Thursday, May 28, 2020

การหลงทางสองครั้งของนักวิ่ง

 การหลงทางสองครั้งของนักวิ่ง

.
.
.
.
ครั้งแรก......
พวกเราจำนวนไม่น้อยหลงทางจนทำให้เกิดปัญหาบาดเจ็บและพบอุปสรรคพัฒนาฝีเท้าจากความคลาดเคลื่อน3 จุด
1) ฝึกวิ่งตรงนั้นมากเกินระดับความเป็นตัวของตัวเองไป
2) ฝึกวิ่งนั้นด้วยความเร็วที่เกินระดับตัวเองที่เหมาะสม
3) ฝึกสิ่งนั้นบ่อยกระชั้นเกินไป พักฟื้นไม่พอ
(ที่ฝึกน้อยไปเบาไป ไม่เคยเห็น จะมีก็แต่ไม่ฝึกเลย)
มักเป็นสายพัฒนา
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ที่ไปรู้ไปเห็นมาว่า มันดี เห็นเขาทำกัน เขาส่งคำท้าทายมาตามสื่อ คิดเอาเองว่า เราต้องรับคำท้าทายนั้น ที่เกือบร้อยละร้อยคำท้าทายเหล่านั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัวเราทั้งสิ้น ที่พอดี หรือน้อยกว่าไม่เคยมี เช่น Plank ต่างๆ
ทำไมเราต้องตามไปกับเขาด้วย ไม่ใช่สิ่งนั้นไม่ดี แต่ปริมาณมันมากเกินไป ใดที่ต่อให้ดีขนาดไหน ลงถ้ามันมากเกินไป มันย่อมไม่ดีทั้งนั้น
ขนาดไหนที่พอดี ไม่ได้ยากเย็นที่จะรู้ เพียงการลองทำ อาการมันจะสำแดงตัวเอง
เพียงครั้งแรกก็รู้แล้ว ประสิทธิภาพร่างกายของคนเราก็มีจำกัด ไปได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมาย รสชาติที่เลวร้ายก็เริ่มมา สิ่งนี้คือสัญญาณเตือน
ในการวิ่ง ตัวสัญญาณเตือนเป็นคนละตัวกับความบาดเจ็บ มันเป็นแค่ Monitor ที่แดงวาบให้เรารู้ตัวว่า "พอแล้ว" มาจากธรรมชาติ เพื่อปกป้องไม่ให้ร่างกายได้รับอันตราย
เพียงการเชื่อฟังสัญญาณนั้นๆ เราก็จะพ้นอันตราย
แต่มนุษย์ร่วมสมัย ไม่ยอมรับการมีอยู่ของปุ่ม Alert บนหน้าปัทม์ มีอะไรก็ไม่รู้ที่บอกให้เราต้องเดินต่อไปข้างหน้าให้สุดทาง ในชื่อว่า "เรือต้องออกจากฝั่ง" หรือ "บาดแผลของนักรบ" บ้าง ฯลฯ
ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา เราไม่มีสิ่งเหล่านี้ เรามีวิธีเอื้อมที่ปลอดภัยให้ ด้วยการค่อยๆทยอยหยอดเข้มข้นลงไป จะใหญ่ จะอลังการแค่ไหนทำได้หมดแหละ แต่จะต้อง Gradually Increase by Gentry จากเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้อยู่ วัดจากความรู้สึกกระทำซ้ำๆ Repeat ตรงนี้ไม่ต้องถามลงไปลองทำเลย ไปลองก่อน การลงมือปฏิบัตจะเฉลยไปในตัว
รายที่มักถามเอาแต่จะถาม มักจะลงมือน้อย พูดมาก ท่วงท่าปัญญาชน คำถามแสดงความรอบรู้มากกว่าผู้เขียนอีก ศัพท์แสงแพรวพราย
การลองไปแล้ว ยังสงสัย ถามมาได้ จะตอบให้ เพราะคำถามจะ Make sense ขึ้นอัตโนมัติ ตัดความเสล่อออกไปจนหมด อย่าทำร้ายผู้เขียนด้วยคำถามที่ไม่เคยลองทำก่อน ใครก็รู้ว่าผมขยันตอบคำถามพวกเราขนาดไหน
โดยเริ่มที่ 1)+2)+3) ข้างต้นทีละน้อยไปก่อน จาก Ground zero ทันทีที่ลองเสร็จ มันจะทยอยชัดขึ้นมาสเต็ปหนึ่ง ว่ามันมากหรือน้อยไป
ถ้าไม่แจ่ม ก็ค่อยลองอีก โดยพักสักวันแล้วลองใหม่ มันจะเริ่มชัดมากขึ้นและมากขึ้น ค่าที่ว่ามันมาพร้อมกับฤทธิ์สะสมจาก 3-4 ครั้งของการลอง
เช่น "มันมากไปแล้ว" หรือ "ชิวเกินไป" เราจะได้เติม ส่วนใหญ่ ไม่มีอย่างหลัง จะเป็นอย่างแรกเสียมากกว่า
.
. วิธีการลองผิดลองถูกนี้ เท่ากับเป็นการพัฒนาทักษะที่มีชื่อว่า "ผัสสะ" ของผู้ฝึก ทุกรายย่อมเริ่มที่อ่อนผัสสะด้วยกันทุกคน ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่หัดลองเจอกับมันดู นักวิ่งทุกวันนี้แม้จะวิ่งมานาน แต่พบว่าผัสสะต่ำมาก เพราะฝึกแต่เร็วเข้าว่า ไม่ฝึกการรับรู้ กว่าจะรู้ตัวก็รุ่งขึ้น ก็เดินเป๋ปัด นั่งขี้ทุลักทุเล ขาตาย ย่างก้าวฝึกรุ่งขึ้นไม่ออก แทนที่จะรู้จากตั้งแต่กลางการฝึกเมื่อวันวานแล้ว แต่เป็นเพราะความเชื่อจากลัทธิแก้เหล่านั้น เชิดชูเรือให้ออกจากฝั่งแม้จะตายจะล่มก็ต้องดันให้ออกไป ไปให้จนสุดทาง ที่สัญญาณมันออกมาตั้งแต่ลงมือทำแล้ว แทนที่จะรีบปรับลด กลับยิงจนหมดแม็ก นั่นเป็นการแสดงทักษะที่ต่ำมาก เมื่อรุ่งขึ้นขาตาย เท่ากับเป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกมาเป็นครั้งที่สอง ว่ามันมากไป หนักไป แต่ก็เหอะ มีบางคนยังไม่หยุด ทั้งๆที่สัญญาณนั้นควรแปลว่า ต้องลดลงในคราวต่อไป ปริศนาบรรทัดต่อไป จะต้องลดลงขนาดไหน ก็ต้องลองอีกเหมือนเดิม A) หยุดพักให้มากกว่า 2-3 วัน เพื่อให้ความล้าจากการลองครั้งแรกนั้นหายไปเสียก่อน ค่อยไปลองใหม่ ไม่ใช่ลองไปอีกทั้งๆที่ยังน่วมอยู่ สิ่งที่ลองแล้วพบจะเป็น Perform ลวง B) ลองในระดับที่จินตนาการว่าควรจะลดลงขนาดไหน แล้วสังเกตผลลัพธ์นั้นว่าเหมือนเดิมหรือไม่ มันน่าจะดีขึ้น หรือกระชับขึ้น เราจะหยั่งถึงตรงนี้ได้เอง แต่ต้องแน่ใจว่า ด้วยวิธี Listen yourself เป็นตัวของตัวเอง อย่าฟังคนอื่น คนอื่นมันจะเทพมาจากไหน มันก็ไม่ใช่เราอยู่ดี ทบทวน A) + B) ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าความล้ามี มันคือบอกเราว่าเรายังไม่เหนียว ร่างกายกำลังปรับตัว อย่ากินยาคลายกล้ามเนื้อ อย่ารับเคมีเข้าร่างกายไม่ว่าฉีดหรือกลืน สิ่งที่เราต้องการ คือความรู้สึกตอบสนองต่อตัวแผนที่ฝึกไป มีอย่างไรให้มันโชว์อย่างนั้นจะได้รู้ ชอบกินกันนักไอ้ยาคลายกล้ามเนิ้อ กินเข้าไปแล้วเราจะได้สัญญาณจากร่างกายที่ผิด ต่อไปจากนั้นเรื่องก็จะยาวแระ !!! . ที่เล่ามาทั้งหมดมักจะมาจากนักวิ่งใหม่ พรรษาน้อย รักพัฒนา วัยฉกรรจ์ ในอีกด้าน มักจะเป็นตรงกันข้าม สูงวัยกว่า หน้าเก่า แก่ประสบการณ์ แต่ช่างสรุป เคยฝึกอย่างไรก็มักจะฝึกอย่างนั้น ตะบี้ตะปันฝึกอยู่อย่างเดิมๆทั้งปี มักกล่าวว่า "ไม่เอา...ไม่เพิ่ม...เดี๋ยวเจ็บ" ราวกับว่าการเพิ่มความเข้มข้นฝึกจะต้องเจ็บทุกคน วิ่งแบบซ่ำแซะ ย้ำฝึกแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นหลายๆเดือนเป็นปีๆ ทั้งระยะทางและความเร็ว ทั้งความถี่ห่าง เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง อันนี้แหละคือตัวขัดขวางการพัฒนา แม้สถิติพบว่าพวกนี้จะเจ็บน้อยกว่าพวกแรกก็ตาม แต่ก็ยังมีเจ็บเป็นระยะๆเพราะมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ Perform เดิมๆ โดยสัมพัทธ์มันคือเพิ่มขึ้น มันมาจากวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง เมื่อตัวแปรฝึกมันเดิมๆ แต่ความอึดทนทานมันเหนียวน้อยลงทีละนิดอย่างไม่รู้ตัว มารู้สึกอีกที "เจ็บแระ" . คำถามคือ ทำไมมีเป้าหมายไม่แข่งขัน เพื่อสุขภาพ หรือรักษาระดับความฟิต ทำไมต้องเติมความเข้มข้นด้วย เพราะในทางปฏิบัติ คนเราจะจางคลายการฝึกลงเองวันละนิดวันละหน่อย ฝึกในข้ออ้้าง "โอนอ่อน,ปรับตัว,ยกเว้น" ซึ่งในด้านหนึ่งมันก็ไม่ผิด แต่นับวันมันจะมากขึ้นทุกที และยกเว้นบ่อย ถ้าไม่รู้จักฝืนเอาไว้บ้าง มันจะฝึกได้ไม่คงเดิม แรงใจหนุนส่งมีกำลังไม่พอ การหมั่นเติมพลังใจให้เป็นเชื้อมูลวิ่งตลอดชีวิตต้องรักษาเอาไว้อย่างใส่ใจ มันจะได้ธำรงผลงานเอาไว้น่าชื่นใจ การหมั่นเติมตรงนี้ไม่ใช่ต้องมากหรือเข้มงวดใดๆ แต่ต้อง Keep up เสมอๆ ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลไปตามความเคยชินหรือชะตากรรมใดๆ การฝืนมันเอาไว้บ้าง ไม่ได้มีความหมายเพื่อพัฒนาใดๆเป็นโภชน์ผลหรือแชมเปี้ยน เพียงแต่หวังว่าความฟิตมันจะตกช้าลง เป็นแก่เป็นเฒ่าแต่ฟันไม่ยอมโยก เพียงลับเขี้ยวเพียงเล็กน้อยในประสบการณ์ที่พอตัว ก็ออกสมรภูมิได้ Perform แม้จะไม่ชนะแต่ก็ไม่น้อยหน้า และที่สำคัญ "ไม่เจ็บ" ด้วย ถ้ามีงานหนักงานแรงมาเสนอ ขอเวลาเตรียมตัวบ้างให้ซ้อมถึงอย่างพอเพียง ก็จะลงมาราธอนปีละครั้งสบายๆ แต่ถ้าลงไม่ซ้อมหรือซ้อมไม่ถึง จะหนุ่มจะแก่ ก็"เสร็จ"ทั้งนั้น เป้าหมายการหมั่นเติม อย่างทยอยหยอดทีละน้อย ไม่ใช่เพื่อเป็นแชมป์ แต่มันอยู่ในเทอมของความ "ตลอดอายุขัย" นั่นเอง . ที่เล่ามาทั้งหมด นี้คือสภาพการณ์สองด้านสองมุมที่คุกคามนักวิ่งอยู่ พันธนาการไม่ให้พวกเราพัฒนาไปสู่จุดสูงที่สุดเท่าที่ตัวเองมีศักยภาพอยู่ จึงเป็นได้แค่ปรากฏการณ์เห่อวิ่ง บ้าวิ่ง พอพ้นระยะแข่งก็เข้าระยะซึม(ซึมกะทือ) วิ่งต่อไปอย่างแกนๆ ไม่หือไม่อะไรทั้งสิ้น วันๆพร่ำแต่คำว่า "เดี๋ยวเจ็บ" ค่าที่ว่าสมัยหนุ่มๆ โดนชะตากรรมเล่นมาหนัก เข็ดขยาด ไม่อยากเจออีกแล้ว (ถึงตรงนี้เมื่อมองนักวิ่งหนุ่มห้าวร่วมสมัยทุกวันนี้แล้ว มองเห็นอนาคตเลย) น่าแปลกใจสองจุดที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง คือจุดเดียวกันได้อย่างไร พวกนี้รอวันโรยรา เอาแต่บ่น "ลุงเห็นมาเยอะแล้ว วิ่งแบบนี้เดี๋ยวก็เจ็บ" นี่เป็นสภาพการณ์สองด้านสองมุมของนักวิ่งถนนไทย การแสวงหาระดับฝึกที่พอดีกับตัวของตัวเอง รักษาความกระตือรือร้นวิ่งให้ธำรงอยู่ได้ตลอดอายุขัย ต้องถูกกระตุ้นไตร่ตรองอยู่ทั้ีงชีวิต การ Remind ตัวเองอยู่เสมอๆว่าเรากำลังเกินพอดีไปทั้งสองปลายหรือไม่ เป็นความจำเป็นสำหรับการวิ่ง เมื่อการสร้างใหม่ใดๆเสร็จสิ้น การซ่อมแซมปะผุก็เริ่มต้นงานของมัน และนี่เป็นครรลองของชีวิต พึงให้ความตระหนักไว้ด้วย . . กฤตย์ ทองคง 29 พฤษภาคม 2563 .

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.