Friday, March 25, 2022

แมลงปอหาทางออก

 แมลงปอหาทางออก

.

.

โดย   กฤตย์ ทองคง 

.

.

ความเห็นต้น..........

.....แทบจะทุกคนนะคะที่ออกมาวิ่ง  สักพักก็อยากได้สถิติ  แล้วมันก็เจ็บวนๆ  ซ้ำไปซ้ำมาค่ะ

Pornwipa Tansuwan 

24  มีนาคม  2565

กฤตย์..........

ที่วิ่งกันแล้วอยากได้สถิติ วิ่งกันจนลุ่มหลงได้รับบาดเจ็บ  ผมเห็นว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  แต่มันเกิดขึ้นตามยุคตามสมัย  ที่มาจากแบบอย่างผลงานวิ่งผู้อื่นเผยแพร่จากสื่อที่กว้างขวางและรวดเร็ว

เราจึงอยากทำได้บ้าง  แต่ถ้าวิ่งกันในสังคมที่ใช้ตัวความรู้กันจริงๆ ไม่นานจะมีเจ็บวนๆ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้

ที่ผมกล่าวเช่นนี้ มาจากสันนิษฐานว่ามนุษย์เรา ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยทรมาน ก็จะเลิกวิ่งและถอนตัวไปเอง  เราจะเชื่อฟังสัญญาณธรรมชาติที่มาในรูปความเหนื่อยทรมานกันทุกคน

ที่สมัยนี้ พวกเราวิ่งกันอย่างไม่สนใจสัญญาณกัน

อาการเจ็บและความไม่พอใจจากการวิ่ง เรากลับอดทนกับมัน  อาการที่ได้รับไม่มีการนำพาใดๆ เพราะใจผู้วิ่งนึกไปถึงอย่างอื่นที่ตนเองคิดว่ามีคุณค่ามากกว่า

บทบาทการเลียนแบบพฤติกรรมวิ่งใหม่ๆเข้ามาแทรกแซง  ผสมปนเปที่มาคู่ควบกันกับสื่อสมัยใหม่  ที่ผู้คนไม่ได้ถูกปูพื้นด้วยการศึกษาอย่างพอเพียงรองรับยุคสมัยข่าวสารข้อมูล

การไตร่ตรองที่เอาเร่งด่วน  วัดกันที่ความสำเร็จในเร็ววัน  เชิดชูแบบอย่างจากไอดอล  วัฒนธรรมป้ายยาและยอมทำตาม   การป้ายยาถูกเชิดชู  ความรู้จริงๆกับไม่นำพา  ทำเป็นรู้ไปงั้น  แต่ลึกๆคือมายาแบบใหม่ๆเท่านั้นเอง

มีบุคลิกค้นคว้าที่ฉาบอยู่ภายนอก  แต่เอาเข้าจริงๆกลับฉาบฉวย  พอให้ได้ชื่อว่าไม่ตกยุค

องค์ความรู้ที่แท้จริงว่าต้องสานก่อตัววิ่งขึ้นอย่างไรถึงจะได้สถิติ  จึงไม่ได้รับการถักทอ  แค่ค้นคว้านำร่องตามด้วยเลียนแบบ

จึงไม่แปลกใจใดๆที่มักฝึกผิดตามๆกันไป  ผลจึงออกมาแบบเจ็บวนๆ ซ้ำๆอย่างที่กล่าว

เพียงถ้าใครเริ่มทำตระหนักว่า  เรากำลังอยู่ในกระแสแบบไหนทุกวันนี้หนึ่ง  และหยั่งถึงเป้าหมายวิ่งของตัวเราเอง  ต้องการให้ผลออกมาแบบไหนจริงๆสอง  ที่ไปพ้นจากการเลียนแบบ  ตอบสนองโจทย์ที่เป็นของเราแล้วละก็

ภาพชัดของการต้องฝึกอะไร  จะเผยออกมาเอง

ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อการวิ่ง  ด้วยร่างกายเป็นหลักไม่ใช่ใจ  ต่อให้ใช้ใจขนาดไหน  ก็จะทะลวงได้ไม่สำเร็จ ถ้าไร้ฐานร่างกาย  แม้ว่าจะปรารถนามากขนาดไหนก็ตาม

เราเอาคุณธรรม "ใจ"  มาใช้กับการวิ่งเป็นหลักไม่ได้  แต่พวกเราหลายคนก็ยังเชิดชูหลักการใจใหญ่   คิดกับมันว่า ใช้ได้  เราจึงยังเห็นความเพียรใช้กันอยู่  ผลออกมา จึงกะร่องกะแร่ง  ไม่ยอมหายขาดเสียทีเรื้อรังรอเวลาเลิกไปเอง

เปรียบเสมือนแมลงปอพลัดหลงเข้ามาในตัวบ้าน มันพยายามที่จะออกข้างนอก  แต่ด้วยความไม่รู้จึงเพียรมุ่งหน้าสู่ที่ที่สว่าง  ชนกระจกฝ้า ชนหน้าต่างบานกระจก ชนจอโทรทัศน์  โดยคิดเอาเองว่านั่นเป็นทางออก  แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่

เพราะความที่สติปัญญามันมีแต่นั้นเอง  จึงไม่รับรู้ว่ามันไม่ใช่ทางออก  ทางออกที่เป็นจริง  กับทางออกที่จะตัวเองคิด เป็นคนละทางกัน

เมื่อยังใช้วิธีแสวงหาทางออกแบบเดิมๆมุ่งทางสว่าง  ก็จะย้ำอยู่นั่นแล้วที่จะวิ่งเข้าชนจนคอหักตายไปเอง

ปรากฏการณ์เจ็บวนๆซ้ำๆ  จึงเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่ไม่จำเป็นจากนักวิ่งร่วมสมัยที่เห็นกัน

ไม่ใช่แน่นอนที่เมื่อมาวิ่งแล้วต้องโชกโชนริ้วรอยแบบนักรบ  โหยหาประสบการณ์วิ่งที่เป็นอาภรณ์ประดับรีซูเม่ แสดงความเก๋าเกม อย่างที่หลายคนเชื่อและทำอยู่

ถ้านักวิ่งกว่าจะวิ่งเก่ง  จะต้องกรุยเข้าไปเจนจัดกับความบาดเจ็บมากมายขนาดนั้นละก็  เขาจะไม่เหลือเรือนร่างที่สมบูรณ์เป็นพาหะไปสู่สถิติที่งดงามใดๆได้เลย

ความผิดพลาดที่เรากำลังพบในโลกแห่งการวิ่ง  มิเป็นเพียงความไม่รู้ว่าต้องฝึกอะไรเท่านั้น  แต่เป็นจากการสำนึกที่คลาดเคลื่อนในคุณค่าที่ควรนิยมอีกด้วย

ป่วยการที่เราจะไปยืนชี้ทางออกให้แมลงปอว่า  ต้องบินออกไปทางนั้น

องค์ความรู้เรื่องวิ่งว่าจะต้องฝึกอะไรเพื่อเป้าหมายสถิติ  ไม่ได้เป็นสิ่งลึกลับ ใครก็รู้ทั้งนั้น  แต่ความรู้ที่ว่าด้วยการนำเอา แต่ละ Ingredient นำมาสอดประสานกันอย่างไรต่างหากที่เราควรทำความกระจ่าง  เสมือนปรุงผัดต้มแกงในครัว   ต้องใส่อะไรบ้างมักรู้กันทั้งนั้น  แต่จะใส่ลงไปเมื่อไร  จะต้องใส่ลงไปหลังน้ำเดือด แล้วต้องปิดฝาหรือไม่  ใส่เครื่องเทศกี่มากน้อยกี่หยิบมือเท่านั้น ไม่ใช่ใส่ทั้งห่อ  นี้ต่างหากที่ทำให้ Ingredients  ทั้งหลายออกมาอร่อยขึ้นมา

รู้กันทั้งนั้นแหละว่า  สายแข่งต้องวิ่งอะไร

*  Interval

*  Tempo

*  Hill

*  Long run

ฯลฯ

แต่ทำไมเราฝึกตามแล้วเดี้ยง

ปรุงตามแล้วเหม็นคาว  เหม็นไหม้  ต้องสาดทิ้ง  ทำไมเป็นเช่นนั้น

เพราะเราไม่พยายามเข้าหาตัวรู้ วิธีปรุง ว่าเขาทำกันอย่างไร

พวกเราหมกมุ่นกับการโพสท่า  ถ่ายรูป  อวดรองเท้ารุ่นใหม่  แบบอย่างจากคนป้ายยานำร่องให้ทำตาม

วิ่งจึงดำเนินไปอย่างสิ้นเปลือง ทั้งๆที่ตัววิ่งไม่ต้องมีอะไรทั้งนั้น  เรามาถึงยุคฝึกกันเองโดยไม่มีเครื่องวัดที่ข้อมือไม่ได้แล้ว  ทั้งๆที่เราใช้แบบแมนน่วลมาแต่ไหนแต่ไร ง่ายกว่าไม่ซับซ้อนด้วย  แต่เอาเข้าจริงๆ เครื่องมือกลับไม่ได้อยู่ในฐานะที่ให้ความเชื่อมั่นได้เลยตามที่กล้างอ้าง  ยังต้องใช้การเทียบเคียงกับแบบแมนน่วลอยู่ดี

การที่วิ่ง  ที่ไม่ด้วยยูนิฟอร์มที่ออกแบบมานั้น ทำให้พวกเราวิ่งอย่างมีความสุขน้อยลง ???

ในขณะที่ความสามารถสังเกตความเป็นไปของเรือนร่างตนเองต่อการฝึก  ได้เดินหน้าไปขนาดไหนอย่างไรแล้วบ้าง  เรากลับไร้เดียงสา

ถ้าเรายังแกะตัวเองให้พ้นจากสภาพต้องเหมือนกับคนอื่น  ไม่ได้แล้วละก็  การจะก้าวพ้นวังวนเจ็บซ้ำไปซ้ำมา ย่อมจะไม่มีทาง  และมันจะกลายเป็นปรากฏการณ์สามัญทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นใดๆตลอดไป

ยิ่งการวิ่งตลอดอายุขัย  ยิ่งจะกลายเป็นแค่วาทกรรมที่สูงเกินความเข้าใจ

.

.

กฤตย์  ทองคง

25  มีนาคม  2565

.

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.