.
.
กฤตย์
ทองคง
.
.
ในทุกการวิ่งระยะไกล
ไม่ว่าจะมาราธอน หรือแม้กระทั่งอาจในสนาม 10 หรือ 21 ด้วยซ้ำ ที่นักวิ่งทกว่า 90% ยังมีปรากฏการณ์ "ตูดห้อย"
ในครึ่งหลังและประคองสภาพตัวเองเข้าเส้นอย่างทุลักทุเล
โอเค..ทุกคนทั้งหมดได้เหรียญทั้งนั้นแต่ตัวเลขความเร็วที่ได้รับที่เป็นเวลา
กลับเสียหายมาก
นักวิ่งแนวหลังที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา
ยิ่งไม่เก็ตใหญ่
ทำให้ยิ่งเรียนรู้ช้าเข้าไปอีก
ต่อประเด็นประหยัดพลังงาน
ที่เป็นประเด็นก็คือ แม้เราไม่ได้มีเป้าหมายเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องวิ่งมันด้วยความทุกข์ทรมานนะ
ส่วนแนวกลางก็ไม่เว้น แม้สถานการณ์จะดูเหมือนจะไม่เกิดอะไรร้ายๆ แต่ความเร็วก็ตกเช่นกัน
ใครที่เอ่ยว่า
ความเร็วย่อมตกในครึ่งหลังสนามเป็นของธรรมดา
ใครก็ตกทั้งนั้น
อ้่างความชอบธรรมที่จะวิ่งเหมือนเดิม
ใช่ครับ ถ้าเพียงแต่ว่า ในโลกนี้
นักวิ่งจะเป็นกันแบบนี้ทุกราย
แล้วตัวอย่างของนักวิ่งที่ท้ายการแข่งขันไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาสามารถวิ่งได้ pace สม่ำเสมอ
เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร
เป็นคนพิเศษรึ? เป็นอัจริยะรึ? ไม่ใช่แระ ตัวเรานั่นแหละ
จะบอกให้นะ คนพวกที่ทำได้นี้ ซ้อมมาดีมาก ใช้ paceต้น ออมตีนกันทั้งนั้น ร้อยละร้อย
เพราะพวกเราพยายามที่จะรับมือภาวะการตกท้าย ด้วยความพยายาม Force แรงท้าย แต่มิได้ออมแรงต้น บางรายที่ก้าวหน้าขึ้น ต้นไม่แรงก็จริง แต่ต้นก็ช้าไม่พอ แต่การที่จะมาโฟกัสแรงท้ายเพื่อให้ pace
ออกมาดี จึงเป็นเรื่องที่ขมขื่นมาก
การวิ่งสิบโลสุดท้ายจึงดำเนินไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ความสำเร็จต้องใช้จ่ายมหาศาลเกินไป
ทั้งหมดทุกรายที่เอ่ยมานี้ ก็ยังเจอกับปัญหาเกลี่ยกำลังงานเหมือนกัน ความเร็วต้น เผื่อแรงไว้ไม่พอ แรงที่เก็บเผื่อไว้ต้องเผื่ออีก เรียกว่า
"เผื่อของเผื่อ"
หมายความที่ละเอียดก็คือ
paceต้นที่ออกตัวตั้งแต่โลแรกจนถึง 5 โลที่คิดว่าใช่ ยังไม่ใช่
ยังต้องเผื่อเข้าไปอีก
เบาะรองรับแรงกระแทกชั้นเดียวเอาไม่อยู่ ต้องรองถึงสองชั้นหรืออาจจะสามชั้นด้วยซ้ำไป
ให้ระวังสิ่งที่ผิดพลาดชวนให้เราไขว้เขวทำไม่ได้ คือ
เราเอาความเร็วของนักวิ่งคนอื่นมาเป็นตัวกำหนด pace ของเรา
อย่างน้อยก็เป็นไปโดยไม่รู้ตัว
แม้ปากอาจพูดว่า เราไม่ได้เอาเขาเป็น pace ของเรา แต่ทุกการแข่ง paceต้นของเธอก็หลุดจากความเร็วที่เหมาะสมเป็นประจำ สังเกตได้ว่า เราเป็นเช่นนี้หรือไม่
ด้วยนาฬิกา เพราะนาฬิกาไม่เคยโกหกใคร แล้วไม่มีอุปทานด้วย
และสิ่งที่ชวนเราให้ไขว้เขวอีกอย่่างก็คือ คู่ประกบ และเพื่อนนักวิ่งอื่นทั้งสนาม ล้วนหายไปข้างหน้าจนหมดสิ้น ไม่ใช่อยู่ข้างหน้าโพ้นๆนะ แต่ไม่เห็นเลยในครรลองสายตา ลับไปไม่รู้กี่โค้งต่อกี่โค้ง ใจเสียสิ
จึงละลนละลาน
เกรงว่าตัวเองจะตามเขาไม่ทัน สุดท้ายก็ทำ pace ตัวเองหลุดตามไปด้วยอีกคน
เวลาท้ายๆสนาม
เมื่อพวกเขาหล่น เธอก็พลอยหล่นไปด้วย
ก็แค่นั้นเอง ทั้งหมดไม่ได้ไปไหนทั้งสิ้น
แผ่นเสียงตกร่อง สนามแล้วสนามเล่า
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
เพราะเราเอาความรู้สึกเป็นตัววัด
เราไปเร็วโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่แรงที่ยังเหลือเฟือ มาราธอนเป็นหนังม้วนที่ยาวมาก ต้องดูให้จบ แล้วตอนท้ายแรงที่ใกล้หมด เราก็อ่อยลงเอง เพราะเธอไม่ใช้นาฬิกากำหนด pace ที่เหมาะสม
ทั้งหมดให้เราทดลองใน
session
ที่เป็น Race pace (RP)
ไม่ใช่ใน Long run (LR) (เพราะ Long
run must be slow)
ว่า
RP
ที่เราคิดไว้
เมื่อลองทำจริง แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ระวังอย่าสับสน
Session
RP เป็นคนละ Session
LR
RP
วิ่งในความเร็วเท่าความเร็วเป้าหมายที่เราจะเอาไปใช้จริงด้วยระยะทางเท่ากับการวิ่ง
LR
จับสังเกตปฏิกิริยาร่างกายที่เราทดลองใช้ความเร็วนั้นๆว่า
ยางจะแตกหรือไม่
เราเอาภาวะยางแตกดึงออกมาทดลองทำนอกการแข่งขัน
แต่ในเงื่อนไขที่ไม่ชอกช้ำมากนัก
ควบคุมตัวแปรไม่ให้เราต้องช้ำมากในการฟื้นตัว และทำให้เราหยั่งรู้ได้ว่า
ยางที่แตกจะมาโลที่เท่าไร หากในความเร็ว RP นี้
มือใหม่พรรษาวิ่งที่ต่ำกว่าปี
ควรมี LR
อย่างเดียว ส่วน RP ยังไม่ถึงวาระ ส่วนพวกที่จะฝึก RP ได้ ควรเป็นนักวิ่งที่ผ่านสนามมาราธอนมาบ้างแล้ว มีประสบการณ์ และมีเป้าหมายพัฒนา
แต่ก่อนที่เราจะลองใน
RP เราควรจะวิ่ง NS
(Negative Splits) มาบ้างแล้ว
(วิ่งครึ่งหลังให้ได้เวลาที่น้อยกว่าครึ่งแรก)
เพื่อจะสังเกตดูว่า แรงที่เรากั๊กไว้ จะช่วยตอนท้ายได้ขนาดไหนโดยดูจากนาฬิกา(ห้ามตกเร็วเด็ดขาด)
และความทนทรมานจากการเลี้ยงไว้ไม่ให้ตกนั้นจะขมขื่นขนาดไหน วันจริง เราต้องรับนานกว่านี้อีกได้หรือไม่
ความเร็วที่เรากั๊กไว้
จะได้พบว่า เราเผื่อไว้น้อยเกินไปหรือไม่
เราจะตระหนักชัดขึ้นจก RP นี้เอง
ที่เขียนมาเพราะ 90%ของนักวิ่งทั้งสนาม
ไม่เคยเรียนรู้ข้อนี้
พยายามที่จะทำผิดเหมือนเดิม
ด้วยการคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในเบื้องปลาย โดยปราศจากการทดลองฝึกใหม่ๆ
ก็ทำเหมือนเดิม
ก็ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่่างกัน
การวิ่งระยะไกล ไม่ใช่การเขย่าลูกเต๋า ที่จะออกหน้าดีที่พึงใจ ด้วยความฟลุคลูกเดียว แต่จาก
"การบ้าน"
และต้องเป็นการบ้านที่ปึกหนาเสียด้วย
ไม่มีฟลุคเด็ดขาด
จำไว้
paceที่คิดว่า "ใช่" ใน 5 โลแรกของสนามมาราธอน ไม่เคยใช่เลยแม้แต่รายเดียว
pace
M ที่ใช่เกิดจากการกั๊กแรงเผื่อมากกว่านั้น "เผื่อของเผื่อ ทุกรายไป"
และนี่กระมังคือเสน่ห์ของมาราธอนที่จะวิ่งได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจด้วยใจที่กำหนดการจัดการที่เย็นเยียบ
ใจของผู้ที่จะจัดการมาราธอนได้ดี
ย่อมเป็นใจที่เขาสามารถควบคุมได้
ตราบใดที่เธอควบคุมความพลุ่งพล่านตื่นเต้นในสนามไม่ได้ เธอจะไม่มีวันที่เขยิบไปไหนโดยเด็ดขาด
แต่ใจนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ใจคุมต้นได้แล้ว
ผลที่ออกมาจะรับประกันได้เสมอไป
ตัวการฝึกที่ผ่านมา
ได้ฝึกอะไรมาบ้าง WM (Weekly
mileage)เท่าไร?และแช่เย็นWM มานานเท่าไรแล้วจะ เป็นตัวตัดสินค่อนข้างมาก
อีกทั้งความสมบูรณ์ของร่างกายเต็มที่(ไม่เจ็บคงค้าง) ผ่านการ Taper ที่เหมาะสม(คืนสดจากการซ้อมมาดี)
ไม่ใช่ซ้อมไม่ถึงแต่จะมาใช้แผนกั๊กแรงดี แล้วจะได้รับผลต้องออกมาดี ไม่ใช่อย่างนั้นนะ
บทความหนึ่งๆ
สามารถบอกได้เพียง concept
เดียว บริบทอื่นๆบอกในบทความอื่น
แต่ละบทความเป็นได้เพียงชิ้นจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งในบริบทวิ่งทั้งหมด ที่ต้องทยอยเก็บซับ
เอาไปสอดรับกับชิ้นจิ๊กซอว์ชิ้นอื่นต่อไป
วันนี้
ผู้เขียนเพียงเอ่ยถึง pace
ต้นของสนาม M ที่พวกเรา 90% ยังจัดเผื่อกำลังไม่ชำนาญ
แล้วไม่ได้ฝึกแก้ไขอะไร
แต่พยายามเขย่าลูกเต๋าอีกครั้งด้วยความคาดหวังว่า
หน้่าเต๋าจะออกมาดีขึ้น ทั้งๆที่ปราศจากการลองทำลองฝึกใหม่ใดๆเลย แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม มันจะเป็นไปได้อย่างไร ?
.
.
กฤตย์ ทองคง
19 กุมภาพันธ์
2564
.
Wannicha Thong
ต้นไม่แรง
แต่ก็ช้าไม่พอ
เผื้อของเผื่อ
ถูกต้องสำหรับหนูเลยค่ะ
ทุกงานเลยสิน่าาาาาาาาา แก้ไม่หาย
กฤตย์ ทองคง
Wannicha
Thong ต้องทำให้ได้
ทำยังไม่ได้
ก็ต้องกลับไปทำให้ได้
Wannicha Thong
กฤตย์
ทองคง ขอบคุณค่ะ ท่องไว้ๆ ทำได้ๆ
.