Friday, January 31, 2020

คำถามฝึกที่พบบ่อย


คำถามฝึกที่พบบ่อย
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อให้แนวทางฝึกไปแล้ว ควรเอาไปลองทำดูก่อน ใช้สามัญสำนึกให้มาก อย่าเอาแต่ถาม หลายคำเฉลยที่สงสัย จะคลี่คลายออกมาเอง หลังจากลองทำไปบ้างก่อน

เช่นทำอาหารให้กิน ถามมาว่าต้องกินอย่างไร ต้องกินกี่คำถึงจะได้โภชนาการ

A : กินไปเถอะ

Q : กินแค่ไหนถึงจะพอเพียง

A : เมื่ออิ่มก็พอ

Q : แค่ไหนจะรู้ว่าอิ่ม

A : กินไปก่อน พออิ่มเราจะรู้เอง

ถามแบบนี้ตอบไม่ได้ การตอบคำถามฝึก ก็เช่นเดียวกัน

ถ้าเรือนร่างเราอ่อน ความตึงตัวและความล้าจะทยอยเข้ามาเต็มเมื่อฝึก กลไกความรู้สึกมันจะฟ้อง สะสมตามเที่ยวที่ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สิ่งที่เกิดตอนเราลงมือฝึกไปแล้ว คือความล้า แต่นาทีที่ถามเรายังไม่ได้ฝึก ความล้ายังไม่เกิด จึงไม่รู้ ต้องไปลองดู ความคลางแคลงจะคลี่คลายออกมาเองโดยไม่ต้องอาศัยคำตอบใดๆ

เมื่ออิ่ม มันก็อิ่ม ไม่อยากกินแล้ว ใช้ความรู้สึกนำร่อง ใช้สามัญสำนึกประกอบ ย่อมผ่านได้แน่

กลางทางการฝึกใดๆ ให้จับสังเกตอาการที่ไหลเข้ามา เพิ่มพูนสะสม และให้ความอ่อนล้า กับเวลาที่นาฬิกาบอกมาว่าได้เท่าไร มันจะให้รูปแบบสหสัมพันธ์ชุดหนึ่งขึ้นมาให้เราจับสังเกต

ให้สานก่อต่อไปด้วยการลองผิดลองถูก

ถ้าการออกตัวครั้งแรกๆ เที่ยวต้นๆ ผ่อนแรงไม่จัดเต็ม กั๊กไว้ เที่ยวหลังๆจะเหลือแรงทำได้มากเที่ยวขึ้นไปอีก ถ้าเทแรงเต็มเหนี่ยว จะไปได้เพียงไม่กี่เที่ยว

วิ่งทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที เราก็จับ Pattern ของมันได้เอง ที่แม้จะไม่มีใครบอกว่าวิ่งอย่างไร มันก็จะคลิกออกมาเองจากการลงมือทำ

วิ่งไปสักพักจะเข้าใจเองว่า หากเมื่อวานวิ่งหนัก วันนี้จะวิ่งไม่ออก หากวันนี้ฝืนวิ่งต่อ รุ่งขึ้น ความล้ายิ่งเพิ่ม

ตรงข้าม ถ้าวันนี้ได้พัก พรุ่งนี้ อาการจะสดขึ้น สามารถรองรับการฝึกใหม่ได้ มีความกระตือรือร้นมากกว่า

ในขณะที่ หากฝืนวิ่งวันนี้ไป ก็ใช่จะวิ่งดีอะไรหนักหนา แค่พอไปได้เท่่านั้น ค่าที่ว่าความล้าจากวันวานถ่วงไว้
.
.
สรุปว่า หากเรารู้จักใช้การฟังอาการ รู้ล้า รู้สด ทำตัวให้สอดคล้องกับอาการธรรมชาติ เราจึงฝึกได้แรงกว่าไปฝืน
เมื่อฝึกได้แรงกว่าก็จะซึมซับการฝึกได้มากกว่า ที่จะฝึกไปทั้งเปลี้ยๆ
อันนี้เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ความนี้ไม่เห็นใครต้องบอกเลย ย่อมทำเป็นกันทุกคน
นักวิ่งทุกคน เติบโตมาจากสายโรงเรียน ที่เคยชินกับการ Study มาทั้งชีวิต ขาดประสบการณ์จริง พอมาศึกษาวิ่ง ก็จะเต็มไปก่วยคำถาม ศัพท์แสงวิชาการสูงๆ ลึกลงไประดับเซล ใช้บุคลิก Study ไม่ได้แสดงความพยายามจะ Learning ใดๆเลย
ดูเผินๆดี แต่กำลังจะหลงทาง
เรากำลังวิ่ง และแสวงหาการวิ่งที่ดี มีพัฒนาการ ไม่บาดเจ็บง่าย ไม่ได้เอาความรู้ไปเป็นนักวิชาการ Acadamy ใดๆ
.
เมื่อแผนฝึกบอกว่า
1) Long run
2) Hill running
3) Interval training
4) Tempo
5) Fresh
6) WM (Weekly Mileage)
ถามกันเข้ามาเป็นพรวน
ต้องยาวเท่าไร ต้องขอดกี่เที่ยว
ต้องมี WM กี่โล
Tempo ต้องใช้ Pace เท่าไร
เต็มไปหมด
ขอให้ตระหนักว่าทั้ง 6:ประการเป็นเครื่องมือ 6 ชิ้น ใส่ไว้ในกระเป๋า เวลาฝึก ต้องเอาไปทั้งกระเป๋า โดยฝึกวันละชิ้นงาน ไม่ใช่ฝึกพร้อมกันทุกอย่าง
ไม่ใช่เลือกฝึกอย่างที่ชอบอย่างเดียว
มโนเอง ขอดอย่างนั้นขอดอย่างนี้ จึงแก่ขอด
ถ้าเราแก่ขอดจะล้า จะไปฝึกอื่นต่อวันหลังไม่ออกแล้ว
Long run และ WM ก็เช่นกัน เราจะประเดไปมากตามที่รู้มาไม่ได้ ต้องทยอยให้ปรับตัว ถ้าใส่มันเยอะ เราจะอืด วิ่ง Hill ไม่ออกเลย
จงปฏิบัติต่อทุกเครื่องมืออย่างพอประมาณ เพื่อให้เราได้ฝึก Key ทุกตัว ไม่ใช่บางตัว
.
Fresh คือความสด
ที่ผู้วิ่งต้องมีความสด(ไม่งอมซ้อม)
ตลอดเวลาในการเข้าโปรแกรม
แน่นอน...ย่อมได้คืนมาจากการพักฟื้นส่วนหนึ่ง และอาจได้มาจากการ Cross training ก็ได้
ความยุ่งยากมันอยู่ที่เวลาที่เรามีจำกัด
เราต้องการเอามาฝึก แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องการเวลาเอามาพัก
ขณะที่เราต้องการอย่างหนึ่ง เราก็ยิ่งต้องการมุมตรงข้ามมากด้วยเช่นกัน
ศาสตร์วิ่งจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
.
ฝึกแค่ไหนจึงจะพอ? ตามหัวข้อเรื่อง
ก็คือการฝึกให้ครบทุกอย่างมากพอที่ความล้าจะอนุญาตให้สามารถต่อเนื่องได้ทั้งกระเป๋า
เมื่อใดที่เรารู้สึกล้า ต้องผ่อนลงทั้งกระเป๋า
ต้องรู้จักการบริหารจัดการความทั้งหมด 6 ประการให้ได้สมดุล ดำเนินการวิ่งไปได้ตลอดไม่บาดเจ็บ
แม้การมากไปจะไม่ให้ความบาดเจ็บมาทันท่วงที มันเข้าสู่โหมดสะสมก่อน แต่อาการแหละ มันจะเริ่มฟ้อง
และถ้าฝืน อาการจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น กว่าจะเข้าการบาดเจ็บเต็มรูปแบบ เราย่อมฝืนมาสักพักหนึ่งแล้วทุกราย
ดังนั้น จงให้ความระวังอาการ มาแล้วอย่าฝืน
ไอ้ตรงฝึกไม่เท่าไร
มันจะมาเอาสนามจริง ที่เรายังไม่หายจากเจ็บสิ้นเชิง แค่ทุเลาลงเท่านั้น
แต่ต้องลงวิ่งเพราะสมัครไว้ล่วงหน้า(ตั้งแต่ก่อนเจ็บ)
ผีถึงป่าช้าแล้ว ยังไงก็ต้องฝัง
อาการนั้นชัด ว่าต้องพักวิ่งที่หยุดมา นานยังไม่พอ มันยังไม่หาย
แต่สมัครไว้ เสียดายเงิน ต้องลง ตรงนี้คือจุดตาย ทำให้ความบาดเจ็บธรรมดากลายเป็นบาดเจ็บเรื้อรังไปหลายคนเพราะเหตุนี้
ความคลี่คลายจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่ต้องพูดถึง RIP พยายามดิ้นต่ออีกสักปีสองปีกับความไม่ยอมหายสักที เจ็บสลับดี ดีสลับเจ็บ ไม่เคยหายขาด เข้าแผนฝึกไม่ได้ เข้าทีไร มันมาทุกที หน่ายเข้า เลิกวิ่งมันเลย วิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัยทั้งๆที่อยากวิ่ง ทำการวิ่งหลุดมือ
.
ไม่ได้เขียนให้ใครที่เกิดเรื่องแบบนี้แล้ว แต่เขียนให้คนที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าหากวิ่งแบบใด รุ่นพี่ๆ ที่เคยทำมา มักลงเอยที่ตรงไหน
ย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับความสมดุลทั้งกระเป๋า
ที่ฝึกไป ควรฝึกแค่ไหน
แค่ผลรวมของทุกชิ้นเครื่องมือรวมกันแล้ว เราประคับประคองไปได้ ไม่ล้นออกมา
ต่อเนื่องแผนฝึกไปได้หลายๆเดือน หมักบ่มซ้ำต่อบ่อยๆ ถ้าเพิ่ม ก็ต้องไม่เพิ่มมากกว่า 10% ต่อครั้ง เป็นปีๆ
อย่างนี้พัฒนาได้แน่
.
ผู้เขียนไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปตอบคำถามว่าแค่ไหนจึงจะพอ กี่โล กี่เที่ยว Pace อะไร คำถามพวกนี้เป็นคำถามระดับปัจเจก ที่แต่ละคนต้องไปหยั่งถึงตัวเองเอาแต่ละคน
ผู้เขียนอยู่ทางนี้ หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ยิ่งความเหนียวแน่นต้นทุนของเรือนร่างของพวกเธอ ผู้เขียนก็ไม่ทราบ พวกเธอนั่นแหละ ต้องรู้ความป็นตัวเอง
ถ้าไม่รู้ ให้ลองไปก่อน
ลองผิด ลองถูก
ลองแต่น้อย อย่าลองมาก
น้อยไปเพิ่มได้ มากไปจะเจ็บก่อน
เมื่อหมักบ่มตรงนี้ไปนานๆ ที่เหนื่อยล้าย่อมจะทำง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้น ก็ให้เติมปริมาณลงไป อย่าให้ชิวนัก
ที่เติม มี Intensity ตัวหลักๆอยู่ 3 ตัว
1) ระยะทาง
2) ความเร็ว
3) ความกระชั้นชิด(พัก)
ให้เติมทีละตัวอย่าโลภมาก
อย่าเปิดศึกหลายแนวรบ
เมื่อตัวแรกเพิ่มไปสักระยะ จะไปเพิ่มตัวอื่นบ้าง ให้หยุดตัวแรกก่อน
และเมื่อจะไปเพิ่มตัวที่สาม ก็หยุดสองตัวแรกเสียก่อน แบบนี้เข้าใจไหม
วนไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าระดับไหนที่คุณทำอยู่ อาการหลังฝึก ธรรมชาติมันจะฟ้องเจ้าของเรือนร่าง
ไม่ว่าหนักไปหรือเบาไป เราจะรู้เอง
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
1) Make sure ว่า ปราศจากการบาดเจ็บ
2) ผูกกระชับเชือกผูกรองเท้าลองลงมือทำ
3) พกสามัญสำนึกไปให้เต็มเปี่ยม
4) เปิดการรับรู้ ความรู้สึกที่ธรรมชาติจะสะท้อนบอกเรามาจากการ Stress สะสมทุกชนิด
แล้วลงมือทำ Just do it.
ถ้าทำตามนี้ดีแล้ว
คำถามว่าให้ฝึกแค่ไหน จะเฉลยออกมาเอง
.
.
กฤตย์ ทองคง

Thursday, January 30, 2020

นักวิ่งบริจาคเลือด

นักวิ่งบริจาคเลือด
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ถาม..........

อาจารย์ครับ ผมมีงานวิ่งวันที่ 03/02/2020 วันนี้ผมบริจากเลือดได้หรือเปล่าครับ

ถามเมื่อ 30/01/2020
Watcharakorn Thammasarn

.............................................

ตอบ.........

กว่าที่ฮีโมโกลบินในเลือด
จะถูกสร้างใหม่
จากอาหารและการพักฟื้น
จะมีปริมาณทยอยเพิ่มขึ้น
จนเท่าของเดิมก่อนบริจาค

จะใช้เวลาราว 1 เดือน
ถ้าระยะเวลาเพียงเท่านี้ไม่กี่วัน
ก็ลองคิดดูเอาเอง

วิ่งได้หรือไม่ มันได้ทั้งนั้นแหละ
แต่ผลลัพธ์ออกมา มันจะเหนื่อยรากเลือด
แทบตาย ในเนื้องานเท่าเดิม
หรืองานที่น้อยลงด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นผลกระทบกับร่างกาย
ในการใช้งานหนัก
ก่อนการฟื้นตัว ก็ยังมีอีก
ว่าไปเป็นโดมิโนมากมาย
ที่ไม่ต้องยกล่าวในที่นี้
รวมความว่า
ไม่ดีทั้งสิ้น

แต่รายงานการเจ็บป่วยหรือล้มตาย ไม่เคยได้ยิน
มีแต่ความรู้สึกเจ้าตัวบอกว่า "เกือบตาย" ทั้งนั้น

กฤตย์ ทองคง
30 มกราคม 2563

ถาม..........

รับทราบครับ งั้นงดให้เลือดครับ ขอบคุณครับอาจารย์

ตอบ..........

ไม่งด....การให้เป็นกุศล
เลื่อนไปหลังแข่ง
แล้วหลังบริจาค ไม่ไปงานวิ่งใด
ราว 1 เดือน

แต่การซ้อม ก็อย่างที่เรารู้
จงคาดหมาย ไม่มีการ force แรงใดๆ
อย่างหนักหน่วงทุก Sessions

สัปดาห์แรกของการกลับเข้าแผนฝึก
ไม่มี Hard Sessions ใดๆ

เอาให้ชัด 3-4 วันแรกยุติการซ้อมทุกชนิด
หลังจากนั้น จัดน้อย จัดเบา ทยอยขึ้น จนถึง
ในสัปดาห์ที่ 4 ค่อยเท่าปริมาณเดิมที่
หายไป

เท่าที่เล่ามาทำใจได้ไหม
ถ้ารับได้ ก็ไปบริจาค
ถ้าทำใจไม่ได้ก็อย่าบริจาค

ไม่ต้องหยุดซ้อมทั้งเดือน
แต่ไปซ้อมในมิติของการค้ำไว้ ไม่ให้ตกลงมากนัก

ช่วงเวลานี้ ไม่ใช่ขั้นตอนของการฝึกทะลุทะลวงใดๆมากกว่าการประคับประคองให้ตกน้อยลง

มีแต่การฝึกที่สอดคล้องกับธรรมชาติเป็นไปเท่านั้น
ที่จะเอาตัวให้รอดในสังคมร่วมสมัย การทำตัวเราต้องสอดรับกับกิจวัตรใหม่ๆด้วย

ถาม...........

การบริจาคเลือดผม จะทำตามที่อาจารย์แนะนำครับ
.
แต่เรามีวิธีการ Approach กับเจตนากุศลนี้อย่างไร ต้องมีความแยบคายด้วย
ไม่ให้ได้อย่างเสียอย่าง
ทำอย่างไร ได้ทั้งสองอย่าง สุขภาพก็ไม่เสีย ช่วยคนอื่นก็ช่วยได้
.
บางรายอาจมีความรู้สึกฟื้นตัวสั้นกว่านี้ มีความเป็นไปได้ แต่จากการทดสอบในแหลบกีฬา
ปัจจัยการแสดง Perform ทุกตัวตกลงหมด แม้จะไม่เกี่ยวกับฮีโมโกลบินโดยตรง
เด็ดดอกไม้ ยังสะเทือนถึงดวงดาว
เพียงระยะที่ทอดออกไป มันไม่โหดร้ายปรากฏแล้ว แต่ ถ้าวัด Perform จริงๆ ยังไม่สู้เท่าเดิมครับ
.
บางรายที่ไม่ทราบ เป็นแนวหน้า บริจาคก่อนสนามเป้าหมาย 2-3 วัน
วันจริงเหนื่อยรากเลือด
แค่แข่งธรรมดาก็หนักแล้ว
แต่ยังต้องชนะเขา มันต้อง Force
งานนั้นเกือบตาย แล้วยังแพ้เขาด้วย
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่

Wednesday, January 29, 2020

ทำอย่างไร เราจะยังวิ่งได้อยู่

ทำอย่างไร เราจะยังวิ่งได้อยู่
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
คำถามเช่นนี้ ส่อนัยว่า การวิ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะวิ่งได้ตลอดไป ยังมีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะต้องไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่ง

นักวิ่งทุกคนไม่มีใครที่กะว่าจะวิ่งเพียงระยะหนึ่งแล้วเลิก ทุกคนตั้งใจจะวิ่งตลอดไปทั้งนั้น แต่ที่ทำไม่ได้เพราะมีเหตุอื่นแทรกทั้งสิ้น

นั่นเป็นความเข้าใจที่ตรงประเด็น ประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบจากนักวิ่งอื่นสอนใจตัวเองได้ดีว่า อย่าประมาทเป็นอันขาด

เราอาจไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่งเข้่าวันหนึ่งก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความบาดเจ็บหรือเป็นเพราะความเบื่อหน่ายวิ่งก็ตาม ที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจต่อเชื้อมูลวิ่งอยู่เสมอมิให้จางคลาย

นั่นคือ สิ่งที่เราควรระวังสังวร คือ มีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้เกิดสาเหตุตรงนั้น เราต้องให้ความระวัง

ความบาดเจ็บ

1) การทำตัวที่สุ่มเสี่ยง ไม่ว่า การวิ่งหนักต่อหนัก ไม่ว่าการซ้อมหนักต่อหนัก แข่งที่บ่อยกระชั้น ก็อย่าไปทำ ไม่ว่างานวิ่งนั้นจะเร้าใจหรือเป็นเพราะแมตช์สำคัญก็ตาม

จะต้องไม่เป็นเหตุให้เราจัดถี่ ต้องมีการฟื้นตัวที่เพียงพอเสมอ (แค่ไหนพอเพียงไม่ยาก วิ่งไปทั้งยังไม่พอ อาการจะฟ้องเราเอง)

ต่อโปรแกรมงานวิ่งต่างๆที่เสนอมาให้เรา อย่าเข้าใจว่าเราต้องวิ่งทุกงาน เราต้องเลือก เอางานที่ดีที่สุดในทัศนะเรา หรือที่เราอยากไปมากที่สุด ส่วนงานอื่นๆในระยะใกล้กันนั้นต้องถูกตัดออกไป แม้ว่ามันจะเร้่าใจขนาดไหนก็ตาม

ถ้าจัดติดๆกันต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ซ้ำกันมากกว่าการใกล้กันเกินไป เราต้องไม่ยอมใจอ่อน

แล้วทำไมเราต้องเลือกตัดออก ในเมื่อยังพบนักวิ่งอื่นเขาไปกันบ่อยๆ เขาวิ่งกันได้ เพราะเรากำลังครุ่นคำนึงอย่างไรว่า เราจะวิ่งต่อเนื่องไปได้นานที่พวกนั้นไม่เคยคิดไง

นั่นไม่ใช่โมเดลฉลาดๆที่เป็นตัวอย่างดีๆกับเราให้ทำบ้าง

พวกเขามองสั้นๆว่า "ไปก่อน...เจ็บไหมเจ็บ ค่อยว่ากันทีหลัง" ค่อยหาทางแก้ไขรับมือเอาตอนที่เจ็บ ตอนนี้สมัครไว้ก่อน มือลั่น ไปโทษมือ เพราะเราอยู่กันแบบนี้เอง ปกครองตัวเองไม่เป็น เราจึงวิ่งกันได้ไม่นานไง

การวิ่งตัองมีแผน ทั้งแผนฝึก แผนการเงิน และยังมีแผนปกป้องตัวเองจากการถูก Stress ที่วิ่งด้วย

บ่อยครั้งที่การไตร่ตรองเช่นนี้ ล้ำรุกเข้ามาสู่ประเด็นปรัชญาวิ่งว่า "เรามาวิ่งกันทำไม"

การระมัดระวังการวิ่งอย่างไรจากเป้าหมายต่างๆ ต้องถูกสังวรอยู่เสมอ ค่าที่ว่าเราไม่ได้วิ่งกันเพียงชั่วระยะหนึ่ง แต่เราต้องวิ่งกันตลอดชีวิต

ในที่นี้ จะมีใครถามมาหรือไม่ว่า แล้วทำไมต้องวิ่งกันตลอดชีวิต ?
.
.
2) การทำใจที่สุมเสี่ยง เมื่อกายสุ่มเสี่ยงพอแล้ว วิธีคิดของเราอีกที่ทำร้ายตัวเอง เช่น "นักรบต้องมีบาดแผล" เพราะมันที่ฟังแล้วเท่เท่านั้นเอง หรือ "วิ่งนี่มันอยู่ที่ใจ" ที่ส่วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นลัทธิแก้ทั้งสิ้น
การสมัครไว้ล่วงหน้ามากๆ มันคือคำมั่นสัญญาต่อหน้าการเงินเราเองว่า เราต้องไปวิ่งงานนี้เมิ่อกำหนดมาถึง
แม้ต่อมา เราจะพบความบาดเจ็บ ไม่สมควรวิ่งแล้ว ต้องพักฟื้น แต่เราต้องฝืนไปวิ่งเพราะความเสียดายเงินที่สมัครไว้ วันๆผ่านไปด้วยความครุ่นคิดให้หายดีทันกำหนดวิ่งด้วยเถิด ที่เกือบร้อยทั้งร้อย ไม่เคยทัน
ยังครุ่นคำนึงการหาเหตุผลดีๆที่ต้องฝืนไปวิ่ง
- ไปช้าๆละกัน ไม่เอารางวัล
ขอแค่ทันคัทออฟ
แต่ธรรมชาติมันไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ มันจัดความบาดเจ็บให้เราเพิ่มเติม บวกความเรื้อรังเข้ามาอีกโสตหนึ่ง แล้วเรื่องที่จะคลี่คลายต่อมาก็เป็นโดมิโน ยาวเลยทีนี้
เราคิดกันว่า ถ้าไม่สมัครไว้ ในนาทีที่ได้รับข่าวสารตอนนั้น มัวแต่คิดเอาไงดี มันจะเต็ม สมัครไว้ก่อน แล้วเททีหลัง กลัวพลาดโอกาสงานสำคัญ(คิดเอาเอง)
กำลังจะบอกว่า ไม่มีงานใดที่สำคัญเลยทั้งโลกนี้ ตัวเราต้องอยู่ในภาวะวิ่งได้
วิ่งแล้วให้ Perform มันออกมาดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพมันเอื้อเรา ไม่ใช่สักแต่เข้าจุดสตาร์ท
การพลาดงานวิ่งอาจถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิ่งบางคนสมัยนี้ มากกว่า ผลลัพธ์ที่วิ่งไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองภายหลัง เป็นเพราะไม่ได้มองตัวเอง แต่มองออกไปที่อื่น
ถ้าไม่ได้ลงงานใดๆที่พวกเขาคิดว่าสำคัญ มีผลต่อแรงจูงใจต่อเนื่องชีวิตวิ่ง อันนี้มันเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องแสวงหา Your last solution เอาเอง โลกมันเป็นอย่างนี้เท่านั้น
.
บางคนไม่เจียมตัวเลย
ซ้อมก็ไม่ถึง เจ็บก็ยังไม่หาย
เงินก็ไม่พอใช้
ยังสะเออะ ไปงานวิ่ง
.
ทำอย่างไรที่เราจะวิ่งได้อยู่ ไม่ได้หมายความว่า ต้องวิ่งในสนามเช้าวันอาทิตย์ใดๆ
เราย่อมวิ่งที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเสียเงินทองเดือดร้อน
กำลังจะเถียงใช่ไหมว่า มันให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน
นี้เป็นเพราะเราดันไปให้ความหมายสำคัญกับงานสมัครว่า มันต้องมีความหมายต่อชีวิตวิ่ง ที่เราต้องมีมันให้ได้ เราไม่ได้ให้ความหมายวิ่งด้วยเหตุอื่น หรือเพื่อตัวของมันเอง
คุณมีชีวิตเพื่องานวิ่ง ไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตเพื่อตัวเองจริงๆ
ที่คิดเช่นนี้ เท่ากับคุณเลือกทำชีวิตให้มีความเสียดทานเดือดร้อนทางการเงินตลอดไป
มันถูกราคาเสียเมื่อไรเล่า เห็นพูดกันแค่ค่าสมัคร ยอดเม็ดเงินที่กระเด็นออกไปจากตัวเราจริงๆ มากกว่านั้นเยอะ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ
เมื่อคุณเลือกที่จะให้ความหมายใดๆกับอะไรและอย่างไร คุณก็จงก้มหน้ารับผิดชอบกับมัน เป็นชีวิตชดใช้กรรมมีหน้าที่จ่ายเงินตลอดไปให้กับผู้จัดวิ่ง เป็นคำสาปที่มาจากชาติที่แล้ว ก็ตามนั้น เพราะคุณเลือกของคุณเอง
.
นักวิ่งใด ที่ไม่ผูกการวิ่งไว้กับงานสมัครวิ่ง สามารถพบแรงบันดาลใจ ให้เป็นเชื้อมูลวิ่งประจำวันได้โดยไม่ต้องใช้สนามเช้าวันอาทิตย์เป็นเป้าล่อซ้อมประจำวัน
ย่อมถือได้ว่า พบหนทางประหยัด ชีวิตจะดำเนินไปได้ไม่เดือดร้อน ปลอดพ้นอุปสรรคใช้จ่ายแบบเดิม ชีวิตจะร่มเย็นขึ้นมาก
เราย่อมสงวนเงินตราไว้ไปสำรองใช้จ่ายอย่างอื่นได้มหาศาลในระยะยาว
งานหนึ่งประมาณเท่าไร เราไปกี่งาน กี่เดือน เราต้องเตรียมเงินไว้เท่าไรในปีหนึ่งๆ
คุณคิดว่าเงินจำนวนนั้นเป็นจำนวนที่เหลือจ่ายใช่ไหม คุณมีเงินออมหรือไม่ เมื่อความจำเป็นและไม่แน่นอนชีวิตภายหน้ามาถึง
ถ้ายังไม่มี หรือถ้ามีไม่มากพอ เมื่อชั่วโมงนั้นมาถึง คุณจะเอามาจากไหน นั่งตาปริบๆดูเหรียญและถ้วยที่แขวนไว้เต็มบ้านตาละห้อย
ใครที่มีพอ มันเรื่องของเขา ประเด็นของเราสำคัญ คือบ้านเรา ตัวเรา ลูกเราครอบครัวเราจะเอาอะไรใช้
เงินสำรองตรงนี้ ต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ใช่ไปหาเอาในชั่วโมงนั้น
ที่เราเอามาจากงานสมัครวิ่งที่เราไม่ไป แต่เก็บไว้
มันมีความจำเป็นมากที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจเป็นเชื้อมูลวิ่ง โดยไม่ต้องอาศัยงานสมัคร
ชีวิตวิ่งเราต้องยังอยู่ได้ โดยไม่อิงสนาม เราต้องวิ่งได้ มิใช่ต้องขึ้นกับงานวิ่ง
แต่ตรงนี้จะดำริอย่างไร ต้องไตร่ตรองเอง ไม่มีใครให้คำปรึกษาได้ว่า เราจะเป็นอิสระจากการเป็นทาสทางการเงินงานวิ่งอย่างไร
ถ้าตรองโจทย์นี้ไม่แตก ก็แค่รอสูญพันธุ์
.
ใครหาได้ ก็ดีใจด้วย แต่ถ้าใครยังหาไม่ได้ก็ต้องเร่งหาเอง ถ้าไม่ยอมหาคุณก็ต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อเอาไปให้ผู้จัดงาน ทั้งหมดมันก็มีเพียงเท่านี้เอง
ไม่ใช่บอกว่า งานวิ่งเป็นตัวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง แต่กำลังสะท้อนว่า เรานักวิ่งต้องจัดการตัวเอง จัดการชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา ให้พ้นความตกต่ำปัจจุบันนี้ให้ได้
ปัจจัยร้ายๆอะไร ที่มาจ่อกำลังจะเกิด ก็รู้ๆกันอยู่มีอะไรบ้าง ได้เตรียมตัวกันบ้างหรือยัง
สิ่งที่จะต้องสานก่อต่อไปภายหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจได้ล่มสลายแล้ว ก็คือ โลกจะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป เราต้องยังวิ่งได้อยู่ นั่นคือ เราต้องวิ่งให้ได้ด้วยการใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากสิ่งที่มีอยู่
อาจเป็นได้จากการกลับมาวิ่งแบบดั้งเดิม ที่มันเคยได้เอื้อให้ชีวิตของนักวิ่งรุ่นพี่ๆที่วิ่งมาก่อนก็จำเป็น
แต่แน่ละ เรายังต้องอาจมีการใช้จ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ทุกการตัดสินใจต่อไปนี้ ต้องผ่านการคิดซ้ำสาม
และการวิ่งแบบที่เราสังเคราะห์ใหม่นี้เอง ต้องมีลักษณะเอื้อต่อชีวิตวิ่งดังนี้
1) ไม่ทำให้เราบาดเจ็บ
2) ไม่ทำให้เราเจ็บกระเป๋าด้วย
3) เอื้อให้เรามีพลานามัยที่สมบูรณ์
สิ้นค่าใช้จ่ายแพทย์น้อยลง
4) พัฒนาฝีเท้าตามฐานความทุ่มเทพากเพียรที่ลงไป ถ้าต้องการ
5) ต่อเนื่องการวิ่งไปได้ตลอดอายุขัยโดยไม่หมดตัว
มันคือการบ้านที่ครูมอบให้พวกเธอไปไตร่ตรอง
.
.
กฤตย์ ทองคง
29 มกราคม 2563
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่