ตอบว่า "การลงมือทำ" ทดลองทำจะเป็นตัวเฉลย อย่างสังเกตอาการ อย่างใช้สามัญสำนึกที่เต็มเปี่ยม สิ่งนี้ย่อมช่วยเราได้เสมอ โดยจัด ที่ลลฝน้อยไปก่อน ถ้าผมเป็นพวกเราจะจัดให้น้อยกว่า 10% จะเป็น 4% หรือ 5% ก็ดี เผื่อผิดพลาด ยังพอมีช่วงให้อุ่นใจ

พวกเราถามเข้ามาตอนนี้ ตอนที่ร่างกายอยู่นิ่งๆ นั่งอ่านอยู่กับที่ มันเก็ตยาก ต้องผ่านการฝึกไป ความเครียดล้าที่ทยอยเข้ามามันจะทำให้เรา "อ๋อ" เอง

เรากำลังก้าวเข้ามาถึงจุดสำคัญของเรื่องฝึกอีกประการหนึ่ง คือ การสมดุลของทฤษฎีกับการปฏิบัติ

คำถามที่มาก่อนประสบการณ์ คือพวกทฤษฎีจ๋า รู้ไปหมด มีท่วงท่าวิจารณ์มาก รู้มากยากนาน รู้ละเอียดเกินไป คำอภิปรายเยอะมาก ที่พวกเราส่วนหนึ่งเป็นกันเยอะ ยิ่งสังคมวิ่งก้าวล่วงเข้ามาในโลกโซเชี่ยล นี่เต็มไปหมด

รุ่นพี่ๆ ที่ผ่านมาไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย แต่กลับทิ้งผลงานวิ่งที่น่าประทับใจไว้มากมาย

สิ่งที่ควรรู้ไม่ต้องมีอะไรมากมาย แค่รู้ตัวเองก็พอ

รู้หยุดวิ่งให้เป็น จังหวะไหนควรหลบจำศีล ช่วงไหนโลดแล่นได้ ไม่ใช่พอวิ่งได้ก็ตื่นรองเท้าใหม่ หยุดไม่เป็น

รู้ไปหมดรองเท้ารุ่นไหนเป็นอย่างไร รู้ดีกว่าคนขายอีก แต่ตัวของตัวเองกลับไม่รู้ จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง

1) อย่ามองแผนฝึกอย่างฝันหวาน ยิ่งมากยิ่งดี
แผนวิ่งเทพเหล่านั้นจะออกผลก็ต่อเมื่อ มีเรือนร่างที่รับได้กับแผนนั้น ต่อให้แผนนั้นเริ่ดขนาดไหน ถ้าตัวเองรับไม่ได้ "ก็จบ"

เครื่องมือนำไปสู่เป้าหมายนั้นก็สำคัญ ถ้ามีเครื่องมือไม่พอ ต้องอัพเครื่องมือนั้นเสียก่อน

2) รู้หยุดเป็น ปกครองตัวเองให้ได้ ต่อการฝึกหนึ่งๆที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว แค่ไหนควรพักเว้นระยะ แค่ไหนซ้ำได้ แค่ไหนกลับไปเพิ่มได้แล้ว เพิ่มได้เท่าไร ?

3) ห่างของนอกตัวเสียบ้าง ให้จดจ่อที่ตัวเราเองเป็นประการสำคัญ ตัวเรากับแผนฝึก พูดให้ชัด เลิกบ้ารองเท้าเสียที เพลาๆบ้าข้อมูลนาฬิกาเสียที เฟอะฟะ รู้ไม่จริง ข้อมูลจะพาตัวเองหลงทาง

เครื่องมือมีบทบาทแค่ช่วยเรา ไม่ใช่รบกวนสิ่งที่เรากำลังจดจ่อ ทุกวันนี้มันมากไป มากขึ้นแล้วไม่่เห็นจะวิ่งดีขึ้น ก็เปล่า
.
.
กฤตย์ ทองคง
14 พฤษภาคม 2563
.
ถาม:ช่วงเวลาของการแช่เย็นนานแค่ไหนคะอาจารย์
ตอบ:
2-3 ครั้งน้อยไป ควรสัก 4-5 ครั้ง
แต่แล้วแต่ละคนด้วย
มากครั้งเกินไปไม่มีผลเสียแต่สัมฤทธิ์ช้าเท่านั้นเอง แต่ถ้ากระชั้นไปจะเจ็บ
ลองทำดูทั้งสองแบบ มากครั้งกับน้อยครั้งแล้วสังเกต
ถ้างงๆ ลังเล เอามากเข้าไว้น่าจะปลอดภัยดีกว่า มากครั้งเข้าไว้ ผลเสียไม่มี แค่เสียเวลาเท่านั้น
.
นาย รัตนศิริ สุทธศิริ
การวิ่งซ้อม LONG RUN(อาทิตย์ละครั้ง) ควรทยอยเพิ่มความเข้มข้นการฝึก (Intensity) ขึ้นทีละน้อย ? ถ้าเพิ่มเท่าไหร่ดีครับ
กฤตย์ ทองคง
การเพิ่ม 10% หม่ยรวมการเพิ่มทุกอย่าง
ติ้ดต่างถ้าเราไม่ได้เพิ่มอะไร ช่วงนั้น เราสามารถเพิ่มระยะ Long run ได้ 10%
และสัปดาห์หน้าก็ยาวซ้ำอยู่ที่ระยะใหม่
แต่ก็อยู่ที่เป้าหทายของรัตนศิริว่าจะเอาอะไร เอา 10 หรือเอา 21 หรือเอา 42 หรือเอากว่านั้น หรือเอาสุขภาพ จะเห็นว่าโจทย์มีตั้งหลายแบบ
ยังไม่พอ ยังขึ้นอยู่ว่ารัตนศิริ เคยฝึก Long run มายาวเท่าไร นานกี่ครั้งแล้ว
นี่คือโจทย์ซ้อนทับลงไปบนโจทย์เดิมอีกชั้น
นาย รัตนศิริ สุทธศิริ
ตรงสัปดาห์หน้าก็ยาวซ้ำอยู่ที่ระยะใหม่ประมาณ 4-5ครั้งแล้วเพิ่มอีก 10% ไปเลื่อยๆหรือเปล่าครับ ขอขอบคุณมากครับอาจารย์
กฤตย์ ทองคง
ถูกต้อง แต่จำนวนครั้งในทุกคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
ดูอาการไป โค้ชจะรู้ เราก็รู้ ประสบการณ์จะรู้เอง นี่คือไม่ควรเร่งรัด พรรษาวิ่งมันแลกได้มากับประสบการณ์

.

[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่