ทำอย่างไร
เราจะยังวิ่งได้อยู่
.
.
โดย
กฤตย์ ทองคง
.
.
คำถามเช่นนี้
ส่อนัยว่า การวิ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะวิ่งได้ตลอดไป
ยังมีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะต้องไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่ง
นักวิ่งทุกคนไม่มีใครที่กะว่าจะวิ่งเพียงระยะหนึ่งแล้วเลิก
ทุกคนตั้งใจจะวิ่งตลอดไปทั้งนั้น แต่ที่ทำไม่ได้เพราะมีเหตุอื่นแทรกทั้งสิ้น
นั่นเป็นความเข้าใจที่ตรงประเด็น
ประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบจากนักวิ่งอื่นสอนใจตัวเองได้ดีว่า อย่าประมาทเป็นอันขาด
เราอาจไม่ได้วิ่งหรือเลิกวิ่งเข้่าวันหนึ่งก็เป็นได้
ไม่ว่าจะเป็นเพราะความบาดเจ็บหรือเป็นเพราะความเบื่อหน่ายวิ่งก็ตาม
ที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจต่อเชื้อมูลวิ่งอยู่เสมอมิให้จางคลาย
นั่นคือ
สิ่งที่เราควรระวังสังวร คือ มีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้เกิดสาเหตุตรงนั้น
เราต้องให้ความระวัง
ความบาดเจ็บ
1)
การทำตัวที่สุ่มเสี่ยง ไม่ว่า การวิ่งหนักต่อหนัก ไม่ว่าการซ้อมหนักต่อหนัก
แข่งที่บ่อยกระชั้น ก็อย่าไปทำ
ไม่ว่างานวิ่งนั้นจะเร้าใจหรือเป็นเพราะแมตช์สำคัญก็ตาม
จะต้องไม่เป็นเหตุให้เราจัดถี่
ต้องมีการฟื้นตัวที่เพียงพอเสมอ (แค่ไหนพอเพียงไม่ยาก วิ่งไปทั้งยังไม่พอ
อาการจะฟ้องเราเอง)
ต่อโปรแกรมงานวิ่งต่างๆที่เสนอมาให้เรา
อย่าเข้าใจว่าเราต้องวิ่งทุกงาน เราต้องเลือก เอางานที่ดีที่สุดในทัศนะเรา
หรือที่เราอยากไปมากที่สุด ส่วนงานอื่นๆในระยะใกล้กันนั้นต้องถูกตัดออกไป
แม้ว่ามันจะเร้่าใจขนาดไหนก็ตาม
ถ้าจัดติดๆกันต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งเท่านั้น
ไม่ใช่ซ้ำกันมากกว่าการใกล้กันเกินไป เราต้องไม่ยอมใจอ่อน
แล้วทำไมเราต้องเลือกตัดออก
ในเมื่อยังพบนักวิ่งอื่นเขาไปกันบ่อยๆ เขาวิ่งกันได้
เพราะเรากำลังครุ่นคำนึงอย่างไรว่า เราจะวิ่งต่อเนื่องไปได้นานที่พวกนั้นไม่เคยคิดไง
นั่นไม่ใช่โมเดลฉลาดๆที่เป็นตัวอย่างดีๆกับเราให้ทำบ้าง
พวกเขามองสั้นๆว่า
"ไปก่อน...เจ็บไหมเจ็บ ค่อยว่ากันทีหลัง"
ค่อยหาทางแก้ไขรับมือเอาตอนที่เจ็บ ตอนนี้สมัครไว้ก่อน มือลั่น ไปโทษมือ
เพราะเราอยู่กันแบบนี้เอง ปกครองตัวเองไม่เป็น เราจึงวิ่งกันได้ไม่นานไง
การวิ่งตัองมีแผน
ทั้งแผนฝึก แผนการเงิน และยังมีแผนปกป้องตัวเองจากการถูก Stress ที่วิ่งด้วย
บ่อยครั้งที่การไตร่ตรองเช่นนี้
ล้ำรุกเข้ามาสู่ประเด็นปรัชญาวิ่งว่า "เรามาวิ่งกันทำไม"
การระมัดระวังการวิ่งอย่างไรจากเป้าหมายต่างๆ
ต้องถูกสังวรอยู่เสมอ ค่าที่ว่าเราไม่ได้วิ่งกันเพียงชั่วระยะหนึ่ง
แต่เราต้องวิ่งกันตลอดชีวิต
ในที่นี้
จะมีใครถามมาหรือไม่ว่า แล้วทำไมต้องวิ่งกันตลอดชีวิต ?
.
.
2)
การทำใจที่สุมเสี่ยง เมื่อกายสุ่มเสี่ยงพอแล้ว วิธีคิดของเราอีกที่ทำร้ายตัวเอง
เช่น "นักรบต้องมีบาดแผล" เพราะมันที่ฟังแล้วเท่เท่านั้นเอง หรือ
"วิ่งนี่มันอยู่ที่ใจ" ที่ส่วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นลัทธิแก้ทั้งสิ้น
การสมัครไว้ล่วงหน้ามากๆ
มันคือคำมั่นสัญญาต่อหน้าการเงินเราเองว่า เราต้องไปวิ่งงานนี้เมิ่อกำหนดมาถึง
แม้ต่อมา
เราจะพบความบาดเจ็บ ไม่สมควรวิ่งแล้ว ต้องพักฟื้น แต่เราต้องฝืนไปวิ่งเพราะความเสียดายเงินที่สมัครไว้
วันๆผ่านไปด้วยความครุ่นคิดให้หายดีทันกำหนดวิ่งด้วยเถิด ที่เกือบร้อยทั้งร้อย
ไม่เคยทัน
ยังครุ่นคำนึงการหาเหตุผลดีๆที่ต้องฝืนไปวิ่ง
-
ไปช้าๆละกัน ไม่เอารางวัล
ขอแค่ทันคัทออฟ
แต่ธรรมชาติมันไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ
มันจัดความบาดเจ็บให้เราเพิ่มเติม บวกความเรื้อรังเข้ามาอีกโสตหนึ่ง
แล้วเรื่องที่จะคลี่คลายต่อมาก็เป็นโดมิโน ยาวเลยทีนี้
เราคิดกันว่า
ถ้าไม่สมัครไว้ ในนาทีที่ได้รับข่าวสารตอนนั้น มัวแต่คิดเอาไงดี มันจะเต็ม
สมัครไว้ก่อน แล้วเททีหลัง กลัวพลาดโอกาสงานสำคัญ(คิดเอาเอง)
กำลังจะบอกว่า
ไม่มีงานใดที่สำคัญเลยทั้งโลกนี้ ตัวเราต้องอยู่ในภาวะวิ่งได้
วิ่งแล้วให้
Perform
มันออกมาดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพมันเอื้อเรา
ไม่ใช่สักแต่เข้าจุดสตาร์ท
การพลาดงานวิ่งอาจถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักวิ่งบางคนสมัยนี้
มากกว่า ผลลัพธ์ที่วิ่งไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองภายหลัง
เป็นเพราะไม่ได้มองตัวเอง แต่มองออกไปที่อื่น
ถ้าไม่ได้ลงงานใดๆที่พวกเขาคิดว่าสำคัญ
มีผลต่อแรงจูงใจต่อเนื่องชีวิตวิ่ง อันนี้มันเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องแสวงหา Your last
solution เอาเอง โลกมันเป็นอย่างนี้เท่านั้น
.
บางคนไม่เจียมตัวเลย
ซ้อมก็ไม่ถึง
เจ็บก็ยังไม่หาย
เงินก็ไม่พอใช้
ยังสะเออะ
ไปงานวิ่ง
.
ทำอย่างไรที่เราจะวิ่งได้อยู่
ไม่ได้หมายความว่า ต้องวิ่งในสนามเช้าวันอาทิตย์ใดๆ
เราย่อมวิ่งที่ไหนก็ได้
ไม่ต้องเสียเงินทองเดือดร้อน
กำลังจะเถียงใช่ไหมว่า
มันให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน
นี้เป็นเพราะเราดันไปให้ความหมายสำคัญกับงานสมัครว่า
มันต้องมีความหมายต่อชีวิตวิ่ง ที่เราต้องมีมันให้ได้
เราไม่ได้ให้ความหมายวิ่งด้วยเหตุอื่น หรือเพื่อตัวของมันเอง
คุณมีชีวิตเพื่องานวิ่ง
ไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตเพื่อตัวเองจริงๆ
ที่คิดเช่นนี้
เท่ากับคุณเลือกทำชีวิตให้มีความเสียดทานเดือดร้อนทางการเงินตลอดไป
มันถูกราคาเสียเมื่อไรเล่า
เห็นพูดกันแค่ค่าสมัคร ยอดเม็ดเงินที่กระเด็นออกไปจากตัวเราจริงๆ มากกว่านั้นเยอะ
ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ
เมื่อคุณเลือกที่จะให้ความหมายใดๆกับอะไรและอย่างไร
คุณก็จงก้มหน้ารับผิดชอบกับมัน เป็นชีวิตชดใช้กรรมมีหน้าที่จ่ายเงินตลอดไปให้กับผู้จัดวิ่ง
เป็นคำสาปที่มาจากชาติที่แล้ว ก็ตามนั้น เพราะคุณเลือกของคุณเอง
.
นักวิ่งใด
ที่ไม่ผูกการวิ่งไว้กับงานสมัครวิ่ง สามารถพบแรงบันดาลใจ
ให้เป็นเชื้อมูลวิ่งประจำวันได้โดยไม่ต้องใช้สนามเช้าวันอาทิตย์เป็นเป้าล่อซ้อมประจำวัน
ย่อมถือได้ว่า
พบหนทางประหยัด ชีวิตจะดำเนินไปได้ไม่เดือดร้อน ปลอดพ้นอุปสรรคใช้จ่ายแบบเดิม
ชีวิตจะร่มเย็นขึ้นมาก
เราย่อมสงวนเงินตราไว้ไปสำรองใช้จ่ายอย่างอื่นได้มหาศาลในระยะยาว
งานหนึ่งประมาณเท่าไร
เราไปกี่งาน กี่เดือน เราต้องเตรียมเงินไว้เท่าไรในปีหนึ่งๆ
คุณคิดว่าเงินจำนวนนั้นเป็นจำนวนที่เหลือจ่ายใช่ไหม
คุณมีเงินออมหรือไม่ เมื่อความจำเป็นและไม่แน่นอนชีวิตภายหน้ามาถึง
ถ้ายังไม่มี
หรือถ้ามีไม่มากพอ เมื่อชั่วโมงนั้นมาถึง คุณจะเอามาจากไหน
นั่งตาปริบๆดูเหรียญและถ้วยที่แขวนไว้เต็มบ้านตาละห้อย
ใครที่มีพอ
มันเรื่องของเขา ประเด็นของเราสำคัญ คือบ้านเรา ตัวเรา
ลูกเราครอบครัวเราจะเอาอะไรใช้
เงินสำรองตรงนี้
ต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ใช่ไปหาเอาในชั่วโมงนั้น
ที่เราเอามาจากงานสมัครวิ่งที่เราไม่ไป
แต่เก็บไว้
มันมีความจำเป็นมากที่เราต้องแสวงหาแรงบันดาลใจเป็นเชื้อมูลวิ่ง
โดยไม่ต้องอาศัยงานสมัคร
ชีวิตวิ่งเราต้องยังอยู่ได้
โดยไม่อิงสนาม เราต้องวิ่งได้ มิใช่ต้องขึ้นกับงานวิ่ง
แต่ตรงนี้จะดำริอย่างไร
ต้องไตร่ตรองเอง ไม่มีใครให้คำปรึกษาได้ว่า
เราจะเป็นอิสระจากการเป็นทาสทางการเงินงานวิ่งอย่างไร
ถ้าตรองโจทย์นี้ไม่แตก
ก็แค่รอสูญพันธุ์
.
ใครหาได้
ก็ดีใจด้วย แต่ถ้าใครยังหาไม่ได้ก็ต้องเร่งหาเอง ถ้าไม่ยอมหาคุณก็ต้องหาเงินเพิ่ม
เพื่อเอาไปให้ผู้จัดงาน ทั้งหมดมันก็มีเพียงเท่านี้เอง
ไม่ใช่บอกว่า
งานวิ่งเป็นตัวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง แต่กำลังสะท้อนว่า
เรานักวิ่งต้องจัดการตัวเอง จัดการชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา
ให้พ้นความตกต่ำปัจจุบันนี้ให้ได้
ปัจจัยร้ายๆอะไร
ที่มาจ่อกำลังจะเกิด ก็รู้ๆกันอยู่มีอะไรบ้าง ได้เตรียมตัวกันบ้างหรือยัง
สิ่งที่จะต้องสานก่อต่อไปภายหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจได้ล่มสลายแล้ว
ก็คือ โลกจะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป เราต้องยังวิ่งได้อยู่ นั่นคือ
เราต้องวิ่งให้ได้ด้วยการใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากสิ่งที่มีอยู่
อาจเป็นได้จากการกลับมาวิ่งแบบดั้งเดิม
ที่มันเคยได้เอื้อให้ชีวิตของนักวิ่งรุ่นพี่ๆที่วิ่งมาก่อนก็จำเป็น
แต่แน่ละ
เรายังต้องอาจมีการใช้จ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ทุกการตัดสินใจต่อไปนี้
ต้องผ่านการคิดซ้ำสาม
และการวิ่งแบบที่เราสังเคราะห์ใหม่นี้เอง
ต้องมีลักษณะเอื้อต่อชีวิตวิ่งดังนี้
1)
ไม่ทำให้เราบาดเจ็บ
2)
ไม่ทำให้เราเจ็บกระเป๋าด้วย
3)
เอื้อให้เรามีพลานามัยที่สมบูรณ์
สิ้นค่าใช้จ่ายแพทย์น้อยลง
4)
พัฒนาฝีเท้าตามฐานความทุ่มเทพากเพียรที่ลงไป ถ้าต้องการ
5)
ต่อเนื่องการวิ่งไปได้ตลอดอายุขัยโดยไม่หมดตัว
มันคือการบ้านที่ครูมอบให้พวกเธอไปไตร่ตรอง
.
.
กฤตย์
ทองคง
29 มกราคม 2563[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
No comments:
Post a Comment
Note: Only a member of this blog may post a comment.