ความสำคัญของควรมีตารางวิ่งในอีกมิติหนึ่ง
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
การได้มาวิ่งแล้ว ควรเซ็ทการวิ่งของเราลงในแบบแผนที่เป็นตารางวิ่งแน่ชัดว่าในแต่ละวัน จะต้องฝึกอะไร
ไม่เว้นแม้แต่คนวิ่งเพื่อสุขภาพ
คนไทย มักเป็นกลุ่มชนที่มีแนวโน้มที่พยายามหลบเลี่ยงพฤติกรรมใดที่ดูจริงจัง ที่มีข้อกำหนดล่วงหน้าแน่ชัดให้ทำอะไรหรือไม่ต้องทำ เพราะจะรู้สึกเหมือนบังคับ คนไทยเราซิกแซกเก่ง
แต่ความเป็นจริีง ชีวิตบอกกับเราว่า ถ้าเราจะสุ่งเป้าใดๆที่มีประสิทธิภาพ ทำแล้วได้ผล เราต้องเอาจริงทั้งนั้น ใส่ใจกับปัจจัยที่ใช่ และหลีกเลี่ยงกับตัวต้านทาน หมั่นทบทวนที่ผ่านไปแล้ว และวางแผนเตรียมไปข้างหน้าที่สรุปจากบทเรียนที่ผ่านไป วนไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าลงต้องทำแบบนี้เข้า ส่วนมากจะไม่ชอบกัน อ้างว่าซีเรียส และชอบหลบเลี่ยง
จึงไม่แปลกใจใดๆที่ความสัมฤทธิ์ผล จึงออกมาไม่สู้น่าประทับใจนัก ในหลายๆเรื่อง ได้แค่พอผ่าน มีเลิศน้อยมาก เพราะพวกเราเป็นกันอย่างนี้เอง
เป้าหมายวิ่งเพื่อความเป็นเลิศ เป้าหมายสอยดวงดาว ต้องมีตารางวิ่งแน่อยู่แล้ว แต่เป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็ควรมีตารางวิ่งด้วยเช่นกัน เป็นการกันเอากิจกรรมที่อาจจะถ่วงรั้งประสิทธิภาพวิ่งที่ออกผลต่อความไพบูลย์สุขภาวะออกไป
วิ่งแล้วได้อย่างที่ปรารถนา เมื่อมุ่งเป้าสุขภาพ ได้สุขภาพ มุ่งเป้าอะไร ก็ได้อย่างนั้น
กล่าวเช่นนี้เพราะรู้ใจพวกเรา ส่วนใหญ่มักวิ่งกันอย่างไร้ตารางวิ่ง โดยเฉพาะสายไม่แข่งทั้งหลาย
ยิ่งเป็นการวิ่งอะไรที่ต้องมีตารางกำหนดต้องทำอะไรแล้วละก็จะหนีเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าจะเครียดอะไรกับกฎเกณฑ์หนักหนา เสร็จแล้ว ไม่ใช่จะบรรลุอะไรที่เป็นโล้เป็นพาย กลับไม่จัดว่าเป็นชีวิตที่ล้มเหลวใดๆ แต่ปลื้มเสียอีกที่ขานเรียกวิถีของตัวเองว่า "แบบไทยๆ"
ย้ำว่าแม้จะตั้งเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ ก็ไม่ได้ผิดใดๆที่ไม่ไปสายแข่ง แต่สุขภาพต้องได้(หลายรายไม่ได้)
ที่ไม่ได้ต้องลองหวนคิดดู
1) ต้องฝึกอะไร เมื่อไร
2) ไม่ควรทำอะไร เมื่อไร
อันมาจากข้อบังคับที่เราจัดการกับตัวเอง
ก่อนที่จะวิ่งใดๆต่อไป ต้องคิดตรงนี้ให้แตกก่อน ถ้าไม่เคลียร์ วิ่งไป อะไรก็จะไม่ได้สักอย่างแม้แต่สุขภาพ อย่างนี้ล้มเหลวนะ
สุดท้ายแล้ว แม้จะเกลียดการบังคับแต่ไหน แต่ก็หนีไม่พ้นอยู่ดี พอชีวิตเติบโตขึ้น เข้า Secondary group เราก็หนีกฎระเบียบข้อบังคับไม่ได้อยู่ดี จากโรงเรียน จากวิทยาลัย จากออฟฟิศ ห้ามทำอะไรอีกเป็นพะเรอเกวียน
สรุปว่า อย่างไรเสีย การเซ็ทตัวเองให้ต้องอยู่ในกรอบหนึ่งใด ย่อมหนีไม่พ้นอยู่ดี ไม่ว่าเราจะมีกรอบโลกทัศน์ Anti กฎระเบียบขนาดไหน ถ้าไม่เซ็ทเอง ก็ต้องโดนเซ็ท
กำลังจะเล่าให้ฟังถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบการอยู่ในแบบแผนฝึกวิ่งมาราธอน ส่งผลกระทบกับ ชีวิตรวมที่ดีขึ้นทั้งภาวะทางจิตใจและร่างกาย Body and Psychological effects of Marathon training
ว่า Subjects ที่เซ็ทตัวเองเข้าร่วม course ฝึกวิ่ง ช่วยเขาปรับปรุงชีวิตตรงไหนบ้าง ช่วยลดปัจจัยเหล่านี้ลง
- feel generally less tense
- angry depressed
- confused and tired
- more vigorous and energetic
- และ increase control lives
ฯลฯ
ผู้เขียนอ่านวิจัยแล้ว"ตัดระเบียบวิธีการวิจัยออก" เอาแต่ละสรุปมาเล่า ไม่เอาการเก็บตัวอย่างประชากร หรือใช้ค่าสถิติอย่างไร ที่มันจะเฟอะฟะ แต่เล่าเนื้อหาสู่กันฟังประสานักวิ่ง ไม่ได้ไปอ้างอิงที่ไหน
ขอนอกเรื่องนิด จูงมือออกนอกห้องเรียนมาราธอนสู่โลกข้างนอก เดี๋ยวจะกลับเชื่อมโยงเข้าไปอีกที
โลกทุกวันนี้ หลายเรื่องใหญ่ๆ หลุดลอยจากการถูกควบคุมของคนเราไปมาก ยังผลให้เราทุกคนแหย๋อยู่ลึกๆ รู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นคุณต่อการให้ความหมายตัวเอง
เช่นรัสเซียรบกับยูเครน มนุษย์ลุกขึ้นฆ่ากันด้วยอาวุธชีวภาพโควิด ที่เราไม่เกี่ยวก็โดนด้วย น้ำมันแพง ประเทศไม่มั่นคงจากนักการเมือง ในขณะที่ทหารยังมองความมั่นคงจากสายตาเก่าๆ
ปัญหาเล่านี้ เราแต่ละคนไม่สามารถควบคุมความร้ายแรงที่มากระทบเราได้เลย ได้อย่างเดียว ด่าอเมริกาในสื่อ
ตอกย้ำความล้มเหลวที่ตนเองได้รับชะตากรรมที่บูดเบี้ยว สรุปว่าคนเราคนเล็กคนน้อยทำอะไรไม่ได้แม้แต่ชะตากรรมของเราเอง เราทุกคนมีจุดนร่วมในการโหยหาลึกๆ นำอำนาจกำหนดชะตากรรมของเรากลับคืนมา
แต่การเซ็ทตัวเองในรูประเบียบฝึกวิ่ง เท่ากับนำสถานะควบคุมนี้กลับมาเป็นของตนเอง เราทำได้
กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ถ้าเราเหลาะแหละ ฝึกห่วย ผลลัพธ์ก็ห่วยด้วย ถ้าฝึกตั้งใจจริง ก็จะได้ผลวิ่งดี
มันนำอิคิไกกลับคืนมาสู่ชีวิตอีกครั้ง
โลกสมัยใหม่มันอยู่ยาก แค่นิวเคลียร์ลูกเดียวที่อาจหลุดออกมา จะทำให้ตายกันทั้งโลก แม้ปัจเจกคิดอ่านปกป้องตัวเองอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้เลย
นี้เป็นเรื่องความเป็นความตายเลยนะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เราจะอยู่รอดจากนิวเคลียร์และโควิดจนถึงปีหน้าได้หรือเปล่า?
แค่รัสเซียยกทัพเข้ายูเครน ราคาทองก็พุ่ง ยังผลให้ราคาก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยบ้านเราก็ขึ้นไปด้วย ทุกอย่างถึงกันหมด แล้วนี้ เกี่ยวอะไรกับนักวิ่งด้วย?
การที่เราเซ็ทตัวเองอยู่ใน Obligate หนึ่งใดที่ตนเองสามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองกลับมาได้ นั่นคือสิ่งที่ดี เท่าที่จะมีอยู่ตอนนี้ เป็นเครื่องมือฟางเส้นเดียวในน้ำเชี่ยวที่เราลอยคออยู่
เป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ Bring back control myself
นี่เราไม่ได้เอ่ยถึงโลกอุดมคติอะไรเลยนะ เลิกพูดไปนานแล้ว เพียงแต่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรา Survive ปีหน้าหลังโควิดกลายพันธุ์อีกเที่ยว กูยังรอดมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้
ตารางวิ่งที่เอาจริงเอาจัง สถานะร่วมสมัยคือ มันยังผลให้เราประคับประคองตัวเองอยู่ได้ รอดวิกฤตการณ์ต่างๆที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเราถูกกระทบตรงๆ
นี่ไม่ได้มาเพื่อจะเล่า ความคืบหน้าศึกรัสเซียยูเครน หรือรายงานการควบคุมระบาดวิทยาล่าสุดจากโควิด มากกว่าแบบแผนตารางวิ่งที่เราเซ็ทตัวเองเข้าไป จะช่วยให้เรา Clear vision และ Increase control lives ได้แค่นั้นเอง
อธิบายว่า เราควรมีตารางวิ่งที่เป็นพาหนะนำเราไปสู่เป้าหมายวิ่งใดๆ ดีกว่าไม่มี ไม่ว่าเป้านั้นจะมุ่งอะไรก็ตาม
.
.
กฤตย์ ทองคง
30 มีนาคม 2565
.
[บทความต้นเรื่อง]....กดที่นี่
Wednesday, March 30, 2022
ความสำคัญของควรมีตารางวิ่งในอีกมิติหนึ่ง
Tuesday, March 29, 2022
งานโค้ชตัวเองยากกว่างานโค้ชคนอื่นยิ่งนัก
งานโค้ชตัวเองยากกว่างานโค้ชคนอื่นยิ่งนัก
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อเราแสวงหาโค้ชวิ่งให้กับตัวเองเหมาะสมไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องโค้ชตัวเอง
แต่เราหาตระหนักไม่ว่า งาน Coaching ตัวเองนั้น เรื่องใหญ่และมีความหนักหนากว่าการโค้ชคนอื่นยิ่งนัก
การวิ่งด้วยตัวเองนั้น เส้นทางไม่มีรูปจบ เมื่อผ่านไปบทหนึ่ง บทต่อไปก็ขึ้นมาเป็นแบบให้เรียนรู้ใหม่อัตโนมัติ
ไม่มีเสียล่ะ ที่จะเจนภพ จบกระบวนวิ่งกันง่ายๆ ต่อให้ Breaking barriers ต่างๆมาเป็นระยะๆ ทุกๆการทำได้ คือการแสวงหา Barrier ใหม่เข้ามาแทบจะในทันที
ต่อให้มนุษย์เรา Breaking2 ได้แล้วใน 42k เมื่อเราเอื้อมถึง 1:59 ได้แล้ววันนี้ พรุ่งนี้ 1:58 ก็จะมาเคาะประตูเราทันทีเหมือนกัน
ว่าแต่ว่าในระหว่างเส้นทางพัฒนาการ เรามุ่งมาดอะไรเพิ่มเติมอีกด้วย สิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำเป้าหมายเฉพาะหน้านั้นให้ได้ ทำอย่างเปี่ยมความสามารถ
การวิ่งนั้นดี ตรงที่มีสิ่งอื่นมาเป็นอุปสรรคน้อยมาก ไม่มีใครแทรกระหว่างเรากับเนื้องานฝึก ไม่เหมือนเป้าหมายอื่น จะมีคนอื่นเข้าแทรกง่าย อนาคตชีวิตวิ่ง อยู่ที่เรามากที่สุด เราน่าจะสามารถจัดการได้ สิ่งสำคัญมากๆก็คือ เราต้องลุล่วงอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย นี่ไม่ใช่ฝันที่ยิ่งใหญ่เลย
ป่วยการขึ้นยอด Peak Everest ได้แล้ว แต่กลับไม่ถึงบ้าน เกมตอนขาลง แช่เย็นตลอดกาล อย่างนี้ ถือว่า "ไม่ผ่าน"
ถ้าเราไม่แจ้งชัดในเป้าหมาย เราจะหลงไปในระหว่างเส้นทางง่ายมาก เตลิดเข้ารกเข้าพง แบบนั้นตายทั้งเป็น บอกยากว่าจบแบบไหนจะร้ายแรงกว่ากัน
การตะล่อมชีวิตวิ่งตัวเองเข้ามาให้ถูกทิศถูกทางที่สอดคล้องกับชีวิตด้านมุมต่างๆของเรา ควร Remind ตัวเองอยู่เสมอๆ ว่านาทีนี้ เรากำลังทำอะไร
เป้าหมายระยะยาว คือ.....
เป้าหมายระยะสั้น คือ.....
และระหว่างเส้นทางนี้ เรามีความสุขตามอัตภาพพอสมควรไหม เราหงุดหงิดกับอุปสรรคที่เข้ามาหรือเปล่า
อย่าลืมว่า เราเข้ามาวิ่ง เพื่อได้อะไรเข้ามา ไม่ใช่เพื่อแส่หาอุปสรรคทั้งหลายแหล่มาสุมหัวตัวเอง
กระบวนการวิ่งเป็นเป้าล่อชั้นดี ถักทอพัฒนาการทั้งเรือนร่างและหล่อหลอมวุฒิภาวะ
ใช่หรือไม่ว่า ไม่มีใครเขาบังคับให้เราต้องวิ่ง
มีอดิเรกอย่างอื่นมากมาย ที่จะนำพาเราบรรลุเป้าหมายเดียวกันนั้น อย่าหลงว่าอดิเรกวิ่งของเรา คือที่สุดของโลก
หากมีจินตภาพชนิดนี้ เราจะกลายเป็นก้าวถอยหลัง
เราต้องดำเนินไปอย่างแสวงหาความมั่นใจว่า ในระหว่างเส้นทางนี้ เราได้รับความสมดุลมากขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ
และในลำดับถัดไป กิจกรรมใดที่เราควรปรับเข้ามาให้มีแง่มุมที่สอดรับกับตัวเองที่สมกับสถานการณ์ที่วัยมากขึ้น กับวินัยการคลังที่เหลืออยู่ วาระมันเปลี่ยนไปแล้ว
เหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่ฟุ้งซ่านมากไปกว่า "การทบทวน"ชีวิตวิ่ง" ท่ามกลางการต้องเป็นครูของตัวเอง
สิ่งนี้ต้องสานก่อไปตลอด จนกว่าเราจะจากไป...
.
.
กฤตย์ ทองคง
29 มีนาคม 2565
.
Monday, March 28, 2022
อะไรคือ AE , LT , AN
อะไรคือ AE , LT , AN
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
AE = Aerobic
LT = Lactate Threshold
AN = Anaerobic
การจะวิ่งให้ได้ดี มีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงแต่ฝึกดีเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องวิ่งตามความจำเป็น
ไม่ได้ลึกซึ้งระดับศาสตร์วิ่งขั้นสูงหรือเทคนิคซับซ้อนใดๆ แต่เป็นแค่ความรู้พื้นฐาน ต้องรู้ไว้บ้าง เช่นความแตกต่างระหว่าง Aerobic กับ Anaerobic ต้องทำความเข้าใจก่อนอื่นใด
บางทีคนเขียนกว่าจะสื่ออธิบายตัวเนื้อๆได้ ก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า เจ้าสองตัวนี้มันคืออะไร แล้วหน้าตามันก็สะกดคล้ายๆกันอีกด้วย
สำคัญคือ ชื่อที่เป็นภาษาไทยไม่มี เป็นเทคนิคเคิลเทอมภาษาฝรั่ง เกี่ยวกับการวิ่งระยะไกลเลยทีเดียว
ลุงจะไม่อธิบายสองตัวนี้นะ จะข้ามไปเลย ตัวต้องไปทำการบ้านกันเอง
ถ้าเราจะวิ่งให้ได้เสมอ ไม่ตกเร็ว สามารถไปได้ในระยะยาว ทุกคนต้องวิ่งในโซน ที่เป็น Aerobic ของตัวเอง แต่ถ้าจะวิ่งเร็วขึ้นมา เราจะไปได้ไม่ไกล เดี๋ยวก็จะเหนื่อย และไปต่อไม่ไหว คือ Anaerobic
ระดับ AE ของใคร ก็ของคนนั้น คนเรามีระดับที่ไม่เท่ากัน ทุกคนมี AE และ AN ที่เป็นของตัวเอง
เช่นแม้แต่ แชมป์เคนย่า ที่ิวิ่งกันได้แรงๆ มิได้หมายความว่า เขาวิ่งในโซน AN ได้ตลอดทั้งสนาม ทั้ง 42 โลนั้น แต่เขายกระดับ AE ขอตัวเองให้สูงขึ้น(จากการฝึก) จนถึงเป้าหมาย Pace แข่งขันนั่นเอง สรุปว่าเขาวิ่งนั้น เขาวิ่ง AE นะที่pace 2 ปลายๆนั้นตลอดเส้น
ไม่มีนักวิ่งคนใดเลยที่วิ่ง AN ของตัวเอง แล้วไม่หล่นสักคนเดียว
หล่นทั้งนั้น ตกเร็วกันทุกคน แต่อยู่ที่แต่ละคนไปได้ไกลขนาดไหนเท่านั้น แชมป์ๆพวกนี้ยกระดับการวิ่ง AE ของตัวเองให้ได้ครอบคลุมระยะแข่งขันนั่นเอง
ติ้ดต่างว่า พวกนี้เข้าเส้นชัยแล้ว แต่วิ่งต่อ ไม่หยุด เขาจะทำไม่ได้แล้ว เขาจะเริ่มแผ่ว ที่ผ่านมาในสนาม เขาได้ระดมสรรพกำลังที่มี มาใช้ก่อนเส้นชัย ต่อไป ถ้าวิ่งด้วยความเร็วนั้นเขาจะเริ่มตกแล้ว(เต็มที่ศักยภาพ)
ปัญหานักวิ่งสายแข่งทุกคนจึงอยู่ที่ ทำอย่างไรเราจะฝึกให้ AE ของตัวเองยกระดับให้สูงมากขึ้นจนครอบคลุมระยะแข่งขัน ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ดังที่กล่าวไปแล้ว กฎแห่งความจำเพาะเจาะจง ถ้าเราปรารถนาคุณสมบัติวิ่งดีอะไร เราต้องฝึกอย่างนั้น
เป้าหมายการฝึกซ้อมของเรา คือต้องฝึกทั้งสองโซน ทั้ง AE และทั้ง AN ที่สายแข่งหลายคนยังสับสน ว่า AE ไม่ต้องวิ่ง การฝึกวิ่งช้าไม่จำเป็นต้องฝึก ทำได้อยู่แล้ว(ผิดเต็มใบ) แล้วไม่ได้หมายความว่าที่ต้องฝึกทั้งสองให้เท่ากันนะ
AE ต้องฝึกมากกว่า เป็น 80% ของทั้งหมด และ ฝึก AN ไม่เกิน 20% นี้คือสัดส่วนประมาณการคร่าวๆที่เราต้องรักษา Pattern 80/20 นี้ไว้ตลอดไป ไม่ว่าฝีเท้าเราจะพัฒนาฉีกขึ้นไปขนาดไหน เราจะหยุดหรือเปลี่ยนอัตรา 80/20 นี้ไม่ได้เลย
80/20 ของอะไร คือ ของ WM (Weekly Mileage)ทั้งหมดครับ
อย่าถามมานะครับว่า AE และ AN ของผม ของหนู ต้องวิ่งด้วย Paceไหน อันนี้ มันขึ้นอยู่กับระดับต้นทุนสามารถเหนียวแน่นดั้งเดิมของแต่ละคน
ณ ความเร็วหนึ่งๆ อาจเป็นทั้ง AN ของบางคน และเป็น AE ของบางคนก็ได้
แต่เราต้องรู้ตัวเองว่า ระดับ AE ของเราอยู่ตรงไหน และเกินจากนั้นไป จะเข้า AN แล้ว ไม่ต้องไปสู่รู้คนอื่นเขาให้มากความ รู้ใดจะสู้ รู้ความเป็นตัวของตัวเอง
แล้วระดับตรงกลาง ระหว่าง AE ต่อกับ AN นั้นคือ LT นั่นเอง (Lactate threshold) LT จึงเป็นตำแหน่งเล็กๆอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างรอยต่อเชื่อม AE กับ AN
คราใดที่อ่อนซ้อม จะสังเกตได้จากตำแหน่งเดิมที่เคยยืน LT ได้นานนั้น กลับยืนไม่ได้แล้ว
การจำลองสถานการณ์ให้ร่างกายจำได้หมายรู้ในตำแหน่ง LT ที่เราต้องการนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆทำกันได้ทุกคน
คือเฉพาะนักวิ่งที่เข้าฝักแล้ว มีเรือนร่างที่แข็งเหนียวทนทานรับแรง Stress ที่ LT กระทำลงมา
มาถึงตรงนี้ ที่ใครยังมีฐานความไม่เข้าใจองค์ความรู้วิ่งไม่แน่น จะงง ตามไม่ทัน อะไรหว่า?
สรุปเป็นภาษาเราๆก็คือ ณ ตำแหน่ง LT ของใครก็ตาม คือ ระดับสูงที่สุดของเราที่จะวิ่งได้เร็วโดยไม่ตกได้นานๆนั่นเอง (คือ Pace แข่งขัน)
ใช่หรือไม่ว่า ถ้าวิ่งช้าจะไม่ตกเร็ว แต่วิ่งเร็วเราจะยืนได้ไม่ตลอด เริ่มจากช้า และทยอยเพิ่มเร็วขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง ที่ถ้าเร็วไปกว่านี้ เราจะตกเร็วแระ เรายืนต่อเนื่องไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ นักวิ่งจะปล่อยให้ตัวเองตกไม่ได้เลย ต้องประคับประคอง ถึงจุดนั้น ต้องรู้ตัวแล้ว ปรับยืนไว้ตรงนั้นหรือผ่อนลงเล็กน้อย รักษา Pace ตรงนั้นยาวไป
ความสามารถหยั่งถึงจุด LT นี้ได้ จะมาจากประสบการณ์วิ่งบ่อย ทั้งซ้อมทั้งแข่ง วิ่งเร็วทีไร ถึงจุดนี้ ตกเร็วทุกที ให้จำไว้ตรงไหน วันหลังฝึกแหย่เข้าไปอีก พอใกล้แรงตก(ยังไม่ตก)(อาการความรู้สึกจะบอกเรา) ต้องไหวตัวรับมือแล้ว ตบลงนิดนึง แล้วแช่ไว้
แช่ไปยืนไปได้สักพัก หล่นอีก แปลว่าแรงไป ตบลงอีก จนถึงจุดสูงสุดที่ยืนได้ไม่ตกเร็ว ตรงนั้นคือจุด LT หรือเรียกอีกอย่างว่า Tempo หรือ Cruise interval จาก สกุล Jack Danials นั่นเอง
ข้อห้าม LT คือห้ามมือใหม่ทุกคนวิ่ง ค่าที่ว่า During starting exercise แค่การวิ่งช้าธรรมดาๆ และรักษาความช้านี้ยืนให้ได้เป็นกิจวัตรนั่น ก็ถือเป็น Hard Session แล้ว สำหรับชีวิตที่กำลังเปลี่ยนจาก Sedentary มาเป็น Runner
ผู้ที่จะวิ่ง LT ได้ปลอดภัย ต้องมีต้นทนเรือนร่างที่แน่นหนาเข้าฝักพอประมาณ ถ้าไม่มีโค้ช ควรไม่ต่ำกว่า 1 ปี
อาจมีคนพรรษาวิ่งที่ต่ำกว่านี้ อาจเคยวิ่งมาแล้ว และอาจได้ผลสัมฤทธิ์ด้วย แต่นั่นเป็นการเอาประโยชน์อีกหลายขวบปีข้างหน้ามาใช้เป็นปันผลปัจจุบัน งงปะ
การริจัด วิ่ง too fast ก่อนเวลาพัฒนาการที่เหมาะสม too early จากระดับพัฒนาการ จะยังผลให้ความน่าจะเป็นของอายุขัยวิ่งสั้นลง กาดอกจันทน์ตรงนี้ไว้เลย
ที่แม้จะไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกราย แต่จากประสบการณ์ทั้งผู้เขียนและโค้ชอีกหลายท่านสังเกต ผู้ละเมิดจะเดินเข้าสูตรทุกครั้ง มีความแม่นยำมากกว่าคลาดเคลื่อน เชื่อลุงเหอะ...
การฝึกวิ่ง LT เป็นการจำลองสถานการณ์ฝึกเตรียมตัวให้เราสามารถรับงานหนักได้ในวันจริง
แต่กว่าเราจะถึงระดับสามารถฝึก LT ได้นั้น เราต้องมีขั้นบันได้ขึ้นมาก่อนหน้า เพื่อให้สเต็ปขึ้นมาอย่างปลอดภัยไม่บาดเจ็บ
นักวิ่งที่ยังไร้ฐานหรือฐานไม่แน่น ต้องเตรียมฐานจากรูปธรรมฝึก LSD (Long,Slow,Distance) และ WM
โน่นแหละ เป็นปี ที่เราควรแช่อยู่กับ LSD และ WM จนเราสามารถเข้าฝึก(เริ่ม) LT ได้โดยปลอดภัย
ต้องแจงให้ละเอียด เพราะที่ผ่านมา มีนักวิ่งริเข้าฝึก LT ก่อนโดยมีพรรษาวิ่งน้อยเกินไป จึงขอเตือนไว้ให้ปรากฎ
แม้ LT จะยังเข้มข้นไม่เท่าขอด Interval แต่เราก็ยังต้องจัดมันในฐานะเป็น Hard Session เสมอ
ก่อนหน้าฝึก LT ร่างกายควรสดดี และหลังฝึก ควรจัดหยุด หรือจัดให้เป็น Easy หรือ X-training(อ่านว่า cross training) ห้ามจัดต่อกับฝึกใดที่เป็น Hard Session อีก
ใครที่บอกว่า ผมวิ่ง LT แล้ว รุ่งขึ้นผมต่อ Interval หรือยาวได้ บอกได้เลย ตรงนั้น LT ของเธอเมื่อวานจัดเบาไป กลับไปปรับด้วย
สาระสำคัญของฝีเท้าได้รับจากการซึมซับฝึกได้มากขนาดไหนอยู่ที่การฝึกที่พอดีกับความเป็นตัวเอง
การควบคุม อัตราความเข้มข้นฝึก มีความสำคัญมากครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
28 มีนาคม 2565
.
Friday, March 25, 2022
แมลงปอหาทางออก
แมลงปอหาทางออก
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ความเห็นต้น..........
.....แทบจะทุกคนนะคะที่ออกมาวิ่ง สักพักก็อยากได้สถิติ แล้วมันก็เจ็บวนๆ ซ้ำไปซ้ำมาค่ะ
Pornwipa Tansuwan
24 มีนาคม 2565
กฤตย์..........
ที่วิ่งกันแล้วอยากได้สถิติ วิ่งกันจนลุ่มหลงได้รับบาดเจ็บ ผมเห็นว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันเกิดขึ้นตามยุคตามสมัย ที่มาจากแบบอย่างผลงานวิ่งผู้อื่นเผยแพร่จากสื่อที่กว้างขวางและรวดเร็ว
เราจึงอยากทำได้บ้าง แต่ถ้าวิ่งกันในสังคมที่ใช้ตัวความรู้กันจริงๆ ไม่นานจะมีเจ็บวนๆ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้
ที่ผมกล่าวเช่นนี้ มาจากสันนิษฐานว่ามนุษย์เรา ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยทรมาน ก็จะเลิกวิ่งและถอนตัวไปเอง เราจะเชื่อฟังสัญญาณธรรมชาติที่มาในรูปความเหนื่อยทรมานกันทุกคน
ที่สมัยนี้ พวกเราวิ่งกันอย่างไม่สนใจสัญญาณกัน
อาการเจ็บและความไม่พอใจจากการวิ่ง เรากลับอดทนกับมัน อาการที่ได้รับไม่มีการนำพาใดๆ เพราะใจผู้วิ่งนึกไปถึงอย่างอื่นที่ตนเองคิดว่ามีคุณค่ามากกว่า
บทบาทการเลียนแบบพฤติกรรมวิ่งใหม่ๆเข้ามาแทรกแซง ผสมปนเปที่มาคู่ควบกันกับสื่อสมัยใหม่ ที่ผู้คนไม่ได้ถูกปูพื้นด้วยการศึกษาอย่างพอเพียงรองรับยุคสมัยข่าวสารข้อมูล
การไตร่ตรองที่เอาเร่งด่วน วัดกันที่ความสำเร็จในเร็ววัน เชิดชูแบบอย่างจากไอดอล วัฒนธรรมป้ายยาและยอมทำตาม การป้ายยาถูกเชิดชู ความรู้จริงๆกับไม่นำพา ทำเป็นรู้ไปงั้น แต่ลึกๆคือมายาแบบใหม่ๆเท่านั้นเอง
มีบุคลิกค้นคว้าที่ฉาบอยู่ภายนอก แต่เอาเข้าจริงๆกลับฉาบฉวย พอให้ได้ชื่อว่าไม่ตกยุค
องค์ความรู้ที่แท้จริงว่าต้องสานก่อตัววิ่งขึ้นอย่างไรถึงจะได้สถิติ จึงไม่ได้รับการถักทอ แค่ค้นคว้านำร่องตามด้วยเลียนแบบ
จึงไม่แปลกใจใดๆที่มักฝึกผิดตามๆกันไป ผลจึงออกมาแบบเจ็บวนๆ ซ้ำๆอย่างที่กล่าว
เพียงถ้าใครเริ่มทำตระหนักว่า เรากำลังอยู่ในกระแสแบบไหนทุกวันนี้หนึ่ง และหยั่งถึงเป้าหมายวิ่งของตัวเราเอง ต้องการให้ผลออกมาแบบไหนจริงๆสอง ที่ไปพ้นจากการเลียนแบบ ตอบสนองโจทย์ที่เป็นของเราแล้วละก็
ภาพชัดของการต้องฝึกอะไร จะเผยออกมาเอง
ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อการวิ่ง ด้วยร่างกายเป็นหลักไม่ใช่ใจ ต่อให้ใช้ใจขนาดไหน ก็จะทะลวงได้ไม่สำเร็จ ถ้าไร้ฐานร่างกาย แม้ว่าจะปรารถนามากขนาดไหนก็ตาม
เราเอาคุณธรรม "ใจ" มาใช้กับการวิ่งเป็นหลักไม่ได้ แต่พวกเราหลายคนก็ยังเชิดชูหลักการใจใหญ่ คิดกับมันว่า ใช้ได้ เราจึงยังเห็นความเพียรใช้กันอยู่ ผลออกมา จึงกะร่องกะแร่ง ไม่ยอมหายขาดเสียทีเรื้อรังรอเวลาเลิกไปเอง
เปรียบเสมือนแมลงปอพลัดหลงเข้ามาในตัวบ้าน มันพยายามที่จะออกข้างนอก แต่ด้วยความไม่รู้จึงเพียรมุ่งหน้าสู่ที่ที่สว่าง ชนกระจกฝ้า ชนหน้าต่างบานกระจก ชนจอโทรทัศน์ โดยคิดเอาเองว่านั่นเป็นทางออก แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่
เพราะความที่สติปัญญามันมีแต่นั้นเอง จึงไม่รับรู้ว่ามันไม่ใช่ทางออก ทางออกที่เป็นจริง กับทางออกที่จะตัวเองคิด เป็นคนละทางกัน
เมื่อยังใช้วิธีแสวงหาทางออกแบบเดิมๆมุ่งทางสว่าง ก็จะย้ำอยู่นั่นแล้วที่จะวิ่งเข้าชนจนคอหักตายไปเอง
ปรากฏการณ์เจ็บวนๆซ้ำๆ จึงเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่ไม่จำเป็นจากนักวิ่งร่วมสมัยที่เห็นกัน
ไม่ใช่แน่นอนที่เมื่อมาวิ่งแล้วต้องโชกโชนริ้วรอยแบบนักรบ โหยหาประสบการณ์วิ่งที่เป็นอาภรณ์ประดับรีซูเม่ แสดงความเก๋าเกม อย่างที่หลายคนเชื่อและทำอยู่
ถ้านักวิ่งกว่าจะวิ่งเก่ง จะต้องกรุยเข้าไปเจนจัดกับความบาดเจ็บมากมายขนาดนั้นละก็ เขาจะไม่เหลือเรือนร่างที่สมบูรณ์เป็นพาหะไปสู่สถิติที่งดงามใดๆได้เลย
ความผิดพลาดที่เรากำลังพบในโลกแห่งการวิ่ง มิเป็นเพียงความไม่รู้ว่าต้องฝึกอะไรเท่านั้น แต่เป็นจากการสำนึกที่คลาดเคลื่อนในคุณค่าที่ควรนิยมอีกด้วย
ป่วยการที่เราจะไปยืนชี้ทางออกให้แมลงปอว่า ต้องบินออกไปทางนั้น
องค์ความรู้เรื่องวิ่งว่าจะต้องฝึกอะไรเพื่อเป้าหมายสถิติ ไม่ได้เป็นสิ่งลึกลับ ใครก็รู้ทั้งนั้น แต่ความรู้ที่ว่าด้วยการนำเอา แต่ละ Ingredient นำมาสอดประสานกันอย่างไรต่างหากที่เราควรทำความกระจ่าง เสมือนปรุงผัดต้มแกงในครัว ต้องใส่อะไรบ้างมักรู้กันทั้งนั้น แต่จะใส่ลงไปเมื่อไร จะต้องใส่ลงไปหลังน้ำเดือด แล้วต้องปิดฝาหรือไม่ ใส่เครื่องเทศกี่มากน้อยกี่หยิบมือเท่านั้น ไม่ใช่ใส่ทั้งห่อ นี้ต่างหากที่ทำให้ Ingredients ทั้งหลายออกมาอร่อยขึ้นมา
รู้กันทั้งนั้นแหละว่า สายแข่งต้องวิ่งอะไร
* Interval
* Tempo
* Hill
* Long run
ฯลฯ
แต่ทำไมเราฝึกตามแล้วเดี้ยง
ปรุงตามแล้วเหม็นคาว เหม็นไหม้ ต้องสาดทิ้ง ทำไมเป็นเช่นนั้น
เพราะเราไม่พยายามเข้าหาตัวรู้ วิธีปรุง ว่าเขาทำกันอย่างไร
พวกเราหมกมุ่นกับการโพสท่า ถ่ายรูป อวดรองเท้ารุ่นใหม่ แบบอย่างจากคนป้ายยานำร่องให้ทำตาม
วิ่งจึงดำเนินไปอย่างสิ้นเปลือง ทั้งๆที่ตัววิ่งไม่ต้องมีอะไรทั้งนั้น เรามาถึงยุคฝึกกันเองโดยไม่มีเครื่องวัดที่ข้อมือไม่ได้แล้ว ทั้งๆที่เราใช้แบบแมนน่วลมาแต่ไหนแต่ไร ง่ายกว่าไม่ซับซ้อนด้วย แต่เอาเข้าจริงๆ เครื่องมือกลับไม่ได้อยู่ในฐานะที่ให้ความเชื่อมั่นได้เลยตามที่กล้างอ้าง ยังต้องใช้การเทียบเคียงกับแบบแมนน่วลอยู่ดี
การที่วิ่ง ที่ไม่ด้วยยูนิฟอร์มที่ออกแบบมานั้น ทำให้พวกเราวิ่งอย่างมีความสุขน้อยลง ???
ในขณะที่ความสามารถสังเกตความเป็นไปของเรือนร่างตนเองต่อการฝึก ได้เดินหน้าไปขนาดไหนอย่างไรแล้วบ้าง เรากลับไร้เดียงสา
ถ้าเรายังแกะตัวเองให้พ้นจากสภาพต้องเหมือนกับคนอื่น ไม่ได้แล้วละก็ การจะก้าวพ้นวังวนเจ็บซ้ำไปซ้ำมา ย่อมจะไม่มีทาง และมันจะกลายเป็นปรากฏการณ์สามัญทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นใดๆตลอดไป
ยิ่งการวิ่งตลอดอายุขัย ยิ่งจะกลายเป็นแค่วาทกรรมที่สูงเกินความเข้าใจ
.
.
กฤตย์ ทองคง
25 มีนาคม 2565
.
คนช่วยลากให้ ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นจริงหรือ?
คนช่วยลากให้
ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นจริงหรือ?
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ถาม..........
.
.
ครูครับ
การมีคนช่วยลากนำระหว่างแข่งวิ่ง
ครูคิดว่า ช่วยให้เร็วขึ้นได้จริงไหมครับ หรือ ไม่เกี่ยว จริง ๆ ก็อยู่ที่ฝีมือของคนที่วิ่งตามด้วยครับ
Chalermporn Srichawana
25 มีนาคม 2565
ตอบ..........
ในทางจิตวิทยาการแข่งขัน มันช่วยให้เร็วขึ้นได้จริง
ทั้งจากประสบการณ์ตอนซ้อมและวันแข่ง ที่คนที่ไปด้วยกับเราฝีเท้าเหนือกว่าเราเล็กน้อย และเราตั้งใจมั่นประกบเขาไปให้ถึงที่สุด ปรากฏว่าเราทำได้ ทั้งๆที่วิ่งคนเดียวในระยะทางเท่านี้เวลาเท่านี้ เราไม่คิดว่าเราจะทำได้มาก่อน
และทั้งผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าช่วยได้จริง
ข้อแม้คือต้อง pace ที่เหมาะสม เร็วกว่า(ที่เราทำได้)เล็กน้อย มิได้หมายความว่าคนช่วยลากจะนำพาให้ได้เร็วขึ้นมากมาย
การทำลายสถิติ PB ของเราเพียง วินาทีเดียวก็มีความหมายแล้ว หรือสถิติโลกจะแตกทำเงินรางวัลได้เป็นล้านๆ ก็เพียงทศนิยมของวินาที ก็แตกได้แล้ว
กฤตย์ ทองคง
25 มีนาคม 2565
.
ความสงสัยประการนี้ว่า คน Pacer ตัวนำวิ่ง จะนำพาความเร็วให้นักวิ่งเพิ่มขึ้นเป็นไปได้จริงได้อย่างไร คนนอกวงการวิ่งสงสัยกัน แต่ใครที่มีประสบการณ์เป็นนักวิ่งเอง ที่ผ่านการฝึกร่วม กับคนฝีเท้าไล่เลี่ยกัน และในสถานการณ์แข่งขันก็ยืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี
.
ถ้าผมไม่ได้เป็นนักวิ่ง ไม่ได้มีประสบการณ์ซ้อมและลงวิ่งจริงๆ ก็คงคลางแคลงใจว่า การวิ่งประกบกันจะ ทั้งดึงทั้งดูดทั้งดัน ให้การวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิมที่วิ่งลำพังคนเดียวได้อย่างไร เช่นกันครับ
.
มีคอร์สในวิทยาลัยพละให้ take เลยเรื่องนี้
"จิตวิทยาการกีฬา" ว่ากันโดยเฉพาะ
.
ดีขึ้นนิดนึง ช่วยได้นิดหน่อย ไม่มากมาย
แต่นิดนึงนี้แหละที่เราต้องการ
.
ไม่มีโค้ชคนใดปฏิเสธความเป็นไปได้ในเรื่องนี้
.
Thursday, March 24, 2022
การทำตัวให้ฝีเท้าตก
การทำตัวให้ฝีเท้าตก
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ไม่มีนักวิ่งผู้ใดตั้งใจให้ฝีเท้าตกเลย แต่พวกเราก็พบภาวะฝีเท้าตกกันเสมอๆเป็นระยะๆ เพราะพฤติกรรมวิ่งอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งสายแข่งและสายสุขภาพ
ทั้งสองสาย ฝีเท้าจะเพี้ยนจางลงจากคนละสาเหตุ คนละสองข้างปลายเลย
สายสุขภาพมาจากเพราะหย่อนคลายจางลงเพราะวิ่งมานาน วิ่งเท่ากันทุกวัน หลายปีเข้า แก่เองลงไปตามจำนวนปี ผัดผ่อนตัวเองลงไปในทางอ่อนมากกว่ากระชับขึ้น
บ้างก็ถูกเป่าหู จากผู้ที่ไม่ใช่นักวิ่ง ประมาณว่า วัยมากแล้ว ให้วิ่งดูตัวเองบ้าง เราไม่ใช่หนุ่มๆอย่างอดีตแล้ว แล้วยกตัวอย่างคนตายตอนออกกำลังมาขู่ทับ แล้วกันไปเชื่อเขา จางลงไปๆ แต่ไม่ดูตัวเอง เป็นกันแบบนี้ไม่น้อย จางลงแล้วไง อัตราเผาผลาญ Metabolic rate ได้ไม่ถึงเป้า เป้าหมายสายสุขภาพไม่ถึง
ส่วนสายแข่ง ฝีเท้าตกกันเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากคนละปลายข้างกับสายสุขภาพ คือ เข้มข้นไป เกินไป จนหลุดความพอดีกับตัวเอง
ฝีเท้าตกจากสายแข่งบางคน ดำเนินไปในลักษณะนี้ เพราะจัดแผนฝึกตัวเองเข้มข้นเกินไป ยังผลให้เจ็บ เจ็บแล้วยังผลให้ไม่สามารถต่อเนื่อง ต้องหยุดวิ่งนานเกิน พอกลับไปวิ่งก็พบว่าตกฟิตจากขาดซ้อม ไม่ได้ตกเพราะเจ็บ
เป็นภัยจากการวิ่งที่หลุดความพอดีของเรา วิ่งที่เข้มข้นเกินไป ทำให้เราฝีเท้าตกด้วยอย่างนี้เอง
จุดที่ดีที่สุดที่เอื้อให้การฝึกก้าวหน้ามีหลายอย่าง หนึ่งในประการที่สำคัญคือ "จุดที่พอดี"
พอดีของนาย.ก กับ พอดีของ น.ส.ข ก็ไม่เท่ากัน ที่ต้องเป็นความพอดีของผู้นั้น
เพราะสายแข่งที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมวิ่งว่า "อยู่ที่ใจ" อยู่ที่ความพากเพียร บากบั่น มานะ พยายาม ไม่ย่อท้อ ที่ใช้ก็จริง แต่ยังไม่ใช่ยามนี้ ใช้คุณธรรมผิดที่
เพราะเราใช้ใจนี่เอง ทำให้ไม่มีตัวเบรคจากร่างกายที่เตือนมา การพักฟื้นไม่ทัน ร่างกายปรากฎเตือนหลายครั้ง แต่กลับถูกเจ้าตัวตีความว่า ต้องเร่ง "ลงแส้ต่อ" ต้องตีเหล็กตอนร้อน ฝีเท้ากำลังขึ้น กำลังฮิตหลักการคิปโชเก้ วินัย set me free ผิดเวลา เอาคำแนะนำของคิปมาทำเป็นลัทธิแก้
ทั้งๆที่หาประจักษ์ไม่ว่าตัวเองกำลังละเมิดกฎทองคำของการวิ่งประการสำคัญ Listen your body
ระดับต้นทุนความเหนียวแน่นของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งจากประสบการณ์กีฬา ทั้งจากประสบการณ์ชีวิตเก่าก่อนเจออะไรมา ทั้งจากกรรมพันธุ์ และประวัติการใช้ร่างกายดั้งเดิมกับประวัติความบาดเจ็บอดีต ล้วนบางบอกระดับการฝึกที่พอดีที่จะเกิดเนื้องานที่เป็นของผู้นั้นอย่างจำเพาะเจาะจง
ในการวิ่งครั้งหนึ่งๆ ในการฝึกแต่ละคราว ถ้าเบาไป จะไม่เกิดเนื้องาน ถ้าหนักไปจะเจ็บ หรือที่หนักอยู่ แต่ไม่ถึงกับเจ็บก็จะเข้าโหมดสะสม ที่มีทิศทางมุ่งบาดเจ็บอยู่ดีในอนาคต ตรงหนึ่งตรงใด
รวมทั้งปัจจุบันที่จะมีอัตราซึมซับสิ่งที่ฝึกไปได้ต่ำ พูดง่ายๆ ฝึกเหนื่อยฟรี ไม่ซึมซับ ขาดทุน เก็บเกี่ยวกำไรไม่ได้
เมื่อนักวิ่งจะวิ่ง ก่อนอื่น เขาต้องหาเป้าหมายเสียก่อน
1) เป้าหมายระยะยาว จะเอาวิ่งไปทำอะไร เพื่อสุขภาพจริงหรือเพื่อแข่งขัน มีการทำตัวที่แตกต่างกันมากมาย มักพบไม่น้อยที่สายแข่งเอ่ยว่า "ตนเองสายสุขภาพ" แต่ทำไม่จริง
2) เป้าหมายระยะสั้น วันนี้ คนนึงอาจตั้งเป้าวิ่งเบา Recovery pace เขามาจากสายแข่ง ทั้งช้าทั้งน้อยทั้งเบา แต่คนหนึ่งอาจมาจากสายสุขภาพจริงช้าทุกวัน อาจวิ่งด้วยกันได้
เมื่อเราพบเป้าหมาย#2)แล้ว วันนั้นเราจะวิ่งกับใครค่อยส่ายหามอง ผู้ที่ Pace วิ่งวันนั้นคล้ายกัน
ที่ไม่ใช่คือ เข้ากลุ่มฝึกสายแข่งกลุ่มเดียว
คนนึงตรงกับวัน SW (Speedworks)
อีกคนตรงกับวันวิ่งยาว Long run (บังคับต้องช้า)
อีกคนตรงกับ Easy pace เพื่อ Recovery
แล้วทั้งหมดก็มาวิ่งด้วยกัน เพราะเราเอากลุ่มเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาเป้าหมายของแต่ละคนเป็นตัวตั้ง
คนวิ่งจึงถูกรั้งกันไปรั้งกันมา เหมือนผูกเชือกล่ามติดกันเอาไว้เป็นกลุ่มนักโทษ นึกภาพวิ่งด้วยกันและผูกขาติดกันเป็นกลุ่มดู แบบนั้นแหละ
การวิ่งเป็นกลุ่ม จะดีมีประโยชน์ต่อเมื่อ กิจกรรมวิ่งของกลุ่มเอื้อต่อสมาชิกทุกคน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน(แต่ก็ต้องไม่ทอดทิ้งเราด้วย)
ถ้าการวิ่งมันรั้งกันไปมา ไปด้วยกันไม่ได้ หมายความว่า Session วันนั้นไม่ตรงกัน ก็ควรแยกกันฝึก ที่ไม่ได้หมายความว่าหน่ายแหนงกันและกัน ถ้า pace เราวันนี้ ไม่มีใครวิ่งด้วย การวิ่งโดยลำพังก็เป็นความจำเป็น
อย่านิยามว่า Easy pace ใน Recovery เป็นพฤติกรรมที่ไม่ต้องเอาจริงเอาจัง ปรับได้
ไม่ใช่นะ ถ้าเพื่อเป้าหมายแข่ง ต้องตั้งใจทุก Session ฝึก เมื่อเบา ต้องบังคับตัวเอง"จัดเบา"ให้จงได้
หมายหัวทุกคนที่กล่าวว่า "ผมวิ่งเบาไม่เป็น" นั้น เขาจะไม่มีวันแรงได้เลย ไม่ได้สำนวน ไปดูได้เลย สิงห์หมูทั้งนั้น(สิงห์สนามซ้อม หมูสนามแข่ง)
ไม่ใช่เบาไม่พอ อย่างที่เป็นกันบ่อยๆ เมื่อเบาต้องเบาจริง ทั้งนี้เพื่อวันต่อไป Session ข้างหน้า เมื่อกำหนดให้แรง ต้องแรงให้ได้ ไม่ใช่ไม่ยอมฟื้น เพราะเมื่อวานอวดขิง วันนี้จึงฝืน นำไปสู่เจ็บ
เรากำลังนิยาม Session ที่เป็น Easy เป็นกิจกรมที่ไม่ต้องจริงจัง ปรับได้ กำลังเข้าใจผิดนะ "ต้องเบา" ไม่เบาไม่ได้ รู้ว่าแรงได้ แต่ห้ามทำ
อย่าทำราวกับว่า การวิ่งลำพังเป็นการวิ่งที่น่ารังเกียจ ต้องหาสหายร่วมวิ่งให้ได้ ถ้าวิ่งคนเดียว วิ่งไม่ออก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเคยชินมา ต้อง Break พฤติกรรมวิ่งนี้ให้แตก
ค่าที่ว่าหาคนวิ่ง Pace เดียวกัน หาได้บ้าง หาไม่ได้บ้าง ถ้าไม่ได้ อย่าฝืน
อนึ่ง...จากประสบการณ์เรานะ เมื่อหาเพื่อนวิ่ง
บางทีเราทั้งคู่ก็เบาเหมือนกัน แต่มิได้หมายความว่า เบาเท่ากันนะ
คนนึงเบาแต่ก็ยังเร็วกว่านี้
แต่อีกคนนึง เบาแต่ก็ช้ากว่านี้
ในการวิ่งไปด้วยกัน ยังผลให้คนหนึ่งต้องปรับตัวเข้ามาหา หรือไม่ก็ไม่ถึงเป้าทั้งคู่เลย
ทดลองวิ่งกันไปไม่กี่ครั้ง จะจับทางได้แล้วว่า เราไม่สามารถไปด้วยกันได้ ใครขนาดไหน ก็ไม่เป็นไร แยกวิ่งกัน แต่การคบหาเสวนากันหลังวิ่งเสร็จตอนยืดเส้นเท่านั้น
ค่าที่ว่า การวิ่งระยะไกล เป็นกีฬาปัจเจก Individual sport
พึงปฏิบัติต่อ I.S.ในฐานะให้ I.S. เกื้อหนุนเรา อย่าให้ IS. เสียดทานกับเรา
การวิ่งนั้น วิ่งแล้วฝีเท้าตกก็มี วิ่งแล้วประเทืองจุดหมายก็มี อยู่ที่ How to approach it
ไหนๆเสียเวลาฝึกวิ่งแล้ว ควรเก็บเกี่ยวให้ถึงเป้าหมายวิ่งได้ทุกคน
การวิ่งด้วยบุคลิกอย่างไร นำไปสู่อะไร มาเป็นนักวิ่งแล้วต้องรู้
ไม่ใช่เอาแต่วิ่งๆ ไม่ใฝ่ใจรับรู้เลย ถ้าเป็นเช่นนี้ จะมีแนวโน้มจัดเข้มเกินระดับที่พอดีกับตัวเองทั้งสิ้น เกินความเป็นตัวเองไป จนนำพาตัวเองไปสู่ปัญหาวิ่งไม่รู้จบ
.
.
กฤตย์ ทองคง
24 มีนาคม 2565
.
เรียนรู้ทางอ้อม ว่าทางยังผลให้ฝีเท้าตก ทางไหน
ก็จะได้ตั้งรับได้ถูกทาง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบนั้น
.
การวิ่งทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น
การวิ่งทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
ใช้ชื่อเรื่องแบบนี้ หนาวกันทั้งเมือง
รู้กันใช่มะ? การวิ่งช่วยให้ติดโควิดง่ายขึ้นตรงไหน
ตรงที่วิ่งแล้วภูมิต้่านทานตก โดยเฉพาะสายแข่ง
การพัฒนาวิ่งตัวเองจากสายแข่งตอนนี้ยากก็ตรงนี้แหละ
ตะก่อนแค่ระวังฝึกไว้ แต่คำว่าภูมิต้่านทานตก ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ด้วยตัวของมันเอง
ติดเชื้อก็มีแค่เป็นหวัดสามัญ แต่ตอนนี้ ไม่ใช่ภาวะแบบเดิม
ถ้อยคำที่น่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ "โอมิครอน" มากกว่า(ติดแล้วปอด)"ไม่ฟื้นเหมือนเดิม"
คำหลังนี้เป็นคำพิพากษาชีวิตเลยนะ
ที่ว่าโอเมครอนเบากว่านั้น สถานะลงปอดแล้วกลับเหมือนเดิมหรือไม่จาการที่มันเบากว่า มันอยู่ตรงนี้มากกว่า แพทย์ยังไม่กล้ายืนยันเลย ต้องเก็บตัวอย่างกันระยะยาวกว่าจะได้ข้อสรุป
จริงอยู่ นักวิ่งมีภาวะร่างกายแข็งเหนียวทนทานกว่า Average แต่ก็ทนทานในระดับปกติกับปกติด้วยกัน ไม่ใช่ปกติกับตอนภูมิตก อันเกิดจากการถลำซ้อมหนักไปหน่อย
สายแข่งนี้ ถ้าจะบอกให้ต้องซ้อมให้พอดีนะ ห้ามหนักไป ห้ามภูมิตก นี่จะฝึกกันไม่เป็นเลยนะ บอกให้ออกจากสายแข่งจะง่ายกว่า
ที่ผ่านมา ฝึกวิ่งหนักจนภูมิตก เราไม่ค่อยคำนึงตรงนี้มากนัก ค่าที่ว่าแบบเดิมตกมาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ถึงเป้าหมายวิ่งช้าลงเท่านั้น แต่ไม่ถึงเป็นคำพิพากษา
ถึงตรงที่สำคัญแล้ว คำถามจะมาเต็มกล่องเลย "สายแข่งจะฝึกอย่างไรไม่ให้ภูมิตก"
ไม่มีคำตอบที่แน่นอนจากสวรรค์ ไม่มีใครจะให้ความมั่นใจได้ไม่ว่าจากแพทย์หรือจากโค้ช
"ภูมิตก" ไม่ได้หมายความว่า ตกแล้วต้องตรวจแล้วเป็นบวกเสมอไป
ยิ่งในสภาพปัจจุบันมันผันผวนมากมาย แม้จะเป็นลบแล้วก็เชื่อถือไม่ได้อีก อาจแฝงบวกก็เป็นได้ ในขณะที่เราจะไปตรวจทำไม การตรวจบ่อยครั้งเป็นความเสี่ยงในตัวของมันด้วย
ปวดหัวว่ะ ที่จะตอบฝึกอย่างไรไม่ให้ภูมิตก เงื่อนไขการถามนี้ไม่ใช่สังคมปกติ พวกเราคิดกันอย่างไร โดยเฉพาะนักวิ่งสายสาธารณสุขทุกสายงาน
.
.
กฤตย์ ทองคง
24 มีนาคม 2565
.
.
Wednesday, March 23, 2022
ความแตกต่างระหว่างวรรณกรรมและวรรณคดี
ความแตกต่างระหว่างวรรณกรรมและวรรณคดี
.
.
กฤตย์ ทองคง
.
.
วรรณกรรม มิได้แปลว่าเป็นงานเขียนชั้นดีแต่อย่างใด วรรณกรรมมีความหมายง่ายๆตรงตามอักษรคือ แค่งานเขียนเท่านั้นเอง เช่นฉลากยาหรือป้ายบอกทิศทางทางเดินก็เป็นวรรณกรรมแล้ว
แต่วรรณคดี คือ วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี แต่จะดีขนาดไหน ใครยกย่องกี่คน หรือต้องผ่านสถาบันยอมรับหรือไม่ ไม่ใช่ต้องระบุในที่นี้ ก็เป็นเรื่องที่ว่ากันไป
ทั้งสอง วรรณกรรมและวรรณคดี ต้องใช้วรรณศิลป์ทั้งคู่ ในชั้นของวรรณกรรม วรรณศิลป์จำเป็นที่ทำให้คนอ่าน อ่านแล้วเข้าใจตามจุดประสงค์ของผู้เขียน แต่วรรณคดี ต้องไปถึงขั้นใช้วรรณศิลป์ชั้นสูง กว่านั้น ละเอียดอ่อนจนสามารถโน้มน้าวจิตใจและหรืออารมณ์ได้ รวมทั้งอาจเป็นทั้งกระจกสะท้อนกลับและประทีปส่องความงดงามจนได้รับการยอมรับในวงกว้างด้วย
กล่าวได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่เคยผลิตงานวรรณกรรม แค่เด็กเขียนการบ้านส่งคุณครูในชั้นประถมของทุกคนก็ถือเป็นวรรณกรรมแล้ว
อนึ่ง... งานใดที่จะถูกยกระดับเป็นวรรณคดีหรือไม่ มีเพียงผู้เดียวที่ไม่มีสิทธิ์โหวตเสียงให้เป็นคือ ผู้เขียนเอง ต้องให้ชาวโลกเขาวินิจฉัยผ่านการวิพากย์วิจารณ์ทั้งในยุคตัวเองและข้ามยุค
นี่เอง...วรรณกรรมที่จะเป็นวรรณคดีได้ ต้องเป็นเรื่องเก่าระดับหนึ่ง ค่าที่ว่า ถ้ายังไม่เก่า แต่อยู่ในยุคผู้เขียน ยังไม่ได้ผ่านตะแกรงร่อนวิพากย์วิจารณ์จากอนาคตด้วย
วรรณกรรมบางชิ้นงาน อ่านแล้วเป็นปลาบเป็นปลื้มในยุคนั้นเท่านั้นเอง คนในยุคต่อมาเขาไม่ปลื้มกันแล้ว บางงานอาจเหนือกว่านั้น ที่สื่อสารอารมณ์หรือแรงบันดาลใจข้ามยุคข้ามสมัยจากหมู่ชน จึงย่อมเป็นงานที่ผ่านตะแกรงร่อนคัดสรรชั้นดีว่ามีคุณค่าถึงระดับหรือไม่ไปในตัว
กล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า วรรณกรรมไม่มีสิทธิ์เป็นวรรณคดี เพียงแต่ยังไม่ครบขั้นตอนการซักฟอกคัดสรรผ่านมหาชนในห้วงแห่งมิติเวลา
ผู้เขียนมีน้ำหนักเพียงแต่ เท่าเทียมคนอ่านที่ให้ความเห็นเพียงหนึ่งคนเท่านั้นเอง ใครเขาจะเห็นด้วยหรือแย้งได้ทั้งสิ้น
.
.
กฤตย์ ทองคง
๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕
.
Monday, March 21, 2022
ความบาดเจ็บจากวิ่งไม่ได้เกิดทันทีแต่จากการสะสม
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
"จะวิ่งให้ดีขึ้น" ไม่ใช่แค่อยาก แต่ต้องลงมือทำ การฝึก ต้องมากขึ้นอยู่แล้ว แต่ต้องดำเนินฝึกไปอย่างถูกต้องตรงประเด็น ตรงเป้าหมายด้วย
ทั้งที่พวกเราทราบกันดีแล้วว่า ระยะสะสมต่อสัปดาห์ WM (Weekly Mileage) คือเนื้อหัวใจการฝึกที่สำคัญ เป็นฐานของทุก Keys ที่หลายคนมุ่งมั่นจะเพิ่ม WM ลงไปในตารางฝึก สร้างฐานการฝึกที่เพิ่มมากขึ้น
คำเตือน คืออย่าใส่แต่กิโลเมตรเท่านั้น แต่ปัจจัยร่วมที่ต้องจัดการอย่างพร้อมกันไปด้วย คือ
1) ความสม่ำเสมอ Consistency
2) การฟื้นตัว Recovery
ทั้งสองตัวต้องประกบไปพร้อมๆกัน
ไม่ใช่อย่างที่เห็นมาบางคน บางช่วงมากหน่อย เพราะว่างดี ชดเชยบางระยะที่อาจน้อยไปหน่อย มีความไม่สม่ำเสมอในปริมาณที่ใส่เข้ามาอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล ยังผลให้มีความล้ามากระจุกตัว ตรงนี้แหละคือเค้าลางความยุ่งยากที่จะตามมา เห็นจากตัวอย่างชีวิตจริง จึงนำมาเขียน
นั่นคือการฟื้นตัว Recovery ต้องมีให้พอเพียงด้วย ในขณะที่ WM ขยายขึ้น นั่นคืออย่าใส่ WMตะพึด พึงใส่เข้ามาอย่างชะลอตัว สังเกตอาการหลังวิ่งอย่างไรบ้างพร้อมกัน
สำหรับตัวผม จัดการด้วยการแช่เย็น Repeat เป็นคำตอบ ไม่ใช่สักแต่ยัดใส่เข้าไป ความล้ามาจากจำนวนกิโลเมตรที่สะสมเข้ามา โลแล้วโลเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ก่อนที่จะทนไม่ได้ เราต้องหยุดใส่เข้ามา และย่ำซ้ำที่เดิม บ่อยขึ้น เสริมวันหยุดเพิ่มถ้าจำเป็น จากอาการที่แสดงออกมา
ในขณะที่ มันจะถูกกระแทกจาก Keys ตัวอื่นๆประจำสัปดาห์ ทั้งยาว ทั้ง Tempo ทั้ง Interval บางรายอาจมีเขาด้วย!
นำตารางฝึกเกิดช่องโหว่ เช่น เวลาขอดที่เราทำเวลาไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ถ้าผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ เราต้องปล่อยให้เป็นเช่นนั้น อย่าไปกดขอด ให้ต้องเร็วเท่าที่เคยโดยเด็ดขาด
หมายความว่า จุดที่เราเข้าจับประคองมันให้กลับเข้าสู่ดุลยภาพ ต้องกลับไปลดที่ต้นเหตุ คือการสะสมความล้าจาก WM ไม่ใช่ไปกดเวลาให้เท่าที่คาดหมาย
นั่นคือ อัตราเพิ่มของ WM ที่จะใส่เข้ามาต้องชลอตัว แสดงว่า ที่ผ่านมา ระยะ WM อาจดระชั้นชิดเกินที่เราจะฟื้นตัวทัน
แต่ไม่ว่าเราจะอธิบายว่าไม่ได้กระชั้นชิดก็ตาม แต่ถ้าในเมื่อมันเกิดมีสัญญาณเตือนจากเวลาขอดที่เราได้รับ เราก็ต้องมีการตอบรับด้วยการแผ่วรับมือด้วยเสมอไป
เช่น ติ้ดต่างเมื่อเรากำหนดอัตราขอดไว้ที่ 90% Max ต้องให้เป็น 90% จริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้มันลึกกว่านั้นตามแรงล้า
การควบคุมความเข้มข้นฝึก ต้องดำเนินไปอย่างเข้มข้นจริงจังพร้อมกันไปด้วย
สิ่งที่จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราต้องเน้นย้ำไม่ให้ตกหล่น คือ "การยืดเส้นอย่างพอเพียง" ทั้งก่อนและหลังฝึก Keys สำคัญ เช่น Interval ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
จากประสบการณ์ เรามักจะพลาดตรงไหนรู้ปะ คือวันที่เราบริหารจัดการไม่ดี (มาฝึกช้าไป) ทำให้เราต้องรีบฝึกและต้องรีบกลับ การยืดเส้นและการวอร์มอัพ มักจะเป็นสิ่งแรกๆที่ถูกตัดออกหรือลดลง
นั่นคือลางหายนะ คือเราต้องเหนียวแน่นทุกจุด ไม่เปิดจุดอ่อน การยืดเส้นยิ่งต้องรอบคอบมากขึ้น ในทุกสเต็ปความก้าวหน้าดำเนินไป อย่าดูเบาเป็นอันขาด
David Whitsett โค้ชผู้เขียนหนังสือ The Non-Runner's Marathon Trainer กล่าว่า Stretching is the one of the most important things runners can do espectialy marathoners , it can save you a lot of suffering later on.
บทบาทการยืดเส้นที่กระทำต่อเราหลักใหญ่ๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ
1) ก่อนวิ่ง มันทำให้กล้ามเนื้อ มีการอ่อนตัวให้กับแรงฉุดรั้ง และดึงกระชากกลับขณะวิ่ง ป้องกันการฉีกขาด
2) หลังวิ่ง ลดการสะสมความเครียดล้าที่ใช้งานหนัก
มันจะไม่เกิดเรื่องทันทีที่เราผิดพลาด ที่วันนั้นเรายืดเส้นน้อยเกินไป แต่กระบวนการนำเราไปสู่ความบาดเจ็บตรงนี้ มันมาในรูปสะสม วันจริงที่มันมา เราแทบไม่ทันได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ but suddenly , out of no where everything just seems to be well , Injury strikes !!!
เตือน...วันใดเวลาน้อย ผิดพลาดมาฝึกช้า ถ้าคิดว่าจะกระชับยืดเส้นและวอร์มออกเล็กน้อย เพื่อรักษาการฝึกไว้ให้ได้ จงอย่าทำ แต่ให้ตัดการฝึกออกทั้งยวงเลย
งดฝึกไปเลยครับ เพราะการงด มันไม่ให้เกิดเรื่องร้าย มันมีผลให้ความสัมฤทธิ์ช้าออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เรื่องใหญ่คือเรื่องเจ็บ ที่หลายคนกลับเรียงความสำคัญ กลับตาลปัตร ว่าบาดเจ็บต่างหากที่เรื่องเล็ก
เราจึงมาถึงเนื้อหาสำคัญคือ (ความพรั่งพร้อมของพหุปัจจัย) ในที่นี้ คือระเบียบการจัดสรรเวลา
การมาถึงสนามช้า คือการเปิดช่องโหว่การฝึก ที่มิใช่เป็นความผิดพลาดจากตัวของมันเอง แต่เป็นการกระทบชิ่งเป็นโดมิโนไปสู่ตัวอื่นๆ
คำแนะนำ คือให้เราเลือกเอาสิ่งที่อาจจะเสียดทานน้อยกว่า เป็นอันตรายน้อยกว่า คือวันใดที่เวลาฝึกถูกรบกวน อย่าไปตัดการวอร์มและยืดเส้นออก แต่ขยายการฝึกให้ยาวออกไปดันตารางกิจกรรมให้คลาดเคลื่อนต่อๆไป หรือจัดมันออกทั้งหมดให้ขาดซ้อมไปเลยยังดีเสียกว่า
.
.
กฤตย์ ทองคง
21 มีนาคม 2565
Friday, March 18, 2022
สารถึงคนที่ยังไม่ได้วิ่ง และไม่มีออกกำลังใดๆ
และไม่มีออกกำลังใดๆ
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เคยสนทนากับคนที่ไม่วิ่งหลายคนอยากวิ่งได้ แต่ฝังหัวว่าตัวเองวิ่งไม่ได้ เพราะป่วยไข้ผิดปกติ...ต่างๆ
แต่หลายตัวอย่างจากชีวิตจริงบอกเราว่า ความที่ไม่สามารถวิ่งได้ ออกกำลังกายไม่ได้และความอ่อนเปลี้ยที่เราพบนั้น ไม่ได้มาจากตัวความป่วยไข้ที่เขาเป็นเลย มากกว่าเป็นเพราะการขาดการใช้งาน ไม่ได้พยายามใช้งานมาจากเพราะตัวความเชื่อ ความที่เชื่อเช่นนั้น ยังผลให้ความอ่อนแอดำรงอยู่ ที่ไม่มีความพยายามฝืนเปลี่ยนแปลงใดๆ มาก่อน จึงยิ่งฝังอยู่ตรงนั้น
ตัวความเชื่อ กับตัวความเป็นจริง อันเกิดจากความเชื่อนั้นเกาะติดกันเป็นเนื้อเดียว
ผู้ป่วย ถูกเล่นงานจากความเชื่อผิดๆ จากกระแสหลักที่สังคมเชื่อดั้งเดิม ที่แนะนำให้ห่างไกลจากการใช้แรง ตรากตรำ และสรรหาเครื่องช่วยทุ่นแรงร่างกายเช่นคนปกติอื่นๆ
ด้วยการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอย่างไรแตกต่างกันไป
จากการเริ่มทดลองขยับเพื่อดูว่า ตัวเองสามารถไปได้ไกลแค่ไหน เพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น กับความที่แสนเหนื่อยมาก
แต่หลายเดือนที่ผ่านเข้ามา เขาเองเป็นรายแรกที่ประจักษ์กับความเปลี่ยนแปลง จนอดทึ่งตัวเองไม่ได้ว่า เขาสามารถเคลื่อนไปได้ไกลเยอะมาก รวมทั้งอาการที่ได้รับ ก็ดีขึ้นผิดคาดด้วย
ด้วยความอยากรู้ว่า ถึงที่สุดแล้วกับความพยายามต่อไปเขาจะสามารถไปได้ไกลกว่านี้สักขนาดไหน
ในที่สุด สิ่งสูงที่สุดที่คาดหวังไว้ ถูกทำลาย เขาไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้เสียอีก ระยะมาราธอน 42 กิโลเมตรในเวลาที่ดีกว่าคนปกติทั่วไปเสียอีก !!!
ที่สำคัญกว่านั้น เจ้าความป่วยไข้ดั้งเดิม ปลาสนาการไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มันหายไปแล้ว ทั้งๆที่แพทย์แนะนำว่า เขาอาจต้องถูกดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดไป โลกยังไม่พบการ Treatment ใดๆให้หายขาดได้เลย
ที่เล่านี้ไม่ใช่รายไหน แต่หลายราย ที่หลักๆไม่หนีไปจากคืบหน้าแบบนี้
แชมเปี้ยน หลายคนไม่ได้มาจากคนที่มีพื้นฐานแข็งแรงใดๆ หรือแม้เป็นรายปกติด้วยซ้ำ แต่มาจาก Under average ด้วยซ้ำ
สิ่งนี้บอกกับเราว่า เรากำลังเข้าใจสุขภาพ , พยาธิสภาพ และการออกกำลังกายคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมาก
เป็นการง่ายที่จะเข้าใจเรือนร่างคนเราขับเคลื่อนอย่างกลไกอย่างไรแบบเครื่องจักรเครื่องยนต์
แต่อะไรเล่า คือข้อแตกต่างระหว่าง อย่างหนึ่ง Improve themself ได้ แต่อีกอย่างต้อง Up grade ต้องมาจากการเปลี่ยนชิ้นอะไหล่จากภายนอกเข้าไปเท่านั้น
สุดความสามารถที่จะไปตามเข้าใจ และไม่มีความจำเป็นต้องไปเข้าใจมันด้วย ว่ามันดำเนินไปอย่างไร
แต่การปรับตัว ปรับความรับรู้ และปรับการปฏิบัติให้สอดรับกับความเป็นธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์นั้นต่างหาก พยายามทำตัวให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติที่เขาปูทางไว้ให้แล้ว
สิ่งที่เราต้องทำความเน้นย้ำความเข้าใจคือ การฟื้นตัวได้เองจากความเป็นธรรมชาติ ด้วยกระบวนการเวลา
ไม่เพียงสิ่งมีชีวิต แต่แม้ในวัสดุ ทุกเครื่องจักรกล การใช้งานบ่อยไม่เว้นระยะบ้าง จะสร้างความเครียดล้าในเนื้อวัสดุ สะสมมากในโมเลกุล อนาคตจะชำรุดง่าย
แล้วหลักการเดียวกันที่ใช้งานกับร่างกาย กับเรือนร่างที่มีชีวิต กลไกนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก องค์ชีวิตต้องการเวลาใน การ Recovery ที่มากกว่าวัสดุกลไก
ตราบจนชั่วโมงนี้ เรายังไม่มีกระบวนการใดๆที่จะมาจัดการกับทั้ง Tension นี้ ในเนื้อวัสดุ และ ความ Stress กับเรือนร่างชีวิต ได้ดีกว่า ใส่ Recovery process โดยเฉพาะกับเวลา(ที่เหมาะสมเป็นรายๆ)ลงไป
ปัจจุบันความรู้ทั้งทางการแพทย์ และสรีระวิทยาก็เปลี่ยนไปแล้ว เรายอมรับการใช้งานให้พอดีมีบทบาทมากขึ้นจากการ Healing ต่างๆ ไม่เว้นแม่แต่คนป่วย ก็ไม่ให้พักหยุดนิ่ง แต่จัดสรรความเข้มข้น ให้เหมาะสมเป็นรายๆไป
จากความเชื่อวิทยาศาสตร์เดิมๆ ที่ให้ทนุถนอมร่างกายใช้งานแต่เพียงเบาๆ ฝังหัวจืดจางยากจากผู้คน เมื่อหลีกเลี่ยงงาน ก็จะต้องหลีกเลี่ยงต่อไป ร่างกายก็เลยปรับให้อ่อนแอลงยิ่งขึ้น วนไป ยิ่งเปลี้ยเข้าไปอีก
ใครที่ยังไม่ได้วิ่ง ยิ่งไม่มีการออกกำลังใดๆเลย ยิ่งถูกโลกทิ้งห่างความเข้าใจต่อโลกและชีวิตมากขึ้นทุกที
สิ่งนี้ไม่มีใครทำให้ใครได้ จ้างวานก็ไม่สำเร็จ ต้องดำริลงมือทำเอง
จำไว้ว่า สิ่งที่นักพยายามริเริ่มต้นออกกำลังนั้นเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ่อยๆ คือ การหมกมุ่นอยู่กับความกังวลว่าจะต้องใช้แรงที่หนักเหนื่อยลงไปให้มากขนาดไหน มันยังไม่ใช่วาระตอนนี้เลย
แต่นี่คือแค่เริ่มต้นสเต็ปแรกของการปรับปรุงชีวิต และเราจัดการให้การเริ่มต้นนี้เดินหน้าไปอย่างสม่ำเสมอก่อนเป็นสิ่งแรก ทำจนเป็นนิสัย อย่าให้เข้มข้น
อย่าไปฟังเสียงบางคนที่บอกว่า น้อยไป อ่อนไป ไม่เกิดเนื้องาน ไม่คุ้มค่าที่ออกมาเหนื่อย พวกนี้รู้มาก แต่พาคนเจ๊งเป็นแถวๆ
ชีวิตออกกำลังของผู้เขียน เห็นมาหลายคนแล้ว ที่แค่เริ่มต้นก็ไม่สำเร็จแล้ว เพราะหมกมุ่นอยู่กับการพยายามต้องให้ได้เนื้องานที่เรียกว่ามินิมั่มมากมาย
ความเป็นลำดับของขั้นตอนออกกำลังกายมีจริง และการละเมิดลำดับ จะยังผลให้ล้มเหลวมีจริงด้วย
ขอบอกว่าชั่วโมงนี้ ยังไม่ใช่ตรงนั้น
แรกสุด คือลงมือเริ่มต้น ใส่ใจเพียง พยายาม set มันให้เป็นกิจวัตรให้ได้ เนื้องานขนาดไหนช่างมันก่อน
เสียเวลามาทั้งชีวิตหลายสิบปี ไม่วิ่งไม่ออกกำลัง แต่อยู่มาได้ พอเริ่มแล้ว ต้องเร่งรัดไปทำไมกัน มีเวลาทยอยปรับเพิ่มความเข้มข้นไม่กี่สัปดาห์กลับทำไม่ได้ให้มันรู้ไป เรามีเวลาทั้งชีวิต จะรีบไปไหน
ขนาดคนป่วยรายแรกที่เล่ายังฟื้นตัวจนเป็นแชมเปี้ยนได้ในไม่กี่ปี และนี่ไม่ใช่เพียงรายเดียว
นับประสาอะไรกับคนอย่างเราที่มีความปกติสามัญ ให้ใส่ใจหน่อย จุดสำคัญอยู่ตรงไหน ลองขยับเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองสักครั้ง ว่าเราจะทำได้ถึงไหนกัน มาลองดูซิ...
.
.
กฤตย์ ทองคง
18 มีนาคม 2565
.
Thursday, March 17, 2022
ว่าด้วยเรื่อง วิ่งตลอดอายุขัย วิ่งกันอย่างไร
.
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เมื่อเอ่ยถึงวิ่งตลอดอายุขัย ก็มีคำเห็นพ้องด้วยอย่างกว้างขวาง แต่จะทำได้อย่างไรเกิดขึ้นจริง อาจไม่ง่ายนัก ค่าที่ว่านักวิ่งรุ่นก่อนหน้า ก็ทำกันไม่ได้เป็นจำนวนไม่น้อยเพราะอะไร ? นี่เป็นสิ่งที่น่าคิด
การจะอยู่กับอะไรได้อย่างยาวนาน ต้องอยู่อย่างอย่าให้อย่าปลื้มกันมากนัก สัจจธรรมยืนยันว่า หวานจัด มักใกล้เคียงกับขมจัด ปลื้มเห่อวิ่งได้แต่เริ่มต้น พอเป็นกิริยาบุญ แต่เราต้องอิงอาศัยเหตุผลที่ตอบโจทย์ความเป็นตัวของเราให้มากกว่าอารมณ์
หมายถึงทั้งตัวการวิ่งเอง และเครื่องเคราอุปกรณ์ ไม่ใช่อย่างไม่ต้องมี Cost เลย แต่อย่างพยายามให้ Cost น้อยที่สุด
รองเท้าวิ่ง มิได้วางตลาดเพื่อเรา แต่ถูกผลิตและจัดจำหน่ายเพื่อกำไร เป็นรายได้ของบริษัท กล่าวอ้างสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมต่างๆ และตรงกับเราพอดี ที่รองเท้าวิ่งที่ใช้อยู่ กำลังหมดอายุ เป็นต้น จึงมีการ Deal ซื้อขายเกิดขึ้น สำหรับคนที่มีรองเท้าอยู่แล้ว ต้องประคับประคองตัวให้ดี มิหลงปลื้มไปกับคำโฆษณา แต่ต้องพยายามใช้ของตัวเองให้ได้นานปี
คนเขาจะขายของ มาล้วงเงินจากกระเป๋าเรา ด้วยความสมัครใจของเราเอง ต้องมีเหตุผลโน้มน้าวว่า ควรต้องซื้อ และอาจมีเหตุผลที่เพิ่มเติมด้วยว่า ทำไมต้องแพงขึ้นด้วย ส่วนจะดีจริงตามนั้นหรือไม่เป็นอีกเรื่อง นี่คืองานโฆษณา อย่าหลงคิดว่าที่เขาพูดคือ fact
เป็นอาชีพของเขา ที่สำคัญมากจนถึงขนาดต้องเปิด Course เรียนกันใน MBA เป็นกิจจะลักษณะว่าด้วยเรื่องการโน้มน้าวใจผู้บริโภคทีเดียว
พวกเขาผู้ขาย มีการดำเนินการอย่างมืออาชีพ มีวิจัยตลาดเป็นระยะๆ มีทุนรอนใช้วิทยาศาสตร์เก็บข้อมูลแปรผลได้อย่างน่ามหัศจรรย์แต่ผู้บริโภคเข้าปะทะกับรองเท้าที่เขาขายเป็นผลรวมของวิจัยมาแล้วรอบด้านด้วยแววตาที่ใสซื่อล้วนๆ
ส่วนฝั่งของเราก็ต้องมีการจัดการกับตัวของเราบ้าง มิใช่เต้นไปตามเพลงที่เขากล่อม คือเราเลือกใช้ เลือกซื้อหาตามความจำเป็น มิใช่เลือกตามความอยากได้ ที่เขากระตุ้น ที่ความอยากนั้น ไม่มีคำว่า "จบ" มันมีของมันไปเรื่อยๆ
เป้าหมายของฝ่ายผลิต คือขายให้ได้กำไรสูงสุด ส่วนเป้าหมายของคนซื้อ จะเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ตัวเองได้ในขณะที่เสียดทานน้อยที่สุด ตรงกันตรงไหน ก็จะ Deal ตรงนั้น
ตัวเราจะใช้เงินที่น้อยลง เราจะได้ไม่ทุรนวิ่งตามหาเงินงกๆ เอาแต่พอประมาณ พออยู่ พอกิน มีเวลากับอดิเรกที่เลือก คือเคล็ดลับที่จะทำให้เราครองชีวิตวิ่งได้นาน
นี้รวมทั้งการซ่อมแซม ทำนุบำรุง Maintenance ของที่มีอยู่ที่ชำรุดลง อย่าง(ถ้ามัน)ง่ายๆ ถ้าเสียมาก ชำรุดหนัก ก็ต้องจัดหาซื้อใหม่ บางอย่างเสียน้อย น่าจะจัดการเองได้ สิ่งนี้ต้องรู้ ไม่ใช่แสนรู้ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ตามไปรีวิวสินค้าให้เขา ทำตัวเป็นพนักงานบริษัทรองเท้า เรื่องอะไรเนี่ยะ !!!
พยายามที่จะทำให้เราเชื่อว่า นี้เป็นงานของ Professioners ที่คุณเอาไปซ่อมเอง ใส่แล้วจะบาดเจ็บ บลา..บลา..ราวกับว่าเป็นสินค้าละเอียดอ่อนใช้ภายในร่างกาย
เราก็เต้นไปตามเพลงที่เขาเปิดให้เราเต้น มันเรื่องอะไรเล่า? มีบางกรณีเท่านั้นที่ซ่อมไม่ได้ ต้องซื้อใหม่ แต่หลายครั้งเราสามารถจัดการด้วยกาว ที่ราคาขวดละไม่ถึง 20 บาท และความรู้ถึงวิธีติด ที่ต้องกดทับอย่างไรให้ทน และผ่านทำความสะอาดพื้นผิวทั้งสองฝั่งก่อนลงน้ำกาว จะติดทน เรื่องอย่างนี้ ไม่หารีวิวกัน
คนร่วมสมัย เอะอะอะไรก็จะซื้อใหม่ๆ เพราะความที่จิตใจหมกมุ่นกับรองเท้าที่กำลังโฆษณาอยู่ มีทีท่ากะปรกกะเปลี้ยไม่มีกะจิตกะใจปรับปรุงซ่อมแซมใดๆ
การหลุดของเนื้อวัสดุแบบไหน กาวเอาไม่อยู่ ต้องเย็บ เย็บอย่างไร ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แต่แม้จะไม่เย็บเอง ก็มีช่างรออยู่ทุกหัวมุมถนน พร้อมแลกเปลี่ยนบริการที่ราคาถูกมาก กับการทำให้รองเท้าที่ชำรุดกลับมาใช้งานดีดังเดิม
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เราเก่งขึ้นในทางหนึ่ง แต่เราไม่ควรที่จะให้พร่องลงในอีกทางกว่าเดิมที่เคยทำได้
ความว่าด้วยเรื่องวิ่งตลอดอายุขัย ก็ไม่ต่างจากรองเท้าวิ่งเลย
เราควรจัดการให้ตัวการวิ่งให้เสียดทานเราน้อยที่สุด ในทุกๆเรื่อง ค่าที่ว่า ถ้ามัน Cost สูง (ที่ไม่ใช่เงินตราเท่านั้น) มันจะมากเรื่อง มันจะทำให้เราวิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัย
เดี๋ยวๆก็เจ็บ และเจ็บแล้วก็ดูแลตัวเองไม่เป็น มีข้อห้ามข้อแนะนำ ให้ทำอะไร ทำได้ครบหรือเปล่า ของพื้นๆทั้งนั้นที่มองข้าม แล้วก็เอาตัวไม่รอด เจ็บไป เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรใดๆ
ถ้าเราจัดการเรื่องวิ่งด้วยความโหยหาทางอารมณ์ ใช้ความอยากวิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรม เราจะไม่สามารถถือครองการวิ่งได้ตลอดอายุขัย เพราะอารมณ์ เป็นสิ่งที่ผันแปร ไม่คงทน มันเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า
จำได้มะสมัยเรารุ่นๆ ปลื้มกับเกมจนหลงไปพักนึง แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้แตะแล้วเลย เพราะอะไร
วัยที่เปลี่ยนไป การทำตัวจะเปลี่ยนตามไปด้วย อีกหน่อย เราก็จะไม่ทำอย่างที่ปัจจุบันเราทำอีกหลายอย่าง
การ Maintenance ชีวิตวิ่งอยู่เสมอๆ เป็นระยะๆ กลับมีความสำคัญ ทั้งๆที่เราไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน ต้องมาคิดอะไรมากมาย ว่าฟุ้งซ่านไปโน่น
ศิลปะจัดการกับความ Busy ที่ทยอยเข้ามาเป็นระยะๆ อยู่ที่วิธีไตร่ตรอง
- เราทนความร้อนไม่ได้ บ่นกันในเฟซให้เห็นทุกวัน
- เราทนวิ่งโดยปราศจากสนามเช้าวันอาทิตย์ให้สมัครลงไม่ได้ ขาดหายแรงบันดาลใจ ว่างั้น
- มีความทนต่อการอยากได้รองเท้าแลละอุปกรณ์วิ่งต่ำมากกว่าที่ควรจะน่าทำได้ พิรี้พิไร หามาประดับเรือนกายราวสิ่งนี้เป็นยูนิฟอร์มกลุ่มพวก ในนาม "ของมันต้องมี"
วาทกรรมปลอบจิตวิญญาณให้หายพลุ่งพล่าน มีความไร้เดียงสาต่ออารมณ์อยากวิ่ง หยุดวิ่งเมื่อเจ็บไม่เป็น แต่เลือกทนเจ็บเอาหยุดไม่ได้ เหล่านี้ จะทำให้เราต่อเนื่องชีวิตวิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัยอย่างที่เราทุกคนปรารถนา
- อากาศวิ่งต้องเย็นสบายทุกครั้งที่เราออกวิ่ง ฝนต้องไม่ตก หนาวไป ชวนนอนอยู่บ้านอีก Just a little bit to something เห็นบ่นกันว่าร้อนๆ แต่รู้กันไหม ยามหน้าหนาว ที่บ้านเราหนาวน้อยกว่าเมืองฝรั่งตั้งเยอะ สนามวิ่งซ้อมกลับคนน้อยมาก!!!
- ต้องสมัครลงวิ่งทุกสนามที่ดังๆให้ได้ เก็บเหรียญให้ครบทุกปีที่จัด
- ทนใส่รองเท้าวิ่งเดิมๆไม่ได้ ทั้งๆที่ยังใช้การได้ดี
- สิ่งนี้ทำให้เราจับการวิ่งไม่ติด วิ่งไม่ได้ตลอดอายุขัย เพราะเราวิ่งอย่างที่สรรหามา Cost ตัวเองมากมาย จะอยู่ไม่นาน
ได้แต่พูดๆกัน "ดีจังเลย วิ่งตลอดอายุขัย" ที่แต่นี้ยังไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่า How to ประคับประคองให้มันรบกวนเสียดทานเราน้อยที่สุดได้อย่างไร อย่าสรรหาอะไรที่เรามีภาระต้อง Holding มันไว้
ไม่เคยมีนักวิ่งคนใดที่อ้วกทุกครั้งที่ลงขอด แล้วอยู่วิ่งได้อย่างยั่งยืนสักคนเดียว หายหมด แม้ทีมชาติ
ไม่เคยมีนักวิ่งที่ตามซื้อเกือกวิ่งได้ครบทุกรุ่นที่ใจอยากได้
ไม่อีกเช่นกันที่ตามเก็บเหรียญสนามเจ๋งๆได้ครบ แล้วยืนยงวิ่งได้นาน ไม่ว่าสนาม Major ทั้งนอกทั้งในประเทศ เดี๋ยวก็มีเรื่องมาล่อใจอีก รวมแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งเสียดทานทั้งนั้น
รู้ไหมว่า ถ้าต้องตามเก็บเหรียญ Pond ให้ครบ เราต้องเตรียมไว้สักเท่าไรในมือ (กี่ล้าน)
แทนที่มันจะอยู่ในกองทุนชราภาพส่วนตัวที่เราจะไม่มีเงินเข้าอีกแล้วยามนั้น ใช้ออกลูกเดียว
กว่าครึ่งของปัญหาชราภาพ 65+ สามารถผ่อนบรรเทาด้วยเงิน
เราเคยเตรียมชีวิตไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า หรือคิดกันเป็นทีละเดือนๆ ตอนนั้นจะเอาที่ไหนหยอดกระเพาะ ตอนนี้เก็บได้เท่าไรแล้ว
แทนที่จะเพียงปลื้มกันแค่ "ตลอดอายุขัย" เราน่าจะมาใส่ใจว่า "ตอนนี้ เราจะ How to วิ่งได้ตลอดอายุขัย" เป็นไปได้จริงๆไม่เหมาะกว่าหรือ
ตรองได้ดังนี้แล้ว รูปธรรมชัดเจน จะคลี่คลายออกมา
.
.
กฤตย์ ทองคง
17 มีนาคม 2565
.
Wednesday, March 16, 2022
ความพอดีในการฝึก
Tuesday, March 15, 2022
กรมธรรม์ที่คุ้มครองดีที่สุด คือการวิ่งตลอดอายุขัย
Monday, March 14, 2022
เป้าหมายวิ่งที่ถูกปรับใหม่ในเทอมเวลาที่เคลื่อนเข้ามา จะเซ็ทการวิ่งให้เข้ารูปเข้ารอยกว่าเดิม
.
โดย กฤตย์ ทองคง
.
.
เป้าหมายวิ่งของสายแข่ง ออกจะแคบเมื่อเทียบกับสายอื่น เป็นจุดเล็กๆ คือชนะการแข่งขัน ชนะแล้วก็แล้วกัน หรืออย่างต่ำ ให้ติดอันดับ
มีบ้างที่คิดแบบเอาเวลาลูกเดียว ให้น้อยที่สุด แต่อันดับไม่ให้ค่า แต่มีจำนวนที่น้อยกว่า
รวมๆแล้ว สายนี้วิ่งเอาเวลา แต่เวลาที่ได้ ไม่ใช่ของฟรี มัน Cost เอาความเหนื่อย
เมื่อไฮไลต์ของมันอยู่ที่แข่งกัน ไม่ได้วิ่งคนเดียว ผู้เข้าร่วมทุกคนเร็วทั้งนั้น และหน้าที่เรา คือ ต้องเร็วกว่าทุกคน คือต้องถือครองความเหนื่อยระดับที่สูงกว่าไปได้นานที่สุด และได้ระยะทางที่มากที่สุด เท่าที่จะเป็นได้
สายแข่งทุกคนต้องเอาลักษณะอื่นเข้าบูชายัญแลกเปลี่ยนออกไป เพื่อเป้าหมายที่เร็วกว่าของตัวเอง เพื่อให้ได้เวลาที่น้อยนั้น จะวิ่งอย่างสบายใจ จะวิ่งชมนกชมไม้ไม่ได้เลย
แต่สายอื่นอย่าไปว่าเค้า อันนี้พวกเขา 1) สามารถทำได้ 2) เลือกแล้ว คือนอกจากเสรีภาพที่เค้าเลือกเองแล้ว เค้ายังสามารถทำได้ด้วย แต่คนอื่น พยายามทำก็ไม่ได้ ข้อแรกก็ไม่ผ่าน
แต่ความเร็ววิ่งที่เราอภิปรายกัน ก็ไม่ใช่ความเร็ว Absolutely แต่เป็นความเร็วที่สัมพัทธ์
เท่าที่คุยแลกเปลี่ยนกัน ลึกๆแล้วสายแข่งแทบทุกคน เขาก็มีเป้าหมายแข่งเพียงส่วนหนึ่งส่วนเดียวเท่านั้น พวกเขายังให้ค่านิยามเป้าหมายวิ่งตนเองเพื่อสุขภาพอยู่ด้วย แต่เผอิญ มันยังสามารถวิ่งเร็วด้วยในเวลาเดียวกันได้ ก็เก็บเกี่ยวอันดับไปด้วยพลางๆ ในขณะที่ได้สุขภาพไปด้วยนั้นเอง
ถ้าหมายความตามแนวนี้ วิ่งสายสุขภาพจึงกว้างมากกว่าเดิม สายสุขภาพ ไม่ใช่เฉพาะคนที่วิ่งช้าเท่านั้นอย่างที่เราเคยคิด ยังมีพวกที่วิ่งเร็วที่อยากมีสุขภาพที่ดีด้วย สายสุขภาพจึงรวมเอาสายแข่งเข้าไปด้วย โดยนัยนี้
โลกยังมีพื้นที่ว่างให้การวิ่งเร็วไปพร้อมๆกับสุขภาพด้วยเวลาเดียวกัน
และเพราะบรรยากาศแข่งขันพาไป มีความเป็นไปได้ที่เราอาจถลำลึกลงไปในห้วงแห่งการขับเคี่ยวแย่งชิง จนหลายครั้งมีพฤติกรรมวิ่งหลุดออกจากพฤติกรรมสุขภาพ ก็มีความเป็นไปอยู่บ่อยๆ
นั่นคือ เตือนพวกเราว่า สายแข่ง ไม่ได้เป็นพวกที่มีเป้าหมายวิ่งที่ขัดแย้งกับเพื่อสุขภาพใดๆ ไม่ใช่ลงเป็นสายแข่งแล้ว ต้องไม่คาดหวังสุขภาพไปด้วย
เพียงแต่ว่า อาจต้องขออภัยในบางกิริยาที่เราอาจทุ่มเทกันมากไปจนดูเหมือนว่า เราไม่ได้วิ่งเพื่อสุขภาพ
แรกๆก็เพื่อสุขภาพเพียวๆกันทุกราย แต่พอวิ่งมาสักพัก มีผลประกอบการได้เร็วกว่าคนอื่นๆ ต่อมความใฝ่ฝันจึงเพริศแพร้ว หลังจากนั้นก็ต่อยอดเรื่อยมา จนกลายร่างมาเป็นทุกวันนี้
แต่ให้สติสายแข่งนิด ว่า การพลัดหลงฝึกและแข่งบ่อยเป็นกิริยานำร่องจนหลายครั้งล่อแหลม และนำไปสู่ "การใช้ชีวิตที่ตรากตรำ"
โดยเฉพาะในรายที่สูงวัย
การวิ่งในชั้นของพวกเรานักวิ่งถนนเช้าวันอาทิตย์ วิ่งยังไงก็ไม่ทะลวงเป็นทีมชาติได้ขึ้นมาหรอก เราต้องมีมิติวิ่งเพื่อตัวของเราเองด้วย ตัวของเราที่เปลี่ยนไม่ได้ พฤติกรรมอดิเรกนี้ ควรสานก่อขึ้นมาด้วยท่วงท่า For the rest of my life นี่เราคิดอย่างนี้นะ
จากที่เห็นและจับสังเกต ปริมาณนักวิ่งขาเก่า ไม่มีเท่าเดิม จากรุ่น 30-40 จะเหลือยังอยู่ในวงการน้อยลงในรุ่น 50 และจะน้อยลงไปอีกเมื่อวัยที่มากกว่านี้ พวกเขาหายไปไหนกัน? ไม่มีนักวิ่งใดเลยที่ตั้งใจว่า แก่แล้วจะหยุดวิ่ง นอกจากมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น !!!
ตัวอย่างที่คลาสสิคบ่อยมาก คือวิ่งไปเพลินๆ เด็กกว่า มาแทงข้างหลัง หรือโดน ญ.แนวหน้าแซง เฮ้ย ไรวะ ต้องแซงกลับ เพื่อให้รู้เสียบ้างใครนิ้วก้อย ใครหัวแม่มือ แต่หารู้ตัวเองไม่ว่า ตัวเองเริ่มแก่แล้ว
จากความที่โลดแล่นในสายแข่งมานาน รับเอาการแก่งแย่งเข้ามาเป็นวิถีชีวิตบ่อย จึงสรุปว่า "ต้องได้ดี ถ้าได้ไม่ดี ไม่เอาเลย" All or None"
ทันทีที่ถูกแซง มี Challenge ใหม่ๆเข้ามา ควรทบทวนเงียบๆมีอะไรที่เป็นตัวท้าทายที่สมเหตุผลจริงๆ ทั้งความรู้สึก และข้อสรุป ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ท้ารบไปเรื่อย
เราก็จะสามารถทำได้ และควรทำด้วย ตัวเราจะได้ "ที่ลง" ที่เหมาะขึ้นด้วย ให้พื้นที่กับบริบทครุ่นคำนึงสมกับวันที่เพิ่มขึ้น
อย่างตัวผู้เขียน...เดิมมาจากสายแข่ง แต่ตอนนี้มีเป้าหมายใหม่ ที่เป็นหลักชัย เป็นสดมภ์หลักทางความคิดวิ่งให้กับเพื่อนๆและนักวิ่งรุ่นน้องๆอย่างกว้างขวาง ผ่านบทความและความเห็นในมิติต่างๆ มากกว่าความจัดจ้านฝีเท้าแบบเดิมๆ
สิ่งนี้ผมทำอยู่ และมีความพอใจใจกับงานใหม่ของตัวเอง
วัตถุประสงค์ในกิจกรรมหนึ่งๆเมื่อผ่านหม้อเคี่ยวกรำด้วยเวลา จะได้ข้อสรุปใหม่ๆ ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ตอบโจทย์ชีวิตวิ่งใหม่ที่เข้าท่าขึ้น
ตรงนี้แต่ละคนจะคลี่คลายออกมาไม่เหมือนกัน แล้วไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วย
เช่นเดียวกับท่าทีในการเข้า Approach วิ่ง ทุกอย่างต้องออกมาตาม "ต้นทุนที่มีอยู่"
แต่ละคนจะคลี่คลายออกมาแบบใด ต้องสืบค้นกันเองอย่างตั้งอกตั้งใจครับ
.
.
กฤตย์ ทองคง
14 มีนาคม 2565
-
. . กฤตย์ ทองคง . . ในทุกการวิ่งระยะไกล ไม่ว่าจะมาราธอน หรือแม้กระทั่งอาจในสนาม 10 หรือ 21 ด้วยซ้ำ ที่นักวิ่งทกว่า 90% ยังมีปร...
-
วันนี้ในอดีต . . โดย กฤตย์ ทองคง . . วันนี้ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ปี 2536 ลุงกฤตย์ เริ่มวิ่งวันแรก ใส่เสื้อยืดผ้าฝ้ายสีขาว ใส่กางเกงยีนลี...
-
แมลงปอหาทางออก . . โดย กฤตย์ ทองคง . . ความเห็นต้น.......... .....แทบจะทุกคนนะคะที่ออกมาวิ่ง สักพักก็อยากได้สถิติ แล้วมันก็เจ็บวนๆ ซ...