Thursday, August 27, 2020

ความถูกต้อง , เหมาะสม , ความสมดุลและความเป็นตัวของเรา คือฐานพินิจการพัฒนาวิ่งทุกเป้าหมาย

 ความถูกต้อง , เหมาะสม , ความสมดุลและความเป็นตัวของเรา คือฐานพินิจการพัฒนาวิ่งทุกเป้าหมาย

.
.
.
.
เมื่อพินิจการฝึกของนักวิ่งสายแข่งจำนวนมาก พบว่า ความก้าวหน้าที่จำกัดของพวกเขา ถูกกำหนดมาจากการผิดสัดส่วนฝึกที่เหมาะสมในแต่ละ Key Session ใดควรเท่าใด ใดควรมากเท่าไร ใดควรน้อยกว่า
หาใช่สิ้นไร้ความรู้วิ่งใดๆไม่
และความสำคัญผิดของพวกเราที่มโนเองว่า มีตัว Sessionใดที่พิเศษจนต้องฝึกยิ่งมากยิ่งดี จึงโหมประโคมการฝึกที่ตัวให้ความสำคัญนั้นมากเกินไป
เมื่อหลุดจากสัดส่วนที่เหมาะสมไป ผลลัพธ์ก็ไม่ดีขึ้น หลายรายตื้อ ฝึกทั้งหนัก ฝึกทั้งมาก แต่คืบหน้าได้เพียงนิดน้อย ไม่คุ้มค่าการทุ่มเท อุตส่าเก็บตัวตั้งใจฝึกเพื่องานสำคัญข้างหน้า แต่ผลประกอบการออกมาเท่าเดิม ยังความคลางแคลงใจให้กับผู้วิ่งยิ่งนัก
จำไว้เป็นฐานคิดเลย หากเป็นเช่นนี้เมื่อไร แสดงว่าสิ่งที่พวกคุณต้องทำ คือ ต้องถอดรื้อแผนฝึกเก่า ในคาบระยะเวลา 3 เดือนล่าสุด Re engineering ออกให้หมด และดีไซน์ใหม่ ประกอบกลับเข้าไปอีกครั้ง (สังเคราะห์ใหม่)
นาทีนี้บอกได้เพียงว่า แผนเดิมไม่ได้ผล ต้องปรับเปลี่ยน การดันทุรังฝึกเดินหน้าต่อ นอกจากผลจะเหมือนเดิมไม่พัฒนาขึ้นแล้ว โอกาสได้รับบาดเจ็บ(จากการสะสมความเครียดล้า)จะมีสูงยิ่ง ทีนี้เรื่องจะยาวแระ เราจะรอให้เกิดอย่างนี้ไม่ได้ ต้องเบนหัวเรือออกจากวังน้ำวนข้างหน้าทันทีที่เห็น
ไม่มีตัวการฝึก Key Session ใดที่มันทรงค่าและสำคัญมากเสียจนเราต้องฝึกมันให้มากยิ่งดี More is better เป็นฐานคิดที่ล้าสมัยไปหลายปีแล้ว แต่นักวิ่งไทยยังติดตรึงกับฐานติดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และความเหมาะสม กับความสมดุล และความเป็นตัวของเรา "เข้ามาแทนที่"
แล้วไอ้อย่างหลัง ความเหมาะสม , ความสมดุล , และความป็นตัวของเรา จะรู้ได้ไง โค้ชคือคำตอบ ถ้าไม่มีโค้ชก็ต้องได้มากจากการลอง(จากน้อยไปก่อน)
แม้ในอุดมทัศน์บอกเราว่า ถ้าลองแล้วมากไปให้ปรับน้อยลง ถ้าน้อยไป ปรับมากขึ้นก็จริง แต่ในขั้นตอนการลงมือทำจริงๆ ให้หนักไปทางอย่างหลังจะดีกว่า จัดน้อยไว้ก่อน พอแน่ใจว่ามันยังรับได้อีก ค่อยเพิ่มทีละนิด(ต่ำกว่า 10%และแช่เย็น repeat) จะเข้าท่ามากกว่าการมากไปแล้วปรับน้อยลง ค่าที่ว่า มันมีความเสี่ยงบาดเจ็บ Injury risk สูงกว่านั่นเอง
ในสายตาผู้เขียน ให้ค่าแผนฝึกที่มีคุณภาพคือ แผนที่บีบเค้น Stress เรือนร่างผู้ฝึกน้อยที่สุด ในขณะที่ได้ผลลัพธ์พอสมควร(ไม่ใช่ให้ได้รับผลลัพธ์ที่มากที่สุด) ไม่ใช่ฝึกแล้วก้าวหน้าพรวดๆ ที่นั่นมันคือสัญญาณอันตรายสัญญาณแรกๆที่เราจับได้ก่อนที่เด็กจะเจ็บ
ความที่ฝึกแล้วเด็กหรือผู้ฝึก ปลอดภัยไม่เจ็บต้องเป็นความคำนึงที่มาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนความก้าวหน้าจะต้องเป็นตัวตาม มีความสำคัญเป็นลำดับที่สอง คือแกนกลางคอนเซ็ปส์ของสูตรกฤตย์ทุกชนิด การฝึก keys ใดๆที่อาจถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงจะต้องถูกตัดออกเป็นสิ่งแรก
*เด็กจะต้องเป็นตัวตั้งในสายพัฒนา ไม่ใช่ความสำเร็จของผู้เป็นโค้ช*
ให้ขีดเส้นใต้สีแดงความข้อนี้ไว้
ความบาดเจ็บของเด็กย่อมมีได้เป็นธรรมดาของทุกการฝึกที่พลาดพลั้งไปได้ แต่มันไม่มีทางที่จะหลุดจากความรับผิดชอบของผู้กำกับการฝึกเลยในจรรยาบรรณ
แม้เด็กจะแอบไปทำหรือไปฝึกในสิ่งที่เราไม่ได้สั่งแถมเพิ่มหรือเพราะดำเนินการฝึกไปอย่างไม่ได้ระมัดระวังพอเพียง ก็ต้องย่อมถือว่า อยู่ในความรับผิดชอบของผู้เป็นโค้ชอยู่ดี แสดงว่าที่ผ่านมา กำกับหละหลวมเกินไป หาใช่ถกตูดหนีไปปั้นเด็กใหม่จะทำได้อย่างปราศจากความละอาย ตัวเองต้องอยู่ Stand by อยู่ช่วยเด็กแก้ปัญหาต่อไป
แม้ว่าในทางการฝึกที่ถูกต้อง จะเริ่มทยอยเพิ่มอัตราของ WM (Weekly Mileage) ให้มากขึ้นเป็นฐานการฝึกใดๆ แต่การทยอยเพิ่มนั้นต้องถูกควบคุมให้มีการขยายที่จำกัด ตราบเท่าที่มันสามารถ get along ไปกันได้กับ Tempo ขอด เขา ยาว และความสด(ปลอดภัยไม่บาดเจ็บ)
เมื่อเอาทั้งหมด เขย่าให้เข้ากัน ผู้วิ่งต้องพอไปได้เด็กสามารถประคับประคองได้ผ่านไปทีละวันอย่างปลอดภัยใน Long term ถ้าไม่ได้ ถ้ารู้สึกตึงตัว ต้องรีบถอย WM ทันที
อย่ามีคำถามว่า เพื่อระยะ 42k 21k 10k ในอายุเท่านี้.....เพศชาย...เพศหญิง...จะต้องฝึก WM ให้ได้ระยะเท่าใด เพราะแสดงว่า เธอยังไม่เข้าใจ
ย้ำว่าสายแข่งให้โฟกัสที่ WM ให้มากตราบที่"ยกพวง" เหล่า Key workouts ทั้งหลายเอาไปทั้งพวงได้ในระยะยาว อย่างไม่บาดเจ็บ ไม่ใช่ WM อย่างเดียวแล้วมันจะเร็วให้
ยังสงสัยตรงไหนอีก?
.
.
กฤตย์ ทองคง
27 สิงหาคม 2563
.